ทะลุมิติไปรวยในยุค 70 ด้วยห้างสรรพสินค้าส่วนตัว

    ตอนที่ 25 : สิ่งที่พ่อไม่อยากให้ลูกรู้

    ตอนที่ 25 :สิ่งที่พ่อไม่อยากให้ลูกรู้

            สามวันต่อมาหลินซูเหยาไม่ได้เปิดสมุดพ่ออีก

            ชีวิตกลับเข้าสู่จังหวะปกติ

            ตื่นก่อนฟ้าสาง

            ก่อไฟ

            ไปทำงาน

            กลับมาซ่อมบ้านทีละอย่าง

            หน้าต่างด้านหนึ่งยังปิดไม่สนิท

            โอ่งน้ำมีรอยร้าวเล็ก

            ฟืนเหลือไม่มาก

            เ๱ื่๵๹ที่ต้องคิดมีมากกว่าความจริงในอดีต

            แต่ความแตกต่างจากตอนอยู่กระท่อมมีอยู่ทุกวัน

            ตอนเช้าเธอสามารถปิดประตูกินไข่ต้มครึ่งฟองกับโจ๊กโดยไม่ต้องคอยฟังว่าใครเดินมา

            ตอนเย็นสามารถเข้าไปในห้างอาบน้ำสระผม หรือดื่มนมก่อนนอนโดยไม่ต้องกังวลว่ากลิ่นหรือบรรจุภัณฑ์จะถูกค้นเจอ

            เธอยังไม่ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย

            แต่เริ่มใช้ชีวิตเหมือนคนที่มีสิทธิ์ดูแลตัวเอง

            เช้าวันหนึ่งหลินซูเหยายืนหน้ากระจกในห้างแล้วลองจับต้นแขน

            ยังผอม

            แต่ไม่เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกเหมือนวันแรก

            เธอลองชั่งน้ำหนักด้วยเครื่องชั่งในแผนกสุขภาพแล้วจดตัวเลขไว้ในใจไม่คิดนำกระดาษออกไป

            เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

            ไม่มาก

            แต่ไปในทิศทางที่ถูก

            “ดี”

            แค่คำเดียวก็ทำให้อารมณ์ดีขึ้นอย่างประหลาด

            หลินซูเหยาเดินต่อไปยังแผนกเสื้อผ้าหยุดมองชุดสวย ๆ เพียงครู่เดียวแล้วเดินผ่าน

            ตอนนี้ต่อให้มีเสื้อผ้าทั้งห้างเธอก็เอาออกไปใส่ด้านนอกไม่ได้ง่าย ๆ

            แต่ของบางอย่างใช้ได้

            เธอเลือกเสื้อยืดผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มหนึ่งตัวกับกางเกงนอนเรียบๆ ไม่มีโลโก้เด่น ตั้งใจใส่เฉพาะตอนอยู่ในห้างหรือเวลาปิดบ้านแน่นสนิท

            หลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเธอนอนในเสื้อผ้าเก่าที่ผ่านการซักจนเนื้อแข็ง

            คืนนี้ถ้าอยากให้รางวัลตัวเองด้วยเสื้อที่ไม่ขูดผิวก็คงไม่ถือว่าฟุ่มเฟือยเกินไป

            เธอยังหยิบหวีซี่ห่างกับยางรัดผมธรรมดาเพิ่ม

            ไม่ใช่เพราะ๻้๵๹๠า๱แต่งตัว

            แต่ผมยาวของร่างนี้พันกันง่ายเกินไปจนเสียเวลา

            ผู้หญิงวัยสามสิบห้าในชีวิตก่อนเคยซื้อเวลาได้ด้วยทีมงานและระบบ

            ตอนนี้เธอซื้อเวลาให้ตัวเองได้ด้วยหวีหนึ่งอันก็ถือว่าคุ้ม

            ก่อนออกเธอยังแวะหยิบน้ำอุ่นดื่มเต็มแก้ว

            ร่างกายนี้ไม่๻้๪๫๷า๹ปาฏิหาริย์๻้๪๫๷า๹เพียงอาหาร น้ำ การพัก และเวลาให้มากพอ

            สิ่งเหล่านี้เธอมีแล้ว

            เธอหยิบนมกับไข่เพิ่มสำหรับสองวันถัดไปก่อนเดินออกจากห้างไปทำงาน

            วันนี้หัวหน้าหน่วยผลิตให้เธอช่วยคัดของชุดใหม่

            กองพืชป่าถูกเทลงบนเสื่อใหญ่มีทั้งของดีและของเสียปนกัน

            หลินซูเหยาหยิบรากหนึ่งขึ้นมาดินเกาะหนา

            อีกชิ้นสะอาดกว่าอย่างเห็นได้ชัด

            แต่สุดท้ายกลับถูกโยนลงกระสอบเดียวกัน

            คนรับของจากสหกรณ์คนเดิมมาถึง๰่๭๫สาย

            ของที่หลินซูเหยาทดลองแยกไว้ถูกมัดต่างหาก

            ชายคนนั้นหยิบขึ้นมาดูพลิกสองสามครั้ง

            “กองนี้ใครทำ”

            หัวหน้าหน่วยผลิตชี้

            “ซูเหยาลองแยกไว้”

            เขามองเธอ

            “แห้งกว่ากองอื่น”

            “ค่ะ”

            “ดินน้อยด้วย”

            เขาลองชั่งเทียบ

            ไม่ได้พูดเ๱ื่๵๹เพิ่มราคาอย่างที่คนรอบข้างหวัง

            เพียงบอกว่า

            “ถ้าทำได้แบบนี้ทุกครั้งของเสียน้อยลง”

            แล้วจดบางอย่างลงในสมุดของตัวเอง

            หญิงที่ทำงานข้างหลินซูเหยากระซิบทันทีหลังเขาเดินไป

            “เห็นไหมเขาชอบ”

            “เขายังไม่ได้บอกว่าจะให้ราคาเพิ่มค่ะ”

            “แต่ก็ไม่ได้บ่น”

            หลินซูเหยายิ้ม

            “อย่างน้อยก็ถือว่าไม่เสียเวลา”

            เธอไม่ได้คาดหวังว่าจะทำครั้งเดียวแล้วได้เงินมากขึ้นทันที

            แค่รู้ว่าคนรับของเห็นความต่างก็พอ

            สิ่งที่ต้องดูต่อคือความต่างนั้นมีค่ามากพอให้คนอื่นยอมเสียเวลาแยกหรือไม่

            ตอนพักหญิงข้างตัวถาม

            “ถ้าสุดท้ายเขาไม่เพิ่มราคาเธอจะทำต่อหรือ”

            “ถ้าไม่เพิ่มจริงก็หยุดค่ะ”

            “ง่ายแค่นั้น?”

            “ไม่คุ้มก็ไม่ทำ”

            อีกฝ่ายหัวเราะ

            “ฉันนึกว่าเธอจะบอกต้องอดทน”

            หลินซูเหยาก็หัวเราะ

            “อดทนกับงานที่ไม่คุ้มไม่ทำให้ข้าวเพิ่มขึ้นในหม้อหรอกค่ะ”

            คำตอบทำให้คนรอบข้างหัวเราะตาม

            แต่หญิงสองคนเริ่มช่วยเธอแยกของโดยไม่ต้องเรียก

            หลินซูเหยามองเห็นแล้วจำไว้

            ถ้าวิธีหนึ่งทำให้คนอื่นเข้าใจง่ายพอจนทำตามได้โดยไม่ต้องยืนเฝ้านั่นต่างหากคือสิ่งที่ขยายต่อได้

            ยังไม่ใช่ตอนนี้

            แต่เธอเห็นเมล็ดของมันแล้ว

            เย็นวันนั้นหลินซูเหยากลับบ้านด้วยอารมณ์ดี

            เธอหุงข้าวฟ่างไว้ตามปกติเพื่อให้กลิ่นและปริมาณอาหารในบ้านไม่ผิดจากสิ่งที่คนอื่นเห็น

            แต่พอประตูปิดก็เข้าไปในห้างหยิบเต้าหู้อ่อนกับเนื้อหมูนึ่งชิ้นเล็กออกมา

            เนื้อไม่ถึงครึ่งฝ่ามือ

            สำหรับชีวิตก่อนน้อยจนแทบไม่เรียกว่ามื้ออาหาร

            สำหรับร่างนี้กลับเป็๞ความฟุ่มเฟือยที่พอดี

            หลินซูเหยาตักข้าวคำหนึ่งกับเนื้อคำเล็ก

            เคี้ยวช้าๆ

            “อร่อย”

            เธอพูดออกมาตรงๆ

            ไม่มีใครได้ยิน

            นั่นยิ่งทำให้ยิ้ม

            หลังอาหารเธอทำความสะอาดบ้าน เดินตรวจกลอนประตูตามนิสัย

            ก่อนนอนเธอเข้าไปในห้างอีกครั้งเปลี่ยนเป็๞เสื้อยืดผ้าฝ้ายตัวใหม่ที่เลือกไว้ตอนเช้า

            เนื้อผ้านุ่มจนหลินซูเหยาต้องก้มมองแขนตัวเอง

            ความสบายเล็กๆ ที่เคยเป็๞เ๹ื่๪๫ธรรมดาในโลกเดิม กลายเป็๞ของหรูหราในชีวิตนี้

            เธอไม่ได้คิดจะเอาออกมาใส่ต่อหน้าคนอื่น

            แค่มีพื้นที่หนึ่งที่ไม่ต้องสวมเสื้อเก่าไม่ต้องระวังสายตาใคร ก็เพียงพอแล้ว

            หลินซูเหยานั่งพักบนเก้าอี้ในห้างไม่ถึงสิบนาทีก่อนกลับออกมาสวมชุดเดิมสำหรับนอนในบ้าน

            จากนั้นจึงหยิบสมุดพ่อขึ้นมาอีกครั้ง

            ครั้งนี้ไม่ได้อ่านหาคำตอบว่าใครใส่ร้าย

            เธออ่านสิ่งที่พ่อเขียนหลังลูกโตขึ้นเรื่อยๆ

            หลายครั้งเมื่อซูเหยาวัยเด็กถามถึงปักกิ่ง พ่อจะเปลี่ยนเ๱ื่๵๹

            บางหน้ามีเพียงประโยคสั้นๆ

            “ลูกยังไม่จำเป็๲ต้องรู้”

            อีกหน้า

            “เ๱ื่๵๹ของบ้านเดิมไม่เกี่ยวกับชีวิตของลูก”

            และอีกหน้า

            “ถ้าวันหนึ่งฉันไม่อยู่อย่าให้ความโกรธพาลูกเข้าไปแบกเ๱ื่๵๹ที่พ่อไม่อยากให้ลูกต้องแบก”

            หลินซูเหยาหยุดมือ

            ข้อความพวกนี้ไม่ได้เขียนติดกัน

            บางประโยคห่างกันเป็๞ปี

            แต่เจตนาเหมือนกัน

            พ่อไม่ได้เตรียมลูกให้ตามเ๹ื่๪๫อดีตของเขา

            พยายามกันลูกออกจากเ๱ื่๵๹นั้นมาตลอด

            หากเป็๞หลินซูเหยาวัยสิบเจ็ดปีคนเดิมเธออาจเลือกเชื่อคำของพ่อแล้วไม่ถามต่อ

            แต่คนที่กำลังนั่งอยู่ตรงโต๊ะนี้เคยใช้ชีวิตมาแล้วสามสิบห้าปี

            เธอรู้ดีว่าการไม่รีบเข้าไปยุ่ง กับการทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็๞คนละเ๹ื่๪๫กัน

            ตอนนี้ไม่ใช่เวลาของปักกิ่ง

            เธอยังมีบ้านที่ต้องซ่อม

            เงินที่ต้องหา

            ร่างกายที่ต้องฟื้น

            และชีวิตที่ต้องตั้งหลักให้มั่น

            หลินซูเหยาปิดสมุด

            หยิบกระดาษแผ่นเล็กจากลิ้นชัก

            บนกระดาษมีตัวเลขน้ำหนักของพืชที่ทดลองแยกวันนี้

            ของแห้งเท่าไร

            ของชื้นเท่าไร

            ของเสียเท่าไร

            ไม่มีเ๹ื่๪๫ใหญ่

            เพียงตัวเลขไม่กี่บรรทัด

            แต่ตอนนี้มันสำคัญกว่าเ๹ื่๪๫อดีตของพ่อที่ปักกิ่ง

            เพราะก่อนจะถามใครว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อ

            เธอต้องทำให้ตัวเองยืนได้ก่อน

            เช้าวันต่อมาของที่เธอทดลองแยกไว้ถูกมัดต่างหากอีกครั้ง

            หญิงสองคนที่เคยถามเริ่มแยกได้เอง

            หลินซูเหยาไม่ได้เข้าไปแก้ทุกกำ

            เพียงบอกเกณฑ์สั้นๆ

            ก้านแห้ง

            ดินน้อย

            ส่วนเสียแยกออก

            ถ้าลังเลให้วางกองกลาง

            ตอนสายคนรับของมาดูแล้วพยักหน้า

            “แบบนี้ค่อยคุยกันง่าย”

            ยังไม่มีคำว่าราคาเพิ่ม

            แต่มีคำว่า“ค่อยคุยกัน”

            หลินซูเหยาถือว่าเป็๲ก้าวแรก

            ๰่๭๫เย็นระหว่างเดินกลับบ้านเธอเจอหญิงสองคนกำลังคุยเ๹ื่๪๫ของเก่าที่ครอบครัวหลินต้าจวงส่งคืนให้ตามคำตัดสิน

            “โต๊ะของพ่อเธอยังอยู่ครบไหม”

            “อยู่ค่ะ”

            “ของแม่ล่ะ”

            “มีเหลืออยู่บ้างค่ะ”

            คนหนึ่งถอนหายใจ

            “ดีแล้วอย่างน้อยของของพ่อแม่ก็กลับมาอยู่กับลูก”

            หลินซูเหยารับคำแล้วเดินต่อ

            เ๹ื่๪๫ของเก่าที่ถูกส่งคืนไม่ใช่ความลับ

            แต่ไม่มีใครรู้เ๱ื่๵๹หีบ

            ไม่มีใครรู้เ๹ื่๪๫สมุด

            เธอคิดว่าอย่างนั้น

            จนวันต่อมามีคนหนึ่งถามถึงสิ่งที่คนอื่นไม่เคยถาม