บทที่ 7: การเก็บเกี่ยวที่ง่ายดาย
เมื่อเก็บซ่อนวัตถุดิบสำคัญอย่างแเีแล้ว หลิงเซียวก็ไม่ได้กลับไปยังหมู่บ้าน เขากลับมุ่งหน้าลึกเข้าไปในป่าทึบยิ่งกว่าเดิม ดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลง สาดแสงสีทองสุดท้ายลอดผ่านม่านใบไม้ลงมายังพื้นดิน สร้างเงาทอดยาวดูน่าพิศวง
เขาไม่ได้เดินอย่างไร้จุดหมาย การค้นหาสัตว์อสูรที่ทรงพลังนั้นมีหลักการของมันอยู่
"ตามหลักของนิยายแล้ว สัตว์อสูรที่เฝ้าสมบัติ์มักจะเลือกอาศัยในสถานที่ที่มีพลังลมปราณหนาแน่นที่สุด" เขาคิดพลางเพ่งสมาธิไปที่การรับรู้รอบกาย
แม้ระดับพลังของเขาจะยังต่ำต้อย แต่ในฐานะเผ่าิญญา เขาก็ยังคงมีความสามารถในการััพลังงานธรรมชาติได้ดีกว่ามนุษย์ทั่วไป เขาหลับตาลง ััถึงการไหลเวียนของลมปราณในอากาศ...ทิศเหนือ! มีกระแสพลังงานที่เข้มข้นกว่าทิศอื่นอย่างชัดเจน
เขาไม่ลังเล รีบมุ่งหน้าไปยังทิศนั้นทันที ระหว่างทาง เขาเริ่มสังเกตเห็นร่องรอยที่ผิดปกติ...รอยเท้าขนาดใหญ่ที่ประทับอยู่บนดินชื้น, กิ่งไม้สูงๆ ที่หักโค่นอย่างไม่เป็ธรรมชาติ และรอยขีดข่วนลึกบนลำต้นของต้นไม้โบราณ นี่คือสัญญาณการประกาศอาณาเขตของสัตว์ร้ายที่ทรงพลัง
หลังจากเดินทางต่อไปอีกครึ่งชั่วยาม ในที่สุดเขาก็มาถึงเชิงหน้าผาหินสูงชันแห่งหนึ่ง และสิ่งที่เขาเห็นก็ทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้น
กลางหน้าผานั้นมีโพรงถ้ำขนาดใหญ่ตั้งอยู่ และที่น่าอัศจรรย์ที่สุดคือ บริเวณปากถ้ำมีพลังลมปราณที่หนาแน่นจนเกือบจะควบแน่นเป็หมอกสีขาวจางๆ บนชะง่อนหินใกล้ๆ กับปากถ้ำ มีต้นไม้ประหลาดต้นหนึ่งกำลังเติบโตอย่างท้าทายแรงโน้มถ่วง บนกิ่งของมัน มีผลไม้สีแดงสดราวกับโลหิตลูกหนึ่งกำลังอาบไล้แสงจันทร์ที่เริ่มสาดส่องลงมา มันเปล่งประกายเรืองรองราวกับมีชีวิต
และที่ปากถ้ำนั้นเอง...มีร่างมหึมานั่งขวางอยู่
มันคือวานรขนาดใหญ่ที่มีขนสีเงินสะท้อนแสงจันทร์เป็ประกายงดงาม กล้ามเนื้อทุกมัดบนร่างของมันอัดแน่นไปด้วยพละกำลัง ลมหายใจเข้าออกแต่ละครั้งทำให้เกิดกระแสลมวนเบาๆ รอบกาย มันนั่งนิ่งสงบราวกับรูปสลัก แต่รัศมีกดดันที่แผ่ออกมานั้นหนักหน่วงจนทำให้อสูรระดับต่ำในบริเวณใกล้เคียงไม่กล้าเฉียดกายเข้ามาใกล้
"วานริญญา..." หลิงเซียวกระซิบกับตัวเอง เขาััได้ถึงพลังที่น่าสะพรึงกลัวนั้น หากต้องสู้กันตรงๆ เขาคงถูกบดขยี้เป็เศษเนื้อในพริบตา
แต่เขาไม่คิดจะสู้ั้แ่แรกแล้ว
หลิงเซียวหาที่ซ่อนตัวหลังพุ่มไม้หนาทึบแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ใต้ลม เขาวางตะกร้าลงและมองขึ้นไปยังท้องฟ้าเพื่อสังเกตทิศทางของสายลม...ยังไม่ใช่ตอนนี้ ลมยังคงพัดจากถ้ำมายังทิศที่เขาอยู่
เขาไม่ได้รีบร้อน แต่กลับนั่งลงขัดสมาธิและหลับตารอคอยอย่างสงบ ความอดทนคือคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของนักล่า และในตอนนี้ เขาก็คือยอดนักล่าที่กำลังจะขโมยสมบัติล้ำค่าที่สุด
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า...หนึ่งชั่วยาม...สองชั่วยาม...
ในที่สุด เขาก็รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลง! ยอดไม้เริ่มไหวเอนไปในทิศทางตรงกันข้าม สายลมยามค่ำคืนได้เปลี่ยนทิศแล้ว มันกำลังพัดจากตำแหน่งของเขาตรงไปยังถ้ำบนหน้าผา!
"ถึงเวลาแล้ว"
ดวงตาของหลิงเซียวเปิดขึ้น เปล่งประกายคมกริบ เขารื้อสมุนไพรธรรมดาออกจากตะกร้า เผยให้เห็นดง "หญ้ากระซิบน้ำค้าง" ที่อยู่ข้างใต้ เขาหยิบมันออกมาวางรวมกันเป็กองเล็กๆ จากนั้นจึงหยิบหินเหล็กไฟสองก้อนที่เตรียมมาออกจากแขนเสื้อแล้วตีกระทบกันจนเกิดประกายไฟ
เปลวไฟเล็กๆ ลุกไหม้ขึ้นบนกองหญ้าอย่างรวดเร็ว แต่มันไม่ได้ลุกโชน กลับคุกรุ่นและปล่อยกลุ่มควันหนาทึบสีเงินอมฟ้าออกมาเป็สาย ควันนั้นมีกลิ่นหอมอ่อนๆ และมันก็ลอยตามกระแสลมตรงไปยังปากถ้ำอย่างแม่นยำ
บนหน้าผา วานริญญาที่กำลังนั่งหลับตาทำสมาธิพลันขยับจมูกฟุดฟิด มันลืมตาขึ้นมองซ้ายมองขวาด้วยความสงสัย แต่แล้วดวงตาที่เคยทรงพลังของมันก็เริ่มหรี่ปรือลงอย่างช้าๆ มันสัปหงกอยู่หนึ่งครั้ง...สองครั้ง...และในครั้งที่สาม ร่างมหึมาของมันก็เอนลงพิงกับผนังถ้ำ และผล็อยหลับไปในที่สุด พร้อมกับเสียงกรนที่ดังครืดคราดเบาๆ
หลิงเซียวรออยู่อีกครู่หนึ่งเพื่อให้แน่ใจ ก่อนจะเคลื่อนตัวออกจากที่ซ่อนอย่างแ่เบาราวกับเงาภูติ เขาปีนป่ายหน้าผาด้วยความคล่องแคล่วว่องไวและในไม่ช้าก็มาถึงชะง่อนหินหน้าปากถ้ำ
เขายืนอยู่เบื้องหน้าวานริญญาที่หลับใหล ััได้ถึงพลังอันน่าเกรงขามที่แฝงอยู่ในร่างนั้นอย่างชัดเจน ด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก เขายื่นมือออกไปลูบหัวที่มีขนสีเงินหนานุ่มของมันเบาๆ ครั้งหนึ่ง "ขอยืมของดีของเ้าไปใช้ก่อนแล้วกันนะ สหาย"
จากนั้น เขาก็หันไปยังต้นไม้ประหลาดและเอื้อมมือไปเด็ดผลไม้สีแดงสดลูกนั้นมาไว้ในมือ
ทันทีที่มันหลุดออกจากขั้ว พลังงานชีวิตอันเข้มข้นก็แผ่พุ่งออกมาจากผลไม้ในมือจนเขารู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง
หลิงเซียวไม่รอช้า เขามองวานริญญาเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังกลับและเร้นกายหายเข้าไปในความมืดของผืนป่าอย่างรวดเร็ว
สมบัติล้ำค่า...ตกอยู่ในมือของเขาแล้ว!