ตอนที่101
โดนโจมตี
“เจ้าเด็กเวรมองข้าอย่างนั้นเหรอเจ้าอยากตายเหรออย่างไร”
เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างไม่พอใจ
ชายในกลุ่มคนหนึ่งมีนามว่าฮ่าวฉุนมองเด็กหนุ่มที่จ้องพวกเขาด้วยแววตาความเกลียดชังช่างกล้าหาญมากนักที่ใช้แววตาพวกนั้นจ้องพวกตนทำให้เขารู้สึกเดือดดาลอย่างยิ่งเพราะไม่มีใครกล้าใช้สายตามองพวกเขาเช่นนี้
เหล่าบรรดาศิษย์หอสมุนไพรพอหันไปดูไป๋เหอกลับทำให้พวกเขาตกใจหน้าซีดเผือดนึกว่าไป๋เหอจะเดินตามหลังพวกเขามาแล้ว
เนี่ยเฟิงที่เป็นคนใกล้ชิดไป๋เหอมากที่สุดรีบไปจูงแขนเขาให้ตามหลังตนมายังโค้งคำนับให้กับคนผู้นั้นด้วยความกริ่งเกรงพยายามสื่อสารภาษากายโค้งแล้วโค้งอีกเพื่อเป็นการขอโทษก่อนจะเดินออกจากที่ตรงนั้นให้ไวไม่ต้องการให้เกิดเรื่องขึ้นที่นี่
“ข้าให้พวกเจ้าไปแล้วเหรอ” ฮ่าวฉุนที่ยังมีอารมณ์ความขุ่นเคืองเขาไม่ยอมที่จะปล่อยให้เด็กหนุ่มผู้นี้ไปแต่โดยดีหากไม่ได้สั่งสอนเสียก่อน
“ศิษย์พี่ข้าขอโทษโปรดอภัยให้ศิษย์น้องของข้าที่ไม่รู้ประสีประสาถือว่าข้าขอโทษแทนน้องของข้าเขายังเด็กยังไม่รู้เรื่องอะไร”
ถังซานรีบวิ่งเข้ามาคารวะคนทั้ง5 ด้วยท่าทีอ่อนน้อมในความเป็นจริงเขาอายุมากกว่าคนทั้ง 5 แต่จำต้องก้มหัวให้เด็กๆ ที่พึ่งเข้าสำนักทีหลัง ด้วยความจำยอมไม่ต้องการหาเรื่องกับคนพวกนี้ ธาตุดินล้วนแล้วแต่เป็นคนที่น่ารังเกียจชอบกลั่นแกล้งพวกเขาอยู่เรื่อยทั้งที่หอสมุนไพรพยายามอยู่ห่างๆไว้แล้วแท้ๆ
“ข้าย่อมปล่อยศิษย์น้องของเจ้าไปก็ได้นะแต่เจ้าต้องเอาข้าวเทราดหัวเจ้านี่ก่อนข้าถึงจะปล่อยไป”
พอคำพูดของฮ่าวฉุนหลุดออกจากปากเหล่าบรรดาศิษย์ธาตุดินอีก4 คนก็พากันหัวเราะลั่น
มีศิษย์จำนวนมากมองกันมาทางที่พวกหอสมุนไพรยืนบางคนก็มีใจนึกสงสารแต่บางคนก็รู้สึกเฉยๆชินชาเสียแล้วที่หอสมุนไพรมักจะโดนกลั่นแกล้งอยู่เสมอแต่มีสายตาสองคู่รู้สึกเดือดดาลไม่ต่างกันชายคนหนึ่งกำลังจะลุกขึ้นไปยังคนกลุ่มนั้นด้วยไม่อาจทนได้แล้ว
“เจ้าจะไปไหน”
เหยียนผิงคว้าข้อมือของมู่เฉินไว้ไม่ต้องการให้ออกไปหาเรื่องใส่ตัวคิดว่าให้รอจังหวะโอกาสกว่านี้ก่อนด้วยกำลังฝีมือของพวกเขาในตอนนี้ไม่อาจต่อกรกับธาตุดินกลุ่มนี้ได้เลยขืนออกไปตอนนี้ก็มีแต่ได้รับบาดเจ็บกลับมาแม้เขาจะอยู่ธาตุดินแต่คนละกลุ่มกับคนพวกที่หาเรื่องไป๋เหอ
“แล้วเจ้าจะทนดูเขาที่เคยช่วยเราไว้โดนกลั่นแกล้งอย่างนี้เหรอ” มู่เฉินมีความโกรธแค้นแทนไป๋เหออย่างมากเขาต้องการจะวิ่งเข้าไปช่วยเหลือแต่ก็โดนเหยียนผิงห้ามไว้
“เจ้าอย่าลืมสิไป๋เหอไม่ใช่คนธรรมดานะที่พวกเรารอดมาได้ก็เป็นเขาที่ช่วยเหลือเจ้าพวกนั้นไม่คณามือเขาหรอก”
เหยียนผิงคิดว่าไป๋เหอน่าจะเอาตัวรอดได้และที่เขาสงสัยก็คือทำไมไป๋เหอที่มีความสามารถมากเหตุใดถึงไม่ปรากฏธาตุใด ที่ช่วยสนับสนุนในการฝึกฝนทำให้เขางุนงงไปหมดว่ามันเกิดอะไรขึ้นเมื่อได้รับรู้ว่าไป๋เหอได้มาอยู่ในหอสมุนไพรแทนที่จะปรากฏตัวอยู่ในธาตุอื่นสร้างความสับสนให้เขาเป็นอย่างมาก
ทางไป๋เหอไม่ได้แสดงสีหน้าอันใดออกมาเพียงจ้องมองคนที่กำลังหัวเราะตนเขาจดจำรายละเอียดหน้าตาของคนกลุ่มนี้ไว้แล้วย่อมที่จะหาโอกาสแก้แค้นภายหลังแม้เขาจะสามารถฆ่าคนเหล่านี้ได้เลยอย่างไม่ต้องรอเวลาแต่เขาก็ไม่สามารถทำได้ในตอนนี้ด้วยกฎระเบียบของสำนักที่ตั้งไว้ก็คือหากอยู่ในสำนักห้ามฆ่ากันถึงตายยกเว้นทำสัญญาประลองเป็นตาย
เนี่ยเฟิงเห็นท่าไม่ดีแล้วเขาก็รีบวิ่งเข้าไปใกล้คนพวกนั้นแล้วเอ่ยกล่าววาจาอันน่าฟังออกมา
“ศิษย์พี่เรื่องนี้ท่านพอจะอนุโลมให้ศิษย์น้องข้าได้เหรอไม่น้องข้ายังไม่รู้ประสีประสาอันใดโปรดยกโทษให้น้องข้าเถอะ”
นอกจากคำพูดแล้วมีบางสิ่งบางอย่างที่ออกจากกระเป๋าของเนี่ยเฟิงเขาวางของในมือให้คนทั้ง5 หวังว่าคนทั้ง 5จะยอมโอนอ่อนแล้วปล่อยพวกเขาไป
คนทั้ง5 เมื่อเห็นของในมือมันคือถุงเหรียญจำนวน 5,000 เหรียญ เพียงยกยิ้มเบาๆแม้จะพอใจอย่างมากในจำนวนเงินแต่คำสั่งของสหายสนิทก็สำคัญก่อนจะเอ่ยกล่าวขึ้นอีกครั้ง
“พวกเจ้าไปให้พ้นอย่าให้ข้าเจออีกนะไม่งั้นน้องเจ้าไม่ตายดีแน่”
แม้จะกล่าวเช่นนี้แต่ความคิดกลับสวนทางในเมื่อรับปากแล้วย่อมที่จะจัดการสั่งสอนบ้าง
เมื่อเหล่าบรรดาศิษย์หอสมุนไพรเดินทางกลับ ไป๋เหอมองเห็นความตึงเครียดของศิษย์พี่ทั้งหมดก็รู้สึกไม่สบายใจก่อนจะเอ่ยกล่าว
“ศิษย์พี่เรื่องวันนี้ข้าขอโทษที่ทำให้พวกท่านเดือดร้อน”
เขาหันไปมองทุกคนอย่างรู้สึกผิดโดยเฉพาะศิษย์พี่เนี่ยเฟิงที่ลงทุนใช้เงินในการช่วยเหลือเขาแม้สำหรับเขาไม่ใช่เงินจำนวนมากมายแต่จะต้องเอาเงินมาคืนศิษย์พี่ เขารู้ว่าศิษย์พี่ทั้งหลายเป็นห่วงเขามากทั้งที่เตือนเขาแล้วแท้ๆ
เขาแค่คิดว่าทำไมพวกตนต้องยอมโดนกลั่นแกล้งด้วยและคิดว่าพวกศิษย์พี่คงจะโดนจนชินแล้วซึ่งเขาพึ่งมาใหม่ยังไม่ชิน
“เรื่องมันผ่านไปแล้วอย่าไปพูดถึงเลยต่อไปเจ้าต้องอยู่ให้ห่างจากคนพวกนี้ไว้อย่าเข้าไปพัวพันกับพวกเขาเด็ดขาด”เนี่ยเฟิงกล่าวขึ้นเขาอยากจะรีบไปให้ถึงที่ตำหนักหอสมุนไพรให้เร็วที่สุดเขากลับไม่รู้สึกดีนักเมื่ออยู่ด้านนอกเช่นนี้
“ขอรับข้าเข้าใจแล้ว”
ไป๋เหอเพียงตอบส่งๆและคิดหาวิธีจัดการพวกเขาหากมีโอกาสเขาคิดว่าคนพวกนั้นจะต้องกลับมาหาเรื่องอีกแน่เรื่องนี้ไม่จบง่ายๆหรอก
ในระหว่างทางที่พวกเขาเดินไปอย่างเงียบสงบไป๋เหอที่เปิดจิตสัมผัสมาตลอดทางเขารับรู้ถึงการมีตัวตนของคนกลุ่มหนึ่งที่คอยสะกดติดตามพวกเขาอยู่ไม่ห่างเขาคอยระวังตัวเองและคอยจะปกป้องศิษย์พี่หากมีอะไรเกิดขึ้น
เมื่อพวกเขาเดินมาถึงทางที่เงียบเปล่าเปลี่ยวมีต้นไม้ที่ขึ้นหนาแน่นไร้ผู้คนสัญจรไปมาก็ได้มีเสียงหนึ่งแว่วมาแต่ไกล
“พวกเจ้าหยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
ชายทั้ง5 คน เหาะลงจากระบี่แล้วรีบวิ่งเข้ามาขวางพวกเขาไว้พลังไอสังหารแผ่ครอบคลุมคนทั้ง8 ทำให้พวกคนเหล่านั้นต้องหยุดชะงักเมื่อรับรู้ถึงภัยอันตรายมาเยือน
“พวกเจ้าเป็นใคร!”
เซียวฟานที่เป็นศิษย์พี่ใหญ่รีบเดินไปข้างหน้าขวางพวกเขาไว้ไม่ให้ทำอะไรศิษย์น้อง เขาย่อมเสียสละได้หากเกิดเหตุการณ์ที่อันตรายแม้รู้ว่าพวกชายทั้ง5 คนไม่ได้คิดหมายจะเอาชีวิตแต่พวกเขาก็ไม่ควรจะต้องโดนทำร้าย
บรรดาคนทั้ง6 รู้สึกหวาดกลัวคนตรงหน้าด้วยความที่พวกเขาปล่อยพลังที่เหนือกว่าเข้าข่มแต่ไป๋เหอกลับไม่ได้รับผลกระทบเขาจ้องมองคนพวกนั้นด้วยสายตานิ่งเรียบจิตใจไม่ได้เกิดความหวาดกลัวเพียงเพ่งมองคนพวกนั้น กำลังตรึกตรองดูว่าคนพวกนั้นเป็นใครกันมีความสามารถแค่ไหนและกลิ่นอายของพวกเขาไม่สามารถปิดบังสายตาของไป๋เหอได้พวกเขาเพียงอยู่ขั้นพลังโลหิตระดับต้นเท่านั้นย่อมทำอะไรไป๋เหอไม่ได้
“วันนี้เจ้าทำให้ใครบางคนไม่พอใจหากจะโทษก็โทษที่เจ้าอ่อนแอเกินไป” ชายผู้หนึ่งได้กล่าวขึ้นเขาได้รับการว่าจ้างจากตำหนักธาตุดินให้มาสั่งสอนหอสมุนไพรด้วยเงินจำนวนหนึ่ง
ศิษย์หอสมุนไพรพอได้ยินก็เข้าใจได้ทันทีว่าพวกตนไปล่วงเกินใครคิดว่าวันนี้คงจะได้รับบาดเจ็บเหมือนเช่นเคย
เซียวเหยียนที่จำพวกเขาได้ว่า2 คนอยู่ธาตุน้ำและอีก 3คนน่าจะอยู่ธาตุลมและคนที่ส่งพวกเขามาไม่รู้ว่าเป็นใครเพราะมีหลายคนเหลือเกินที่คอยกลั่นแกล้งพวกเขาเมื่อกี้ในโรงอาหารก็มี2 กลุ่มน่าจะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในพวกนี้
“พวกเจ้าปล่อยพวกข้าไปเถอะวันนี้พวกข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ” เซียวเหยียนกล่าวขึ้นหวังว่าคนกลุ่มนี้จะยอมใจอ่อนปล่อยพวกเขาไป
“ข้าก็อยากจะปล่อยพวกเจ้าไปนะแต่ทำไงได้ข้ารับปากคนที่ไหว้วานแล้วย่อมที่ไม่อาจจะปล่อยพวกเจ้าไปได้”
เมื่อได้รับเงินมาแล้วย่อมที่จะต้องจัดการให้สำเร็จแม้ว่าเหยื่อจะขอร้องอ้อนวอนแค่ไหนเขาทำได้เพียงเฉยชา ที่เขามาหาเรื่องหอสมุนไพรก็เพราะมีคนจ่ายเงินอย่างงามเขาย่อมจัดการให้สำเร็จแล้วอีกอย่างพวกนี้ก็กระจอกสิ้นดีคงจะใช้เวลาจัดการง่ายๆไม่ต้องใช้พลังงานเยอะ มีอีกอย่างหนึ่งที่พวกเขาก็รู้สึกดีก็คือคำพูดของบุคคลอื่นที่บอกว่าหากจัดการหอสมุนไพรได้ทรัพยากรที่พวกเขามีย่อมจะตกเป็นของคนผู้นั้น ด้วยหอสมุนไพรเป็นผู้ผลิตยาต่างๆออกมาในตัวย่อมมีเม็ดยาที่พอจะช่วยพวกเขาได้ถึงแม้ว่ามันจะเป็นระดับต่ำก็ตามเถอะผู้ฝึกตนย่อมแสวงหาความก้าวหน้าจากตัวเม็ดยาพวกนั้นไม่ต่างกันยิ่งเม็ดยาระดับสูงแล้วย่อมที่จะทำให้การก้าวหน้าขั้นพลังสูงขึ้นหากมีเม็ดยาที่ดี
“เซียวเหยียนเจ้าพาพวกศิษย์น้องหนีไปก่อนปล่อยให้ข้ากับเสียวฉุนรับมือเอง”
เซียวฟานไม่ใช่เพิ่งเคยพบเจอเหตุการณ์แบบนี้พวกเขาหอสมุนไพรมักโดนรังแกอยู่เสมอและเขาจะไม่ยอมให้ศิษย์น้องตนเองได้รับบาดเจ็บเขายอมเจ็บได้เพื่อปกป้องดูแลในฐานะเป็นศิษย์พี่ใหญ่
พวกเขาทั้งหมดพอได้ยินประโยคคำเดิมที่ศิษย์พี่เคยออกมาปกป้องพวกเขาทั้งหมดก็รู้สึกเจ็บปวดยิ่งนักเขายอมเสียสละเพื่อศิษย์น้องเช่นนี้มันทำให้พวกเขาหลั่งน้ำตาออกมาแต่ไม่ใช่ไป๋เหอเพราะเขารู้ว่าถ้าหากเขาลงมือคนเหล่านี้ย่อมไม่รอดไปจากเงื้อมือเขาแน่
“ศิษย์พี่ท่านต้องดูแลตัวเองด้วยนะ”เซียวเทียนที่เป็นลูกพี่ลูกน้องพวกเขามาจากตระกูลเดียวกันย่อมรู้สึกปวดใจขณะเอ่ยกล่าวเขาเจ็บปวดทุกครั้งที่เจอเรื่องเช่นนี้ศิษย์พี่ใหญ่มักออกมาปกป้องศิษย์น้องอย่างพวกเขาอยู่เสมอ
“ใครในที่นี้ห้ามออกไปไหนทั้งนั้นพวกเจ้าทุกคนต้องเป็นคู่ซ้อมมือของพวกข้า”
แม้ว่าพวกเขาจะรู้กฎของสำนักดีว่าห้ามฆ่ากันภายในสำนักยกเว้นตกลงสู้กันด้วยความเป็นความตายแต่สำนักไม่ได้ห้ามให้พวกเขาต่อยตีกัน ที่นี่หากใครอ่อนแอย่อมตกเป็นเหยื่อของผู้แข็งแกร่งและพวกเขาไม่ใช่เป็นฝ่ายเดียวที่หาเรื่องหอสมุนไพรยังมีอีกหลายคนที่คอยกลั่นแกล้งหอสมุนไพรไม่ใช่เฉพาะพวกเขาเท่านั้นใครให้คนเหล่านี้อ่อนแอล่ะ
พอได้ยินว่าไม่สามารถหนีออกไปได้พวกเขาก็หน้าซีดเผือดไป๋เหอมีท่าทีเฉยๆอยู่แล้วจึงไม่รู้สึกอะไรในคำพูดนั้น
“พวกเราปกป้องศิษย์น้องเล็ก”
เมื่อเป็นเช่นนี้เซียวฟานก็ตะโกนบอกคนอื่นด้วยความที่คิดว่าไป๋เหอเพิ่งเข้ามาใหม่แล้วชั้นพลังยังต่ำต้อยกว่าพวกเขากลัวจะได้ผลกระทบหนักจึงหันไปบอกคนอื่นจนทำให้คนเหล่านั้นเข้ามายืนล้อมรอบกายไป๋เหอไว้คอยปกป้องเขาเมื่อพวกนั้นไม่ยอมปล่อยพวกเขาไปย่อมที่จะใช้ฝีมือทั้งหมดเข้าปกป้องชีวิตแม้รู้ทั้งรู้ว่าไม่อาจเอาชนะคนกลุ่มนี้ได้ก็ตาม