มนตรา

    บทที่ 8

    ในโรงเรียนของท่านสาธุคุณบูแรนเดลนั้นมีเด็กชายทั้งหมดยี่สิบคน บางคนก็เป็นลูกชายของชาวปรัสเซียนผู้ถูกส่งมาโลซานน์เพื่อให้เรียนภาษาฝรั่งเศส บรรดาผู้มีความรู้ทั้งหลายในยุโรปต่างก็ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาพูดด้วยกันทั้งสิ้น นอกจากนั้นยังมีคนที่อยู่ในประเทศอื่น ซึ่งถือศาสนาเดียวกันกับเรา ได้ส่งลูกของตนมายังเมืองโล-ซานน์แห่งนี้ เพราะนอกจากจะไม่ต้องด่างพร้อยด้วยมลทินจากนิกายโรมันคาทอลิกแล้ว ก็ยังได้เรียนรู้ภาษาฝรั่งเศสอีกด้วยตอนนั้นพวกเด็ก ๆ กำลังไล่ต้อนข้า ผลักข้า ล้อข้า เพราะขาที่พิการของข้าอยู่“ไอ้นี่มันมีขาของปีศาจโว้ย” พวกนั้นร้องตะโกน “มันเป็นคนถือสารผู้พิการไงล่ะ” แล้วทันใดเด็กอีกสองคนก็เริ่มไล่เตะจนข้าล้มลง พวกมันยังไล่เตะข้าลงมาจากเนินเขาอีกด้วย ตั้งใจจะจับข้าโยนลงแม่น้ำฟลอนด้วยซ้ำ แต่ทันใดบีก็ปรากฏตัวขึ้น ถือแส้อยู่บนหลังเจ้าอเลกซานเดอร์ และใช้แส้นั้นไล่ฟาดพวกมัน ซึ่งเด็ก ๆ เหล่านั้นต่างร้องออกมาด้วยความหวาดกลัว วิ่งกระเจิดกระเจิงไป“ข้าบอกเจ้าแล้วไงล่ะ ว่าข้าจะอยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ” บีบอก แล้วหลังจากนั้นเราก็ขี่ม้ากลับบ้านด้วยกันท่านสาธุคุณมีความปราโมทย์ยิ่งนักที่เห็นข้าเรียนได้เร็ว“ลูกของท่านคนนี้มีหวังได้เข้ามหาวิทยาลัยแน่” เขาบอกกับพ่อ “สักวันหนึ่งมันจะต้องได้เป็นครูหรือไม่ก็นักสอนศาสนาแน่”พ่อยิ้มด้วยความชื่นชม“โคลินเป็นเด็กมีฝีมือด้วยนะ” พ่ออวดเวลานี้ข้าสามารถประกอบเครื่องนาฬิกาได้แล้ว และเริ่มฝึกฝนหัดที่จะทำตุ๊กตากลแบบง่าย ๆ โดยทำอุปกรณ์แต่ละส่วนด้วยตัวเอง บางชิ้นก็แกะสลักมาจากไม้ แต่พ่อชอบที่จะทำอุปกรณ์เหล่านั้นด้วยโลหะมากกว่า อาจจะทำด้วยเหล็ก ทองแดง หรือทองสัมฤทธิ์ และเพราะอุปกรณ์ที่เป็นโลหะเหล่านั้นเองที่ทำให้เราต้องไปถึงโรงตีเหล็กของมาสเตอร์ชาเวนาซ เพื่อขอความช่วยเหลือจากเขาพ่อจะพาข้าไปที่โรงตีเหล็กของมาสเตอร์ชาเวนาซเดือนละครั้ง ตรงหน้าโรงตีเหล็กแห่งนี้จะมีเครื่องหมายเป็นตะลุมพุกกับเตาขนาดใหญ่ รถม้าของเราจะไปขึ้นไปบนเส้นทางที่ตัดขึ้นสู่เนินเขาที่มองเห็นตัวเมืองโลซานน์ได้อย่างชัดเจน ตัวเมืองที่งดงามตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่เหนือหน้าผา แวดล้อมด้วยภูเขา มีเถาองุ่นพาดพันอยู่บนกำแพงเมือง ประตูเมือง และหอคอยต่าง ๆโรงตีเหล็กของชาเวนาซอยู่ใกล้กับหอคอยและประตูชัยที่มีชื่อเรียกกันว่า เลอ โชเดอร็อง หรือคอลดรอน ในถิ่นนี้มีโรงตีเหล็กอยู่มากมาย รวมทั้งโรงงานทำเครื่องหนังด้วย เป็นสถานที่ซึ่งคนเลี้ยงม้าของบรรดาผู้ลากมากดีทั้งหลายจะต้องมาสั่งทำเกือกม้าที่นี่โรงตีเหล็กของมาสเตอร์ชาเวนาซเปรียบเสมือนถ้ำใหญ่ที่เรืองโรจน์อยู่ด้วยแสงไฟ ในโรงงานนั้นจะมีทั่งตั้งอยู่ห้าตัว แสงไฟจะเป็นประกายโชติช่วงอยู่ตลอดเวลา เด็กหนุ่ม ๆ ที่มีพละกำลังจะช่วยกันสูบลมเข้าเตาไฟ ในถ้ำแห่งนี้จะอึงคะนึงอยู่ด้วยเสียงอันเป็นจังหวะของฆ้อนที่กระหน่ำลงบนแผ่นเหล็กที่ถูกเผาไฟจนแดงจัดจ้า ผู้ฝึกงานคนหนึ่งจะใช้คีมปากนกแก้วจับแผ่นเหล็กร้อน ๆ นั้นไว้ ในขณะที่อีกคนหนึ่งกระหน่ำฆ้อนลง“วูลแคน” พ่อส่งเสียงเรียกชาเวนาซ และทันทีที่เขาได้ยินเสียงพ่อเขาก็โผล่ออกมาจากมุมมืด เดินตรงเข้ามาหาพ่อ ยื่นมือออกมาโอบกอดร่างพ่อไว้ชาเวนาซเป็นบุรุษร่างใหญ่ คิ้วหนาดกดำ เรือนผมสีดำครอบอยู่บนศีรษะราววงแหวน ทั้งแผ่นอกและหลังไหล่ของเขากำยำล่ำสันยิ่งนัก ดังนั้นยิ่งเขาเป็นคนร่างสูงด้วยแล้ว จึงทำให้ดูรูปร่างใหญ่โตอย่างเหลือประมาณ ชาเว-นาซผูกผ้ากันเปื้อนที่ทำด้วยแผ่นหนังไว้ตรงหน้า และสวมรองเท้าบู๊ทที่ทำจากหนังด้วย เส้นเอ็นโปนออกมาจากท้องแขนจนเห็นได้ชัด ข้าไม่เคยกลัวเขาเลย ทั้งที่ข้าเป็นคนที่ตกใจกลัวอะไรได้ง่าย ๆ เขาเข้ามายืนค้ำหัวข้าไว้แล้วก็ถามว่า“ว่ายังไง เจ้าหนุ่มน้อย เจ้าชื่ออะไรล่ะ”“ข้าชื่อโคลิน ดูเรียซ เป็นลูกชายของจัง-ฟรังซัวส์ ดูเรียซ ขอรับ ท่านช่างตีเหล็ก” ข้าตอบเขาอย่างสุภาพ และเขาก็พยักหน้าด้วยความยินดี“โคลิน...ชื่อนี้เป็นมงคลสำหรับเจ้า เออ...เห็นพ่อของเจ้าเขาบอกข้าว่า เจ้าน่ะก็เป็นคนมีฝีมือคนหนึ่งนี่ มาทางนี้สิ...ข้าจะให้เจ้าได้ดูอะไรสักอย่างหนึ่ง”เขาเดินนำเข้าไปในโรงงาน และข้าก็เห็นวาเลนตินยืนอยู่ที่นั่น สวมผ้ากันเปื้อนทำด้วยแผ่นหนังเช่นกัน ดูเขาคมสันสูงสง่ายิ่งนัก แสงไฟที่สะท้อนจับใบหน้าของเขาอยู่ทำให้น่าเกรงขามขึ้น ณ โรงงานแห่งนี้ เขาดูเหมือนจะไม่ต้องพบกับความทุกข์ใจเช่นที่ต้องกลับไปบ้านทุกวันอาทิตย์เลย ณ ที่แห่งนี้ ศีรษะของเขาจะเชิดอยู่เหนือลำคอที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม เขาสามารถจะยกของหนัก ๆ นั่นขึ้นได้อย่างง่ายดาย และฟาดมันลงไปบนแผ่นเหล็กร้อนแดงนั้นได้อย่างเฉียบขาดตรงเป้าอย่างไม่มีผิดพลาด ตกแต่งให้มันเป็นรูปร่างต่าง ๆ ได้ตามต้องการ ชาเวนาซเดินไปโอบร่างเขาไว้อย่างรักใคร่ พร้อมกับพูดขึ้นว่า“วันหนึ่งข้างหน้า วาเลนตินจะต้องเป็นช่างตีเหล็กผู้มีชื่อเสียงแน่” เสียงพูดของเขานั้นดังลั่นไปทั่ว ข้าทันสังเกตเห็นแววในดวงตาของพี่ชายที่เป็นประกายขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ แม้ว่าเขาจะแสร้งทำเป็นว่าไม่สนใจจะฟัง และก้มหน้าก้มตาทำงานของตนต่อไปก็ตามวาเลนตินมีความสุขกับชีวิตในโรงงานแห่งนี้อย่างแท้จริง มีความสุขกว่าการอยู่ที่บ้านหลายเท่านัก และข้าก็อดคิดไม่ได้ว่า วันอาทิตย์นั้นเป็นวันที่จิตใจหมองหม่นเป็นที่สุด เป็นวันที่ลอร์ด ออฟ เบิร์น ผู้มีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับการศาสนา ไม่ยินยอมให้มีการละเมิดในบทบัญญัติอย่างเด็ดขาด ในวันนั้นเราจะร้องเพลง เต้นรำ เล่นไพ่ หรือเกมอะไรต่าง ๆ รวมทั้งจะวิ่ง จะตะโกน หรือขว้างลูกบอล ไม่ได้อย่างเด็ดขาด จะตักน้ำขึ้นมาจากบ่อหรือติดเตาไฟก็ไม่ได้ด้วย สิ่งที่ทุกคนจะทำได้ก็คือการอ่านพระคัมภีร์ ไปโบสถ์ และฟังเทศน์ จากนั้นก็ร่วมกันขับร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า พอตกตอนค่ำก็ต้องไปโบสถ์กันอีก และฟังเทศน์กันอีกครั้ง สำหรับในตอนค่ำนี้พ่อจะต้องทำหน้าที่เทศน์และอ่านพระคัมภีร์ให้ผู้คนฟังแทนท่านสาธุคุณบูแรนเดล การที่วาเลนตินจะรู้สึกมีความสุขที่ได้อยู่ในโรงงานมากกว่าบ้านนั้นเป็นสิ่งที่ดีแล้ว พ่อกับเขาก็ดูจะเข้ากันได้ง่ายขึ้น ดูเหมือนความหมองหมางระคางใจที่เราเคยมีต่อกันจะหายไปหมดเมื่อเขาได้อยู่เบื้องหน้าเตาไฟในโรงตีเหล็กแห่งนี้ชาเวนาซพาเราเข้าไปยังด้านหลังของโรงงาน ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับสนามใหญ่ พาเราเข้าไปนั่งในครัวของเขา บนผนังมีแผ่นไม้ใหญ่กว้างที่เขาใช้ชอล์กเขียนแบบและลวดลายของประตูคฤหาสน์ที่จะสร้างขึ้นในโลซานน์ไว้ ในห้องนั้นจะมีทั่งตัวเล็กกว่าในโรงงาน ซึ่งเขาใช้เป็นที่ทำงานส่วนตัวของเขา ซึ่งเป็นงานที่จะต้องใช้ความประณีตละเอียดอ่อนอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นใบไม้แต่ละใบ กลีบดอกไม้แต่ละกลีบ กิ่งแต่ละกิ่ง แล้วยังก้านแต่ละก้าน ที่พาดพันกันขึ้นตามรูปแบบที่วาดขึ้นไว้ ซึ่งจะไม่มีรอยต่อเลย มันเป็นงานฝีมืออันเลิศล้ำ เกิดขึ้นด้วยความชำนิชำนาญโดยแท้ ฝ่ามืออวบใหญ่ของเขาเอื้อมไปหยิบชิ้นส่วนเล็ก ๆ ที่ทำไว้มาให้พ่อดู แล้วพ่อก็อุทานออกมาด้วยความตื่นใจ“โอ...มันสวยเหลือเกิน วูลแคน เจ้านี่เป็นศิลปินแท้ ๆ ทีเดียว”“ท่านต้องรู้นะ...ว่าปู่ของท่านน่ะมีประตูบ้านที่สวยที่สุดในเนอชาเตล” ชาเวนาซกล่าว“ข้าลืมไปแล้วล่ะ” พ่อตอบ เสียงแข็งขึ้นมาทันที และข้าก็รู้ได้ในทันทีเช่นกันว่าพ่อไม่ต้องการให้ข้าได้รู้ในสิ่งที่ชาเวนาซได้เอ่ยออกมาเมื่อครู่แต่ชาเวนาซกลับเปล่งเสียงหัวเราะออกมา“อีกไม่นาน เจ้าหนุ่มน้อยคนนี้มันก็จะต้องเติบโตขึ้น และหูเล็ก ๆ ของมันก็จะต้องได้ยิน แม้ในสิ่งที่มิได้กล่าวออกมาเป็นคำพูด เพราะฉะนั้นมันไม่เป็นการดีเลยที่ท่านจะเก็บความลับของครอบครัวไว้ราวกับเก็บซากโครงกระดูกเช่นนั้น จัง-ฟรังซัวส์” พูดจบเขาก็หันไปยังโต๊ะทำงานอีกตัวหนึ่ง นิ้วอวบ ๆ เหมือนท่อนไส้กรอกซึ่งแฝงอยู่ด้วยความชำนาญและความประณีต เอื้อมไปหยิบเดือยตัวเล็กกับขดลวดที่เป็นลายขึ้นมา มันช่างเล็กเสียจนน่าพิศวงว่าเขาจะหยิบมันได้ มันมองดูคล้ายเกล็ดหิมะเมื่ออยู่ในมือของเขา ชาเวนาซส่งลานและลวดที่เชื่อมไว้ด้วยความชำนาญมาให้เราดู“อันนี้สำหรับหุ่นยนต์ตัวต่อไปที่ท่านจะสร้างขึ้น คราวนี้ข้าใช้โลหะชนิดหนึ่ง มันมิใช่เหล็กเสียทีเดียว เพราะเหล็กยังมีสนิมขึ้นได้ ข้าผสมทองแดงเข้าไป จัง-ฟรังซัวส์” จากนั้นเขาก็เดินไปที่ตู้ ล้วงมือลงไปในลิ้นชักอันหนึ่ง หยิบนาฬิกาแขวนที่ทำด้วยทองสัมฤทธิ์เรือนเล็ก ๆ ออกมาส่งให้ข้าพร้อมกับกล่าวว่า“เอ้า...ให้เจ้า โคลิน เจ้าจะได้เอาไว้ดูเวลาพระอาทิตย์ขึ้น”ทั้งทั่งและเตาไฟนั้นคือสัญลักษณ์แห่งเทพลักผู้ยิ่งใหญ่ มันเป็นความรู้ที่ข้าได้รับมาในระหว่างความหลับและความฝันจากโลกอันมีความจริงแท้แน่นอนของแม่ ทุกครั้งที่ข้าไปยังโรงตีเหล็กของชาเวนาซ ข้าจะมีความรู้สึกว่าตัวเองมิได้ถูกแบ่งแยกเลย ราวกับเขาได้เชื่อมโลกของข้าเข้าไว้ด้วยกันและยิ่งมาบัดนี้ เมื่อข้าได้เรียนรู้จักพระคัมภีร์ของท่านสาธุคุณบูแรนเดล ข้ายิ่งเปี่ยมไปด้วยความทุกข์ทรมานยิ่งนัก มันเป็นความกระวนกระวายที่ข้าพยายามปิดบังไว้จากทุก ๆ คน แม้แต่บี“ข้าคือพระเจ้าของพวกเจ้า เพราะฉะนั้นย่อมไม่มีพระเจ้าอื่นใดอีก”ท่านสาธุคุณบูแรนเดลมีความเชื่อถือในพระเจ้าที่เที่ยงแท้อันหาใดมาเสมอเหมือนมิได้ มันเป็นบาปมหันต์ที่มนุษย์จะแต่งตั้งพระเจ้าอื่นขึ้นเพื่อที่จะนำไปสู่ความเป็นอนารยะ หรือดำเนินการสั่งสอนที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะพระเจ้าเท่านั้นที่จะเป็นผู้ตัดสินว่าผู้ใดควรจะได้รับการยกโทษ และผู้ใดไม่ควร