คุยกันสักนิด
ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่สนับสนุนผลงานการเขียนของไรท์ขอให้นักอ่านทุกคน อ่านนิยายให้สนุกนะคะและไรท์ก็ต้องขอขอบคุณนักอ่านทุกคนที่คอยติดตามและเป็นกำลังใจให้กับไรท์นะคะ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
บทที่ 54
“น่าเสียดาย พวกแกน่าจะอยู่กันอีกสักหลายๆ วันหน่อย”
ลู่เทียนหยางสึกใจหายขึ้นมาเล็กน้อย เพราะนานๆ ทีที่ครอบครัวของลูกสาวเขาจะกลับมานอนพักผ่อนที่บ้านแห่งนี้ อีกทั้งยังมีเพื่อนบ้านอย่างครอบครัวเสิ่นมาร่วมฉลองอีกด้วย ทำให้บรรยากาศภายในบ้านลู่ครึกครื้นมากกว่าทุกวัน เพราะปกติแล้วบ้านลู่ของเขามักจะตื่นนอน กินข้าว ทำงาน สลับวนเวียนกันไปมาอยู่แบบนี้
ถึงแม้ว่าจะมีครอบครัวของลูกชายคนโตและหลานๆ ทั้งสองคนอยู่ด้วย แต่คนในบ้านก็ไม่ได้ถือว่าเยอะสักเท่าไหร่ เพราะว่าบ้านอื่นในหมู่บ้านแห่งนี้ มักจะมีคนในครอบครัวไม่ต่ำกว่าสิบคนเลยทีเดียว และด้วยความที่เขาไม่ค่อยได้เจอกับลูกสาวอย่างลู่จื่อหลินและหลานชายคนโตอย่างเมิ่งเหวินฮั่น ก็ทำให้ลู่เทียนหยางอดที่จะคิดถึงอีกฝ่ายไม่ได้ เนื่องจากปกติแล้วจะมีเมิ่งจือหลันมาเยี่ยมเยียนเขาทุกวันเพียงคนเดียว
ลู่จื่อหลินเดินเข้าไปกอดแขนผู้เป็นพ่อเอาไว้อย่างออดอ้อน สำหรับเธอแล้วต่อให้โตจนมีครอบครัวของตัวเองแล้วก็ตาม แต่สำหรับพ่อแม่ของเธอนั้น ลู่จื่อหลินยินดีที่จะทำตัวเป็นเด็กอยู่เสมอ
“เอาไว้ฉันจะหาเวลามาเยี่ยมพ่อกับแม่บ่อยๆ นะคะ”
“ใช่ครับ แล้วผมจะพาจื่อหลินกลับมาเยี่ยมพ่อแม่และทุกคนบ่อยๆ นะครับ”
เมิ่งจางเฮ่อพยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับคำพูดของภรรยา เพราะว่าเขาเข้าใจดีว่าพ่อตาแม่ยายของเขาก็มีอายุที่มากแล้ว ดังนั้นอีกฝ่ายจึงอยากจะอยู่ด้วยกันกับลูกหลานบ่อยๆ ซึ่งในอดีตนั้นทั้งเขาและภรรยาต่างก็มีวันหยุดอาทิตย์ละหนึ่งวัน แต่เพราะว่าเมิ่งจางเฮ่อต้องการให้ภรรยาได้พักผ่อนหลังจากทำงานมาตลอดทั้งาอาทิตย์ ดังนั้นทั้งเขาและภรรยาจึงมักจะแวะมาเยี่ยมเยียนบ้านลู่ในช่วงเทศกาลเท่านั้น
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่สามารถหยุดหลายวันได้ เนื่องจากว่างานที่ทำงานของเขาและภรรยาต่างก็มักจะยุ่งวุ่นวายในช่วงเทศกาลนั่นเอง
“ฉันจะเป็นตัวแทนของพ่อแม่เองค่ะ จะแวะมาพูดคุยกับตายายทุกวันเลยดีไหมคะ”
เมิ่งจือหลันเดินเข้าไปออดอ้อนตายายของเธอเช่นเดียวกับผู้เป็นแม่ ซึ่งแน่นอนว่าคำพูดของเธอก็เรียกเสียงหัวเราะให้กับทุกคนได้เป็นอย่างดี
“ปกติเราก็มาทุกวันอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ แบบนี้จะมีอะไรแปลกใหม่กัน”
ลู่เทียนหยางยกมือขึ้นลูบศีรษะของหลานสาวด้วยความอ่อนโยน ถึงแม้ว่าชาวบ้านคนอื่นจะชื่นชอบลูกชายและหลานชาย แต่สำหรับเขาและภรรยานั้นคิดว่าลูกสาวและหลานสาวคือดีที่สุด เพราะว่าพวกเธอมักจะออดอ้อนพวกเขานั่นเอง แตกต่างจากลูกชายและหลานชายที่มักจะไม่ค่อยเข้ามาให้เขาโอบกอดและค่อยมาออดอ้อนแบบนี้
“เอาละๆ ตาเฒ่า คุณก็อย่าไปแกล้งหลานสาวของฉันมากนักสิ”
จินอวี่ถงโอบกอดร่างบางของเมิ่งจือหลันเอาไว้อย่างเอ็นดู ก่อนที่เธอจะหันไปหาครอบครัวเสิ่นที่กำลังจ้องมองพวกเธออยู่นั่นเอง
“ถ้าหากพวกเธอสามคนมีเวลาว่าง ก็แวะมาที่บ้านลู่ของพวกเราได้ตลอดเลยนะ คิดเสียว่าพวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันก็ได้ เพราะถึงยังไงเจ๋อหยวนก็เป็นเพื่อนสนิทกับเหวินฮั่นของพวกเรา ฉันกับตาเฒ่าและทุกคนๆ คนก็ถือว่าเจ๋อหยวนเป็นหลานชายเหมือนกับเหวินฮั่นนั่นแหละ”
“ดังนั้นพวกเธอทั้งสามคนก็คิดซะว่าเป็นลูกหลานของบ้านลู่ของพวกเราก็ได้”
ลู่เทียนหยางพยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับคำพูดของภรรยา ถึงแม้ว่าเขาจะรู้สึกแปลกๆ ยามที่ชายหนุ่มคนนั้นมองไปที่หลานสาวของเขาก็ตาม ซึ่งแน่นอนว่าลู่เทียนหยางก็ได้แต่คอยสังเกตการณ์ต่อไป เพราะถ้าหากอีกฝ่ายต้องการที่จะคบหาดูใจกับหลานสาวของเขาแล้วละก็ อีกฝ่ายก็ต้องผ่านบททดสอบของเขาไปให้ได้เสียก่อน เนื่องจากว่าลู่เทียนหยางต้องการให้หลานสาวของเขาได้พบเจอกับคู่ครองที่ดีและไม่แยกทางกันตลอดชีวิตที่เหลืออยู่
“อย่างที่ยายเฒ่าพูดมานั่นแหละ ถ้าหากว่างก็แวะมาที่นี่ได้เสมอ พวกเราบ้านลู่ยินดีต้อนรับพวกคุณทุกคนอยู่แล้ว อีกอย่างต่อไปก็ไม่ต้องหอบหิ้วอะไรมาเยอะแยะละ ฉันไม่อยากเอาเปรียบพวกเธอทั้งสามคน”
เสิ่นเยี่ยนจวิ้นส่งยิ้มให้กับชายชราตรงหน้า แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่คิดว่าการที่เขาและครอบครัวนำข้าวของมามอบให้กับอีกฝ่ายจะเป็นการที่อีกฝ่ายเอาเปรียบตัวเอง เพราะว่าเขาก็ได้ทานอาหารที่บ้านลู่ทำ ได้นอนพักในบ้านลู่ ดังนั้นสิ่งที่เขาและครอบครัวนำมา ก็ถือว่าเป็นการตอบแทนอีกฝ่ายนั่นเอง
“ของพวกนั้นไม่ได้ถือว่าบ้านลู่เอาเปรียบครอบครัวของผมเลยสักนิด อีกอย่างคุณอาทั้งสองก็ถือว่าพวกเราเป็นลูกเป็นหลานแล้ว ดังนั้นก็เป็นเรื่องสมควรแล้วที่ลูกหลานอย่างพวกเราจะมอบสิ่งของให้ในวันสำคัญแบบนี้ไม่ใช่เหรอครับ”
“ผมต้องขอขอบคุณทุกคนมากเลยนะครับ ที่ดูแลพวกเขาสามคนเป็นอย่างดี ผมรู้สึกมีความสุขมากเลยทีเดียว”
โจวฟางหนิงส่งยิ้มให้กับลู่เทียนหยางและจินอวี่ถง รวมไปถึงบ้านลู่คนอื่นๆ ด้วยความรู้สึกขอบคุณ เพราะว่าตั้งแต่ที่เธอย้ายมาอยู่ในตำบลเจิ้งหยวนแห่งนี้ เธอก็ไม่เคยรู้สึกผ่อนคลายแบบนี้มาก่อน อีกทั้งเธอยังไม่ได้รู้สึกเหงาเหมือนอย่างในอดีตอีกด้วย เพราะว่าการที่เธอต้องมาอยู่ต่างเมืองแบบนี้ ทำให้โจวฟางหนิงรู้สึกเหงาเป็นอย่างมาก
เนื่องจากสามีของเธอต้องไปทำงานในช่วงเวลากลางวัน ส่วนลูกชายของเธอก็ไปเป็นทหารในต่างเมือง ทำให้ภายในบ้านมีเพียงเธอเพียงคนเดียวเท่านั้น
หลังจากที่ร่ำลากันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น ทั้งสองครอบครัวก็ปั่นจักรยานออกจากบ้านลู่ในทันที โดยที่ด้านหน้านั้นจะเป็นเมิ่งจางเอ่อที่เป็นปั่นและมีลู่จื่อหลินเป็นคนซ้อนท้าย ตามมาด้วยเสิ่นเยี่ยนจวิ้นและโจวฟางหนิงที่ปั่นจักรยานตีคู่กันไป และด้านหลังมีเมิ่งจือหลัน เมิ่งเหวินฮั่นและเสิ่นเจ๋อหยวนที่ปั่นตามไป แต่ว่าทั้งสามคนได้ทิ้งช่วงห่างจากผู้เป็นพ่อและแม่พอสมควร
ไป๋ซูเหมียวจ้องมองไปที่ชายหญิงทั้งสามคนที่กำลังปั่นจักรยานตรงมายังทิศทางที่เธอและกลุ่มเพื่อนนั่งอยู่ด้วยแววตาไม่เป็นมิตร เนื่องจากว่าไป๋ซูเหมียวยังคงรู้สึกโกรธเคืองเมิ่งเหวินฮั่นและเสิ่นเจ๋อหยวนที่ปฏิเสธจะรับผิดชอบลูกสาวของเธออย่างเลี่ยงเหมยหรูและเพื่อนอย่างจางเพ่ยอิน
ดังนั้นเมื่อเห็นคนทั้งคู่อีกครั้งหนึ่ง ไป๋ซูเหมียวจึงรู้สึกโมโหเป็นอย่างมาก และเมื่อได้เห็นท่าทางสนิทของเมิ่งจือหลันและเสิ่นเจ๋อหยวน ทำให้ไป๋ซูเหมียวอดที่จะพูดจาดูถูกเมิ่งจือหลันออกไปไม่ได้
ในเมื่อลูกสาวของเธอต้องเจ็บปวดกับความอับอายที่เกิดขึ้น เมิ่งจือหลันก็สมควรที่จะรู้สึกอับอายเช่นเดียวกันกับลูกสาวของเธอเช่นเดียวกัน
“ไม่รู้ว่าที่สนิทสนมกับผู้ชายคนนั้น เป็นเพราะว่าอีกฝ่ายได้เสียตัวให้กับผู้ชายคนนั้นแล้วหรือเปล่า แถมครอบครัวของพวกเขา”
ไป๋ซูเหมียวไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงที่เบานัก เพราะว่าเธอต้องการให้อีกฝ่ายได้ยินคำพูดของเธอด้วยเช่นกัน อีกทั้งเธอยังต้องการให้เมิ่งจือหลันรู้สึกอับอายเช่นเดียวกับที่ลูกสาวของเธอได้พบเจออีกด้วย
“นั้นสิ ฉันก็คิดเหมือนกันกับเธอเลย ไม่อย่างนั้นจะพากันมาที่นี่ทำไมกัน ถ้าหากไม่ได้สนิทสนมกันแบบนั้น”
เลี่ยงเซวียนอี๋ที่นั่งอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับพี่สะใภ้ของตัวเองก็ได้เอ่ยออกมาด้วยท่าทางเยาะเย้ยอีกฝ่ายเช่นเดียวกัน เพราะว่าเธอรู้สึกเสียดายที่หลานสาวของเธออย่างเลี่ยงเหมยหรูไม่ได้แต่งงานกับชายหนุ่มคนนั้น ดังนั้นเมื่อเห็นท่าทางสนิทของเมิ่งจือหลันกับอีกฝ่าย เลี่ยงเซวียนอี๋จึงอดไม่ได้ที่จะหมั่นไส้อีกฝ่ายนั่นเอง
“โอ๊ย ฉันก็ว่าไม่น่าจะเหลือแล้วละ ต่อให้สนิทกันแค่ไหน แต่ก็ไม่ได้เป็นคนในครอบครัว ทำไมถึงจะต้องพากันมาที่นี่ด้วยละ”
ยุนฟ่านหลิงก็เป็นอีกคนที่ไม่ชื่นชอบคนของบ้านลู่ เพราะว่าเธอรู้สึกอิจฉาที่ลู่จื่อหลินได้แต่งงานกับคนในตำบล และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีมากกว่าเธอนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นความรักจากสามีอย่างเมิ่งจางเฮ่อ ทั้งมีเงินสำหรับใช้จ่ายอย่างที่ไม่ต้องนึกเสียดายเหมือนกับเธอ นอกจากนี้อีกฝ่ายยังมีงานที่ดีทำอย่างเป็นพนักงานในร้านสหกรณ์ของรัฐอีกด้วย ทำให้ไม่ต้องมาลงแปลงนาเหมือนกับเธอแบบนี้
เมิ่งจือหลันจอดจักรยานของตัวเองลง หลังจากที่พ่อแม่ของเธอและพ่อแม่ของเสิ่นเจ๋อหยวนได้หยุดจักรยานของตัวเองลงก่อนหน้านั้น อีกทั้งเธอยังได้ยินเสียงของชาวบ้านเหล่านี้พูดออกมาด้วยท่าทางสนุกสนานอีกด้วย ทำให้เมิ่งจือหลันรู้สึกไม่ชื่นชอบเป็นอย่างมาก นอกจากนี้เธอยังรู้ดีว่าคนเหล่านี้ต่างก็เป็นคนที่มีอดีตกับเธอด้วยกันทั้งนั้น
ไม่ว่าจะเป็นคนบ้านเลี่ยงหรือบ้านกัว อีกทั้งยังมีชาวบ้านที่นิยมชมชอบเรื่องสนุกอย่างการนินทาคนอื่นอยู่ในกลุ่มนั้นพอสมควร ดังนั้นสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมาจึงมีคนพูดต่อเป็นทอดๆ โดยที่ไม่รู้เลยว่าคำพูดเหล่านั้นเป็นคำพูดที่สามารถฆ่าคนได้เลยทีเดียว
แต่สำหรับเธอที่เป็นคนมาจากยุคสมัยที่แตกต่างจากคนที่นี่ ดังนั้นเมิ่งจือหลันจึงไม่ได้รู้สึกอะไรมากมาย แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ต้องการให้อีกฝ่ายพูดจาเช่นนี้กับเธอเช่นเดียวกัน เพราะนอกจากเธอที่จะเสียหายแล้ว ครอบครัวของเธอและบ้านเสิ่นก็เสียชื่อเสียงไปด้วยเช่นเดียวกัน
“พวกคุณพูดอะไรกัน”
เมิ่งจางเฮ่อตะโกนออกไปด้วยความไม่พอใจ เพราะถ้าหากเรื่องเหล่านี้ลือกันออกไปด้านนอกแล้วนั้น คนที่เสียหายย่อมต้องเป็นลูกสาวของเขา
“ฉันก็แค่พูดเรื่องจริงเท่านั้น มีอะไรหรือเปล่าละ”
ถึงแม้ว่าไป๋ซูเหมียวจะรู้สึกหวาดกลัวท่าทางของเมิ่งจางเฮ่อ แต่เธอก็ไม่เชื่อว่าคนในตำบลอย่างเมิ่งจางเฮ่อจะกล้าลงไม้ลงมือกับเธอและคนอื่นๆ เพราะตลอดเวลาที่อีกฝ่ายมักจะแวะมาบ้านหมู่บ้านแห่งนี้ ใบหน้าของเมิ่งจางเฮ่อก็มักจะยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ อีกทั้งในบางครั้งก็มักจะซื้อของแจกจ่ายให้ชาวบ้านในหมู่บ้านอยู่บ่อยครั้งเช่นกัน
“นั่นสิ สิ่งที่พี่สะใภ้ของฉันพูดคือเรื่องจริงทั้งนั้น ถ้าหากเมิ่งจือหลันไม่ได้สนิทแนบชิดกับชายคนนั้น แล้วทำไมวันนี้ครอบครัวของเขาถึงต้องมาที่หมู่บ้านแห่งนี้ด้วย”
เลี่ยงเซวียนอี๋จ้องมองไปที่เมิ่งจางเฮ่อด้วยความไม่ยอมเช่นเดียวกัน ก่อนที่เธอจะหันไปยิ้มเยาะให้กับเมิ่งจือหลันที่กำลังจ้องมองมาที่เธอ เลี่ยงเซวียนอี๋ก็อยากจะรู้เช่นกันว่าอีกฝ่ายจะมีท่าทีเงียบสงบแบบนั้นไม่ได้ถึงเมื่อไหร่ เธออยากจะเห็นท่าทางอับอายและร้อนเนื้อร้อนใจเต็มทีแล้ว
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
พบกันใหม่ในตอนต่อไปนะคะ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++