ฝงซื่อเจินกลับมาถึงห้อง หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดเหงื่อที่เปียกชุ่มบนหน้ามัดรวบผมใหม่ เปลี่ยนชุดเดรสเรียบร้อยๆ
หล่อนยืนตรงมองเข้าไปในกระจกผู้หญิงที่ดูสุขุมเรียบร้อยคงแก่เรียน ฉายแววของการฝึกฝนเรียนรู้มาอย่างหนักรอยยิ้มที่อ่อนโยน ก้าวเท้าลงบันไดมายังชั้นล่าง
ด้านล่างเต็มไปด้วยเสียงอึกทึกครึกโครมยืนอยู่ปากบันไดชั้น 2 ก็สามารถได้ยินเสียงเด็กหญิงหลายคนที่หัวเราะครื้นเครงออกมาด้วยความปีติยินดีหรงติ้งคุนยังนำพาผู้คนกลับมาด้วยไม่น้อยเพราะฝงซื่อเจินก็ยังได้ยินเสียงของหยางซิ่วเฉิงและจ้าวหัวอันด้วย
บนโซฟาในห้องรับแขกหรงติ้งคุนมือหนึ่งลูบหัวลูกชายคนเล็ก อีกมือหนึ่งลูบหัวลูกสาวคนโต ลูกสาวอีก 3 คนนั่งอยู่ตรงพื้นด้านหน้าตรงขาของเขาอ้อนเขาอย่างน่าเอ็นดู คุณนายใหญ่หรงหัวเราะดีใจยกใหญ่พร้อมด้วยพาคุณนายหวังซื่อมานั่งที่โซฟาตรงข้ามหรงเจียซั่งยืนอยู่ด้านข้าง หากนับคุณนายซุนซื่อคนนั้นเข้าไปด้วยละก็ ก็คงเป็ครอบครัวสามีภรรยาสุขสันต์ลูกหลานห้อมล้อมมีความสุขเป็แบบอย่างของครอบครัวตัวอย่างเลยทีเดียว
คุณนายซุนซื่อเป็เมียน้อยคนที่ 2 รองจากคุณนายหวังซื่อ เป็หญิงสาววัยรุ่นร่างบางสวมใส่เสื้อผ้าพื้นสีขาวปักลายสีน้ำเงิน ไว้จอนม้วนข้างแก้มที่ทันสมัย คิ้วยาวโค้งเข้ากับดวงตาผิวขาวริมฝีปากอมชมพู สุภาพเรียบร้อย ดูแล้วเป็คนมีการศึกษาดีมากเด็กผู้หญิงอายุราวๆ 17-18 ปียืนติดอยู่กับทางด้านข้างโซฟาที่ซุนซื่อนั่งอยู่หน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับหล่อน สีหน้าท่าทางดูไร้เดียงสากว่าหน่อยนี่ก็น่าจะเป็เมียคนเล็กอีกคนที่แม่บ้านเฉินเคยได้บ่นพึมพำให้ฟังตอนนั้น
หรงติ้งคุนมองไปยังลูกชายคนโตที่ยืนอยู่เงียบๆพูดขึ้น “พวกเมื่อวานนี้ ลุงจ้าวของแกส่งคนไปสืบมาแล้วเป็ฝีมือของพวกตระกูลกัว พวกลอบกัด จ้องจะทำร้ายกันไม่เหลือชิ้นดีแล้วจะให้ดีด้วยได้ยังไง ฉันคิดว่า ต่อไปนี้จะต้องหาบอดี้การ์ดมาคุ้มครองทุกคนในบ้าน1 ต่อ 2 ออกไปไหนมาไหนจะได้ปลอดภัย่นี้งานสัมปทานยิ่งมาก็ยิ่งรุนแรงไม่มีความปลอดภัยเลย”
“ใช่ครับ พ่อ” หรงเจียซั่งสีหน้าเรียบเฉย
หรงติ้งคุนจึงพูดขึ้นอีกว่า “ได้ยินคุณนายพูด ่นี้แกเชื่อฟังขึ้นบ้างแล้ว เริ่มตั้งใจเรียนแล้วสินะ?”
หรงเจียซั่งพยักหน้าตอบ “ใช่ครับ”
คุณนายใหญ่หรงยิ้มพูดขึ้น “ในที่สุดเจียซั่งก็โตซะทีแล้วนะคุณพ่อเองก็จะได้สบายใจแล้วสินะคะ? ได้ยินมาว่าเมื่อวานพวกเธอได้เจอคุณหนูตู้แล้ว ใช่รึเปล่า? ผู้ชายเนี่ยนะพอจะมีแฟนขึ้นมาก็รู้จักโตขึ้นมาทันทีเลย”
หรงติ้งคุนหัวเราะเหอะๆ “เลี้ยงเขามาโตขนาดนี้แล้วไม่เคยมีอะไรให้วางใจได้บ้างเลย โตจนจะแต่งงานอยู่แล้วแท้ๆถ้าแกยังทำตัวไม่รู้เื่ไม่รู้ราวอยู่อีก ก็คงจะทำอะไรตัดสินใจอะไรไม่ได้ซะที”
หรงเจียซั่งพูดน้ำเสียงราบเรียบ “ในบ้านตระกูลหรง คุณพ่อมีหน้ามีตาในสังคมขนาดนี้บ้านตระกูลตู้เองก็ไม่ธรรมดาผมคิดว่าคนแบบผมคงไม่เหมาะกับคุณหนูบ้านตระกูลตู้หรอกครับ”
หรงติ้งคุนชะงัก มีน้ำโหพูดออกมา “นี่แกยังจะมีหน้าหาข้ออ้างอีกเหรอ!”
หรงเจียซั่งเชิดปากขึ้นหัวเราะ “คุณหนูตู้เป็คนมีชื่อเสียงในเซี่ยงไฮ้ ใครๆ ก็รู้จักหล่อนไปไหนมาไหนก็เป็ที่จับจ้องสายตาผู้คน ถึงแม้ว่าหล่อนจะไม่มีผมอยู่ข้างๆ คอยถือของให้หล่อนหล่อนก็ไม่มีทางเหงาอย่างแน่นอนครับ”
หรงติ้งคุนพูดขึ้น “รอให้หล่อนมาเป็สะใภ้บ้านตระกูลหรงแกก็จะมีสิทธิ์สั่งสอนหล่อนได้แล้ว สิ่งที่แกจะต้องทำก็คือหาคู่ครองที่มีฐานะเหมาะสมเพื่อหนุนนำความเจริญของตระกูล จะต้องแต่งเมียที่ยอมเชื่อฟังคำแกเข้าบ้านยังไงก็แล้วแต่ แกก็จะต้องทำตามที่ฉันวางแผนเอาไว้”
หรงฟังหลินฟังอยู่ข้างๆ สีหน้าก็หม่นหมองตามอดไม่ได้ที่จะมองไปยังหยางซิ่วเฉิงด้วยสายตาที่เ็ปอัดอั้นตันใจ
ฝงซื่อเจินยืนอยู่ในเงามืดข้างบันไดทอดสายตามองหรงเจียซั่งที่มีท่าทางดื้อรั้นและโดดเดี่ยว เด็กหนุ่มยืนตัวตรงอยู่ท่ามกลางผู้คนรายล้อม แต่ดูเหมือนกับไม่เข้าพวกเลยรอยยิ้มที่ยินดีของพ่อแม่ลูกเ่าั้ คำทักทายจากเพื่อนพ้องญาติมิตรคล้ายกับว่าเป็เพียงสิ่งนอกกายของเขา เขาไม่รู้ว่าไม่อาจจะเข้าไปได้หรือว่าไม่สมควรที่จะเข้าไปกันแน่
หรงติ้งคุนโอบกอดลูกชายหัวแก้วหัวแหวนถามไถ่ด้วยความรักระหว่างที่หันหน้าไปมา สายตาก็มองไปเห็นภาพรางๆ ของใครบางคนยืนอยู่ตรงบันได
เหมือนกับว่ามีค้อนหนักๆ ทุบเข้าไปที่กลางกระหม่อมเหมือนกับคมมีดที่เชือดเฉือนทะลุหัวใจ หรงติ้งคุนตะลีตะลานลุกขึ้นมา ผลักลูกออกไปโดยไม่รู้ตัวพูดออกมาเหมือนควบคุมสติไม่อยู่ “นั่นใคร?”
ทุกคนในที่นั้นต่างก็ใตาม
หรงฟังหลินมองตามไปถอนหายใจอย่างโล่งอก พูดขึ้น “พ่อคะ นั่นก็คือครูฝงเองครูสอนพิเศษคนใหม่ที่เราเชิญมาสอนหนังสือไงละคะ”
ฝงซื่อเจินค่อยๆ เดินออกมาจากเงามืดตรงนั้นอย่างนุ่มนวลคำนับทำความเคารพต่อหรงติ้งคุน ในอกรู้สึกชาๆ
“สวัสดีค่ะเถ้าแก่หรง ฉันชื่อฝงซื่อเจินเป็ครูสอนพิเศษในเมืองนี้ เมื่อกี้นี้เสียมารยาทไปหน่อย ขอให้ท่านให้อภัยด้วยค่ะ”
หรงติ้งคุนสีหน้าซีดเผือดั์ตาเริ่มมีเืฝาดแดงก่ำสายตาจ้องมองหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าด้วยความครั่นคร้าม เหมือนเจอผีอย่างไรอย่างนั้น
“พ่อครับ พ่อครับ ...ฮือ...ฮือ...” คุณชายสามนั่งร้องไห้โฮอยู่บนพื้น
หรงติ้งคุนถูกเสียงร้องไห้ของลูกชายกระชากสติกลับคืนมาเขาก้มหน้าลงอุ้มลูกชายขึ้นมา อุ้มส่งให้พี่เลี้ยงในตอนที่เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งนั้นร่องรอยของความหวาดผวาเมื่อสักครู่นี้เหมือนน้ำที่ไหลรดหลังเป็ด หายไปเป็ปลิดทิ้ง
แต่การที่ทำให้หรงติ้งคุนต้องใหวาดผวาได้ถึงเพียงนี้เป็เพราะอะไรกันนะ?
่เวลาเพียงครู่เดียวสายตาของคนทั้งห้องก็มองมาที่หรงติ้งคุนและฝงซื่อเจินเป็สายตาเดียวกัน
ฝงซื่อเจินแต่งตัวธรรมดาดูไม่สะดุดตาอะไรมีความอ่อนน้อมถ่อมตนมีมารยาท ไม่มีความดื้อรั้นหรือต่อต้านใดๆยืนอยู่อย่างสง่างามไม่มีที่ติเลย ผิวพรรณขาวผ่อง หน้าตาน่ารัก ดวงตาทั้งคู่แวววาวเหมือนกระเบื้องเคลือบที่อยู่ในอ่างน้ำเป็หญิงสาวที่หน้าตาดีมีเสน่ห์มากๆ เลยทีเดียว
แต่ว่าหรงติ้งคุนไม่ได้มองหล่อนแบบธรรมดาๆเขาไม่ได้มองเห็นแค่รูปลักษณ์สวยงามภายนอกแต่เพียงเท่านั้น
คุณนายซุนซื่อหน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างเห็นได้ชัด ในมือขมวดชายเสื้อเอาไว้แน่นน้องสาวของหล่อนที่ยืนอยู่ข้างๆ อยู่แล้วนั้น สายตาเลิ่กลั่กมองไปมองมาพยายามแสดงออกว่าตัวเองอยู่ตรงนี้ทั้งคน ไม่ใช่หุ่นขี้ผึ้ง
แล้วหรงติ้งคุนก็สำรวมอากัปกิริยาเอาไว้ได้สายตาทั้งสองเหมือนกับนกเหยี่ยว มองไปที่ฝงซื่อเจิน ความหวาดผวาที่มีถูกกลบเกลื่อนทิ้งไปหน้าของเขาแสดงอาการสุขุม พยักหน้าด้วยความเ็า
“เธอแซ่ฝง?”
“ใช่ค่ะ คุณท่าน” ฝงซื่อเจินปล่อยมือลงข้างตัวและตอบคำถาม
คุณนายใหญ่หรงรีบพูดขึ้น “พื้นเพของคุณฝง พี่จ้าวเคยได้ยินไปแล้วบอกว่าไม่มีปัญหาเลย ฟังหลินยังบอกว่าหล่อนสอนหนังสือดีมากขนาดเจียซั่งเองยังเชื่อฟังหล่อน คุณท่าน...”
“ฉันเคยเห็นประวัติของหล่อน” หรงติ้งคุนพูดขึ้น “คนเมื่ออายุเยอะแล้วบางทีก็เผลอไผลทำสิ่งที่ไม่มีมารยาทไปบ้าง เมื่อตะกี้นี้ทำให้คุณฝงใรึเปล่าล่ะหือ?”
ฝงซื่อเจินรีบพูดขึ้น “คุณท่านเป็ผู้ใหญ่ มีบารมีสูงส่งแบบนี้จะเรียกว่าคนแก่ได้ยังไงคะ? ที่จริงดิฉันเองไปยืนอยู่ที่ที่อับแสงเลยทำให้คุณท่านใต่างหากละ ควรจะเป็ดิฉันที่ต้องขอโทษถึงจะถูก”
“คุณฝงเป็คนเฉียบแหลมเสียจริงๆ” หรงติ้งคุนหัวเราะเสียงเบา“คุณฝงเชิญนั่งสิครับ ฟังหลิน รินน้ำชาให้ครูของลูกหน่อย”
ฝงซื่อเจินน้อมขอบคุณเสร็จแล้วจึงนั่งลง
ลูกสาวเองก็ดีใจออกหน้าออกตาหรงติ้งคุนเองก็เป็คนที่ดูใจดีมีคุณธรรมน่านับถืออยู่แล้วเขายังเป็ผู้ชายวัยกลางคนที่มีหน้าตาดูดี รูปร่างสูงโปร่งบุคลิกดี รู้ได้เลยว่ารูปร่างของหรงเจียซั่งแบบนี้ได้พ่อมาเต็มๆผมบนหัวแซมด้วยเส้นผมสีขาว ดวงตาทั้งสองข้างมีชีวิตชีวา ในตอนที่หัวเราะขึ้นมานั้นมีรอยย่นที่หางตาเล็กน้อย ไม่ได้มีอารมณ์โรแมนติกหรือความรู้สึกในเชิงชู้สาวเลยนี่ก็คือเ้าของกิจการบริษัทนำเข้าส่งออกที่ใหญ่ที่สุดในเซี่ยงไฮ้เวลาพูดคุยด้วยก็รู้สึกเป็มิตรและเป็กันเองในตอนที่ไม่พูดคุยก็จะกลายเป็คนเงียบๆ ดูสุขุม ทำให้คนรู้สึกเข้าถึงได้ยากมาก
หรงติ้งคุนเองก็กำลังดูชั้นเชิงของฝงซื่อเจินอยู่เช่นกัน
ครูสาวผู้น่าสงสาร หน้าตาสะสวย ในสายตาที่จับจ้องของเขานั้นมีความประหม่าแฝงอยู่ไม่น้อยแก้มสีขาวอมชมพูระเรื่อนั้น เอาแต่ก้มหน้าไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมา
ทั้งสองคนทอดสายตามองกันและกันคนหนึ่งแสดงท่าทีเขินอาย คนข้างๆ ที่ฉลาดพอก็จะดูออกว่ามีความเสน่หาเกิดขึ้นระหว่างทั้งสองคน
คุณนายใหญ่หรงรู้สึกพออกพอใจมองไปทางคุณนายซุนซื่อด้วยอาการที่เย้ยหยันคุณนายซุนซื่อสีหน้าอมทุกข์สายตามองไปยังฝงซื่อเจินเหมือนเข็มที่กำลังจะทิ่มแทงหล่อน
สายตาที่แหลมคมเชือดเฉือนกันระหว่างผู้หญิงทั้งหลายทำให้หรงเจียซั่งเห็นอะไรบางอย่างเขามองไปที่ฝงซื่อเจิน ท่าทางขวยเขินนั่นเหมือนสว่านที่ทิ่มแทงเข้าไปในลูกตาของเขาอย่างไรอย่างนั้น
ผ่านไปสักครู่หนึ่งหรงติ้งคุนเริ่มสนทนาออกรสออกชาติ ขำแล้วพูดขึ้น “คุณฝงนี่หน้าคุ้นๆ มากเลยนะครับเนี่ย”
หรงฟังฮว่าหัวเราะคิกคักพูดขึ้น “แปลกจริงเลยตอนนั้นพี่ชายใหญ่ก็บอกว่าครูฝงหน้าคุ้นๆ เหมือนกันเลยค่ะหรือว่าครูฝงจะหน้าตาเหมือนคนรู้จักของบ้านเราคะ?”
หรงเจียซั่งสีหน้าเ็า พูดเสียงแข็งๆ“บางทีก็รู้สึกว่าครูหน้าคุ้นๆบางทีก็เหมือนกับว่าไม่เคยรู้จักมักคุ้นมาก่อนอย่างนั้นแหละ ก็แปลกๆ ดีแฮะ”
คำพูดนี้เป็การประชดประชันฝงซื่อเจินใครๆ ก็ฟังออก
สองคนนี้เมื่อตะกี้นี้ไม่ใช่ว่าสรวลเสเฮฮาอยู่ด้วยกันหรอกเหรอ?ทำไมตอนนี้กลายเป็ขัดแย้งกันเองเสียแล้ว?หรงฟังหลินกลัวว่าฝงซื่อเจินจะเป็ที่กังขาของคนจำนวนไม่น้อยในที่นี้จึงคิดหาวิธีที่จะช่วยคลี่คลายหาทางออก แต่จู่ๆ ฝงซื่อเจินก็ยิ้มขึ้นมาอย่างผ่าเผยและเป็ธรรมชาติ
“ที่จริงแล้วฉันก็ถูกคนอื่นๆ ถามแบบนี้อยู่บ่อยๆ ค่ะคิดไปคิดมาคงเป็เพราะเกิดมาหน้าโหล ก็เลยทำให้คนรู้สึกว่าหน้าตาคุ้นๆ ได้ง่ายๆคุณชายใหญ่เพิ่งรู้จักฉันได้ไม่กี่วันไม่คุ้นเคยก็เป็เื่ปกตินะคะ”
ง่ายๆ แค่ 2 ประโยคคลี่คลายความเก้ๆ กังๆ ไปได้ หาทางออกให้ตัวเองมีที่ยืนไว้ได้
หรงติ้งคุนหัวเราะออกมาอย่างมีนัยสำคัญอะไรบางอย่างพูดกับลูกชายคนโตว่า “เห็นแบบนี้แล้วคราวนี้แหละครูคนนี้เอาแกอยู่หมัดแน่ๆ”
จากนั้นก็ถามเื่ราวความเป็มาของครอบครัวฝงซื่อเจิน
“ว่ากันว่าบ้านของคุณที่เป็หน้าร้านขายของถูกไฟไหม้จนหมด?”
“ใช่ค่ะ”ฝงซื่อเจินยิ้มอย่างลำบากใจ “แต่โชคดีที่คนไม่เป็อะไร ...พ่อของดิฉันได้รับาเ็แต่ถึงตอนนี้ก็รักษาจนใกล้จะหายแล้วละค่ะ”
หรงติ้งคุนถาม “ไม่คิดที่จะไปหาคนมารับผิดชอบบ้างเหรอครับ?”
“จะหาใครได้คะ?”ฝงซื่อเจินทอดถอนใจ “ตำรวจสายตรวจบอกว่าเพลิงไหม้เกิดจากเตาไฟของบ้านหลังหนึ่งทำให้เกิดเพลิงขึ้นแต่คนบ้านหลังนั้นถูกไฟคลอกตายกันยกครัวไปแล้ว นี่คงจะเป็ชะตามั้งคะวันที่ดวงอาทิตย์มืดมนวันที่พระจันทร์ถูกบดบัง เดี๋ยวน้ำขึ้นเดี๋ยวน้ำลงชีวิตของคนเราก็มีขึ้นๆ ลงๆ คาดเดาอะไรได้ยาก”
หรงติ้งคุนทอดถอนใจตาม มองไปยังหล่อน เห็นสายตาหล่อนเต็มไปด้วยความน่าสงสารดูน่าสนใจ เห็นถึงความคิดที่ปลงไม่ตกกับสัจธรรมชีวิตของหล่อน
ฝงซื่อเจินถูกเขาจ้องจนรู้สึกอึดอัดยิ่งก้มหน้าต่ำกว่าเดิม
หรงเจียซั่งทนดูต่อไปไม่ไหวกระแอมขึ้นมา 2 ที
หรงติ้งคุนหยุดสายตาจ้องมองหล่อน พูดขึ้น“ว่ากันว่าเภทภัยกับวาสนามันเหมือนๆ กันคุณฝงอีกหน่อยก็จะทุกข์ก่อนแล้วค่อยสบายทีหลัง ถ้าคุณยังคงสอนหนังสือลูกๆ ของผมให้ดีต่อไปเรื่อยๆอยู่ในบ้านตระกูลหรงนี้ ผมจะไม่ทำให้คุณต้องลำบากเลยครับ”
ฝงซื่อเจินรู้สึกตื้นตันและกล่าวขอบคุณ“ได้ยินคุณท่านพูดแบบนี้ ดิฉันจะทำให้สุดความสามารถเลยค่ะจะสอนหนังสือคุณชายและคุณหนูให้ดีที่สุด”
หล่อนพูดจบแล้วก็ขอตัวกลับไปลุกขึ้นกล่าวคำลา
คุณนายใหญ่หรงหัวเราะและถามขึ้น“คุณพี่ น้องบอกแล้วใช่ไหมคะว่าคราวนี้ครูสอนพิเศษบ้านเรานี่ไม่เลวจริงๆ”
“ใช่แล้ว ไม่เลวเลย” หรงติ้งคุนคิดไปพูดไปแล้วยังมองตามหลังฝงซื่อเจินที่ค่อยๆ เดินออกไปจนสุดสายตา
ฝงซื่อเจินเพิ่งจะเดินไปถึงชั้น 3เื้ัก็มีเสียงก้าวเท้าเดินตามมา หรงเจียซั่งเดินตามมาไม่เร็วและไม่ช้าเดินแซงหน้าฝงซื่อเจินไป ตรงไปยังห้องของตัวเอง
“คุณชายใหญ่” ฝงซื่อเจินเรียก“ชั้นเรียน่บ่ายวันนี้ ถ้าเธอไม่ว่างก็หยุดเรียนได้นะ”
หรงเจียซั่งขมวดคิ้วแล้วมองหล่อนพูดออกมาอย่างเ็า “ทำไมจะไม่เรียนล่ะ? หรือว่าครูฝงมีแพลนจะไปทำธุระอะไรบางอย่างของตัวเอง?”
“ฉันสามารถมีแพลนอะไรได้ด้วยเหรอคะ?”ฝงซื่อเจินขำและพูดขึ้น “ฉันเห็นว่าคุณท่านกลับมาแล้ว เธอและครอบครัวจะได้อยู่ด้วยกัน สมควรที่จะให้เธอได้พักการเรียนสักครึ่งวันต่างหาก”
“ที่แท้ครูก็รู้จักเอาใจใส่ละเอียดลอออย่างนี้นี่เอง”หรงเจียซั่งพูดขึ้น หน้ายิ้มแบบไม่จริงใจสายตาคมกริบเหมือนมีดจ้องมองไปที่หน้าฝงซื่อเจิน “ไม่น่าล่ะพอคุณพ่อได้เจอเข้าก็รู้สึกชอบเธอน่ะ!”
ฝงซื่อเจินอึ้งไปครู่หนึ่งพูดออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “อยู่ทำงานที่บ้านของคนอื่นต้องได้รับความพออกพอใจจากเ้าของบ้านถึงจะถูก”
หรงเจียซั่งยิ้มมุมปากพูดขึ้น “ฉันเองก็เป็เ้าของบ้าน แต่เธอกลับไม่มองฉันสำคัญแบบนั้นเลย”
“ทำไมฉันไม่ให้ความสำคัญกับเธอ?” ฝงซื่อเจินพูดอย่างไม่พอใจ“คนที่กลั่นแกล้งฉันั้แ่แรกเลยนั่นก็เป็เธอไม่ใช่เหรอ เธอมันขี้แพ้ชวนตี”
“ครูเองถ้าไม่ตอบโต้กลับมาสักครั้งหนึ่ง ก็ไม่เห็นจะเสียหายตรงไหนเลย”หรงเจียซั่งพูดจามั่นอกมั่นใจ
ฝงซื่อเจินหัวเราะหึหึ “ถ้าฉันไม่ตอบโต้เธอ จะปล่อยให้ตัวเองถูกรังแกอยู่อย่างนั้นมันสมควรแล้วใช่ไหม?ฉันต้องโดนตีโดยไม่ทำอะไรเลย โดนด่าก็ทำอะไรไม่ได้เลย ถึงจะสาแก่ใจคุณชายอย่างเธออย่างนั้นเหรอ?”
หรงเจียซั่งอึ้งชะงัก
“จะว่าไปคุณชายใหญ่ก็ไม่ใช่คนให้เงินเดือนฉันซะหน่อย รอวันไหนที่เธอลบคำว่าคุณชายออกจากคำนำหน้าเมื่อไหร่ค่อยมาเปรียบเทียบกับฉัน”
“เฮ้!” หรงเจียซั่งะโขึ้น “ตอนบ่ายยังสอนอยู่ไหม?”
“สอน!” ฝงซื่อเจินตอบกลับสายตาเกรี้ยวกราดมองหน้าเขา“ตอนบ่ายสุ่มสอบศัพท์ภาษาอังกฤษ อ่านไม่ออกจะเอาไม้หน้าสามตีเธอ!”
ประโยคนี้เผ็ดร้อนไปถึงทรวงนึกภาพไม้เรียวแข็งๆ ฟาดเข้าไปที่หลังของเด็กวัยรุ่น ตีจนชากันไปข้างหนึ่ง
หรงเจียซั่งหัวใจตื่นตูมยืนอึ้งตาโตมองตามฝงซื่อเจินเดินเข้าไปปิดประตูใส่ต่อหน้าต่อตา เขาดึงสติกลับมาหยิกเข้าไปที่จมูก เดินสับเท้าอย่างไวเข้าห้องไป
“ที่ว่ากันว่าเธอกับคุณชายใหญ่ตระกูลหรงเข้ากันได้ดีไม่เลวเลย?”
ในห้องที่ตกแต่งสวยงามเรียบหรูเปิดไฟสว่างไว้เพียงดวงเดียว ควันซิการ์ล่องลอย พระจันทร์ภายนอกหน้าต่างส่องแสงสะท้อนดวงตาแสงจันทร์ส่องแสงทอดลงสู่บนกายของผู้ชายคนหนึ่ง
เมิ่งซวี่อันใส่สูทพอดีตัวแขนเสื้อพับม้วนขึ้นมาถึงศอก โผล่แขนที่มีกล้ามเนื้อเป็มัดๆ ออกมาในแขนใส่นาฬิกายี่ห้อปาเต็กฟิลิปป์เรือนหนึ่ง สายคาดปืนของเขายังไม่ได้ถอดออกแขวนพาดอยู่ตรงอกที่ผึ่งผายและแผ่นหลังกว้างเป็แพของเขา ปืนลูกโม่สวยๆ กระบอกหนึ่งของเขาถูกวางไว้บนโต๊ะทับกองเอกสารบางอย่างเอาไว้
ฝงซื่อเจินยืนอยู่ตรงเงามืดจุดที่แสงไฟไปไม่ถึงพูดน้ำเสียงราบเรียบ “ถึงแม้ว่าหรงเจียซั่งดูแล้วจะมีนิสัยดื้อด้านไม่เชื่อฟังแต่นิสัยจริงๆ แล้วไม่ได้เหลวไหล ก็เป็เด็กที่ขาดความรักความอบอุ่นธรรมดาละลายพฤติกรรมเขาไปแล้ว ก็ทำให้การสื่อสารระหว่างเขาดีขึ้นมาหน่อยแล้วค่ะแต่ว่าหรงเจียซั่งชอบเื่เกี่ยวกับทหาร ไม่ค่อยสนใจการสืบทอดกิจการของทางบ้านสักเท่าไหร่”
“อย่างนี้ก็ดีละสิ?”เมิ่งซวี่อันหัวเราะขึ้นมาเล็กน้อย พ่นควันออกมา “ยิ่งหรงเจียซั่งเป็แบบนี้เขายิ่ง้าได้รับการยอมรับอยู่ เธอทำได้ดีมาก เอาอกเอาใจให้ความสำคัญกับเขาสักหน่อยให้ได้รับความไว้วางใจจากเขาให้มากๆ เข้า เด็กที่ฉลาดหลักแหลมแล้วยังแข็งกร้าวยังคงเป็เครื่องมือที่ดีที่จะใช้ทำลายพ่อของเขาได้ดีเลยทีเดียว”
ฝงซื่อเจินนิ่งสุขุมอยู่อย่างนั้น
เมิ่งซวี่อันยังถามต่อว่า“เธอจะรับมือกับหรงติ้งคุนยังไง?”
ฝงซื่อเจินพูดขึ้น“ก็ทำเป็ผู้หญิงที่ตกที่นั่งลำบาก มีความรู้ปราดเปรื่อง ฉลาดและมีไหวพริบแต่ก็ยังมีความหัวรั้นและน่าเบื่อหน่ายอยู่บ้าง”
“แล้วถ้าหรงติ้งคุนถูกใจเธอขึ้นมาล่ะ?”
ฝงซื่อเจินไม่ได้ตอบ
เมิ่งซวี่อันหันหน้ามามองเห็นว่าฝงซื่อเจินกำลังขมวดคิ้วจนมีรอยย่นบางๆ
“มีอะไรที่ไม่สมบูรณ์รึเปล่า?”
ฝงซื่อเจินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งพูดออกมาอย่างลำบากใจ “ไม่รู้ว่าฉันเดาผิดไปหรือเปล่า หรงติ้งคุนทำไมเหมือนกับว่ากลัวฉัน?”
เมิ่งซวี่อันมีท่าทีน่าสนใจขมวดคิ้วแล้วกวักมือมาทางฝงซื่อเจิน
“หรงติ้งคุนกลัวเธอด้วยเหรอ?”
ฝงซื่อเจินพูดขึ้น “คล้ายๆเหมือนกับว่าบนตัวฉันมีอะไรบางอย่าง ทำให้เขานึกถึงอะไรบางอย่างที่เขากลัวฉันไม่รู้ว่ามันคืออะไร พวกเรารู้อยู่แล้วั้แ่ต้นว่าถ้าหากถูกรู้เข้าว่าเรามาเพื่อทำร้ายพวกเขาพวกเขาก็จะต้องโกรธเกลียดฉันอย่างแน่นอนแต่คิดไม่ถึงเลยว่าการหยั่งรู้ของเขาจะเหนือชั้นกว่าที่ฉันคิดเอาไว้มากเลยละ แต่ว่าเขาก็ไม่มีท่าทีที่จะขับไล่ฉันออกไปเลยฉันเองก็รู้สึกไปไม่ถูกเหมือนกัน”
เมิ่งซวี่อันครุ่นคิด“ฉันจะไปตรวจดูเสียหน่อย ถ้าสถานการณ์มันไม่อำนวยให้เธอ ก็จะวางแผนให้เธอออกมา”
“ต่อไปอาจจะไม่ราบรื่น”ฝงซื่อเจินตั้งใจพูดทั้งยิ้มออกมา “ทำให้หรงติ้งคุนกลัวได้ต้องเป็จุดอ่อนของเขาอย่างแน่นอนละ บั่นทอนเขาไปเรื่อยๆอาจจะมีประโยชน์ขึ้นมาบ้าง ตอนนี้ขอแค่ประคับประคองหรงเจียซั่งไปก่อน”
“อย่าให้เื่เล็กกลายเป็เื่ใหญ่ละ”เมิ่งซวี่อันพูดขึ้น “เป้าหมายของเธอ คือล้มหรงติ้งคุนให้ได้ ส่วนหรงเจียซั่งนะว่าไปก็เป็แค่บันไดให้เธอเหยียบขึ้นไป”
“ฉันทราบดีค่ะ” ฝงซื่อเจินมองต่ำลงตอบรับคำ
แสงจันทร์สาดส่องลงบนใบหน้าที่สะอาดหมดจดของฝงซื่อเจินส่องจนเห็นใบหน้าที่กลัดกลุ้มและสีหน้าที่สับสนจนหน้าเสียของหล่อน
เมิ่งซวี่อันยื่นมือออกมายื่นนิ้วไปยังหน้าของฝงซื่อเจิน ช้อนจับไปที่คางของหล่อนเบาๆ จ้องมองสบตากับหล่อน
“ซื่อเจิน จำเอาไว้ เธอเป็คนตกปลาอย่าปล่อยให้ปลาลากเธอลงไปในน้ำซะล่ะ”
***ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/0818cc58522cbd86eda61452a3988291
***เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่เมืองศิวิไลซ์ที่ไหนขอฝากแฮชแท็ก #เมืองศิวิไลซ์ #เรือนหอมหมื่นลี้ #readAwrite ด้วยน้า