ชาวบ้านที่รอคอยจะซื้อผักจากคนสกุลจาง พอเห็นผักหลายตะกร้าถูกแบกมารอบแล้วรอบเล่าต่างก็นึกอิจฉาพวกเขายิ่งนัก
พวกเขาผลัดเปลี่ยนกันไปหาผักป่ามาทั่วทั้งูเา กลับไม่เคยมีใครได้มันหวานมาสักต้น นี่กระไรกันเด็กบ้านสามเดินเล่นกันไปจู่ๆ ก็พบต้นมันหวาน ลานใหญ่มากมายถึงเพียงนี้ ไหนจะหัวไชเท้านั่นอีกเล่า นางหลี่ซื่อหั่นเป็ชิ้นเล็กๆ ต้มมาให้พวกเขาลองชิมคนละชิ้น รสชาติอร่อยและยังนุ่มลิ้นเหลือเกิน ดูแล้วเด็กบ้านสามสกุลจางนี่วาสนาดียิ่งนัก
เวลานี้ถึงแม้พวกเขาจะไม่ค่อยมีเงินในมือ แต่คิดดูแล้วอีกไม่นานก็จะถึงเวลาเก็บเกี่ยวข้าวสาลีกันแล้ว จึงเจียดเงินออกมาซื้อมันหวานและหัวไชเท้าไปกินบ้าง
ั้แ่มีภัยแล้งทางการก็กระจายข่าวแนะนำให้ชาวบ้านปลูกข้าวสาลี หรือมันเทศไว้เป็อาหาร หมู่บ้านน่าหลางตกลงจะปลูกข้าวสาลีเหมือนกันทั้งหมด จึงไม่ได้มีอาหารประเภทอื่นเพาะปลูกไว้อีกเลย หากจะไปหาซื้อก็มีราคาสูงเกินไปจนอดเสียดายเงินที่มีอยู่น้อยนิดไม่ได้
เวลานี้บ้านสกุลจางเอามันหวานมาแบ่งขายให้จินละ 25 อีแปะ ถูกกว่าไปซื้อเองที่ตลาดอีก หัวไชเท้านั่นจินละ 15 อีแปะ พวกเขาจึงพากันมาซื้อกลับไปเปลี่ยนรสชาติอาหารกันบ้าง
"ตาแก่ บุตรสาวคนโตบ้านสามนั่นถึงวัยออกเรือนได้แล้ว เหมาะสมกับอาหานบุตรชายของเราไม่น้อยเลยนะ" นางรุ่ยซื่อเอ่ยกับสามีของนาง ขณะที่รอคิวซื้อมันหวานต่อจากชาวบ้านคนอื่นๆ
"เหอะ!! บุตรชายจอมี้เีของเ้าน่ะหรือเหมาะสมกับแม่หนูเฟยอี นางรุ่ยซื่อเ้าฝันไปหรือเปล่า บุตรชายเ้าเทียบกับหูตงบ้านข้าไม่ได้แม้ปลายเล็บ หากจะมีใครเหมาะสมกับแม่หนูเฟยอี ก็ต้องเป็หูตงบุตรชายข้าเท่านั้นล่ะ!!" สตรีอีกคนร้องเสียงแหลมขึ้นมา
"โอ้ย หูตงหน้าดำนั่นน่ะเรอะเหมาะสม มาดูเสี่ยวจื่อบ้านข้าก่อนเป็ไร รูปงามราวกับคุณชาย ร่างกายก็แข็งแรง...."
และแล้วาอวดบุตรชายขนาดย่อมก็ปะทุขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ตรงหน้าบ้านใหญ่สกุลจาง
เหตุใดจะไม่มีใครยกเื่นี้เป็เื่ซุบซิบเื่ใหญ่ในหมู่บ้านกันเล่า คนในหมู่บ้านน่าหลางทั้งหมดรวมกันมีไม่ถึง 200 คน มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก็รู้กันไปทั่วทั้งหมู่บ้าน
เมื่อวันก่อนมีคนเห็นบุตรสาวคนโตบ้านสามสกุลจางไปซื้อผ้า ซื้อเนื้อมาจากตลาด ยังมีต้นกล้าผักอีกหลายสิบต้น หมายความว่านางมีเงินและถือเงินบ้านสามเอาไว้เองอีกด้วย หากแต่งนางเข้ามาพวกเขาก็ต้องได้รับประโยชน์บ้างล่ะ น้องชายสองคนของนางก็ยังเด็กทั้งยังมีที่ดินที่แยกบ้านออกมา กว่าพวกเขาจะโตที่ดินผืนนั้นและผักที่พวกเขากำลังจะปลูกต้องให้พี่สาวดูแลอยู่ก่อนแล้ว
แม้แต่งกันไปจะต้องช่วยนางเลี้ยงน้องสองคน แต่นั่นก็เป็แรงงานชั้นดีเลยไม่ใช่หรือ เวลานี้ชื่อเสียงของจางเฟยอีจึงหอมหวนยิ่งนัก เสียดายก็แต่ บ้านสามไม่ได้ออกมาขายผักเอง มิเช่นนั้นพวกเขาจะได้ส่งบุตรชายออกมาซื้อของจะได้มีโอกาสแสดงตัวให้เห็นกันบ้าง
นางไป๋ซื่อสะใภ้รองเห็นกลุ่มสตรีโอ้อวดบุตรชายกันจนเริ่มจะลงไม้ลงมือกันแล้ว ก็ตวาดแว้ดขึ้นมา
"พวกเ้าเงียบปากกันเสียให้หมดเดี๋ยวนี้เลย หลานสาวบ้านข้ายังเป็สตรีที่ยังไม่ออกเรือน จะดีร้ายอย่างไรข้าก็ดุว่าได้คนเดียว ถึงคราวให้พวกเ้ามากล่าวถึงมั่วซั่วเช่นนี้ได้ั้แ่เมื่อไร หากข้าได้ยินผู้ใดเอานางมาพูดให้เสียหาย ระวังข้าจะฉีกปากเหม็นๆ ของพวกเ้าด้วยอีโต้เล่มนี้เข้าเถอะ!!"
นางไป๋ซื่อกล่าวเสร็จก็ฟันหัวไชเท้าหัวหนึ่งขาดเป็สองท่อนด้วยมีดอีโต้ที่นางถือไว้ในมือเสียงดังฉับ!!!
เหล่าบุรุษสกุลจางทั้งแก่ทั้งเด็กที่มาช่วยขายผัก ต่างก็ก้าวออกมายืนเคียงข้างกันหน้าบ้านทั้ง 7 คน สีหน้าบึ้งตึง
คำซุบซิบเหล่านี้ล้วนผ่านหูพวกเขามาบ้างแล้ว คิดจะเอาเปรียบคนสกุลจางรึ ถามพวกเขาก่อนแล้วหรือยัง!!?
คราวนี้บรรยากาศหน้าบ้านสกุลจางถึงได้กลับมาเป็ปกติได้ ใครใช้ให้บ้านคนเขามีบุรุษมากมายถึงเพียงนั้นกันเล่า หากเด็กชายบ้านสามมาเข้าร่วมด้วยอีกสองคน เช่นนั้นแล้วพวกเขามีบุรุษถึง 9 คนเลยเชียวนะ หากต้องต่อยตีกัน บ้านไหนจะเอาชนะพวกเขากันได้เล่า
……….
ทางด้านบ้านสามเวลานี้ จางเฟยอีก็ให้เด็กๆ ช่วยกันนำต้นกล้าผักออกมาวางข้างแปลงเพาะปลูกที่เตรียมเอาไว้แล้ว นางจัดให้ผักที่ซื้อมาทั้งหมด 6 ชนิด แต่แปลงเพาะปลูกที่ท่านปู่ทำไว้ให้มี 8 แปลง อีกสองแปลงที่เหลือนางคิดจะปลูกหัวไชเท้าเพิ่มไปทั้งหมดเลย
นางค่อยๆ บรรจงวางต้นกล้าแต่ละต้นลงไปในหลุมที่เตรียมไว้แล้ว สอนเด็กๆ ให้ทำตามพวกเขาก็ทำตามอย่างตั้งใจ กลบดินลงบนต้นกล้าและนำเอาหญ้าแห้งมาคลุมทับไว้้า พวกเราล้วนทำกันได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว ผ่านไปกว่าครึ่งวัน พื้นที่เพาะปลูกทั้งแปดแปลงก็ถูกจัดการไปสำเร็จเรียบร้อย
จางเฟยอีเอาบัวรดน้ำออกมาสามอัน ให้เด็กชายสามคนไปตักน้ำจากบ่อมารด เท่านี้ก็ผ่านขั้นตอนเพาะปลูกขั้นแรกไปได้สำเร็จ เหลือเพียงต้องรอดูผลงานว่าพวกมันจะเจริญเติบโตไปได้ดีเพียงใด
วันนี้จางเฟยอีทำไข่ตุ๋นนุ่มๆ และเต้าหู้ยัดไส้หมูสับให้เด็กๆ เป็อาหารกลางวัน เฉิงซีห่าวได้รับความช่วยเหลือจากจางเฟยหรงและน้องชายทั้งสอง ช่วยกันพยุงเขาออกมานั่งที่แคร่ไม้ร่วมโต๊ะอาหารกับทุกคน เขาไม่มีอาการไข้ตัวร้อนอีกแล้ว เหลือเพียงแค่อ่อนเพลียอยู่บ้างเพียงเท่านั้น
เด็กทั้งสี่คนเพิ่งได้เห็นอาหารที่หน้าตาน่ากินเป็ที่สุดเหล่านี้เป็ครั้งแรก ต่างก็เจริญอาหารกันยกใหญ่ จางเฟยอียังน้ำละลายผึ้งผสมน้ำมะนาวลงไปเล็กน้อยให้พวกเขาดื่มอีกด้วย เด็กโตสองคนเด็กเล็กสองคนกินข้าวกินน้ำไปน้ำตาไหลไป ยิ่งทางสองพี่น้องสกุลเฉิงนั้นยิ่งแล้ว พี่ชายใหญ่ของเขาทำได้เพียงต้มข้าว ต้มมัน ต้มผัก ย่างเนื้อสัตว์ อาหารที่พิถีพิถันเช่นนี้ เขาไม่เคยกินมาก่อน
กินอาหารกันเสร็จเฉิงลู่ฉีก็วิ่งเข้าช่วยเก็บถ้วยเก็บจานร่วมกับสองพี่น้องเป็อย่างดี อยู่กับพี่ชายใหญ่พวกเขาต้องทำงานบ้านกันเอง มีน้ำเพียงหนึ่งอ่างเขาก็เอาจานไปเขย่าๆ ในน้ำก็ใช้ได้แล้ว มาอยู่ที่นี่จางเฟยหรงและจางเฟยเทียนก็สอนให้เขาล้างจานให้ถูกต้อง โดยมีสายตาของเฉิงซีห่าวคอยดูและฟังอย่างตั้งใจไปด้วยอยู่ตลอดเวลา
จางเฟยอีคิดอยากจะเขียนจดหมายไปทิ้งไว้ในบ้านสกุลเฉิงตามคำแนะนำของท่านปู่เช่นกัน แต่จะให้ทำได้อย่างไรเล่าในเมื่อนางไม่มีหมึกและพู่กันในมิติอยู่เลย จะใช้ปากกาลูกลื่นกับกระดาษรายงานที่นางมีอยู่ก็คงจะไม่เหมาะ จึงจำต้องผ่านเื่นี้ไปก่อน ไว้มีโอกาสหากระดาษและพู่กันจากยุคนี้ได้นางค่อยเอาจดหมายไปแปะไว้คราวหลังก็แล้วกัน เขาหายไปเป็เดือนเช่นนี้แล้ว นางเดาว่าเขาคงไม่ได้กลับมาง่ายๆ หรืออาจไม่กลับมาตลอดไปเลยก็ได้
“ซีห่าว ลุกเดินบ้างก็ดีจะได้สดชื่น แต่ค่อยๆ เกาะผนังเดินอยู่ในบ้านก่อนนะ เดี๋ยวข้าจะพาน้องๆ ไปขนเสื้อผ้าพวกเ้าจากทางนู้นมาซัก” จางเฟยอีสั่งความเฉิงซีห่าวแล้วพาเด็กสามคนไปยังบ้านสกุลเฉิง
เมื่อเข้าไปภายในบ้านสกุลเฉิง จางเฟยอีนั้นรู้สภาพล่วงหน้าอยู่แล้ว แต่สองพี่น้องจางเฟยหรงและจางเฟยเทียน ถึงกับเบ้หน้าออกมา อดไม่ได้ที่จะหันไปถลึงตาใส่เฉิงลู่ฉี
เด็กชายก็หน้าบางแก้มแดงอย่างขวยเขิน ไม่ไปเห็นบ้านของพี่สาวก็แล้วไป เขาอยู่ที่นี่จนชินแล้ว แต่พอไปอยู่บ้านพี่สาวได้เห็นบ้านสะอาดสะอ้าน ที่นอนและผ้าห่มหอมนุ่ม จานก็ไม่มีคราบดำสกปรกแม้แต่นิด เมื่อกลับมาเห็นสภาพบ้านตนเองอีกครั้งก็อับอายเป็อย่างมาก
บ้านสกุลเฉิงเป็กระท่อมเล็ก ๆ ที่ทำโครงขึ้นมาจากไม้และใช้ดินและหญ้าแห้งโบกทับไปอีกที แต่ก็ยังออกแบบทำเป็สัดส่วนได้เหมาะสม มีห้องสองห้องที่ใช้ไม้ไผ่มาสร้างเป็ประตู ครัวของบ้านอยู่ทางด้านหลัง ไม่มีผนังกั้นใดๆ เพียงแค่มีชายคาคุ้มแดดฝนไว้เพียงเท่านั้น