“ทั้งๆที่คิดว่าควรจะลืมมันไปให้ได้แล้วแท้ๆ”
-หกปีก่อน-
‘พี่...’
เสียงเล็กๆของเด็กสาวที่เอ่ยเรียกทำให้คนที่สมาธิจดจ่ออยู่บนหน้ากระดาษต้องละสายตาจากหนังสือก่อนจะก้มตัวลงมองดูร่างเล็กๆที่ยืนถือลูกบอลจ้องมองเขาด้วยั์ตาสีเขียวมรกตสดใส
‘วันนี้ไม่ซ้อมเหรอคะ?’
เด็กสาวถามเสียงใสก่อนจะเอียงคอให้อย่างน่าเอ็นดูเมื่อเห็นร่างสูงวัยกว่าไถลตัวลงมาจากบนต้นไม้ในอาณาเขตบ้านของเธอเองก่อนจะลงมายืนอยู่ตรงหน้า
เด็กหนุ่มปิดหนังสือถือไว้ในมือข้างหนึ่งส่วนอีกข้างก็คว้าเอาลูกบอลมาจากเธอ
‘ไม่ล่ะ’
เด็กหนุ่มบอก
เสียงหัวเราะร่าดังมาจากบ้านไม้หลังใหญ่ข้างศาลเ้าเด็กหนุ่มหันไปมองตามเสียง ั์ตาสีเทาหลุบต่ำยามที่ได้ยินเสียงใสๆของใครบางคนลอยมาตามสายลม
นานาโกะเดินเข้ามาใกล้เขา
‘เป็อะไรไปเหรอคะ?’
‘เปล่าหรอก’มือใหญ่วางแตะลงบนศีรษะของเธอเบาๆก่อนที่เด็กหนุ่มจะออกเดินนำ เหมือนจะพยายามพาตัวเองให้ออกห่างจากเสียงหัวเราะที่ดังขึ้นอยู่นั้นให้มากที่สุด
‘แล้วเธอล่ะนานะไม่ไปเล่นกับพวกนั้นเหรอ?’
เด็กหนุ่มหันมาถามเธอ
นานาโกะส่ายหน้า
‘ทำไมล่ะ?’
‘ฉันอยากอยู่กับพี่...มากกว่าค่ะ’
‘ฉันไม่เป็ไรหรอกน่า...’
เด็กหนุ่มบอก โยนลูกบอลขึ้นสูงก่อนจะใช้ศีรษะโหม่งลูกซ้ำไปซ้ำมาอย่างชำนาญ
นานาโกะเดินตามเขามาก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งตรงขั้นบันไดหน้าศาลเ้า
‘เป็อะไรไป?’
ลูกบอลกลับมาอยู่ในมือใหญ่อีกครั้งก่อนที่เด็กหนุ่มจะเดินไปนั่งข้างเธอ
‘ฉันคิดถึงมิกิ’ นานาโกะบอก
คนฟังนิ่งเงียบไป
‘โกรธรึเปล่าคะที่มิกิทำกับมินาโยะแบบนั้น?’
‘ฉันไม่ว่าอะไรมิกิหรอก’เด็กหนุ่มบอกเสียงเศร้า ‘สักวันมันก็ต้องเกิดบางทีอีกไม่นานฉันเองก็คงต้องจากที่นี่ไปเหมือนกัน’
‘ไม่เอานะคะ!’มือเล็กๆเกาะแขนเขาแน่น ั์ตาสีมรกตที่คลอรื่นไปด้วยน้ำตากำลังจ้องมองมาที่เขา‘ฉันไม่ให้พี่...ไปหรอก ถ้าพี่ไปอีกคน ฉันเองก็... ฉันก็...’
‘เหงารึไง... นานะ?’
ั์ตาสีเทาของคนสูงวัยกว่าหันมาถามเด็กสาวหลบสายตาเขา ไม่ใช่เพราะความเขินอาย แต่เป็เพราะคำพูดของเขาที่ราวกับจะอ่านใจของเธอออก
‘ค่ะ’
มือใหญ่เอื้อมมือมารั้งศีรษะเธอให้ก้มลงซบบ่าน้ำตาของเด็กสาวไหลคลอรื่นจนแขนเสื้อของเด็กหนุ่มเปียกชุ่ม
‘ทั้งๆที่อยู่ใกล้กันขนาดนี้แท้ๆแต่ก็ยังเข้าไปหาไม่ได้... ทรมานจังนะ’
เด็กหนุ่มเปรย
เสียงหัวเราะเริงร่าดังลอยมาตามสายลม
...
เธอยิ้มได้... ก็ดีแล้ว
ใน่เวลาที่ยังเหลืออยู่นี้ เขาขอแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
...
แค่รอยยิ้มของเธอเท่านั้น...
ฉึ้บ!
เสียงหนังสือเล่มหนาปิดลงพร้อมๆกับเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ที่ดังขึ้นตามมาร่างบางทิ้งร่างพิงชั้นหนังสือด้านหลังอย่างเหนื่อยล้าไปทั้งกายและใจใบหน้าเรียวขาวเชิดขึ้นสูงก่อนจะหลับตาสูดลมหายใจลึกเข้าปอดแล้วผ่อนระบายออกมาเฮือกใหญ่อีกครั้งก่อนจะดันตัวเองให้ยืนตัวตรงยัดหนังสือในมือเก็บลงชั้นตรงหน้าแล้วพาตัวเองออกมาจากชั้นวางหนังสือที่ตั้งเรียงรายอยู่ในห้องสมุดโรงเรียนหัวสมองไม่ได้รับรู้ข้อความในหนังสือที่ตัวเองหยิบขึ้นมาอ่านเลยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่ยังไหลวนอยู่ในห้วงความคิดตอนนี้คือภาพในอดีตเมื่อนานแสนนานมาแล้ว
สองคนนั้นคงกลับไปแล้วสินะ...
นานาโกะพึมพำให้กำลังใจตัวเองแม้จะเสียดายที่ไม่ได้เห็นหน้าใครบางคนแต่ก็ดีกว่าต้องมาทนเห็นความสนิทสนมของคนทั้งคู่ความสัมพันธ์ที่ไม่เหลือช่องว่างให้เธอแทรกเข้าไปได้เลย
อดีตมันก็ยังคงเป็เพียงภาพแห่งความทรงจำที่ผ่านพ้นไปเท่านั้นและไม่มีวันกลับมาเป็เหมือนเดิมได้อีกครั้งในอนาคตหรอก...
เด็กสาวบอกตัวเองในใจ
แสงสุดท้ายของวันส่องลอดเข้ามาทางหน้าต่างกรุกระจกใสบานใหญ่เวลา่อาทิตย์ใกล้ตกดินแบบนี้ที่ห้องสมุดไม่ค่อยมีใครเข้ามาใช้บริการโดยเฉพาะ่เวลาที่ใกล้ปิดให้บริการแบบนี้เป็่ที่เงียบเหงามากที่สุดตอนนี้นักเรียนทั้งโรงเรียนต่างก็ใช้เวลาหลังเลิกเรียนหมดไปกับการซ้อมกีฬาเพื่อเตรียมตัวสำหรับงานประเพณีที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้าแม้จะไม่มีส่วนร่วมในด้านกีฬาแต่สมาชิกชมรมประสานเสียงอย่างเธอเองก็มีงานยุ่งไม่แพ้ชมรมอื่นๆเช่นกัน ดังนั้น่เวลาใกล้ค่ำแบบนี้จึงเป็่เดียวที่เธอว่างและมีเวลาเป็ส่วนตัวมากที่สุดก่อนที่อีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้าเธอต้องกลับเข้าชมรมเพื่อเตรียมตัวซ้อมการแสดงและคงไม่มีเวลาว่างอีกจนกว่างานประเพณีจะสิ้นสุดลง
ผ้าม่านผืนใหญ่ถูกเด็กสาวดึงเข้าหากันหน้าที่อีกอย่างของเธอนอกเหนือจากการเข้าร่วมกิจกรรมของชมรมประสานเสียงคือการดูแลห้องสมุดซึ่งแม่บุญธรรมของเธอ--อาจารย์มิซากิเป็ผู้รับผิดชอบ มันทำให้เธอไม่เหงาใน่เวลาที่ต้องอยู่คนเดียวอย่างน้อยการที่ได้ทำหรืออยู่กับสิ่งที่ชอบมันก็ไม่ทำให้เธอฟุ้งซ่าน
นอกจากบ้าน...ที่นี่เป็ที่เดียวที่ไม่ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยว
“มองทางด้วยสิครับคุณบรรณารักษ์ หน้าเธอจะทิ่มฉันอยู่แล้ว ไม่เห็นหรือไง?”
เสียงทุ้มของคนที่จู่ๆก็มาปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางความเงียบเหงาที่แผ่ขยายตัวไปทั่วห้องทำให้เด็กสาวสะดุ้งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบกับั์ตาสีน้ำเงินเข้มมืดมนคู่หนึ่งที่กำลังจ้องเธออยู่
นานาโกะผงะถอยหลัง
“มิยาซาวะ เอเรียล!”
“ก็ฉันน่ะสิ!”คนถูกเรียกบอกเสียงขุ่นก่อนแสยะรอยยิ้มกว้างอย่างเกลียดชัง
“มาสิงอะไรที่นี่ไม่กลับบ้านไปพร้อมกับเ้าชายของเธอรึไง?”
“บ่นอะไรของนาย!” นานาโกะบ่นสีหน้าไม่สบอารมณ์สุดขีดก่อนจะเดินเลี่ยงไปอีกทาง อีกฝ่ายเดินตามเธอมาปากก็พูดจากัดไม่ยอมปล่อย
“เอ...หรือว่าฉันจะใช้คำผิดไปนะ จริงๆต้องบอกว่าเ้าชายของเธอที่กลายเป็ของคนอื่นไปแล้วสิ!”
“ฉันไม่รู้ว่านายบ่นอะไรนะมิยาซาวะ ถ้านายไม่มีธุระอะไรก็ออกจากห้องสมุดนี่ไปได้แล้ว”
เด็กสาวไล่แต่เด็กหนุ่มเดินมาดักหน้าเธอก่อนจะจ้องมองมาด้วยั์ตาสีน้ำเงินเข้มเรียบลึก
“ธุระฉันมีแน่”
เอเรียลบอกเสียงนิ่งโยนหนังสือเล่มหนาสี่ห้าเล่มไปบนเคาน์เตอร์นานาโกะถลาไปคว้ามันไว้ก่อนจะยกขึ้นมาสำรวจความเสียหายั์ตาสีมรกตวาววับเงยขวับขึ้นมามองเขาอย่างไม่พอใจก่อนจะหันไปสนใจหนังสืออีกครั้งเมื่อเห็นว่าไม่มีส่วนใดบุบสลาย เด็กสาวก็จัดการเช็คหนังสือคืนเตรียมเก็บเข้าชั้น
ร่างของผู้มาใช้บริการห้องสมุดเอนตัวพิงเคาน์เตอร์ั์ตาสีน้ำเงินเข้มมองดูเด็กสาวจัดการกับหนังสืออย่างเบามือด้วยสายตาเรียบนิ่งเขารู้ว่าเธอกำลังหลบสายตาเขาอยู่ ท่าทีตื่นๆระแวดระวังตัวของเธอมันทำให้เขาอยากจะเปล่งเสียงหัวเราะออกมาดังๆไม่ใช่เพราะอยากจะแกล้งเด็กสาว แต่เพราะความสมเพชและเกลียดชัง
“ดูเธออยู่ที่นี่ก็มีความสุขดีนี่นะคุซึซาวะ” เอเรียลเปรย นานาโกะพยายามทำเป็ไม่ใส่ใจ
“ลืมตัวตนของตัวเองแล้วพยายามใช้ชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไปช่างน่าชื่นชมจริงๆ”
เด็กหนุ่มว่ามองดูใบหน้าที่เริ่มซีดเผือดลงเรื่อยๆของเด็กสาวแล้วยิ้ม
“เอาตัวรอดแล้วก็ปล่อยภาระให้คนอื่นน่ายกย่องดีนะ เป็ไงบ้าง...สนุกดีไหมล่ะกับการพยายามทำตัวเป็แค่คนธรรมดาๆคนหนึ่งน่ะ”
“นายอยากจะพูดอะไรกันแน่!”
เด็กสาวหันขวับกลับมาขึ้นเสียงใส่เขาฝ่ามือที่จับหนังสืออยู่นั้นสั่น ปลายเล็บจิกแน่นลงไปบนหน้าปกหนังสืออย่างลืมตัว
เอเรียลดันตัวเองขึ้นจากเคาน์เตอร์ก้าวเดินตรงมาที่เธอก่อนจะก้มลงกระซิบข้างหู
“เธอหนีความจริงไม่พ้นหรอกคุซึซาวะ นานาโกะ” เด็กหนุ่มบอกเสียงเข้ม“คนทรยศอย่างเธอไม่มีวันใช้ชีวิตอย่างสงบสุขได้หรอก”
เด็กหนุ่มยืดตัวขึ้นถอยหลังห่างออกมาจากเธอสองสามก้าวั์ตาสีน้ำเงินเข้มวาวโรจน์ยามสบตามองั์ตาสีมรกตที่เงยขึ้นมาพร้อมกับน้ำตาที่คลอรื่น
“ฉันจะทำลายที่พึ่งของเธอเองให้เหมือนที่เธอทำกับ ‘ยัยนั่น’ ไว้นั่นแหละ!”
มิยาซาวะเอเรียล ไปนานแล้ว ไม่รู้ว่าเลยเวลาที่เธอต้องปิดห้องสมุดไปนานแค่ไหนบางทีอาจจะเลยเวลาที่เธอต้องเข้าชมรมไปแล้วเสียด้วยซ้ำสงสัยว่าคงต้องโทรไปขอลาชมรมสักวันเธอคงไปให้พวกรุ่นพี่เห็นหน้าในสภาพแบบนี้ไม่ได้แน่
น้ำตาหยุดไหลไปไม่รู้ั้แ่เมื่อไหร่รู้แค่เพียงว่าเธอเพิ่งหยุดสะอื้นไห้ไปได้ไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้เท่านั้นกว่าจะรู้สึกตัว ฟ้าด้านนอกก็มืดไปแล้ว สนามฟุตบอลข้างห้องสมุดก็ไม่มีใครอยู่ซ้อมทุกคนคงกลับบ้านไปกันหมด ตอนนี้ทั้งโรงเรียนแทบร้างเด็กสาวเพิ่งรู้สึกว่าตัวเองซุกตัวอยู่หลังเคาน์เตอร์ซะนานก็เมื่อตอนที่นาฬิกาในห้องสมุดตีบอกเวลาสองทุ่มพอดี
ร่างบางยืดตัวขึ้นรู้สึกปวดล้าเพราะการนั่งกอดเข่ามาหลายชั่วโมงน้ำตาบนใบหน้าหยุดไหลเหลือทิ้งไว้เพียงคราบน้ำตาบางๆ นานาโกะขยี้ตาหนังสือเล่มหนาของใครบางคนวางกองอยู่ข้างตัว เธอยังไม่ได้เอาไปเก็บเข้าชั้นอันที่จริงั้แ่ที่เขาพูดทิ้งท้ายไว้ก่อนจะเดินจากไปเธอก็รู้สึกว่าตัวเองไม่มีเรี่ยวแรงเหลือมากพอที่จะยืนไหวแล้วด้วยซ้ำ
ไฟในห้องสมุดสว่างจ้าขึ้นแสงไฟทำให้สายตาของเธอพร่าจนไม่กล้าขยับตัวไปไหนรู้สึกตัวอีกทีก็เมื่อตอนที่ร่างของใครบางคนเดินเข้ามาใกล้ก่อนจะคว้าหนังสือที่วางกองอยู่บนพื้นขึ้นมา
“ทำไมยังไม่กลับบ้านอีก?”
เสียงทุ้มเอ่ยถามน้ำเสียงคุ้นหูนั่นทำให้เธอหน้าซีดใจสั่นเสียยิ่งกว่าเสียงของคนที่ทำให้เธอต้องตกอยู่ในสภาพนี้
“เป็อะไรไปนานะ?”
“อย่า!”
นานาโกะปัดมือใหญ่ที่ยื่นเข้ามาหาอย่างลืมตัวกว่าจะรู้ตัวเธอก็สบเข้ากับั์ตาสีมรกตคู่งามไปซะแล้ว
“ร้องไห้เหรอ?”
ฮิวาตาริโทวะ ถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง หัวคิ้วขมวดชนกันก่อนที่ร่างสูงจะเดินเข้ามาใกล้ จับหนังสือไปไว้ในมือข้างหนึ่งส่วนอีกข้างก็ยกขึ้นมาแตะที่ใบหน้าของเด็กสาวอย่างแ่เบา
นานาโกะยืนนิ่งตัวแข็งทื่อ แม้ปลายนิ้วของเขาจะละออกจากใบหน้าเธอไปนานแล้วแต่ร่องรอยการัักลับยังคงประทับอยู่
“เป็อะไรไป?”
“เปล่า”เด็กสาวตอบทันควัน เห็นได้ชัดว่าคนตรงหน้าไม่เชื่อในสิ่งที่เธอพูด
“ฉ...ฉันเครียดเื่การแสดงในงานประเพณี ก.. ก็เลย ไม่อยากเข้าชมรม”
เธอบอกโดยไม่ยอมสบตาเขาแต่รู้สึกได้ว่าคนตรงหน้ากำลังจ้องเธออยู่ จ้องแบบไม่ยอมละสายตาเสียด้วยมันทำให้เธอกลัวเสียยิ่งกว่าตอนที่เอเรียลเดินเข้ามาใกล้ซะอีก
“งั้นเหรอ?”
เด็กหนุ่มเปรยขึ้นอย่างตัดใจรู้ดีว่าคาดคั้นไปก็เท่านั้น คนตรงหน้าเขาคงไม่ยอมพูดอะไรออกมาแน่ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจไม่ถามอะไรต่อแล้วคอยดูท่าทีของเธอ
นานาโกะถอนหายใจเบาๆอย่างโล่งอกก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่มเพิ่งสังเกตเห็นว่าเขายังอยู่ในชุดเครื่องแบบนักเรียน แถมยังดูเหนื่อยหอบเหมือนคนเพิ่งวิ่งระยะไกลมาด้วย
“โทวะมาทำอะไรที่นี่? แล้วมินาโยะจังล่ะ?”
“ฉันพาไปส่งที่บ้านแล้ว”
โทวะตอบแล้วก็ไม่ยอมพูดอะไรอีกเลยไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ถามอะไรต่อด้วยซ้ำเด็กหนุ่มเอาหนังสือทั้งห้าเล่มไปเก็บเข้าชั้นก่อนจะเดินกลับมาหาเธอ
“กลับบ้านกันเถอะ”
เขาบอกก่อนจะออกเดินนำเมื่อนานาโกะจัดการปิดห้องสมุดเสร็จ
‘บางที...ถ้าได้ห่างกันซะ มันก็อาจจะดีกว่าก็ได้นะคะ’
‘แล้วเธอคิดว่าห่างกันมันดีกว่าจริงเหรอ?’
เด็กหนุ่มถามกลับมา
‘ถ้าอยู่ใกล้แต่ไม่อาจทำอะไรได้แบบนี้สู้อยู่ห่างกันไปไม่ดีกว่าเหรอคะ จะได้ไม่ต้องเ็ปเพราะความทรมานนั่นแท้ๆ’
‘ทั้งๆที่อยากจะดูแล...แต่ก็ทำไม่ได้ ทั้งๆที่อยากจะไปหา... แต่ก็ทำไม่ได้ เธอว่าแบบนี้มันดีกว่าจริงๆน่ะเหรอ?’
‘ถ้ามันไม่ดีแล้ว... ทำไมถึงยังเลือกที่จะไปอีกล่ะคะ?’
‘นั่นก็เพราะว่า...’
...
เพราะว่าอะไรเหรอคะ...?
พี่มาซารุ?
...
ทั้งๆที่รู้ว่าถ้าห่างกันแล้วต้องเ็ปล่ะก็...
ทำไมถึงยังทำอีกล่ะคะ?
...
...
...
นั่นก็เพราะว่า... ‘รัก’มากกว่าใครยังไงล่ะ
มีเพียงรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าตลอดเวลาที่โทวะพาเธอกลับบ้าน
เหตุผลที่ทำแบบนั้น...
นั่นก็เพราะว่า‘รัก’ เธอมากกว่าใครยังไงล่ะ
ต่อให้ต้องกลายเป็คนทรยศ ต่อให้ไม่มีที่ที่จะกลับไป
ที่ฉันยอมทำทุกอย่างนั้น ก็เพราะว่ารักเธอมากกว่าใครยังไงล่ะ...
เพราะรักนั่นแหละ ถึงได้ทำแบบนี้...
“งานประเพณี?”
“ใช่...วันมะรืนนี้”
เด็กหนุ่มบอกพร้อมรอยยิ้มก่อนจะหันไปสบกับั์ตาสีเทาเข้มของคนที่ยึดกรอบหน้าต่างเป็ที่นั่งเ้าของห้องสบตาเขาก่อนจะหันหน้ากลับไปมองวิวนอกหน้าต่างยามค่ำตามเดิมปล่อยให้เขาเล่ารายละเอียดของธุระที่โผล่มาถึงที่นี่ให้กับใครอีกคนฟัง
“งานออกร้านรื่นเริงมีการแสดงใน่ค่ำอีกนิดหน่อย เมมิเองก็จะขึ้นแสดงด้วย เธอจะไม่ลองไปหน่อยเหรอ?”
“งานรื่นเริง?” ใครอีกคนในห้องทวนคำเสียงใสก่อนที่ร่างบางจะย้ายตัวเองจากโซฟาไม้เนื้อแข็งตรงมุมห้องไปหาคนที่นั่งชมจันทร์อยู่บนกรอบหน้าต่างไม้บานใหญ่
“มาซารุฉันอยากไปงานประเพณี”
“สภาพร่างกายเธอพร้อมดีแล้วหรือไง?”
“ฉันไม่ได้เป็อะไรเสียหน่อย”เด็กสาวบอกเขาเสียงขุ่น “นะ... มาซารุ ฉันอยากไปงานประเพณี”
เด็กสาวอ้อนวอนฝ่ามือเรียวขาวเกาะแขนเขาแน่นเด็กหนุ่มสบตาเธอก่อนจะถอนหายใจแล้วพยักหน้าให้อย่างเลี่ยงไม่ได้
“ก็ได้”
เสียงร้องแสดงความดีอกดีใจดังขึ้นไปทั่วห้องก่อนที่เด็กสาวจะหมุนตัวไปมาอย่างเริงร่าแต่พอร่างบางหันไปสบกับั์ตาของคนที่ยืนยิ้มอยู่ตรงกรอบประตูรอยยิ้มก็เหือดหายไปจากใบหน้าก่อนที่เด็กสาวจะสะบัดใบหน้าเชิดขึ้นแล้วเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
เด็กหนุ่มมองตามร่างของเธอไปจนลับสายตาก่อนจะหันกลับเข้ามาในห้องเมื่อได้ยินเสียงใครอีกคนเปรยขึ้น
“คิดอะไรอยู่ถึงได้มาชวนเธอไปที่นั่นอาโออิ?”
คนที่นั่งอยู่ตรงกรอบหน้าต่างเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งจ้องมองผู้มาเยือนที่มาบอกข่าวคราวแก่เขาด้วยั์ตาสีเทาคมเข้ม
แขกของบ้านดันตัวเองออกจากกรอบประตู เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสดใส
“ก็แค่อยากจะตอบโต้น่ะ”เด็กหนุ่มที่ชื่ออาโออิว่า “พอไม่ทำอะไรเข้าหน่อยเลยดูเหมือนจะได้ใจใหญ่น่ะสิหมอนั่นน่ะ ลองดูซิว่าถ้าคราวนี้ได้เผชิญหน้ากันอีกครั้ง พวกนั้นจะทำยังไงกันแน่”