“บราโว่สถานะการยังควบคุมได้หรือไม่ “
ภายใต้น้ำเสียงอันหนักเน้น ชนานนินทร์ นาวิกโยธินรุ่นที่ห้าสิบเจ็ดของหน่วยกองพันลาดตระเวน กองพลนาวิกโยธิน หรือ รีคอน ที่อายุน้อยสุดในรุ่น ด้วยความสามารถที่เด็ดเดี่ยว ความเป็ผู้นำและการตามเกมคู่ต่อสู้ บุคลิกนิ่งเงียบ น่าเชื่อถือ เขาเป็ที่นับถือในหน่วยฝึกที่ฐานหลัก สามเดือนแล้วหลังจากหมายเรียกให้เขามาประจำการที่ชายแดน
มันคืองานภาคสนามครั้งที่สองของเขา การเฝ้าระวังที่ชายแดนใต้ รวมกับทหารที่ปักหลักที่นี้อยู่เแล้ว ในความคิดของชนานินทร์ เขาคิดว่าภารกิจนี้ยังคงเร็วเกินไปหากคัดเลือกจากประสบการณ์ที่เขามีหลังการฝึก
แต่สำหรับหน่วยรีคอน..แต่ชายแดนอาจเป็แค่นรกขุมแรกๆเท่านั้น
เขาถือปืนแน่นไว้แนบอก ยืนนิ่ง กวดสายตาทั่วบริเวณป่าไพร่
"อัลฟ่าเราเจอะเิในพื้นที่ ขอย้ำให้ออกจากตำแหน่ง"
เสียงวิทยุจากบราโว่ สัญชาตญาณเอาตัวรอดของเขาเริ่มทำงาน ดวงตาสีน้ำตาลย้อนมองรอยเท้าตัวเองที่ทิ้งไว้เป็ทางจากขางหลัง จ่าชนานินทรเดินเหยียบรอยเท้าเดิมของตัวเองจนถึงจุดปลอดะเิ
่เย็นผู้บัญชาการฐานได้รับรายงานว่า การนำไปเฝ้าระวังของจ่าชนานินทร์มีผู้ได้รับบาทเจ็บจากการโดน สะเก็ดะเิที่ขาซ้าย
รางสูงในเครื่องแบบเปรอะเปื้อด้วยคราบโคลนดิน เขาอยู่ต่อหน้าผู้บัญชาการ สุรินทรภักดีที่นั่งอยู่บนโต๊ะทำงาน ท่าทางของชายยศสูงกว่าตรงหน้าละจากเอกสารแล้วมองมาที่เขา
"ผมขออนุญาตไปพบนายทหารที่ได้รับบาทเจ็บก่อน แล้วพบจะมารับโทษครับ" น้ำเสียงหนักแนน และสายตาประจักษ์
ชายยศสูงกว่ายกยิ้ม สองมือยกขึ้นปรบมือให้กับความเยือกเย็นของนายทหารกล้านายนี้นานแล้วที่หน่วยไม่เคยมีคนแบบเขา อายุแค่นี้แต่เป็ที่น่าเคารพกว่านายระดับสูงบางคน เหตุการณ์ที่ชายแดนมันเป็เื่ปกติแล้วสำหรับสถานการณ์นี้ มีแย่กว่านี้มาก เป็ถึงชายแดน เป็เื่จำเป็ที่จะต้องมีเื่ให้เฝ้าระวังตลอด
มากกว่าแค่ะเิก็มีมาหลายครั้ง
ทหารหลายนายไม่ได้กลับบ้านแรมปี
มันคือหน้าที่ ที่หลีกหนีไม่ได้ในชายแดน
ชนานินทร์เดินเท้าจากห้องผู้ปัญชาการมาที่ เรือนพยาบาลไม่ถึงห้านาที เขาก็เดินกรู่เขาไปเตียงทหารที่เรียงกันเป็แถว ทหารพยาบาลที่เดินวิ่งวุ่นกันไปมา เขาไม่สามารถประมวนผลได้ว่าทหารที่เขา้าเจอหน้าอยู่ที่ไหน ในขณะที่เขามองซ้ายมองขวาไปมา เสียงเรียกห่วนๆ และน้ำเสียงติดตลกอันคุ้นเคยก็ทำให้จ่าชนานินทร์พบกับคนที่อาจให้เขาคลายกังวลไปได้บ้าง ชายร่างผอมรูปร่างที่เหมือนจะสูงน้อยว่านายทหารปกติ กวักมือเรียกเขาให้มาหา
“ปลอดภัย กูไปดูมาแล้ว” ไรเฟิลเอ่ยเ้าของวิทยุบราโว่ปลอบเพื่อนสนิทและเ้านายของตัวเอง ไรเฟิลกับขนานินทร์เป็สหายกันมาั้แ่ห้องเรียนจวบจนถึงสนามรบ ทั้งสองรู้จักกันใน่มัธยมปลาย ไรเฟิลเป็คน รักเพื่อนฟูง รักสนุก ร่างกายภายนอกของเขาอาจจะไม่น่าเชื่อ หากบอกว่าเป็ถึงมือไรเฟิลที่ดีที่สุดในประเทศ ช่า่งเก่งสมชื่อ…ด้วยสภาพร่างกายที่ผอม ส่วนสูงที่ต่ำกว่ามาตรฐานระดับกองทัพ แต่ด้วยใจรัก บวกกับความช่วยเหลือจากชนานินทร์ มันทำให้เขามีโอกาสจนถึงทุกวันนี้
“กูไม่เข้าใจ ทำไมเขาไม่แจ้งมีกับะเิในพื้นที่” ไรเฟิลพูดกระซิบ ดึงชายเครื่องแบบชายตาสีน้ำตาลที่ยังคงทำหน้าเคร่งเครียดไม่จางหายให้ออกมาจากโรงหมอก่อนที่ใครจะสงสัย ท่าททางระซิบกระซาบของพวกเขา
"เล่นตลกไง..ว่ากูจะสติแตกไหมตอนรู้ว่ามีทหารในกองาเ็เจียนตาย เพราะกูพาทหารออกตะเวนไปเอง"
"เขาเห็นว่าคุณเด็กกว่า ก้าหน้าไว เลยจะแก้เผ็ด ว่างั้น?" ไรเฟิลเลิกคิ้วสงสัย
"ใครจะรู้..ค่ายนี้ไม่เคยจะปกติสักวัน"
ชนานินทร์ถอนหายใจ การประจำชั่วคราวที่ชายแดนไม่ใช่เื่ลำบากกายแต่อย่างเดียว แต่ใจของเขาถูกรบกวนอย่างเหลืออด จากคนบางกลุ่ม ความตั้งใจของเขาถูกสบประมาท จากทหารระดับสูงบางคนที่มองความรู้สึกส่วนตัวเป็หลัก มันขัดกับสภาพแวดล้อมที่ตึงเครียดของชายแดน ชนานินทร์ได้แต่หวังว่าภายในเดือนนี้เขาจะถูกเรียกตัวกลับฐานเดิม
ไม่ว่าคุณจะอยู่มุมไหนของประเทศ ใครต่อใครก็ได้ยินชื่อเสียง ตระกูลใหญ่อย่าง ‘ อคิสซา’ ที่ให้ขึ้นชื่อว่าเป็ถึง เ้าสัวค้ำฟ้าแห่งอสังหา มรดกหน้าที่ตกทอดรุ่นสู่รุ่น ชื่อเสียงและความทนงตัวสุดโด่งดัง เชื่อสายตะวันออกกลางส่งให้ลูกหลานพวกเขา งามสง่า ราศีจับ ทุกเครื่องหน้า ลูกหลานพวกเขากระจายตัว อยู่ทั่วประเทศ ล้วนแล้ว มีธุรกิจทั้งในและนอกประเทศเป็ของตัวเองทั้งนั้น
และวันนี้ก็มาถึงวันที่ ฮัลวา จงเกลียดจงชังมากที่สุดของปี วันเกิดคุณปู่ ทุกปีในวันนี้ ญาติพี่น้องทุกหวงระเหงจะยกลูกยกหลานมาพูด โอ้อวด ยกยอต่อคุณปู่ของเธอว่าการงานของพวกเขาเหมาะสม ที่จะสืบทอดมรดก อสังหาฯ ของกิจการหลักของตระกูลมากแค่ไหน
“คิดสะว่าแต่งตัวสวย ๆ ไปอวดเขาก็ได้ไง” มุซินพูดหวังจะเปลี่ยนสีหน้าบึ้งตึงของน้องสาว ที่ไม่คิดจะลุกออกจากโต๊ะทำงานของเ้าหล่อน อีกไม่กี่ชั่วโมง ญาติๆของพวกเขาก็คงจะรวมตัวกินข้าวกันแล้ว ในงานวันเกิดของคุณปู่ แต่น้องสาวจอมขบถของเขา กลับเฉยชาไม่ต่างกับปีที่แล้ว
“พี่มุซินไปซะที เลิกกวนฮัลได้แล้ว! “ ฮัลวาขึ้นเสียง คนเป็น้องหมดความอดทน กับพี่ชายสุดกวนประสาทของเธอ มุซิน ในสายตาครอบครัวนั้นคือราชสีห์สุดสง่า เขาคือความสมบูรณ์แบบของชายทั้งมวล บ้างยกยอเขา บ้างก็หวาดกลัว.. แต่สายตาของฮัลวาแล้ว เขาไม่มีอะไรตรงสรรพคุณข้างขวดสักนิด ดีแต่ ขับรถ แต่งหล่อ ไปวันๆ
“ถ้าจะไปก็เรียกลุงชัยให้ขับรถไปบ้านใหญ่ละกัน..พี่ไปก่อน” น้ำเสียกวนประสาทของมุซินกลับมาเป็ทุ้มตามเดิมในแบบของเขา ชายมีเครา ขว้าเสื้อหนังบนโซฟา และเสียงปิดประตูก็ทำให้ฮัลวาแสดงสีหน้าหนักใจ
มุซินรู้ว่าน้องสาว เกลียด และหวาดกลัว การถูกบังคับแค่ไหน
‘ หากขะยั้นขะยอมากว่านี้ หล่อนก็จะคิดว่าพี่ชายก็ไม่ต่างจากเครือญาติที่เหลือ'
ใบหน้าสวยละ ออกจากจอคอมตรงหน้า เธอครุ่นคิดกับ ความเป็ไปของชีวิตที่เธอเลือกจะหลบซ่อน พลังความหวั่นไหวในใจก็ร้องเรียกอิสระอย่างครุกรุ่น ดวงตากลมโตสีดำแทบหยอนคลอย จากความเหนื่อนล้าที่สะสมมาตลอดชีวิต
‘ความฝันที่มันใกล้แค่เอื้อมอยู่แล้วฮัลวา'
‘คงไม่เป็ไรหรอก..ถ้าจะโม้เกินกว่าปกติสักนิด'
ในเดือนที่สี่ของการประจำการของชนานินทร์ หน้าที่ของเขาก็สิ้นสุดลงในเย็นของวันที่หนึ่งของฤดูร้อน เขาได้รับภารกิจให้กลับฐานหลักดั่งเดิมกับทหารส่วนหนึ่งในการเดินทางทางครั้งนี้ พวกเขาได้ขนย้ายยุทโธปกรณ์ ทางทหาร เต็มรถบรรทุกทั้งสองคัน และยานพาหนะอื่นๆสำหรับขนย้ายนายหทาร ขนาบข้างด้วยหน่วยซีลและรีคอนอาวุธครบ เดินเท้าจนกว่าจะออกจากตัวเมือง ระหว่างที่ตัวรถเข้าสู่ตัวเมืองมีประชาชนไม่น้อย เรียงตัวกับบนริมฟุตบาท ทั้งชายหญิง เด็กและผู้ใหญ่ต่างก็จ้องมองมาที่เหล่าทหารกล้าที่บัดนี้ สิ้นภาระหน้าที่ต่อชายแดนแล้ว
ชนานินทร์ที่กำลังเดินเท้า อ่อนไหวกับภาพตรงหน้า เขายกย่องชาวใต้ด้วยหัวใจของนักสู้ ท้ามกลางาที่จะปะทุได้ทุกเมื่อ แต่พวกเขารวมตัวกัน บอกลาทหารเหล่าทหารกล้า
"ผมจะเป็แบบพี่ชาย" เด็กชายตัวผอมแห้ง และสำเนียงพูดไม่ชัด เอ่ยทักนายทหารที่กำลังเดินเท้า
แววตาเด็กชาวคนนั้นลุกวาว เขามองชายที่อยู่ตรงหน้าด้วยความฝันผ่านดวงตาไร้เดียงสา
"ผมจะเป็แบบพี่ชาย" เด็กชายตัวผอมแห้ง สำเนียงคำพูดไม่ชัดเอ่ยทักนายทหารที่กำลังเดินเท้า แววตาเด็กชายคนนั้นลุกวาว เขามองชายที่อกำลังเดินผ่านด้วยความฝันผ่านดวงตาอันไร้เดียงสา นายทหารในชุดป้องกันเต็มรูปแบบเหลียวหลังตามเสียงเรียกนั้น เขาดึงป้ายแท็กหน่วยทหารที่หัวไหล่ตัวเองออก ยื่นมันให้กับเด็กชายผู้ไรเดียงสา ภายใต้หน้ากากของนายทหารที่เห็นเพียงแค่ดวงตาสีน้ำตาล เขาตื้นตัน และเ็ปกับความสวยงามที่ตลกร้ายนี้
“เป็เด็กดีไอหนู”
"นางไม่มาหรอก" มุซินบอกกับคุณแม่ของเขา คุณนายเบ็ตตี้อารมณ์เสียที่ภายในงานเลี้ยงไร้การปรากฏตัวของลูกสาว
"อย่างน้อยก็มาหาพ่อเขาบ้างก็ได้จะสามปีแล้วนะ" ใบหน้าเหี่ยวย่นภายใต้การแต่งหน้าหนา แสดงสีหน้าเป็ทุกข์ใจ ตลอดสามปี ได้แต่คอยคำตอบกับลูกคนโตมาว่าจะมีข่าวอะไรจาก ฮัลวาบ้าง
งานเลี้ยงดำเนินไปปราศจากเงาของ ฮัลวา ภายในงานอบอวลไปด้วยผู้มากรากมี กลิ่นของเงินทองและความหรูหรา อยู่ทุกพื้นผิวในงานเลี้ยง ทั้งอาหาร บทเพลง หรือแม้แต่เื่เงิน ๆ ทอง ๆ ตามประโยคสนทนาเ่าั้
ถ้าให้พูดตรง ๆ พวกเขาคงจำกันเองไม่ได้ว่าใครเป็ญาติฝ่ายไหนกันบ้าง
เป็ประเด็นที่น่าปวดหัวของ อคิสซา
แต่ที่โดดเด่นคงไม่พ้นญาติฝั่งภรรยาคนที่สองของคุณปู่ เ้าของแบรนด์เครื่องเพชร พราวระดับ ที่พวกเขามีเหมืองขุดเป็ของตัวเองจากต่างประเทศส่งออกทั้งในและนอก ทำให้พวกเขาโด่ดเด่นและเป็ที่พูดถึง เสียงสนทนาของคนในงานดูเบาลงเมื่ออาหารเรียกน้ำย่อยถูกยกเสิร์ฟมาวางบนโต๊ะ แขกหลายคนก็เข้าประจำที่โต๊ะกินข้าวขนาดยาว แต่ด้วยความจริงที่ว่า มุซินได้รับความไว้ใจจากเ้าของวันเกิดมากโขหากเขาเดินไปทักทายลุงป้า หรือญาติห่าง ๆ
สายตาญาติพี่น้องหลายครอบครัวอื่นจึงมองเขาด้วยหางตาเท่านั้น
"ผมขอเป็คนเริ่มกล่าวคำอวยพรให้คุณปู่คนแรก" คำพูดจากชายร่างผอมในชุดสูทและเนกไทสีเืหมู เขาชูแก้วแชมเปญไปทางเ้าของวันเกิดที่นั่งอยู่หัวโต๊ะกินข้าวล้อมไปด้วยเครือญาติระดับที่รู้จักกันดีเท่านั้น
"ผมขอให้คุณปู่สุขภาพแข็งแรง และขอให้พวกเรามีวันนี้ไปตลอดกาลครับ" สีหน้าเ้าเล่ห์ของ อัลมาส มองไปที่ชายแก่เ้าของวันเกิดปีที่หกสิบหก ร่างท้วมของเขามีเพียงการยิ้มรับเท่านั้น ด้วยอายุที่มากขึ้นและโรคข้อเข่าเสื่อมประจำตัวทำให้บริเวณหัวโต๊ะที่คุณปู่นั่งมักจะมีคนรายล้อมชายแก่คนนี้เสมอ
"และผมก็คงจะไม่พลาดวันนั้นครับคุณปู่" มุซินยืนขึ้นขัดลูกพี่ลูกน้อง สายตาข่มกันระหว่าง อัลมาสและมุซินก็เริ่มทำงาน คุณนายเบ็ตตี้ที่นั่งข้างลูกชายได้แต่สะกิดให้ลูกของตัวเองนั่งลง บทสนทนาเงียบกริบ มีเพียงสายตาญาติ ๆ ที่ค่อยมองเป็ระยะๆ
“ยังมีเก้าอี้เหลือให้ฮัลไหมคะ”
หญิงสาวในชุดราตรีสีน้ำเงิน เดินหย่อนสะโพกพร้อมแก้วแชมเปญในมือ ประจันหน้ากับครอบครัวเธอที่ดูเหมือนกำลังจะมีประเด็นร้อน มุซินเห็นเช่นนั้นก็ยักไหล่เบาๆแล้วนั่งลงอย่างสบายใจ เพราะรู้แก่ใจว่าเกมนี้ ให้อัลวาจัดการ ร่างแน่งน้อยเลือกที่จะนั่งใกล้กับคุณแม่ ฮัลวายิ้มรับอย่างมั่นใจทุกสายตาของพี่น้องพ้องพี่รอบโต๊ะอาหาร
ช่างเป็ภาพอันอบอุ่นสำหรับคุณปู่จอร์ช สายตาพร่ามัวเล็กน้อยยังคงจับภาพความอบอุ่นครอบครัว
ที่ชายแก่ใจดีคนนี้คิดว่า ช่างสมบูรณ์แบบ
“ฮัลวาจะเป็คนสืบทอดงานทุกอย่างของปู่”