ตอนที่เสิ่นอี้กวงกำลังจะออกเดินทางนี่เองถึงได้ส่งบ่าวไพร่ไปแจ้งเสิ่นจื่อโยวเื่ที่นางต้องเข้าวังหลวงส่วนตัวเขานั้นล่วงหน้าไปพร้อมกับเสิ่นเชียนซีและเสิ่นเฉี่ยวเหลียนบุตรสาวทั้งสองก่อนแล้วทิ้งเสิ่นจื่อโยวไว้เื้ั
เห็นได้ชัดว่าเขาไม่้าเข้าวังหลวงพร้อมกับเสิ่นจื่อโยวเพราะรู้สึกเสียหน้า
เสิ่นจื่อโยวทอดถอนใจหยิบอาภรณ์ที่โม่จื่อเซวียนมอบให้นางชุดนั้นขึ้นมาอย่างไม่ใคร่ยินดีนัก
หากเป็ไปได้นางก็ไม่อยากเข้าวังหลวง
อาภรณ์ชุดนี้เป็สีขาวราวหิมะดุจผ้าโปร่งเบาบางพริ้วไหว ทั้งยังเย็บติดกับผ้าคลุมศีรษะและผ้าคลุมใบหน้าผืนหนึ่งหลังจากเสิ่นจื่อโยวสวมเรียบร้อยก็สวมผ้าคลุมศีรษะและผ้าคลุมหน้านางยืนส่องร่างตนอยู่เบื้องหน้าคันฉ่องท่ามกลางภาพพร่ามัวนางราวกับได้เห็นตนเองในชาติภพก่อน
จะไม่กล่าวคงไม่ได้สายตาการเลือกชุดของโม่จื่อเซวียนถือว่ายอดเยี่ยมผ้าคลุมหน้าผืนนี้ช่วยปิดบังปานเขียวคล้ำบนใบหน้าของเสิ่นจื่อโยวภายใต้ผ้าโปร่งขาวดุจหิมะผืนนี้สิ่งเดียวที่ปรากฏให้เห็นก็คือั์ตากระจ่างสงบนิ่งดุจฤดูสารทคู่นั้นของเสิ่นจื่อโยวกอปรกับหางตาของนางที่ตวัดขึ้นเล็กน้อยทำให้ผู้คนััได้ถึงความเ็าและเสน่ห์ที่ไม่อาจพรรณนาได้ชัด
ดวงตาคู่นี้เหมือนกับดวงตาของนางในชาติภพก่อนไม่ผิดเพี้ยน
เสิ่นจื่อโยวกดคันฉ่องลงอย่างแรงครั้นนางจัดการทุกสิ่งเรียบร้อยก็เดินออกไปด้านนอก
ระหว่างทางเสิ่นจื่อโยวพบกับสาวใช้และบ่าวไพร่ในจวนเป็จำนวนมากพวกเขาต่างชะงักฝีเท้า มองเสิ่นจื่อโยวเดินผ่านพวกเขาไปด้วยสายตาตกตะลึง
นาง...นางใช่คุณหนูใหญ่หรือ?!
หากไม่ใช่เพราะแน่ใจว่าวันนี้ตระกูลเสิ่นไม่มีแขกพวกเขาคงหลงนึกว่านี่เป็แขกที่มาจากแห่งหนใดนางราวกับเปลี่ยนเป็คนละคน
เหมือน...ใช่แล้ว นางเหมือนกับเทพเซียนที่จุติมาบนโลกมนุษย์ไม่ข้องเกี่ยวกับเื่ในโลกา!
เสิ่นจื่อโยวไม่ได้สนใจสายตาประหลาดใจเ่าั้นางใช้เศษเงินจำนวนหนึ่งจ้างวานรถม้าคันหนึ่งให้พานางเดินทางไปยังวังหลวง
ในวังหลวงงานเลี้ยงยังไม่เริ่มต้นบรรดาสตรีต่างรวมกลุ่มสนทนากัน เสียงเจรจาปราศรัยประหนึ่งมีเวทีจัดการแสดงหลายแห่ง
“เฉี่ยวเหลียนเ้ากล่าวว่าวันนี้บุตรีอนุสติวิปลาสผู้นั้นจะมาร่วมงานด้วยมิใช่หรือเหตุใดยามนี้จึงเห็นเพียงเ้ากับเชียนซีสองคน” สตรีนางหนึ่งยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดบังใบหน้าเพื่อซ่อนรอยยิ้มหยันบนริมฝีปากของตน
“อย่าได้กล่าวถึงนางเลยข้ายังไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงมีชื่อนางปรากฏอยู่ในราชโองการด้วย การปรากฏตัวของนางมีแต่จะทำให้ตระกูลเสิ่นของพวกเราอับอายขายหน้า”เสิ่นเฉี่ยวเหลียนหรือยังคงโกรธแค้นเื่ที่เสิ่นจื่อโยวเปิดโปงนางครั้นเอ่ยถึงเสิ่นจื่อโยวน้ำเสียงจึงเปี่ยมไปด้วยความรังเกียจอาฆาตแค้น
“พอเถิด นี่เป็พระราชดำริของฝ่าาพวกเราไม่ควรคาดเดาส่งเดชจะกล่าวไปข้าก็อยากรู้นักว่าพี่สาวบุตรอนุคนนั้นของเ้าอัปลักษณ์เพียงใดเมื่อก่อนข้ายังเคยได้ยินว่าทันทีที่นางปรากฏกายก็สามารถทำให้เด็กน้อยร้องไห้เสียงดังได้นางน่ากลัวถึงเพียงใดกัน”
“เมื่อเ้าได้เห็นก็จะรู้เองข้ายังไม่เคยพบเจอผู้ใดอัปลักษณ์ไปกว่านางวันนี้ท่านพ่อไม่อยากพานางมาร่วมงานทว่าราชโองการของฝ่าายากจะขัดขืนจึงทำได้เพียงบอกกล่าวนางสักประโยคเพื่อให้นางมาด้วยตนเองหากนางพอมีสำนึกอยู่บ้างคืนนี้ก็คงไม่ปรากฏตัว ทันทีที่เห็นใบหน้านั้นของนางก็ให้รู้สึกถึงความอัปมงคลปานเขียวคล้ำขนาดเท่าฝ่ามือครอบคลุมใบหน้าไปกว่าครึ่ง อัปลักษณ์ยิ่งนัก”ทุกถ้อยคำของเสิ่นเฉี่ยวเหลียนประหนึ่งอาบด้วยยาพิษ อักษร ‘เสิ่นจื่อโยว’ สามตัวนี้ล้วนสลักด้วยพิษร้าย
เมื่อบรรดาสตรีที่อยู่ด้านข้างได้ยินก็ยิ่งให้รู้สึกใคร่รู้ในความอัปลักษณ์ของเสิ่นจื่อโยวปากจึงร่าย ‘วาจาซุบซิบนินทา’ ที่น่ารังเกียจออกมา
ั้แ่วันที่เสิ่นจื่อโยวถือกำเนิดนางก็แทบไม่เคยออกจากประตูจวนตระกูลเสิ่นทุกคนจึงเคยได้ยินเพียงคำเล่าขานถึงสติที่ไม่สมประดีและหน้าตาอัปลักษณ์ของนางเท่านั้นยังไม่เคยพบตัวนางจริง ๆ
ยามนี้เมื่อมีโอกาสได้พบเห็น ‘สตรีสติวิปลาส’ และ ‘หญิงอัปลักษณ์’ ในตำนานพวกนางจึงรู้สึกตื่นเต้น
ดั่งคำกล่าว ‘กาเข้าฝูงกาหงส์เข้าฝูงหงส์[1]’เสิ่นเฉี่ยวเหลียนมีอุปนิสัยอิจฉาริษยา ละโมบโลภมาก ชอบการเปรียบเทียบบรรดาสหายสุนัขจิ้งจอกที่ยืนข้างกายนางเ่าั้จึงเป็คนที่มีอุปนิสัยไม่ต่างกันผู้ที่เหนือกว่าพวกนาง พวกนางย่อมอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉา ผู้ที่ไม่อาจหาญเทียบพวกนางพวกนางก็แทบอดรนทนไม่ไหวที่จะเหยียบย่ำให้จมดินเพื่อแสดงถึงความสูงส่งเหนือกว่าของตนเอง
เสิ่นเชียนซีไม่ได้เข้าร่วมปราศรัยกับคนกลุ่มนี้แต่ไรมานางก็วางตนสูงศักดิ์ ไม่คิดเข้าร่วมพรรคพวกของเสิ่นเฉี่ยวเหลียนนางรู้สึกว่านั่นเป็การดึงรั้งสถานะบุตรีสายตรงแห่งจวนเสนาบดีของตนให้ต่ำลงถึงแม้นางจะอยากเห็นเสิ่นจื่อโยวตกอยู่ในสถานการณ์น่าอับอายเพียงใดแต่นางก็ข่มกลั้นสงวนท่าทีไว้นางเพียงยกชาใสถ้วยหนึ่งขึ้นจิบเนิบช้าเทียบกับบรรดาสตรีที่เอาแต่ซุบซิบนินทาเ่าั้แล้วการวางตนเช่นนี้จึงทำให้นางดูต่างออกไป
มีคนไม่น้อยที่สังเกตเห็นนางพวกเขาอดไม่ได้ที่จะเริ่มกระซิบกระซาบกัน
“เห็นหญิงสาวอารภรณ์สีชมพูด้านนั้นหรือไม่นางก็คือบุตรีสายตรงแห่งจวนเสนาบดีผู้ที่มีพร์ในการบำเพ็ญเพียรทั้งธาตุไม้และธาตุไฟกล่าวกันว่ายังเป็ตัวเลือกที่ดีที่สุดของฝ่าาในการแต่งตั้งขึ้นเป็พระชายาแห่งองค์รัชทายาทช่างต่างจากคนทั่วไปจริง ๆ”
“ได้ยินว่าอาจารย์ของนางก็คือโอวหยางสวินแห่งสำนักเสวียนอู่เก่งกาจเป็อย่างยิ่งใช่หรือไม่”
“โอวหยางสวิน? จริงหรือนั่นคือปรมาจารย์ด้านการปรุงยาอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินเสวียนอู่เชียว”
“จะหลอกเ้าไปไยเล่า ดังนั้นข้าจึงกล่าวว่าหากนางได้ขึ้นเป็พระชายาแห่งองค์รัชทายาทจริงเช่นนั้นก็ถือเป็เื่ที่สมควรด้วยเหตุผลทั้งแว่นแคว้นมีสตรีคนใดที่มีรูปโฉมงดงามกว่านาง เก่งกาจยิ่งกว่านางสถานะสูงกว่านางบ้าง หากต้องนับนิ้วขึ้นมาจริง ๆ ข้ายังหาไม่ได้สักคน”
“มิน่า มิน่าเล่า...”
ถึงแม้เสิ่นเชียนซีจะวางตนสง่างามสงบนิ่งตลอดเวลาทว่าอันที่จริงนางกำลังลอบฟังคำประเมินที่ผู้อื่นมีต่อตนเองอยู่
ครั้นได้ยินคำกล่าวชื่นชมยกย่องเ่าั้นางก็ผุดรอยยิ้มออกมาอย่างทะนงตนใช้ถ้วยชาปิดบังรอยยิ้มลำพองตรงมุมปาก
ความพ่ายแพ้ที่นางได้รับจากเสิ่นจื่อโยวเมื่อคืนวานเป็เพียงอุบัติเหตุเท่านั้นผู้ที่มีพร์เช่นนางไม่ควรถือสาหาความกับพวกไร้ประโยชน์เช่นเสิ่นจื่อโยวเกินเหตุนั่นเป็เพียงการฉุดรั้งสถานะของตนเองอย่างเปล่าประโยชน์
สายตาคลุมเครือของเสิ่นเชียนซีลอบมองไปทางตำแหน่งที่นั่งของเหล่าองค์ชายนางพบว่ามีสายพระเนตรขององค์ชายหลายพระองค์กำลังทอดมองมาที่นางในนั้นยังระคนไปด้วยความยกย่องชื่นชมหัวใจนางจึงยิ่งบังเกิดความปิติยินดีราวกับตำแหน่งพระชายาแห่งองค์รัชทายาทนี้ได้ตกอยู่ในถุงหอมของนางแล้ว
ยามนี้พระชนมายุของฝ่าายังไม่ถือว่ามากนักดังนั้นจึงยังไม่มีการเลือกองค์รัชทายาทอย่างเป็ทางการตำแหน่งองค์รัชทายาทยังคงปล่อยว่างไว้
ทว่าเสิ่นเชียนซีเชื่อว่าไม่ว่าผู้ใดขึ้นเป็องค์รัชทายาทสุดท้ายตำแหน่งพระชายาก็เป็ได้เพียงนางเท่านั้น ไม่มีวันตกเป็ของผู้อื่น
ทันทีที่คิดว่าตนเองจะได้เป็มารดาของใต้หล้าคิดถึงภาพที่ตนเองได้รับการยกย่องจากผู้คนนับหมื่น หัวใจของเสิ่นเชียนซีก็เต้นรัวนางรีบจิบน้ำชาเพื่อปิดบังสีหน้าที่สูญเสียการควบคุมของตน
ในขณะที่ผู้คนต่างกำลังครุ่นคิดสิ่งต่างๆ ขันทีที่ยืนอยู่หน้าประตูพระที่นั่งจัดเลี้ยงก็ขานเสียงสูง“คุณหนูใหญ่แห่งจวนเสนาบดีเสิ่นจื่อโยวมาถึงแล้ว”
เสิ่นจื่อโยว? คุณหนูใหญ่ผู้ที่ทั้งสติวิปลาสและอัปลักษณ์เหลือคณาแห่งจวนเสนาบดีฝ่ายขวาผู้นั้น?!เหตุใดวันนี้นางจึงมาได้...
มีผู้ที่ได้รับเชิญมาในวันนี้จำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้ว่าเสิ่นจื่อโยวจะมาครั้นได้ยินว่าเสิ่นจื่อโยวก็เข้าร่วมงานด้วย พวกเขาก็ต่างหลงคิดว่าหูตนเองมีปัญหาแล้ว
ขันทีหน้าประตูพระที่นั่งขานผิดไปกระมังเหตุใดงานเลี้ยงพระราชทานของฝ่าาจึงได้เชิญคนสติวิปลาสมาเข้าร่วมด้วย ไม่กลัวว่านางจะสร้างเื่ขำขันในงานเลี้ยงหรือ
ด้วยความคิดเช่นนี้ทุกคนจึงหยุดการสนทนาก่อนหันไปมองประตูพระที่นั่งโดยพร้อมเพรียงกัน
พวกเขาต่างเห็นเพียงสตรีในอาภรณ์สีขาวเยื้องกรายเข้ามาด้วยฝีเท้านวยนาดท่วงท่าที่ดูอยู่เหนือโลกานั่นประหนึ่งบงกชผลึกวารีที่ค่อย ๆ ผลิบานข้างสระพาให้ผู้คนที่ได้พบลืมเลือนโลกีย์จนหมดสิ้น
อ่า...
นี่...นี่ก็คือคุณหนูใหญ่สติวิปลาสแห่งจวนเสนาบดีผู้นั้นหรือ?! มีสิ่งใดผิดพลาดไปหรือไม่
บรรยากาศทั้งงานเลี้ยงพลันไร้ซึ่งสรรพเสียงอันใด
เสิ่นจื่อโยวหยุดฝีเท้า ดวงตางดงามของนางกวาดมองไปโดยรอบก่อนจะทอดลงบนร่างของเสิ่นเฉี่ยวเหลียนและเสิ่นเชียนซี
เสิ่นเฉี่ยวเหลียนจ้องนางเขม็งด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวบนหน้าเต็มไปด้วยคำว่า ‘ยากจะเชื่อ’ ส่วนเสิ่นเชียนซีนั้นกำลังบีบถ้วยชาแน่นกระทั่งบนถ้วยเกิดรอยร้าวขึ้นมาสองสามรอยโดยไม่ทันสังเกต
เสิ่นจื่อโยวเลิกคิ้ว เมื่อนางได้ ‘ชื่นชม’ สีหน้าของน้องสาวทั้งสองในยามนี้นางก็ตระหนักได้โดยพลันว่าการที่นางสวมอาภรณ์สีขาวเลิศหรูออกงานในวันนี้ถือว่าคุ้มค่าเป็อย่างยิ่ง
นางจึงฝืนมอบป้ายคนดีให้กับ ‘แขกที่ไม่ได้รับเชิญ’ ท่านนั้นป้ายหนึ่ง
[1] สำนวนจีน มีความหมายว่าคนเลวมักจะอยู่กับคนเลว คนดีก็มักจะอยู่กับคนดีด้วยกัน