ปีชินเซย์ที่ 989
นครหลวงเบลต์ลันต์แห่งอาณาจักรเบลต์ลัม เขตภูมิภาคชู้ตราลซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของทวีปยูฟีเลีย
มีครอบครัวที่อาศัยอยู่ในบ้านเล็กๆ ใช้ชีวิตเรียบง่ายอย่างมีความสุขกันสองแม่ลูก ผู้เป็แม่นั้นมีดวงหน้าสดสวยน่ารักส่วนลูกชายนั้นก็เป็เด็กชายที่มีใบหน้าหวานจิ้มลิ้มเหมือนแม่ของเขา
ในวันที่อากาศแจ่มใสในฤดูใบไม้ผลิวันหนึ่ง
“แม่ฮะ ทำไมมีแค่เราสองคนที่มีผมสีดำล่ะฮะ? ทำไมเรามีสีผมไม่เหมือนคนอื่น”
เด็กน้อยมองหน้าผู้เป็แม่ด้วยดวงตาสีน้ำตาลอ่อนพร้อมกับเอ่ยปากถาม
ในนครหลวงที่ทั้งสองคนอาศัยอยู่นั้นไม่มีใครมีผมสีดำเลยเพราะฉะนั้นสีผมของทั้งสองคนจึงถือว่าแปลกตาผู้เป็แม่เมื่อได้ฟังคำถามก็มีสีหน้าอึดอัดใจเล็กน้อยก่อนเอ่ยปากตอบเด็กน้อยไปว่า
“เพราะพ่อกับแม่ของลูกมาจากเมืองอื่นที่ไกลโพ้นไงล่ะจ้ะริโอะ”
“ที่เมืองนั้น ทุกคนมีผมสีดำเหรอฮะ?”
เ้าหนูริโอะตั้งคำถามด้วยความอยากรู้ ผู้เป็แม่ได้ฟังก็ตอบด้วยรอยยิ้ม
“ใช่จ้ะ ไม่ใช่มีแค่เราสองคนนะที่มีผมสีดำ พ่อของลูกปู่ย่าตายายของลูกก็มีผมสีดำเหมือนกันจ้ะ”
ริโอะได้ฟังคำตอบพลันรู้สึกดีใจ ยิ้มตอบแม่อย่างไร้เดียงสา สำหรับหนุ่มน้อยริโอะที่เพิ่งจะมีอายุได้เพียงห้าขวบนั้น แม่คือทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับเขา
“จริงเหรอฮะ? ผมอยากเจอคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายจังเลยฮะ!”
“นั่นสินะ ถ้าลูกโตขึ้นแม่จะพาไปหาพวกท่านนะลูกตอนนี้พวกท่านอยู่ที่เขตยากุโมะจ้ะ”
แม่ตอบด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ
“จริงเหรอฮะ?! สัญญานะฮะแม่!”
“จ้ะ แม่สัญญา”
◇ ◇ ◇
2 ปีต่อมา ปีชินเซย์ที่ 991
เด็กชายกำพร้าคนหนึ่งอาศัยอยู่ในย่านสลัมของนครหลวงเบลต์ลันต์แห่งอาณาจักรเบลต์ลัม
เด็กชายร้องครวญครางราวกับถูกหลอกหลอนจากฝันร้ายที่ไม่มีวันจบสิ้น เขานอนแผ่อยู่บนพื้นตรงมุมของกระท่อมไม้ที่ทั้งมืดทั้งหนาว ทั้งแห้งผาก ทั้งสกปรก
“แฮก...แฮก...”
เด็กหนุ่มแก้มแดงก่ำ หายใจกระหืดกระหอบ
เสื้อผ้าเก่าๆ ขาดรุ่งริ่งที่เด็กหนุ่มสวมอยู่ชุ่มไปด้วยเหงื่อมองปราดเดียวก็รู้ว่าเด็กคนนี้กำลังไข้ขึ้น
ในกระท่อมโทรมๆ หลังนี้มีผู้คนอาศัยอยู่มากมายก็จริงแต่ไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยดูอาการของเด็กน้อยเลย
ไม่รู้ว่าหนูน้อยนอนร่างสั่นเทิ้มอยู่ลำพังแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว
เ้าหนูเอนกายอยู่บนพื้นไม้เย็นเฉียบ มีเพียงผ้าบางๆห่มกายแก้หนาวเท่านั้น หากปล่อยเขาเอาไว้ในสภาพนี้นานๆ คงจะพรากลมหายใจไปได้ไม่ยาก
แต่มีอยู่่หนึ่งที่ไอแดดอุ่นๆ สาดส่องเข้ามาจึงพอจะช่วยบรรเทาความหนาวเหน็บให้เด็กน้อยลงได้บ้างความอบอุ่นนี้แตกต่างจากความร้อนของพิษไข้เป็ความรู้สึกที่อบอุ่นและสบายใจจนอยากจะอยู่แบบนี้ไปนานๆ
สีหน้าของเด็กน้อยค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ จังหวะการหายใจเริ่มจะเป็ปกติและจู่ๆ ไข้ของเขาก็ลดลงอย่างไม่ทราบสาเหตุพร้อมกับแสงแดดที่สาดส่องนั้นก็พลันหายไปด้วย
“อืม...”
เด็กหนุ่มค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้น แล้วกะพริบตาเบาๆ ก่อนจะกลอกตาไปมาแต่สิ่งที่ปรากฏแก่สายตามีเพียงแค่เพดานไม้มืดๆ เท่านั้น
สติของเขายังไม่ค่อยจะเข้าที่ดีนักและเขาก็ไม่มีแรงมากพอที่จะวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ได้แม้ว่าไข้จะลดลงแล้ว แต่เขาก็ยังอ่อนแอมาก ทั้งร่างกายและจิตใจ
เด็กชายรู้สึกอ่อนเพลียมากจึงได้แต่เหม่อมองขึ้นไปบนเพดาน
ความอยากรู้เริ่มก่อตัวขึ้นพร้อมกับสติที่ค่อยๆฟื้นคืนจนพอจะสามารถประเมินสถานการณ์ได้
แม้จะยังรู้สึกเหนื่อยล้า เขาก็ยังฝืนกำลังยันตัวลุกขึ้นนั่ง
“โอ๊ย!”
เขาโอดด้วยสีหน้าเหยเก ไม่รู้ว่าเป็เพราะพิษไข้หรือเพราะนอนบนพื้นแข็งๆเขาถึงได้รู้สึกปวดร้าวไปทั้งตัวแบบนี้
เด็กชายกวาดสายตามองไปรอบๆ ตัวจึงมองเห็นเครื่องเรือนเก่าๆ กลางห้อง
“ที่นี่มัน...”
สถานที่นี้ช่างคุ้นตาเสียเหลือเกินแต่ในใจก็เกิดความรู้สึกขัดแย้งกันอย่างบอกไม่ถูกเขารู้สึกเหมือนเคยอยู่ห้องนี้มาแสนนานแต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเหมือนเพิ่งจะเคยเห็นที่นี่เป็ครั้งแรก
แม้จะรู้ดีว่ามันเป็ไปไม่ได้ แต่ในหัวเขาตอนนี้เหมือนมีความทรงจำของคนสองคนอยู่!
มีบางอย่างแปลกไป ไม่สิ...เหมือนความทรงจำของเขาเหมือนขาดหายไปมากกว่า
เด็กชายได้แต่เหม่อมองไปรอบๆ ห้อง
เขาได้กลิ่นเหม็นบูดจนทิ่มจมูกเด็กชายนิ่วหน้ารังเกียจเสื้อผ้าชุ่มเหงื่อขาดวิ่นของตนเอง
แต่กลิ่นเหม็นเน่านี้เองที่ช่วยดึงสติให้กลับคืนมาเด็กชายถอนหายใจแล้วลงไปนอนแผ่บนพื้นดังเดิม เขารู้สึกอยากนอนแบบนี้ต่ออีกสักพัก
เขายกมือขึ้นมาดูอย่างตื่นตะลึง
นี่มือเราเองนี่หว่า
แต่ที่เห็นนั้นเป็เพียงมือเล็กๆ ของเด็กเจ็ดขวบ
แปลก...นี่มันแปลกสุดๆ
เด็กชายพยายามพินิจพิเคราะห์สถานการณ์ถึงแม้ว่าจะปวดหัวและสติยังกลับคืนมาไม่เต็มที่ก็ตาม
(มือ...เด็กเหรอ? เรา...ไม่...เราน่ะ)
ชื่อของเด็กคนนี้คือ...ริโอะ
ริโอะเป็เด็กกำพร้าที่อาศัยอยู่ในสลัมในนครหลวงของอาณาจักรเบลต์ลัมต์เขาทนใช้ชีวิตลำเค็ญเพราะมีเป้าหมายในการแก้แค้นชายคนหนึ่ง
นี่ควรจะเป็เื่ราวของตัวเราเองซึ่งชื่อริโอะแท้ๆ
แต่ทำไมถึงมีความทรงจำของอีกคนค่อยๆ ผุดขึ้นมาในหัวเราด้วยล่ะและในความทรงจำนี้ยังอยู่ในอีกโลกหนึ่งซึ่งมีอารยธรรมต่างจากโลกเราสุดๆ อีกด้วย
ความทรงจำพวกนี้ดูเหมือนของจริงมากกว่าที่จะเป็แค่จินตนาการของเด็ก 7 ขวบ
ความทรงจำของชายที่ชื่ออามาคาวะ ฮารุโตะ เขาอาศัยอยู่ในโลกที่ต่างจากที่นี่อย่างสิ้นเชิง ในความทรงจำนั้นเขาเป็นักศึกษาอายุยี่สิบปี ไม่ใช่สิ...เรายังเป็เด็กอยู่นี่นา ริโอะยังมีสติดีหนูน้อยรู้สึกว่าตัวเองเป็คนอายุยี่สิบปีจนถึงเมื่อสักครู่
ริโอะรู้สึกกลัว จึงส่ายหน้าแรงๆ
(เราคิดอะไรอยู่เนี่ย? เราเนี่ยนะ? อามาคาวะ ฮารุโตะ?)
เด็กน้อยสับสนกับความทรงจำในหัวจึงหนีจากความวุ่นวายด้วยการจ้องมองมือทั้งสองข้างของตัวเอง
ผิวของเด็กชายไม่กระจ่างใสเหมือนกับเด็กญี่ปุ่นที่อยู่ในยุคที่เจริญแล้ว
มือของริโอะผอมเพราะขาดสารอาหาร ผิวแห้งผากและเขรอะไปด้วยคราบไคล
คงจะไม่เื่แปลกเพราะภาพในความทรงจำของเด็กกำพร้านั้นเขาไม่ได้อาบน้ำมานานมากแล้ว
(จริงเหรอเนี่ย?)
ริโอะทำหน้าหงิกใส่ความสกปรกของตัวเอง
เสื้อผ้าที่เขาสวมอยู่คือผ้าป่านโทรมๆ ขาดรุ่งริ่งจำไม่ได้ว่าซักชุดนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไรเื่ถุงเท้าหรือรองเท้าก็คงไม่ต้องพูดถึง
หรือว่าควรจะรู้สึกขอบคุณที่ตัวเองยังมีเสื้อผ้าใส่แม้ว่าผมจะเสียแต่ก็พอจะดูออกว่าผมของริโอะเป็สีดำ
“ฮึบ...ฟู่”
ริโอะสูดลมหายใจลึกๆ พอตั้งสติให้ใจเย็นลงได้แล้วก็เริ่มจัดจัดระเบียบกับความทรงจำของตัวเอง เขาเอามือป้องปากแล้วพยายามทบทวน
ตัวเราคือริโอะ และนักศึกษาที่ชื่ออามาคาวะ ฮารุโตะ ตัวเรามีความทรงจำสองอย่างก็คือ ความทรงจำเจ็ดปีที่อาณาจักรเบลต์ลัม และความทรงจำยี่สิบปีที่ประเทศญี่ปุ่น
แม้ว่าจะมีความทรงจำของทั้งสองคน แต่ตอนนี้ริโอะก็ไม่ใช่ฮารุโตะอยู่ดี
ถ้าเป็ฮารุโตะ ตัวเขาก็คงไม่ใช่เด็ก มิหนำซ้ำก็คงไม่ได้มาอยู่ที่นี่เพราะถ้าจำไม่ผิดอามาคาวะ ฮารุโตะคนนั้นคงจะไม่มีลมหายใจได้อีกต่อไปแล้ว
“ก็ตัวเราที่อยู่ในความทรงจำตายด้วยอุบัติเหตุจากรถบัสนี่นา”
จำได้ว่าพอขึ้นรถบัสได้ไม่นานก็โดนชนเข้าอย่างจังแล้วก็เ็ปเหมือนร่างกายแตกออกเป็เสี่ยงๆ
ไม่รู้ว่าต่อจากนั้นตัวเราจะเป็อย่างไรบ้าง แต่คิดว่าคงจะไม่รอด
“ถ้างั้นเราในตอนนี้คืออะไรกันล่ะ? ความฝัน? โลกหลังความตาย? กลับชาติมาเกิดใหม่?”
เขาพูดทุกสิ่งที่พอจะนึกได้ออกมา
แต่สถานการณ์ในตอนนี้เหมือนจริงเกินไป คงจะไม่ใช่ความฝันแน่ๆ
และนี่ก็คงจะไม่ใช่โลกหลังความตาย ทั้ง์และนรกถึงแม้ว่าสภาพแวดล้อมในตอนนี้จะไม่ต่างจากนรกเท่าไรก็ตาม
หรือเราจะตายแล้วกลับชาติมาเกิดใหม่? ริโอะคิดไม่ตก
มีด้วยเหรอ?...เื่ที่เหมือนฝันแต่เป็ความจริงคนที่ชื่อฮารุโตะนี่มีตัวตนมาั้แ่แรกจริงๆ เหรอ? ความทรงจำที่อยู่ในสมองเราใช่ของจริงแน่เหรอ?
แต่คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก ถามเท่าไรก็คงไม่มีใครช่วยตอบได้ แต่เท่าที่รู้ตอนนี้เราคือริโอะ ไม่ใช่ฮารุโตะ
หากความทรงจำกับอุปนิสัยของมนุษยสัมพันธ์กันจริงๆอาจเป็สาเหตุให้ตอนแรกเกิดความสับสนแต่เมื่อเวลาผ่านไปความทรงจำและบุคลิกของฮารุโตะก็สามารถผสมผสานเข้ากับลักษณะนิสัยของริโอะได้อย่างลงตัว
แม้ความทรงจำและบุคลิกของฮารุโตะจะเด่นชัดขึ้นเนื่องจากประสบการณ์การใช้ชีวิตนั้นมีมากกว่าริโอะก็ตามแต่ว่าทั้งสองก็ยอมรับการมีตัวตนของกันและกัน
และเมื่อทั้งสองฝ่ายเริ่มทำความเข้าใจและเรียนรู้ความทรงจำของอีกฝ่ายอย่างมีสติก็บังเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดหลายๆ อย่าง
แต่สิ่งที่กำลังเป็ปัญหาใหญ่ในตอนนี้ก็คือ...
โครก...ท้องของริโอะส่งเสียงดังกังวานไปทั่วห้อง
ปัญหาที่ว่านั้นคือความหิวแทบสิ้นแรงของเด็กชายนั่นเอง