บทที่ 2 ค่ายนักโทษปะานองเื
ในสายตาของชายคนนั้น ไอ้หน้าขาวผอมแห้งอย่างหลี่เต้าดูเหมือนจะรังแกได้ง่าย อีกฝ่ายคงไม่กล้าต่อต้านเขาแน่นอน และเหตุการณ์ก็เป็ไปตามที่ชายร่างกำยำคิดไว้ หลี่เต้าไม่ได้ต่อต้าน แต่กลับก้มหน้านิ่งเงียบ
"ฮ่า ๆ ไอ้หนู นับว่าเ้ารู้ความ!" ชายร่างกำยำแสดงสีหน้ายินดี เขาย่อตัวลงแล้วเอื้อมมือไปคว้าชามที่มีแผ่นแป้งอยู่
ผู้คนมากมายในห้องขังต่างเห็นภาพนี้ แต่พวกเขาไม่ได้ออกมาขัดขวาง สีหน้าของแต่ละคนแตกต่างกันไป
ทั้งเยาะเย้ย เฉยเมย และสนุกสนาน
โดยสรุปแล้ว ไม่มีใครที่สงสารหลี่เต้าเลย เพราะนี่คือกฎและความเป็จริงของค่ายนักโทษปะา
ผู้อ่อนแอย่อมตกเป็เหยื่อของผู้แข็งแกร่ง ผู้ที่เหมาะสมเท่านั้นจึงจะอยู่รอด
ประโยคนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพวกเขาไม่มีทางสงสารหลี่เต้า มีแต่จะอิจฉาว่าทำไมคนแรกที่ลงมือไม่ใช่พวกเขา ไม่เช่นนั้น เมี่ยนปิ่งคงเป็ของพวกเขาแล้ว
ชายร่างกำยำหยิบชามขึ้นมาพลางพูดจาเยาะเย้ย "ไอ้หนู อย่าหาว่าข้ารังแกเ้านะ ในเมื่อเ้ารู้ความเช่นนี้ ต่อไปข้าจะคุ้มครองเ้าเอง แต่เ้าแบ่งอาหารให้ข้าครึ่งหนึ่ง เข้าใจหรือไม่?"
เมื่อเห็นหลี่เต้ายังคงเงียบ ชายร่างกำยำก็รู้สึกเสียหน้า จึงยกมือขึ้นเตรียมจะตบไปที่หน้าของอีกฝ่าย
ทันใดนั้นชายร่างกำยำพลันหนาวสะท้านขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
ขณะเดียวกันนั้นหลี่เต้าก็เงยหน้าขึ้น
มือขวาของเขากำบางสิ่งไว้แน่นแล้วพุ่งเข้าหาใบหน้าของชายร่างกำยำอย่างรวดเร็ว
ฉึก!
เสียงหนึ่งดังขึ้น
เสียงในห้องขังเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวน
เมื่อทุกคนในห้องขังได้สติกลับมา พวกเขาก็เห็นชายร่างกำยำโยนชามในมือทิ้งไปแล้ว สองมือสั่นเทาชูขึ้นกลางอากาศ ปากส่งเสียงร้องด้วยความเ็ปไม่หยุด
และไม่รู้ว่าเมื่อใดที่มีไม้แหลมคมปักอยู่ดวงตาซ้ายของเขา จนเืสด ๆ ไหลนองออกมา ดูน่าขนลุกยิ่งนัก
แต่ยังไม่จบเพียงเท่านั้น หลังจากทำลายดวงตาข้างหนึ่งของชายร่างกำยำแล้ว หลี่เต้าก็รีบนำโซ่ตรวนที่มือทั้งสองข้างมาพันรอบคอของชายร่างกำยำ จากนั้นก็ออกแรงกระชาก จนชายคนนั้นล้มลงกับพื้นทันที
หลังจากนั้นหลี่เต้าก็เหยียบไหล่ทั้งสองข้างของชายร่างกำยำไว้ แล้วใช้มือทั้งสองข้างกระชากโซ่ตรวนอีกครั้งอย่างสุดกำลัง
คราวนี้ชายร่างกำยำไม่สนใจความเ็ปที่ดวงตาซ้ายอีกต่อไป เขาพยายามดึงโซ่ตรวนที่พันอยู่รอบคอออก
เพราะการสูญเสียดวงตาซ้ายเป็เพียงแค่การสูญเสียลูกตาเท่านั้น แต่ถ้าคอถูกรัดต่อไปเช่นนี้ มันอาจจะพรากชีวิตของเขาไปได้
แต่ไม่ว่าชายร่างกำยำจะดิ้นรนอย่างไรก็ไร้ประโยชน์ เพราะเหนือศีรษะของเขา ชายหนุ่มร่างผอมบางคนหนึ่งกำลังใช้แรงทั้งหมดที่มีดึงโซ่ จนกระทั่งเส้นเืบนแขนทั้งสองข้างของเขาปูดโปนขึ้นมา
"ไว้ชีวิตข้าด้วย... อึก..."
เมื่อใกล้สิ้นลมหายใจ ชายร่างกำยำเลือกที่จะขอความเมตตา แต่หลี่เต้าไม่แสดงสีหน้าใด ๆ เพียงกระชับโซ่ให้แน่นขึ้นอย่างไร้ปรานี แม้จะออกแรงมากเกินไป จนร่างกายของเขาเริ่มสั่น แต่เขาก็ไม่ยอมให้โอกาสชายคนนั้นแม้แต่น้อย
เพราะเขารู้ดีว่า หากชายร่างกำยำรอดชีวิตในครั้งนี้ คนที่จะต้องตายก็คือตัวเขาเอง เขาไม่อยากตาย ดังนั้นจึงต้องเป็ชายคนนี้ที่ตายแทน
เวลาผ่านไปนานเท่าไรไม่อาจรู้ การดิ้นรนของชายคนนั้นอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ สีหน้าของเขาเริ่มแดงขึ้น จนในที่สุดก็กลายเป็สีม่วง ชายคนนั้นทนไม่ไหวและสิ้นใจลงอย่างยากจะยอมรับ
เขาไม่เคยคิดเลยว่าตนจะต้องมาตายในมือของชายหนุ่มร่างผอมบางเช่นนี้
ทางด้านหนึ่ง หลี่เต้าไม่ได้ปล่อยมือออกแม้ว่าชายร่างกำยำจะหยุดดิ้นรนแล้ว แต่กลับรัดคอแน่นขึ้นอีกครึ่งนาที จนกระทั่งเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองและตายสนิทแล้ว จึงหยุดมือ
"ฮู่…" หลี่เต้าถอนหายใจยาว เขานอนมองเพดานมืดมิดพลางพึมพำว่า "ไม่คิดว่าการฆ่าคนจะเหนื่อยถึงเพียงนี้"
ส่วนความรู้สึกคลื่นไส้หลังการฆ่าคนที่ผู้คนมักพูดถึงกัน ตอนนี้เขากลับไม่รู้สึกเช่นนั้นเลย
เพราะในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่ง เขาเคยได้ยินเื่ราวเกี่ยวกับคุกมาก่อน ทั้งยังเคยเห็นในข่าวจากชาติก่อน เขาเคยได้ยินถึงความโหดร้ายของนักโทษปะา อีกทั้งเขายังมักคาดเดาผู้อื่นในแง่ร้ายที่สุดเสมอ
ดังนั้น ก่อนที่จะเข้าไปในค่ายนักโทษปะา เขาได้เตรียมใจไว้ทุกอย่างแล้ว รวมถึงการถูกบังคับให้ฆ่าคนด้วย และประสบการณ์หนึ่งเดือนในค่ายนักโทษปะาก็บอกเขาว่าการเตรียมตัวของเขานั้นถูกต้อง
เพราะเขาไม่ใช่คนแรกที่ถูกแย่งชิงอาหารใน่หนึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาได้เห็นกับตาตนเองมาแล้ว นักโทษเจ็ดถึงแปดคนที่อดตายเพราะถูกแย่งอาหารไปเป็เวลานาน หรือไม่ก็ร่างกายอ่อนแอจนสิ้นใจในสถานที่แห่งนี้
เพียงแต่เขาโชคดีกว่า ที่ทนมาได้หนึ่งเดือนก่อนจะกลายเป็เป้าหมายของผู้อื่น
ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อชายคนนั้นเลือกที่จะแย่งชิงอาหารของเขา เขาจึงเตรียมพร้อมที่จะสู้จนถึงที่สุด
ดูเหมือนว่านอกจากเขาจะปกป้องอาหารของตนเองได้แล้ว ยังรักษาชีวิตของตนเองไว้ได้อีกด้วย
หลังจากมองดูศพของชายคนนั้น หลี่เต้าก็ถอดโซ่ตรวนในมือออกจากลำคอของเขา แต่เนื่องจากออกแรงมากเกินไป โซ่จึงทิ้งรอยลึกสีม่วงคล้ำไว้บนลำคอ
หลี่เต้าลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปยังจุดที่ชามร่วงลงพื้น
น้ำใส ๆ จากชามที่แตกร้าวซึมลงพื้น ข้าง ๆ มีเพียงเมี่ยนปิ่งตกอยู่บนพื้นที่เต็มไปด้วยฝุ่น
หลี่เต้าไม่ได้รังเกียจ เขายื่นมือไปหยิบแผ่นแป้งขึ้นมา พลางมองไปรอบ ๆ ก่อนจะเดินไปนั่งที่มุมหนึ่งเงียบ ๆ
เพียงเขานั่งลง เหล่านักโทษปะารอบข้างราวกับเห็นปีศาจ รีบหลบหนีไปทั่วทุกทิศทางอย่างรวดเร็ว
ในค่ายนักโทษปะา ส่วนใหญ่ล้วนเคยฆ่าคนมาแล้ว อีกทั้งบางคนยังฆ่ามาไม่น้อยเลยทีเดียว คนที่นั่งอยู่ที่นี่ล้วนเป็ผู้ที่ก่อคดีถึงตาย แต่ผู้ที่สามารถสังหารได้อย่างเรียบง่ายและไร้เสียง นั่นแหละคือฆาตกรที่น่าหวาดกลัวที่สุด
เพราะไม่มีใครรู้ว่าคนประเภทนี้จะลงมือสังหารเมื่อใด
สำหรับปฏิกิริยาของผู้คนเหล่านี้ หลี่เต้ารู้สึกยินดีที่ได้เห็น อย่างน้อยดูเหมือนว่าใน่นี้คงไม่มีใครกล้ามาหาเื่เขาอีกแล้ว
หลี่เต้านั่งพิงอยู่ที่มุมห้อง เขาหยิบเมี่ยนปิงออกมา พลางปัดฝุ่นบนหน้าแผ่นแป้งนั้นเบา ๆ แล้วยกขึ้นหวังจะกิน
แต่ทันใดนั้น ขณะที่เมี่ยนปิงกำลังจะเข้าปาก เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในความคิดของเขา