ลำนำจักรพรรดิยุทธ์ สะท้านฟ้า

    บทที่56 ประลองจื่อโม่

    บทที่56 ประลองจื่อโม่


              รุ่งเช้าของวันที่เจ็ดวันสุดท้ายแห่งการทดสอบซึ่งการทดสอบคือการครอบครองป้ายหยกสัญลักษณ์ให้ได้มากที่สุดและหากใครที่มีป้ายหยกสัญลักษณ์มากที่สุดห้าอันดับแรก นั่นย่อมหมายถึงรางวัลใหญ่และการได้รับการดูแลจากสำนักเป็นอย่างดี


              แต่ผู้ที่ไม่ต้องการความเสี่ยงใดๆย่อมเลือกที่จะหลบซ่อนตัวในที่ลับ รอคอยเวลาสิ้นสุดการทดสอบและได้เป็นศิษย์สำนักสมดั่งตั้งใจ


              แสงแดดจ้าสาดส่องลงสู่ป่าใหญ่แห่งนี้พืชพันธุ์เขียวขจี ดอกไม้นานาพันธุ์ชูช่อพลิ้วไหวไปตามสายลมที่พัดผ่านลำธารไหลเอื่อยเย็นสดชื่นใสราวกับกระจกธรรมชาติแวดล้อมเหล่านี้เป็นสถานที่ปลดปล่อยวิญญาณให้ล่องลอยสู่ความสงบได้เป็นอย่างดี


              เว้นแต่เพียงตอนนี้กลุ่มอิทธิพลใหญ่ต่างพากันกระจายตัวไปทั้งป่าเพื่อเสาะหากลุ่มคนที่ยังหลบซ่อนอยู่เพื่อชิงเอาป้ายหยกสัญลักษณ์ทว่าตอนนี้ล่วงเข้าสู่วันที่เจ็ดแล้ว ผู้คนที่ถูกส่งออกไปก็มีจำนวนมากเหลือเพียงส่วนน้อยเท่านั้นการค้นหาจึงเป็นงานอยากมากขึ้นเป็นเท่าตัว


              สถานการณ์ที่กดดันเช่นนี้ทั้งผู้ล่าและผู้ถูกล่าล้วนลำบากไม่แตกต่างกัน หากแต่ยังมีคนอยู่อีกสองคนที่ไม่ได้รู้สึกถึงการกดดันใดๆของสถานการณ์ในตอนนี้แม้แต่น้อยตอนนี้พวกเขาเป็นที่รู้จักในนามสองโจรรัตติกาล


              “หยุนฟู่คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายแล้วพวกเราต้องพยายามแย่งชิงให้สะใจไปเลยนะ”จ้าวเฟยหลงกล่าวด้วยอารมณ์ที่ลุกโชติดั่งเปลวเพลิงร้อนแรง


              “อื้ม
    ! ข้าไม่พลาดแน่”หยุนฟู่ตอบ


              “แต่เวลานี้ก็เข้าสู่วันที่เจ็ดของการทดสอบแล้วและจากสถานะการณ์ข้าเกรงว่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายแม้เพียงนิด”หยุนฟู่แสดงความเป็นกังวลออกมา


              “ไม่ต้องเป็นห่วงเราจะบุกไปด้วยกัน”จ้าวเฟยหลงให้กำลังใจ

              “อื้ม! บุกไปด้วยกัน” หยุนฟู่รับคำหนักแน่น


              จากนั้นทั้งคู่พูดคุยกันอีกเล็กน้อยก่อนที่จ้าวเฟยหลงจะออกจากถ้ำไป


              ถ้ำที่พักของเซี่ยหลี่เฉียง


              “ไอ้สวะ
    !!!!!” เสียงของเซี่ยหลีเฉียงดังก้องโถงถ้ำ


              “ก็เห็นอยู่ชัดๆว่ามันอยู่ในเขตสองแล้วทำไมมันถึงโพล่มาปล้นฆ่าคนของเราได้”


            นัยน์ตาแข็งกร้าวด้วยเพลิงโทสะของเซี่ยหลี่เฉียงทำให้คนทั้งโถงถ้ำก้มหน้าไม่กล้าส่งเสียงใดๆ


              “ข้าต้องฆ่ามันให้ได้
    ! ต้องฆ่ามันให้ได้!!!” เซี่ยหลี่เฉียงร้องคำรามอย่างอย่างบ้าคลั่ง


              “เรียนคุณชายสามท่านอย่าได้อารมณ์เสียเพราะสวะไร้ค่าเช่นนั้นเลยมันไม่คู่ควรให้ท่านใส่ใจสักนิดเดียว”


            หยางป้าเห็นนายของตนกำลังอยู่ในอารมณ์โมโหจึงพูดปลอบในหวังคลายความโกรธลงบ้าง


              “หืม
    !!” เซี่ยหลี่เฉียงหันมองหยางป้าสายตาดุจดั่งพยัคฆ์จ้องมองเหยื่อ


              “หยางป้า
    !! ไอ้สวะที่แกว่ามันฆ่าคนของตระกูลข้าไปมากกว่าสิบคนแล้ว”


            เสียงตวาดลั่นสะท้านเข้าไปในจิตใจของหยางป้า เหงื่อเย็นไหลรินเต็มแผ่นหลังกลิ่นอายแห่งการฆ่าฟันแผ่ออกมาจากตัวของเซี่ยหลี่เฉียงเข้มข้น


              “ไอ้สวะคนนั้นหนีรอดจากการติดตามของหยกพันตาเข้ามาฆ่าคนของข้าเป็นผักปลา”


              “แล้วแกยังคิดว่ามันยังเป็นสวะได้อีกเหรอ”เซี่ยหลี่เฉียงฉุนเฉียวจนแทบระเบิด


              “ไป
    !! จงไป!!หามันให้เจอถ้าไม่เจอ อย่ากลับมาให้ข้าเห็นหน้าของเจ้าอีก!”


            หยางป้าผู้ที่กลัวจนลนลานรีบประสามือคำนับแล้วรีบวิ่งออกมาที่ปากถ้ำราวกับวิ่งหนีออกมาจากนรกภูมิ


              เมื่อออกมาได้จึงระดมพลออกตามหาจ้าวเฟยหลงยกใหญ่จนทำให้ผู้คนที่เหลือต่างพากันตกใจเพราะเหตุใดคนตระกูลเซี่ยจึงทำการเอิกเกริกเช่นนี้แต่ก็หาได้มีผู้ใดกล้าแสดงตนเข้าไต่ถามเรื่องราว


              ชายแดนของเขตหนึ่งและเขตสอง


              จ้าวเฟยหลงเคลื่อนที่ด้วยก้าวย่างดาวตกจนมาถึงจุดหนึ่งซึ่งเป็นทางผ่านของเขตหนึ่งไปยังเขตสองหลังจากเฝ้าดูความเคลื่อนไหวราวหนึ่งเค่อ เขาพบว่าทุกอย่างเงียบสงบยิ่งนักราวกับว่าไม่มีคนเคยอยู่เลย


              การเข้าสู่เขตหนึ่งจึงง่ายดายไร้อุปสรรคอันใดจากนั้นจ้าวเฟยหลงออกติดตามหาร่องรอยของผู้ที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายและก็เป็นเช่นดังที่คาดสองชั่วยามผ่านไปเขาก็ยังไม่พบแม้แต่รอยหักหญ้าของคนผ่านทาง


              จ้าวเฟยหลงออกวิ่งไปยังตำแหน่งที่คนตระกูลใหญ่เคยอยู่ถึงกระนั้นก็ยังต้องผิดหวังเพราะทุกที่คือที่ว่างไร้ร่องรอยผู้คน


              จากนั้นการค้นหาก็ขยายขึ้นไปที่ตำแหน่งต่างๆแต่ก็ไม่พบสิ่งใดจนจ้าวเฟยหลงวิ่งมาถึงตำแหน่งที่กองกำลังของตระกูลจื่อเคยอยู่


              เช่นเดียวกับที่อื่นๆมันรกร้างไร้การชุมนุมของผู้คนจ้าวเฟยหลงหันรีหันขวางอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็หันหลังให้กับต้นไม่ขนาดใหญ่


              “สหายที่อยู่ด้านหลังต้นไม้เหตุใดต้องทำตัวลับๆล่อ มิสู้ออกมาพบกันซึ่งหน้าไม่ดีกว่าหรือ”


            จ้าวเฟยหลงมีพลังจิตที่แก่กล้าเพราะเป็นผลมาจากการฝึกวิชาวัฏฏะปราณเทพมังกรการรับรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัวระยะสิบจั้งถือได้ว่าเข้าขั้นสูงสุดแล้ว


              ไม่กี่อึดใจร่างสูงโปร่ง ร่างหนึ่งก็ก้าวออกมาจากด้านหลังของต้นไม้ด้วยสีหน้าท่าทางที่อับอายไม่น้อย


              “สองครั้งแล้วที่โดนสหายจ้าวจับได้น่าอายยิ่งนักๆ”


            จื่อโม่ประสานมือทักทายเพราะต่อให้ปากว่าเช่นนั้นแต่เขาไม่คิดเช่นนั้นแม้แต่น้อยทว่าส่วนลึกในใจก็ให้รู้สึกแปลกใจอย่างมาก เขามีวิชาท่าร่างที่ยอดยิ่งแต่ก็ไม่อาจหลุดรอดสายตาของจ้าวเฟยหลงไปได้ด้วยเหตุนี้ความไม่พอใจค่อยผุดขึ้นมาในใจของเขา


              “จื่อโม่
    !”


             จ้าวเฟยหลงเอ่ยออกมาหลังจากที่ครุ่นคิดครู่หนึ่งเนื่องจากไม่คาดมาก่อนว่าจะได้พบคนผู้นี้อีกครั้งที่นี่


              “เป็นเกียรติยิ่งนักที่สหายจ้าวสามารถจดจำข้าได้” จื่อโม่กล่าวอย่างสุขุม ท่วงท่าราวบัณฑิตหนุ่ม


              “หามิได้
    ! ข้าเพียงสงสัยว่าเหตุใดอัจฉริยะผู้โด่งดังแห่งแคว้นซูโจวถึงมาทำลับๆล่อๆข้างหลังของข้า
    ครั้งแล้วครั้งเล่า” จ้าวเฟยหลงไม่ต้องการพูดไร้สาระ ตรงเข้าประเด็นทันที


              จื่อโม่รับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายกำลังประเมินตัวเขาอย่างเอาจริงเอาจัง


            “บอกตามตรงข้าอยากประลองกับสหายสักคราหนึ่งเพื่อให้รู้ว่าใครจะมีฝีมือเหนือกว่ากัน”


              “ขอโทษด้วย
    ! ข้ากำลังยุ่งไม่มีเวลาจริงๆ ขอตัวก่อน”


            จ้าวเฟยหลงประสานมือกำลังจะออกวิ่งจากไป เขายังมีป้ายหยกสัญลักษณ์ให้ต้องตามหาทำให้ไม่สามารถเสียเวลาอยู่ที่นี่เพียงเพื่อต่อสู้กับใครก็ตาม


              “ช้าก่อนสหาย
    ! ท่านกำลังตามหาสิ่งนี้อยู่หรือเปล่า”


            ป้ายหยกสัญลักษณ์ส่องแสงแวววาวอยู่บนฝ่ามือของจื่อโม่ราวกับอัญมณีแสนล้ำค่า สายตาของจ้าวเฟยหลงเปล่งประกายอย่างไม่ปิดปังแม้แต่น้อย


              เมื่อเห็นเช่นนั้นจื่อโม่พอใจอย่างมากก่อนมาเขาได้ไตร่ตรองมาอย่างดี หากเดินเข้าไปท้ายทายจ้าวเฟยหลงให้ต้อสู้กันเฉยๆเป็นไปได้ว่าจะถูกปฏิเสธแต่หากมีสิ่งที่เขากำลังตามหา ย่อมต้องดึงดูดความสนใจได้อย่างแน่นอนซึ่งแผนการของเขานับว่าให้ผลตามที่คาดหวัง


              จ้าวเฟยหลงมองเห็นจื่อโม่นำเอาป้ายหยกสัญลักษณ์ออกมาให้ตนดูในใจก็ปลาบปลื้มอย่างยิ่งแกะอ้วนตัวนี้ช่างว่าง่ายดีเสียจริงเดิมทีจ้าวเฟยหลงก็กำลังมองหาช่องทางได้ผลประโยชน์จากจื่อโม่อยู่แล้วแบบนี้เรียกได้ว่าอ้อยเข้าปากช้างชัดๆ อยู่ดีๆก็เอาป้ายหยกมาประเคนให้เขาถึงที่

              “หากสหายจ้าว ยอมที่จะประลองฝีมือกับข้าป้ายหยกสัญลักษณ์หนึ่งร้อยแผ่นนี้ข้าจะขอมอบให้สหายจ้าวหากว่าเจ้าสามารถชนะข้าได้”


              “ไม่ธรรมดา
    ! เขาลุ่มหลงการประลองแต่ก็ไม่ได้โง่” จ้าวเฟยหลงนิ่งคิดครู่หนึ่ง


              “ในเมื่อสหายจื่อแสดงความจริงใจขนาดนี้เช่นนั้นแล้วข้าคงมิอาจผัดผ่อน” จ้าวเฟยหลงตอบกลับไป


              จื่อโม่คาดหวังไว้แล้วด้วยกลยุทธ์นี้จะชักนำให้จ้าวเฟยหลงมาเป็นคู่ประลองได้แต่เมื่อได้เห็นท่าทีของจ้าวเฟยหลง ที่แสดงออกมาให้เห็นถึงความสามารถในการเจรจาว่าความยิ่งทำให้จื่มโม่สนใจในตัวจ้าวเฟยหลงมากขึ้นอีก


              สายตาของทั้งสองคนประสานกัน แผ่ความกดดันออกมาปะทะกันทันใดนั้นพื้นที่รอบๆทั้งสอง มวลอากาศสั่นไหวพลังกดทับบดขยี้ลงมาต้นไม้ใหญ่ที่รายล้อมอยู่หักโค่นระเนนระนาดเกิดลมหมุนพัดไปทำลายทุกสิ่งในรัศมีหนึ่งลี้จากจุดทั้งสองยืนอยู่


              “สหายจ้าว ล่วงเกินแล้ว
    !!”


            จื่มโม่โคจรพลังลมปราณของตนจนร่างกายของเขาปกคลุมไปด้วยแสงสีแดงจากพลังลมปราณของเขาทำให้ตอนนี้ทั้งร่างของเขาเหมือนกับอยู่ในเปลวเพลิงแผ่พลังออกมาราวกับเซียนผู้ลงมาจากสวรรค์


              ในพริบตาร่างกายของจื่อโม่ได้เคลื่อนที่เข้าหาจ้าวเฟยหลงทิ้งไว้เพียงภาพติดตา


              “รวดเร็วยิ่งนัก
    ! หากเป็นคนที่มีระดับจอมยุทธ์ขั้นสี่ก็อาจต้องเพลี่ยงพล้ำ” จ้าวเฟยหลงคิดเมื่อได้เห็นการเคลื่อนไหวของจื่อโม่


              “หมัดตะวันผลาญฟ้า”


            จื่อโม่คำรามพร้อมกับชกหมัดที่เต็มไปด้วยพลังลมปราณออกมาหวังที่จะพิชิตจ้าวเฟยหลงในหมัดเดียว ปราณหมัดก่อตัวเป็นดวงตะวันสุกใสขนาดสามจั้ง เจิดจ้าร้อนแรงพุ่งใส่จ้าวเฟยหลง ด้วยการจู่โจมที่ประชิดตัวขนาดนี้ ย่อมปิดทางหนีเอาไว้หมดทำให้เหลือเพียงต้องเข้าปะทะกับพลังอันรุนแรงมหาศาลนี้


              หมัดนี้คือความภาคภูมิใจของจื่อโม่ด้วยเพลงหมัดนี้คนในรุ่นเดียวกันล้วนต้องยอมสยบแก่เขาด้วยพรสวรรค์และความสามารถที่สูงส่ง แม้แต่ผู้ที่มีระดับการบ่มเพาะสูงกว่าแบบจอมยุทธ์ขั้นสี่ก็ยังต้องพ่ายแพ้หากเป็นคนอื่นย่อมต้องถอดใจหมดหนทางต่อต้านก้มหน้ายอมรับชะตากรรม


              แต่นั่นสำหรับคนทั่วไปจ้าวเฟยหลงมองชั้นเชิงนี้ออกตั้งแต่จื่อโม่เริ่มรวบรวมพลังลมปราณแล้วอีกอย่างความเร็วของเขาสำหรับจ้าวเฟยหลงแล้วมันเชื่องช้าจนน่าใจหายหากใช้ความเร็วแค่นี้มาต่อสู้กับเขานับเป็นการฆ่าตัวตายอย่างโง่เขลาก็ว่าได้


              จ้าวเฟยหลงรอจนร่างของจื่อโม่เข้าใกล้จนเหลือระยะห่างราวครึ่งจั้งจากนั้นใช้ก้าวย่างดาวตกหลบปราณหมัดอย่างเฉียวฉิวนิ้วทำมุทราดาบแตะไปที่กลางหน้าผากของจื่อโม่


              ตูม
    ! ตูม!ตูม!


            ปราณหมัดทำลายต้นไม้ด้านหลังจ้าวเฟยหลงจนหักโค่นเป็นทางยาวกว่าร้อยจั้งสร้างความตกตะลงให้แก่ผู้พบเห็นได้ทันทีจอมยุทธ์ที่มีพลังทำลายล้างระดับนี้ได้ย่อมต้องเป็นผู้มีความสามารถสูงส่งอย่างแท้จริง


              ทว่าจื่อโม่ ร่างของเขาหยุดนิ่งไม่สามารถขยับได้น่าตกใจราวกับว่าได้พบเจอยมฑูต ดวงตาเบิกค้าง สมองขาวโพลนต้องเข้าใจว่าพลังหมัดที่ปล่อยออกมาทำลายได้แม้กระทั่งจอมยุทธ์ขั้นสี่ความเร็วของเขามาจากวิชาลับของตระกูลและตัวเขาคือจอมยุทธ์ขั้นสาม ส่วนจ้าวเฟยหลงคือนักยุทธ์ขั้นเก้าอยู่กันคนละระดับต่างกับสามขั้น


              แต่จ้าวเฟยหลงไม่เพียงหลบหมัดของเขาได้ยังสามารถเอาชนะการป้องกันของเขาทั้งพลังลมปราณที่ป้องกัน ชุดเกราะจนสามารถใช้นิ้วแตะลงบนหน้าผากของเขาได้หากออกแรงอีกเล็กน้อยก็ระเบิดสมองของตัวเขาได้อย่างไม่ลำบากยากเย็นอะไรเลย


              “เป็นไปได้อย่างไร
    !” ความรู้สึกหวาดกลัวก่อตัวขึ้นในใจความไม่ยินยอมมีให้เห็นในใบหน้าแต่จื่อโม่ก็ต้องก้มหน้ายอมรับ

              “ขอบคุณสหายจื่อโม่ที่ออมมือ”จ้าวเฟยหลงชักมือออกจากหน้าผากจื่อโม่ แล้วประสานมือแสดงมารยาท


              จื่อโม่ที่แม้จะไม่พอใจแต่ก็ไม่อาจเสียมารยาท“ข้าเป็นดั่งตัวตลกให้สหายจ้าวชมแล้ว”


              จากนั้นจื่อโม่จึงโยนมัดป้ายหยกทั้งหนึ่งร้อยแผ่นให้แก่จ้าวเฟยหลงตามสัญญา


            “นี่! ตามสัญญา”


              “ขอบคุณสหายจื่อโม่ที่เอื้อเฟื้อ”จ้าวเฟยหลงรับของมาพร้อมกล่าวอย่างอารมณ์ดี


              “หึ
    ! ครั้งหน้าข้าไม่ยอมแพ้แน่”จื่อโม่ คำรามออกมาก่อนหายตัวไป


              “ครั้งหน้าก็อย่าลืมนำของดีๆมาพนันด้วยละ”จ้าวเฟยหลงพึมพำจากนั้นก็ออกเดินทางต่อทันที


              อีกฟากของบริเวณการประลอง


              “มะ...มันไม่จริงใช่ไหม”อิงชิงหรูพูดออกมาราวกับอยู่ในความฝันมันยากที่จะทำใจเชื่อสิ่งที่ได้เห็นเมื่อครู่


              “คุณหนูเจ้าคะ
    !” ชุ่ยเอ๋อร์เรียกคุณหนูของนางด้วยความเป็นห่วง


              อิงชิงหรูและสาวใช้รีบเดินทางมาที่นี่เมื่อรู้ข่าวว่าจ้าวเฟยหลงปรากฏตัวแต่ไม่นึกว่าจื่มโม่ก็จะมาที่นี่เหมือนกันและที่สำคัญจุดประสงค์คือมาท้าประลองกับจ้าวเฟยหลงและผลการประลองที่นางและสาวใช้ได้เป็นประจักษ์พยานก็สะท้านสะเทือนเข้าไปถึงจิตใจนักยุทธ์ขั้นเก้าสามารถเอาชนะจอมยุทธ์ที่มีระดับสูงกว่าด้วยการลงมือเพียงครั้งเดียวหากข่าวนี้แพร่ออกไปจะต้องทำให้เกิดการคลื่นลูกใหญ่ตามมาแน่นอน


              “ชุ่ยเอ๋อร์ เรื่องนี้ห้ามแพร่งพรายโดยเด็ดขาด
    !เข้าใจหรือไม่” อิงชิงหรูสั่งสาวใช้ด้วยเสียงหนักแน่น


              “เพราะเหตุใดเจ้าคะ คุณหนู” ชุ่ยเอ๋อร์สงสัย


              “ข้อแรก หากเรื่องนี้แพร่ออกไปย่อมไม่เกิดผลดีกับทั้งสองคนนั้นข้อสองหากมีคนสืบทราบว่าข้อมูลนี้หลุดออกมาจากตระกูลอิงอาจทำให้พวกเราเองเดือนร้อนเพราะตระกูลจื่อคงไม่ละเว้นคนที่ทำให้พวกเขาเสียหน้าและจ้าวเฟยหลงชายคนนั้นไม่รู้จะทำสิ่งใดบ้างหากเขาไม่พอใจดังนั้นเราจึงไม่ควรเคลื่อนไหวใดๆ” อิงชิงหรูย้ำ


              “บ่าวทราบแล้วจะไม่เปิดปากเรื่องนี้โดยเด็ดขาดเจ้าค่ะ” ชุ่ยเอ๋อร์รับคำ


              “พวกเรากลับกันเถอะเหลือเวลาอีกไม่มากแล้วการทดสอบก็จะจบสิ้นเสียที”ทั้งสองรีบกลับที่ตั้งขอตระกูลอิงอย่างรวดเร็ว


              อีกฟากของป่าเขตหนึ่ง


              จ้าวเฟยหลงกำลังมองหากลุ่มของผู้เข้ารับการคัดเลือกที่กล้าพอออกชิงป้ายหยกสัญลักษณ์ในยามที่ใกล้จะหมดเวลาทดสอบเช่นนี้แต่จนแล้วจนรอดก็ต้องผิดหวังเพราะตอนนี้ทุกคนต่างหลบอยู่ในที่ซ่อนอย่างมิดชิดเวลาทดสอบใกล้หมด หากถูกชิงป้ายไปหลายคนที่ออกปล้นชิงมาตลอดหกวันก็ต้องสูญเสียทุกอย่างและหมดหวังที่จะได้เป็นศิษย์ของสำนักตงหยางทันที
             

    คล้ายกับเรื่องลำนำจักรพรรดิยุทธ์ สะท้านฟ้า ที่คุณอ่าน