บทที่ 1 ชีวิตใหม่ในชาตินี้ (1)
"ทำไมกัน? ทำไมฟ้าดินถึงไม่ยุติธรรมแบบนี้!"
"ทำไมคนทำดีถึงไม่เคยได้รับสิ่งๆดีตอบแทน แต่คนชั่วช้ากลับได้ใช้ชีวิตหรูหราสุขสบาย!"
"์เฮงซวย! ไม่รู้จักลืมหูลืมตาดูบ้างเลยรึไง!"
ในค่ำคืนที่ห่าฝนกระหน่ำรุนแรง ดวงิญญาโปร่งใสร่างหนึ่งกำลังล่องลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ พร้อมกับกรีดร้องสาปแช่งใส่ท้องฟ้าด้วยความอาฆาตพยาบาทยิ่ง
เปรี้ยง!
ปรากฏเพียงเสียงกู่คำรนและสายฟ้าสะบั้นสาดแผ่กระจายเต็มทั่วผืนนภา คล้ายกำลังตอบสนองเสียงกรีดร้องก่นด่าของหลินเสี่ยวอวี่อยู่
แต่ทันใดนั้นเอง จู่ๆสายฟ้าเส้นใหญ่ก็ผ่าเปรี้ยงลงมาที่ร่างิญญาของหลินเสี่ยวอวี่
....
ในขณะเดียวกัน ณ ห้องเล็กๆภายในบ้านตระกูลหลิน
"เสี่ยวอวี่เอ้ย อย่าโทษย่าเลยนะ ถ้าจะโทษก็ต้องโทษที่แกมันเกิดมาโชคร้ายเอง ดันถูกคนของตระกูลลู่หมายตาเลือกให้ไปเป็เ้าสาวของคนตาย"
"พวกเขาถึงกับยอมจ่ายเงินก้อนโต เพื่อขอแกไปเป็เครื่องเซ่นสังเวยให้กับคนที่ตายไป"
"ความจริงแกก็น่าจะตายๆไปซะั้แ่ตอนที่ตกเขานั่นแล้ว จะทำตัวเองให้ต้องลำบากไปทำไมตั้งสองครั้งสองคราแบบนี้?"
ผู้เป็ย่าของหลินเสี่ยวอวี่รำพึงรำพันผ่านน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกำลังพูดถึงเื่ธรรมดาทั่วไป ทว่าน้ำเสียงในคำพูดเ่าั้ กลับแฝงซ่อนไปด้วยไอความเ็าและไร้ความเมตตา...
"ฉันจะเผากระดาษเงินกระดาษทองไปให้แกเยอะๆก็แล้วกัน ตายๆไปอย่างสงบซะเถอะนะ"
เสียงพูดพึมพำอยู่ข้างหูมาพร้อมกับฝ่ามือแห้งกร้านและหยาบกระด้าง ที่กำลังกดปิดช่องจมูกและปากของหลินเสี่ยวอวี่ไว้อย่างแ่าที่สุดเท่าที่จะทำได้
แต่งงานกับคนตาย?
หน้าผา?
นี่ฉันกลับชาติมาเกิดเหรอ?
ฉันย้อนกลับมาในปีที่ฉันอายุหกขวบอีกครั้งจริงๆ!
ย้อนกลับไปในปีที่หลินเสี่ยวอวี่มีอายุได้หกขวบ เธอถูกลุงของเธอผลักตกหน้าผาหวังฆ่าทิ้งอย่างโเี้
ทั้งหมดนี้หวังเพียงเพื่อให้ตระกูลลู่ทำตามสัญญาที่เคยตกปากรับคำกันไว้ ว่าจะช่วยผลักดันสนับสนุนให้หลินเจ๋อ บุตรชายคนโตและเป็หลานชายสายตรงของตระกูลหลิน ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเกษตรกรรมและแรงงาน โดยมีข้อแลกเปลี่ยนว่าให้หลินเสี่ยวอวี่ซึ่งยังเป็เพียงเด็กน้อย เข้าร่วมพิธีแต่งงานกับลูกชายคนเล็กของตระกูลลู่ในปรโลก
เพื่อผลประโยชน์อันมหาศาลในจุดนี้ หลินเสี่ยวอวี่จึงต้องกลายมาเป็เครื่องเซ่นสังเวยให้แก่คนตระกูลหลินเพื่อใช้ไต่เต้าขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิต
บางทีอาจเป็เพราะจิตใจที่ไม่ยอมพ่ายแพ้หลังความตายของหลินเสี่ยวอวี่ ิญญาของเธอจึงไม่ยอมแตกสลายไป แต่กลับวนเวียนเฝ้ามองทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในตระกูลหลินมาตลอดหลายสิบปี
เธอต้องทนเห็นแม่แท้ๆของตัวเองถูกผู้ชายสารเลวหลอกลวงจนเสียใจแทบแดดิ้น กระทั่งหลายปีต่อมา แม่ก็ถูกทุกคนในตระกูลรุมกดดันให้ตั้งท้องลูกคนที่สี่ และสุดท้ายเป็เพราะทารกในครรภ์ซุกตัวอยู่ในตำแหน่งท่าที่ผิดปกติ ทั้งๆที่รู้อยู่แล้ว แต่กลับไม่มีใครในครอบครัวยอมพาเธอไปโรงพยาบาลเลยแม้แต่คนเดียว ผลสุดท้ายทำให้แม่ของเธอต้องเสียชีวิตลงท่ามกลางความทรมานสุดแสนจากภาวะคลอดบุตรยาก
ส่วนพี่สาวคนโตของเธอ หญิงสาวที่กำลังอยู่ในวัยสะพรั่งดุจดอกไม้แรกแย้ม กลับถูกลุงจับส่งตัวไปแต่งงานกับชายชราอายุ 50 ปีผู้มีอาการทางจิตรุนแรง เธอจำต้องทนทุกข์ทรมานจากการถูกทำร้ายร่างกายอยู่นานหลายปี และบทสรุปสุดท้ายก็เลือกจบชีวิตลงด้วยการะโน้ำฆ่าตัวตาย
ส่วนพี่สาวคนรองนั้น เป็เด็กฉลาดหลักแหลมเกินวัย อาศัยความพยายามและขยันหมั่นเพียรของตัวเองจนสอบติดมหาวิทยาลัยได้ แต่กลับถูกอาคนเล็กสวมชื่อตัวเองเพื่อเข้าเรียนแทน ต่อมาเมื่อครอบครัวกลัวว่า พี่สาวคนรองจะแอบหนีออกไปเปิดโปงความจริงเกี่ยวกับเื่นี้ พวกเขาจึงพยายามทำทุกวิถีทาง ยอมแม้กระทั่งทำเื่โหดร้ายทารุณที่สุดถึงขั้นทุบตีจนขาของเธอหักข้างหนึ่ง และท้ายสุด ชะตากรรมมิได้ดีกว่าคนอื่นๆนัก เธอถูกครอบครัวบังคับให้แต่งงานกับชายโสดอายุมากคนหนึ่งในหมู่บ้านไป
ส่วนคนที่ประสบความสำเร็จได้ดิบได้ดีกลับเป็ลุงสันดานชั่วของเธอเอง นับวันตำแหน่งหน้าที่การงานของเขามีแต่จะก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ สร้างเกียรติประวัติมากมายให้ผู้คนได้ชื่นชมสรรเสริญ และเกษียณอายุออกมาอย่างสง่างามยิ่งใหญ่ กลายเป็ต้นแบบให้ทุกคนในหมู่บ้านทั้งรู้สึกเคารพและอิจฉาในคราวเดียวกัน
พ่อสารเลวของเธอเองก็พาเมียน้อยที่แอบลักลอบคบชู้เข้ามาอาศัยอยู่ในบ้าน และใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขพร้อมกับลูกชายที่เกิดจากเมียน้อยคนนั้น กลายเป็ครอบครัวอบอุ่นที่ทั้งสมบูรณ์แบบและไร้ที่ติในสายตาของคนภายนอก
ทางด้านอาสาวที่เป็น้องสาวคนสุดท้องของพ่อ ก็อาศัยชื่อเสียงจากการเป็ ‘บัณฑิต’ ที่แย่งชิงมาจากพี่สาวคนรองของหลินเสี่ยวอวี่ เรียนจนจบระดับมหาวิทยาลัย สร้างฐานะความมั่นคงและหน้าตาทางสังคมให้กับตัวเอง กลายมาเป็บุคคลที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับตระกูลในสายตาของชาวบ้าน
เมื่อพูดถึงตระกูลหลิน ใครต่อใครต่างต้องยกนิ้วชื่นชมกันถ้วนหน้า ทุกคนต่างพูดเป็เสียงเดียวกันว่า ตระกูลหลินนั้น ‘โชคดีถึงขั้นบรรพบุรุษยังต้องลุกขึ้นจากหลุมเพื่อมาอวยพร’ กันเลยทีเดียว
แต่สำหรับหลินเสี่ยวอวี่ในตอนนี้ เธอได้พยายามดิ้นรนอย่างสุดกำลัง แต่เด็กหญิงในวัยเพียงแค่ 6 ขวบ จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปต่อต้านผู้เป็ย่าที่ทำงานในไร่ในสวนจนมีร่างกายกำยำแข็งแรงได้ ร่างของเธอถูกกดบังคับไว้แน่น ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้ขยับตัวเลยด้วยซ้ำไป...
[งานแต่งงานในปรโลกน่ะเหรอ? อยากแต่งก็ไปแต่งเองสิ! ในเมื่อฉันได้เกิดใหม่ทั้งที ก็ต้องเป็ฉันนี่แหละที่จะส่งพวกแกไปปรโลกให้หมด!]
[แม่…ช่วยหนูด้วย…]
[แม่…รีบมาช่วยหนูเร็วเข้า…]
เสียงร้องของลูกสาวคนเล็กดังแว่วอยู่ข้างหู ทำให้จางอวิ๋นม่านที่กำลังเศร้าโศกเสียใจอย่างที่สุด ถึงกับต้องเบิกตากว้างในทันที
เสี่ยวอวี่? เสี่ยวอวี่ของแม่? จางอวิ๋นม่านรีบผลักลูกสาวอีกสองคนที่กำลังปลอบโยนเธอออกไปทันที ก่อนจะก้าวเท้าพุ่งตรงไปที่ห้องเก็บฟืนอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นว่าเป็เวลากลางวันแสกๆ แต่ประตูห้องเก็บฟืนกลับถูกปิดสนิทเช่นนี้ จางอวิ๋นม่านก็ััได้ถึงลางร้ายบางอย่างที่ผุดขึ้นภายในใจ
"เปิดประตู! รีบเปิดประตูให้ฉันเดี๋ยวนี้!" จางอวิ๋นม่านร้องะโเสียงดังพลางทุบประตูไปด้วยอย่างบ้าคลั่ง เวลานี้เธอไม่ต่างจากสัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่งเพราะ้าปกป้องลูกของตัวเอง
เมื่อเห็นจางอวิ๋นม่านที่อยู่ข้างนอกเริ่มมีอาการคลุ้มคลั่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และเพราะกลัวว่าความวุ่นวายจะบานปลายใหญ่โตไปมากกว่านี้ โจวซื่อที่อยู่ในห้องเก็บฟืนจึงต้องปล่อยมือออกจากปากและจมูกของหลินเสี่ยวอวี่
"นังลูกสะใภ้ไม่เอาไหน นี่แกแหกปากร้องะโหาอะไรกัน! ฉันอุตส่าห์หวังดีช่วยจัดการนังเด็กนี่ให้ มันจะได้ตายๆไปอย่างสงบซะที แล้วแกยังจะเอะอะโวยวายอะไรอีก!" โจวซื่อที่รู้สึกผิดอยู่ในใจ แต่ก็ยังทำตัวเป็ฝ่ายโจมตีกล่าวโทษอีกฝ่ายก่อน เธอขึ้นเสียงก่นด่าออกมาด้วยความเดือดดาล ทั้งนี้เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกผิดของตัวเอง
【แม่จ๋า! ถ้าแม่มาช้าอีกนิดเดียว หนูคงถูกปิดปากปิดจมูกจนขาดอากาศหายใจตายไปแล้วแน่ๆ! หนูยังไม่ตาย หนูยังมีมีชีวิตอยู่!】
อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้นจริงๆ หลินเสี่ยวอวี่ก็เกือบจะกลายเป็ศพต้องตายเป็ครั้งที่สองแล้ว
จางอวิ๋นม่านรีบผลักร่างของโจวซื่อออกไปทันที ก่อนจะรีบพุ่งเข้าไปอุ้มลูกสาวตัวน้อยที่นอนหมดสติไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าซีดเขียวใกล้ม่วงของเด็กน้อย ปรากฏรอยนิ้วทั้งห้าประทับทิ้งไว้อย่างชัดเจน ร่างทั้งร่างของเธอสั่นเทาไม่หยุด ภายในใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวาดกลัวประหนึ่งิญญาจะหลุดออกจากร่าง
ถ้าช้าไปอีกนิด... ถ้าช้าไปอีกแค่นิดเดียว…
เพียงแค่คิดถึงเื่นั้น จางอวิ๋นม่านก็รู้สึกราวกับถูกจับโยนลงไปในธารน้ำแข็งท่ามกลางฤดูหนาว เธอรู้สึกเย็นะเืเจ็บลึกถึงขั้วกระดูกดำเลยทีเดียว