บทที่ 23 : ความผิดปกติ
จอร์นและดูรว์กางแผนที่บนโต๊ะตามที่ลูซีฟขออย่างรวดเร็วทั้งยังเตรียมหมุดไว้ให้เขาด้วย
การสรุปอย่างรดวเร็วของลูซีฟมักจะช่วยลดเวลาสืบสวนสำหรับพวกเขาไปมากโขพวกเขาจึงจำเป้นต้องเตรียมให้ตามที่ร้องขอ
แผนที่ไม่ได้เขียนอย่างละเอียดเหมือนยุคปัจจุบัน นอกจากชื่อเขตชุมชนแล้วก็มีแต่ถนนเส้นหลักที่มีชื่อเท่านั้นไม่ได้มีหมายเลขถนนหรือซอยบอกอย่างละเอียด แต่การบอกเส้นถนนหลักได้ก็เพียงพอสำหรับการเดินทางแล้วเมืองแคนดร้าก็เป็เมืองขนาดกลางมีแม่น้ำตัดผ่าน แต่ไม่ใช่แม้น้ำใหญ่อะไร
การอ่านแผนที่เป็พื้นฐานที่คนที่เรียนมัธยมอยู่แล้วต่อให้ไม่เคยเห็นมาก่อนลูซีฟก็สามารถบอกได้ว่าบ้านของเขา โบสถ์ สถานีตำรวจและบริษัททิวลิปตั้งอยู่ตรงไหนบ้าง
“เริ่มจากบ้านของผม โบสถ์และสถานที่ที่พวกเขาบอกว่าพบเห็นพ่อของผม” ลูซีฟปักหมุดลงไปในสถานที่ตามลำดับ “บ้านของผมอยู่ทางถนนรีการ์ดตะวันตกฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ คนละฝั่งกับโบสถ์ระยะห่างราวสี่กิโลเมตรครึ่ง ส่วนโบสถ์อยู่ถนนบีนอยด์ใกล้กับถนนอามิตี้ตะวันออก ห่างจากที่บริษัททิวลิปตั้งอยู่ราวๆ หนึ่งกิโลเมตร”
“ดูเหมือนความจำเื่เส้นทางของคุณจะดีมาก” เทจลองมองหมายเลขที่กำกับชื่อถนนและสัญลักษณ์ที่ใช้บอกระยะทางบนแผนที่ชายหนุ่มนักศึกษาแทบไม่ได้ดูสัญลักษณ์ให้เสียเวลาด้วยซ้ำในตอนที่ปักหมุด
“เรียกว่าความคุ้นเคยจะดีกว่านะครับ” ลูซีฟกล่าว
เพราะร่างนี้เรียนประวัติศาสตร์จึงจำเป็ต้องศึกษาแผนที่เก่าเพื่อเทียบกับแผนที่ปัจจุบันด้วยนี่ถือเป็ผลพลอยได้อีกอย่างของเขา
“ดูตรงนี้ นี่คือจุดที่พวกเขาบอกว่าเห็นพ่อของผมนะครับเป็เส้นทางหลังโบสถ์ กระจายทั่วถนนเมดเรดอย่างไม่เป็ระเบียบแค่นี้ก็ผิดปกติมากแล้ว แต่ตอนผมถามนักบวชเขากลับบอกไม่เห็น แต่นั่นยังไม่น่าติดใจเท่าไหร่มาดูเส้นทางต่อไป
“พ่อของผมหายไปจากถนนเมดเรด่เวลาครึ่งชั่วโมงก่อนจะไปโผล่ที่ถนนมารีแล้วข้ามสะพานตรงนั้นเดินกลับบ้าน แต่เส้นทางที่พวกผมเดินทางไปโบสถ์คือถนนอามิตี้ตะวันตกผ่านถนนทางเข้ามหาวิทยาลัยแคนดร้า ผ่านร้านเครื่องเขียนที่เกิดเหตุะเิตรงนั้นมีสะพานข้ามแม่น้ำ เดินบนถนนรีการ์ดตะวันตกอีกไม่ไกลนักก็จะถึงบ้าน
“ถ้าเทียบระยะทางแล้ว การเดินกลับทางอามิตี้ตะวันตกจะเร็วกว่า...แต่ทำไมพ่อถึงไปที่ถนนอามิตี้ตะวันออกเพื่อข้ามสะพานมานั่นก็เพราะว่าจุดที่พวกเขาจับพ่อผมไปทำพิธีอยู่ตรงนี้... ถนนมารี”
“ทำไมถึงมั่นใจว่าเป็ถนนมารี”จอร์นถามก่อนจะหยิบกระดาษขึ้นมาจด เขาชอบฟังสมมติฐานของลูซีฟเวลาวิเคราะห์คดีมาก
“นั่นก็คือ่เวลาที่พบเห็น ลองอ่านดูดีๆ”
“พบอลันเป็ระยะในถนนเมดเรดแต่่ที่เดินไปถนนมารีกลับไม่มีใครพบเห็นสินะ” เทจหยิบรายงานชิ้นนั้นขึ้นมาวิเคราะห์
“แต่แบบนั้นก็น่าคิดว่าจะเป็ที่ถนนเมดเรดไม่ใช่เหรอ?”ดูรว์ขมวดคิ้วครุ่นคิด
“ถ้าคุณเป็คนร้าย คุณจะยอมให้คนที่ถูกจับตัวมามีพยานรู้เห็นจำนวนมากขนาดนี้หรือไงที่แสดงตัวออกมาให้เห็นนั่นก็แค่กับดักที่ทำให้หลงทางต่างหากส่วนที่หายไประหว่างทางไปถนนมารีก็เป็กับดักชั้นที่สอง ทำให้เราต้องเสียเวลาในการตรวจสอบถนนทุกเส้นที่พ่อเคยผ่านซึ่งมันก็ไม่น้อย และโคตรเสียเวลา ปลายทางมีที่เดียวคือถนนมารี”
“...สถานที่แรกที่พบเห็นอลันคือที่ที่ใกล้แหล่งประกอบพิธีกรรมที่สุด”เทจลูบคางอย่างไม่แน่ใจ แต่ลูซีฟกลับพยักหน้ารับ
“ใช่แล้วคุณเทจ ผมคิดว่ามันเคยอยู่ตรงนั้น”
“เคย?”
“สถานที่เกิดเหตุไม่มีใครจะอยู่ที่เดิมหรอก มีแต่จะอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุเพื่อสังเกตการณ์กรณีเดียวกับคนร้ายะเิร้านเครื่องเขียนถึงพวกเขาจะเปลี่ยนสถานที่แต่ก็ยังอยู่ในที่ที่สามารถสังเกตการณ์ได้เข้าใจที่ผมจะสื่อใช่ไหม?”
“เข้าใจแล้ว พวกนั้นเป็ผู้วิเศษคงต้องให้ดูรว์ โจเซลีนและแคชไปจัดการ”รองสารวัตรกล่าวอย่างเคร่งขรึม เขาจำได้ว่าคดีที่เกิดในคฤหาสน์บารอนลอเรนเป็ผู้วิเศษสายความฝันการให้โจเซลีนไปจะต่อกรกับอีกฝ่ายได้ดีที่สุด
ดูรว์เป็ผู้วิเศษประเภทเวทมนต์และแคชเป็ผู้วิเศษประเภทกายภาพเมื่อพวกเขาสามคนจากสามเหลี่ยมแห่งพลังร่วมทีมกันอย่างสมดุลมันจะกลายเป็ทีมที่แข็งแกร่งยากต่อกร
“ถ้าเราจัดการกับพวกมันได้ก็จะปิดคดีฆาตกรรมต่อเนื่องนี้ได้ด้วยสินะครับหัวหน้า”จอร์นหันมาถามหลังจากที่เทจสั่งให้ดูรว์ไปเรียกคนและเตรียมตัวให้พร้อมก่อนปฏิบัติหน้าที่
ซึ่งครั้งนี้เขาให้ดูรว์ สเตลล์เป็ผู้นำทีม
เทจพยักหน้า “ถ้าจัดการได้ทั้งหมดก็คงผิดคดีได้แต่ถ้าพวกมันแยกกันหลบหนีคงยากที่จะไล่ตาม”
“แล้วไม่มีวิธีในการทำลายพิธีกรรมเลยหรือไงมีแต่ต้องรอให้เกิดเหตุขึ้นสถานเดียวงั้นเหรอ” ลูซีฟถามด้วยความสงสัย
ในฐานะคนที่เคยอ่านนิยายแฟนตาซีและดูหนังมาไม่น้อยเขารู้สึกว่าการขัดขวางพิธีไม่ได้มีแค่จัดการกับคนทำพิธีเท่านั้นแต่ยังมีปัจจัยอื่นที่อาจทำให้พิธีกรรมล้มเหลวได้
“การยกเลิกพิธีกรรมไม่ใช่เื่งานเลยนะเ้าหนุ่ม”แอริทผู้เชี่ยวชาญด้านพลังสายพิธีกรรมกล่าวอย่างจริงจัง “เมื่อเริ่มพิธีไปครั้งหนึ่งแล้วการทำให้มันล้มเหลวได้จะมีอยู่แค่สามสาเหตุเท่านั้น”
“แค่สามเหรอ?”
“ใช่ สาเหตุแรกคือผู้ประกอบพิธีเสียชีวิตก่อนประกอบพิธีเสร็จสาเหตุที่สองคือผู้ประกอบพิธียกเลิกด้วยตนเอง และสาเหตุที่สามใช้พิธีกรรมในระดับเดียวกันแทรกแซง”
“แล้วพวกคุณทำให้เกิดสาเหตุที่สามกันไม่ได้?”
“พิธีกรรมสิบสองวงไสยเวทเลยนะเ้าหนุ่มลูซีฟ แม้แต่ระดับเก้าของสายพิธีกรรมยังใช้ได้แค่สิบเองวงไสยเวทเท่านั้นเองเพราะงั้นสำหรับพวกเราทางแก้ก็มีแต่ต้องจับตัวผู้สร้างพิธีกรรมให้ได้เท่านั้นแหละ”
“ระดับเก้าใช้ได้สิบเอ็ดวง...”
ถ้าระดับสิบก็อาจจะใช้ได้สิบสองวงหรือมากกว่านั้น
งั้นผู้ที่มีอยู่เื้ัเหตุการณ์นี้ก็น่าจะเป็ผู้วิเศษยศแพลทินัมขึ้นไปอย่างไม่ต้องสงสัยยิ่งข้อความลับจากที่ดาเรียน อากัสกล่าวไว้ศัตรูของพวกเาาวต่างโลกจ้องจะเล่นงานตระกูลฮามิลตันซึ่งเป็หมากในมือของเขาด้วยแล้วก็ต้องแข็งแกร่งระดับนี้แหละนะ
ถ้าน้อยกว่าระดับสิบคงจะเป็เขาเองที่ผิดหวัง...
แต่ทำไมต้องเล่นงานกันอย่างอ้อมค้อมด้วย ถ้ามีพลังพิเศษสูงมากๆการเล่นงานตรงๆ ให้ล่มสลายไปอย่างเป็ปริศนาไปเลยจะไม่ดีกว่าเหรอ
มันยังจะต้องมีเื้ัอะไรที่เขายังไม่รู้อีกสินะ
ลูซีฟก้มหน้าครุ่นคิดรู้สึกว่าตนเองต้องไปพบกับคนของตระกูลฮามิลตันสักหน่อยแล้ว หากได้รับรู้สถานการณ์ของตระกูลนั้นอาจจะทำให้รู้เกี่ยวกับเื้ัอะไรบางอย่างเพิ่มขึ้นมาก็ได้
อาศัยสถานะคนของหน่วยพิเศษน่าจะเข้าใกล้ตระกูลฮามิลตันได้ไม่ยากนักแล้วยังมีเื่โบสถ์ที่ให้การไม่ตรงกัน...
อ้อ ก่อนหน้านั้นคงต้องจัดการกับพวก ‘หนูสกปรก’ พวกนี้ก่อน
ั์ตาของลูซีฟฉายประกายสีอำพันขึ้นมาแวบหนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเทจโคเลอร์และแอริท ฮาเลย์ที่กำลังพูดคุยกันถึงแผนการล้อมจับ
ประเภทพลังเวทมนต์ได้เปรียบพลังิญญาและแอริทก็รู้เกี่ยวกับพลังประเภทิญญามากจึงจำเป็ต้องวางแผนร่วมกันพวกเขาไม่ได้สังเกตเห็นถึงความผิดปกติของลูซีฟเลย
ชายหนุ่มหลับตาขมวดคิ้ว คล้ายกำลังครุ่นคิดอย่างมีสมาธิแต่เขากลับไปโผล่อยู่ในจิตใต้สำนึกสีดำสนิทของตนเพื่อพบกับพลังที่มีรูปร่างเหมือนกับตนเองไม่ผิดเพี้ยนยกเว้นสีผมและสีตาที่แตกต่าง
“แซม ผม้าความช่วยเหลือ”
ลูซีฟกล่าวอย่างจริงจัง ผู้ที่อยู่ในจิตใต้สำนึกกำลังแสยะยิ้มรออยู่แล้วเขานั่งไขว้ห้างประสานมือบนตักแล้วกล่าวอย่างสบายๆ
“ฉันพร้อมที่จะช่วยนายทุกอย่างเลยลูซ”
“ต้องจ่ายค่าตอบแทนหรือเปล่า?”
“ไม่ต้อง ฉันบอกแล้วนี่ว่าฉันเป็พลังของนาย จำเป็ต้องจ่ายค่าตอบแทนที่ไหนกัน”แซมผายมือไปที่เก้าอี้ตัวข้างๆ “เรามาคุยรายละเอียดกันเถอะ ฉันรอให้นายเป็ฝ่ายรุกแบบนี้มานานแล้ว”
“เหมือนรู้เลยนะว่าวันนี้จะต้องเกิดขึ้น” ลูซีฟหรี่ตามอง
“ถูกต้อง นายก็รู้ว่าฉันเห็นเส้นชะตาแต่เตือนไม่ได้นี่”
“ไม่ใช่ หมายถึงนิสัยของผม”
“นายคงยังไม่ลืมว่าฉันมีความทรงจำของนายด้วยหรอกนะ โธ่ลูซเื่ที่นายเป็คนยังไงในโลกใบนี้ฉันคือคนที่รู้ดีที่สุด แม้แต่นิสัยเสียๆ ของนายก็ด้วย”
“...”
ลูซีฟมองชายหนุ่มผมสีฟ้าที่ใช้ปลายนิ้วเชยคางของเขาขึ้นอย่างทะเล้นดวงตาสีอำพันแวววาวสะท้อนภาพของเขาอย่างชัดเจน ลูซีฟส่งเสียงขึ้นจมูกแล้วปัดมือแซมทิ้ง
“ฮึ! นิสัยเสียของตัวเองทำไมผมจะไม่รู้ แต่ในเมื่อต่างชัดเจนอยู่แล้วก็ไม่ต้องพูดมากขนาดนั้นใช่ไหมแซม?”
“แน่นอน แต่ก็ควรคุยเพื่อเสริมในส่วนที่นายขาดความรู้เถอะพลังพิเศษถึงจะมีน้อยจนดูเหมือนไม่ซับซ้อนแต่ก็ยังมีรายละเอียดแตกต่างกันไปอยู่ดีนะ”
“ได้”
ลูซีฟและแซมพูดคุยกันอย่างรวดเร็วด้วยความเข้าใจในตนเองกันเป็อย่างดีใช้เวลาไม่นานก็ได้แผนการออกมา ถึงหมากในมือจะน้อยไปหน่อย... แต่ถ้าใช้เพื่อกำจัดหนูแค่ที่มีตอนนี้ก็เกินพอ
เมื่อเขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้งดูรว์ แคชและโจเซลีนก็มาปรากฏตัวในห้องเดียวกันแล้วเทจกำลังแจกจ่ายงานให้พวกเขาอยู่
“ถ้าจะทำการอย่างลับๆ ไม่แหวกหญ้าให้งูตื่นก็คงต้องให้คนธรรมดาเข้าไปสำรวจก่อนให้ตำรวจนอกเครื่องแบบเดินปะปนเข้าไป จากนั้นโจเซลีน...”
“แบบนั้นพวกมันจะจับได้ง่าย ผมขอแนะนำอีกวิธีที่เอิกเกริกหน่อยสนใจไหม” ลูซีฟเอ่ยแทรกขึ้นมา พวกเขาหันมาเลิกคิ้วใส่อย่างประหลาดใจ
“วิธีอะไร?”
“พวกคุณรู้จักวิธีใช้เงินแก้ปัญหาไหม หึๆ ใช้เงินจ้างคนเข้าไปจำนวนมากแทนสิ”
“ฮะ?”
“จ้างคนเดินผ่านคล้ายกับการเรียกคนไปชุมนุม เดินขบวนโฆษณาหรืออะไรก็ได้แล้วเราก็แทรกตำรวจและผู้วิเศษเข้าไปด้วย ถึงจะเสียเงินไปมากแต่แบบนั้นจะสำรวจได้ง่ายขึ้นและไม่ต้องกลัวว่าพวกมันจะรีบหนี เพราะขบวนแบบนี้จะทำให้ถูกเข้าใจผิดไปได้ว่าเป็แค่การโฆษณาทั่วไปหากจะคิดว่าเป็แค่แผนของเราได้มีแต่... คนในที่เอาข่าวไปบอกพวกมันเท่านั้น”
“...” เทจคิดตามดู หากเป็เขาที่เห็นขบวนอะไรสักอย่างผ่านเขาก็คงไม่คิดว่ามันเป็แผนการสำรวจของศัตรูเช่นกันไม่ค่อยมีใครใช้วิธีเอิกเกริกเช่นนี้มาก่อน
ใช่แล้ว ไม่มีใครใช้มาก่อนก็แปลว่าจะไม่มีใครรู้ตัว
“แผนนี้ใช้ได้” จอร์นพยักหน้าก่อนจะหันมองหน้าลูซีฟอย่างสงสัย“แต่แบบนี้เราจะลากคนธรรมดาให้เข้ามาเกี่ยวข้องมากเกินไปหรือเปล่า”
“ไม่เลย มันก็แค่ขบวนโฆษณา ใครจะไปคิดเยอะขนาดนั้นแถมได้เงินด้วยนี่ คนว่างงานใน่นี้มีเยอะ พวกเขาไม่ถามมากหรอก แต่ถ้าถามมากความถึงจะน่าสงสัย”
“ก็จริง”
“นั่นก็แค่แผนการสำรวจพื้นที่ ผมยังคงเสนอตัวเองให้เป็เหยื่อล่อด้วยจะไม่ไปเดินไปกับขบวนหรอก แต่จะเดินนำไปก่อนเสแสร้งว่ากำลังสำรวจหาความจริงเพียงลำพังไม่ต้องให้ใครคอยติดตาม ผมจะหยุดเป็พักๆ เพื่อให้ขบวนตามทันถ้าพวกมันอยู่แถวนั้นจริงๆ มันจะต้องแสดงตัวออกมาแน่”
“ไม่เสี่ยงเกินไปเหรอ?” โจเซลีนเอ่ยถามเสียงเครียดคนเสนอแผน้าเป็ตัวล่อเสียเองดูไม่น่าไว้วางใจเลย
เหมือนกำลังเสนอตัวไปตาย
ลูซีฟฉีกยิ้มแล้วส่ายหน้าไปมาอย่างขบขัน
“เสี่ยงแต่มันช่วยไม่ได้ แต่ผมไม่น่าจะตายทันที มันจะต้องมาพูดคุยกับผมก่อนเพื่อให้เสนอตัวเองแต่โดยดีแน่ถ้ามีผู้คนอยู่จำนวนมากอย่าลืมว่าในชีวิตของผมยังเหลือตัวประกันอยู่อีกหนึ่งคน”
ใช่ ตัวประกันที่ชื่อมาร์ช ฮิลเกรม
ถ้าเขาไม่ตายคนที่จะเป็เหยื่อรายต่อไปก็จะเป็น้องชายผู้ใสซื่อของเขานั่นเองในฐานะพี่ชายมีแต่ต้องเสียสละตัวเองเท่านั้น
แต่คนอย่างลูซีฟจะยอมเป็ผู้เสียสละจริงเหรอ?
เป็ไปไม่ได้อยู่แล้ว
เขาไม่ใช่คนเสียสละ ยิ่งไม่ใช่คนชอบสร้างปัญหา ถึงจะมีความเห็นอกเห็นใจคนอื่นบ้างแต่ก็เป็แค่คนธรรมดาที่ซุกซนมีอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น แต่ถ้าเขาเลิกที่จะอยากรู้อยากเห็นแล้วเปลี่ยนเป็อีกด้านหนึ่งที่สงบนิ่ง...เขาก็เืเย็นและอำมหิตพอที่จะสร้างปัญหาเพิ่มความวอดวายให้กับผู้คนไม่สนใจชีวิตใครทั้งนั้นยกเว้นคนของตัวเอง
นี่แหละนิสัยเสียของลูซีฟ ไม่สิ ของ ‘อธิช’ ล่ะ
เมื่อรวมกับการสนับสนุนของแซมด้วยแล้ว ลูซีฟสามารถวางใจลงได้มากกว่าครึ่งและความวางใจนี้ทำให้เขาไม่เคร่งเครียดมากเหมือนก่อนหน้านี้
“จริงสิ ถ้าจะให้ดีต่อการหลอกล่อตอนจ้างคนก็ขอให้เป็ในนามของตระกูลฮามิลตันมันจะดึงความสนใจของกลุ่มคนร้ายได้เป็อย่างดี พวกมันจ้องจะสร้างปัญหาให้ตระกูลฮามิลตันอยู่แล้วด้วยอาจจะส่งคนมาสร้างปัญหา นั่นเป็อีกทางที่จะใช้จับพวกมัน แล้วยังรวมพวกมันไม่ให้หนีไปไหนไกลด้วย”
เมื่อดูจากความอุกอาจที่ลักพาตัวพ่อเขาแล้วก่อเหตุก็คงไม่ใช่คนขี้ขลาดอีกทั้งจุดประสงค์ของพวกมันคือการหาเื่ตัวหมากของเขา เมื่อใช้เหยื่อล่อขนาดนี้มันจะต้องไม่หลบหนีหรือหลบซ่อนแน่
เทจเหมือนจะเข้าใจที่ลูซีฟสื่อชัดขึ้น “จะใช้เหยื่อล่อสองชั้น?”
“จะเรียกแบบนั้นก็ไม่ผิด” ลูซีฟหัวเราะน้ำเสียงเต็มไปด้วยความซับซ้อนยากเข้าใจ “ถ้ามีคนออกมาสร้างปัญหาให้เตรียมจับกุมแต่อย่าลงมือรุนแรง พวกนี้อาจถูกจ้างมาสร้างปัญหาเหมือนกัน ใช้เป็พยานหรือยัดข้อหาได้เมื่อจบปัญหาของผู้วิเศษแล้วส่วนของผมแค่คิดสัญญาณที่จะส่งหากันก็พอเมื่อเจอเหตุที่ตรงเงื่อนไขแต่ถ้าผมหายตัวไปกะทันหันก็รอฟังเสียงนกหวีดนี่ ก็เตรียมเข้าล้อมสถานที่ได้”
ลูซีฟหยิบนกหวีดตำรวจขึ้นมา ั้แ่ได้มาก็ยังไม่ได้ใช้
พวกเทจมองหน้ากันอย่างปรึกษา เพราะแผนการนี้ถึงจะดูไม่ค่อยมีความรัดกุมเลยแต่ก็สามารถใช้ได้ความเสี่ยงกับคนทั่วไปไม่มี แต่ไปตกอยู่กับลูซีฟทั้งหมด
อีกทั้งยังดูฝากฝังความเชื่อใจไว้ให้กับพวกเขามากด้วย
หรือจะเป็เพราะมันใจในพลังของผู้วิเศษอย่างพวกเขาแต่พลังพิเศษนั้นไม่ได้ไร้เทียมทานเลยสักนิด เขาไปเอาความมั่นใจนี้มาจากไหนกัน