สะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร

    ตอนที่ ๑๑๗ การทดสอบแบบกลุ่ม

    จางเหมยต้านพาคนทั้งยี่สิบเดินไปยังหมู่บ้านแพทย์ฝึกหัด หลายคนต่างเข้ามาสอบถามเรื่องที่นางพูดค้างไว้ พอพวกเขาได้ทราบว่าหญิงสาวแซ่จางเคยเข้ารับการทดสอบของสำนักแพทย์เชิ่งหัว คนเหล่านั้นก็ชักชวนนางพูดคุยถึงเรื่องหลักเกณฑ์การรับศิษย์ของสำนักแพทย์แห่งนี้ ขณะเดียวกันพวกหนุ่มๆก็ถือโอกาสชวนนางคุยเรื่องสัพเพเหระ
    เดินขึ้นทางลาดมาได้ไม่นานนัก คนทั้งยี่สิบก็มาหยุดอยู่ที่หน้าทางเข้าหมู่บ้านซึ่งมีรั้วไม้เตี้ยๆล้อมไว้ จางเหมยต้านเป็นตัวแทนของคนในกลุ่ม นางเดินเข้าไปหาชายวัยกลางคนที่อยู่ในชุดขาว หญิงสาวแซ่จางคำนับชายซึ่งยืนอยู่ที่รั้วด้วยท่าทีที่อ่อนช้อย แล้วนางก็พูดคุยกับชายผู้มีสีหน้าเคร่งขรึม
    “ท่านหมอ ไม่ทราบว่าจะให้พวกเราเข้าไปรอรับการทดสอบในหมู่บ้านใช่หรือไม่”
    ชายวัยกลางคนมองดูจางเหมยต้านพร้อมกับครุ่นคิด เขาส่ายหน้าไปมาเล็กน้อย จากนั้นก็ชี้ไปทางดงป่าก่อนจะกล่าวกับผู้คนที่เพิ่งมาถึง
    “รอบนี้ผู้เข้ารับการประเมินจะต้องรออยู่ที่หน้าหมู่บ้านจนกว่าจะถึงวันรุ่งขึ้น พวกคนที่มาถึงก่อนหน้านี้ต่างก็รออยู่ที่นั่น” พูดจบแพทย์วัยกลางคนก็เงยหน้ามองท้องฟ้า เขาทอดสายตามองไปยังป่าโปร่ง พยักหน้าลงสองสามครั้ง จากนั้นเขาก็ถ่ายปราณไปยังเสียง
    “คนที่จะเข้ารับการทดสอบของสำนักแพทย์เชิ่งหัวให้มารวมตัวกันที่ทางเข้าหมู่บ้าน” เสียงนั้นไม่ดังไม่เบา เสียงทุ้มๆกลืนไปกับเสียงของธรรมชาติ เมื่อสิ้นเสียงของคนผู้นี้ บริเวณป่าก็เริ่มมีการเคลื่อนไหว คนราวแปดสิบคนเดินออกมาจากทิศต่างๆแล้วมุ่งหน้าตรงมายังหมู่บ้านอันเงียบสงบ
    จิวฟงกวาดตามองดูคนทั้งหนึ่งร้อย หากการทดสอบทักษะแพทย์มีกฎเกณฑ์เช่นเดียวกับการแข่งขันหรือการประลอง ย่อมถือว่าคนเหล่านี้เป็นคู่แข่งที่เขาจะต้องเอาชนะ เจ้าเปี๊ยกมีสีหน้ามุ่งมั่น เป้าหมายของเขาไม่ได้อยู่ที่การเป็นแพทย์ฝึกหัด จิวฟงต้องขึ้นไปให้ถึงยอดเขาเหลียนฉีแล้วกลายมาเป็นศิษย์ของปรมาจารย์แพทย์เทวะให้จงได้
    “ใครมาขัดขวางการเจริญเติบโตของข้าจะต้องได้เห็นดี!”
    เจ้าเปี๊ยกทำปากขมุบขมิบ เขาส่งสายตาไม่เป็นมิตรให้คนทั้งหลาย เด็กชายแยกเขี้ยวให้คนนั้นคนนี้ แต่ถึงกระนั้นคนทั้งหนึ่งร้อยก็ไม่ได้สนใจเจ้าเปี๊ยก คนเหล่านั้นไม่แม้แต่จะชายตามองเจ้าเด็กตัวเตี้ย ทุกคนต่างก็จับจ้องมองไปยังแพทย์ของขุนเขาเหยาวู่ผู้ประกาศเรียกพวกเขาให้มารวมตัวกัน
    แพทย์ผู้ดูแลการทดสอบกวาดสายตาพร้อมกับนับจำนวนคนทั้งหมดในใจ จากนั้นเขาก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มๆ
    “ในวันพรุ่งนี้ ทางขุนเขาจะจัดการทดสอบในรูปแบบกลุ่ม ให้ผู้ฝึกตนแบ่งกลุ่มกลุ่มละยี่สิบตามลำดับการมาถึง หากไม่มีผู้ใดเดินทางมาถึงที่นี่ก่อนตะวันตกดิน จะหมายความว่ามีผู้เข้ารับการประเมินทักษะทางการแพทย์ในครั้งนี้ห้ากลุ่ม”
    เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นในหมู่คนทั้งหนึ่งร้อย ไม่มีใครเคยได้ยินว่าทางสำนักแพทย์เชิ่งหัวเคยจัดการทดสอบแบบกลุ่ม ทุกคนต่างก็รู้สึกประหลาดใจ พวกเขาเก็บความสงสัยเอาไว้ แล้วคนทั้งหนึ่งร้อยก็เดินไปยังหมู่คนที่เริ่มจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มย่อยๆ
    ฝ่ายจิวฟงไม่ต้องเดินไปไหนไกล ด้วยว่าทั้งชายผู้มีผิวซีดผู้มีนามว่าลีเฮ่ยช้วน ทั้งจางเหมยต้าน และผู้คนที่เขาพบเจอก่อนหน้านี้ต่างก็ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ที่นี่ เวลาผ่านไปครู่เดียวคนทั้งหลายก็แบ่งกลุ่มกันเรียบร้อย
    แพทย์วัยกลางคนยื่นป้ายที่มีอักษรว่า‘หนึ่ง’ให้ตัวแทนกลุ่มแรก ชายร่างสูงใหญ่ที่สวมแพรพรรณเนื้อดีรับเอาป้ายสีขาวไป หลังจากนั้นแพทย์ผู้ดูแลการทดสอบก็แจกป้ายให้กับกลุ่มที่เหลือ
    พอมาถึงกลุ่มของจิวฟง คนในกลุ่มรวมถึงเจ้าเปี๊ยกต่างก็บอกให้จางเหมยต้านเป็นตัวแทนของกลุ่ม หญิงสาวปฏิเสธอยู่หลายครั้ง เมื่อถูกรบเร้าหนักเข้า จางเหมยต้านก็เรียกคนทั้งยี่สิบให้เดินตามนางไป พอสมาชิกกลุ่มสุดท้ายมายืนอยู่ห่างจากทางเข้าหมู่บ้านสักเล็กน้อย จางเหมยต้านก็มองซ้ายมองขวา แล้วนางก็เปิดเผยด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบ
    “ข้าไม่เหมาะที่จะเป็นตัวแทนกลุ่ม บ่อยครั้งที่ข้ามักจะโชคร้าย หากข้ารับเอาป้ายมา ข้าเกรงว่าความซวยจะมาเยือนพวกเจ้า ไม่แน่ว่าเคราะห์ร้ายของข้าอาจจะติดตัวพวกเจ้าไป ทำให้กลุ่มของพวกเราไม่ผ่านการทดสอบก็เป็นได้” แม้เรื่องที่นางกล่าวเหมือนเป็นเรื่องตลก แต่น้ำเสียงของนางก็ไม่เหมือนคนที่พูดเล่น สายตาของนางที่มองมายังคนทั้งยี่สิบนั้นฉายแววแห่งความจริงจัง
    “จางเหมยต้าน เจ้าคิดมากไปรึเปล่า” ลีเฮ่ยช้วนถามเรียบๆ
    “ข้าก็คิดว่าเจ้าคิดมาก แต่ถ้าเป็นดังที่เจ้าว่า พวกเราคงซวยตั้งแต่เจ้ามาอยู่กลุ่มเดียวกับพวกเราแล้วล่ะ ฮ่าๆๆ” ชายที่ชื่อหวนซื่อหัวเราะฟันขาว
    “เจ้าคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้มากกว่าใคร อีกทั้งยังเคยเข้ารับการทดสอบมาแล้วครั้งหนึ่ง ให้เจ้าที่มีประสบการณ์เป็นหัวหน้ากลุ่มก็ไม่เห็นจะเสียหายตรงไหน”
    ...
    ไม่ว่าผู้คนจะพูดอย่างไร แต่จางเหมยต้านกลับเอาแต่หลับตาแล้วยืนนิ่ง สมาชิกกลุ่มอื่น รวมถึงแพทย์วัยกลางคนมองมายังคนกลุ่มสุดท้ายอย่างสงสัย จิวฟงหันซ้ายหันขวา เมื่อเห็นว่าแพทย์ของสำนักแพทย์เชิ่งหัวยืนรออยู่ครู่ใหญ่ เด็กชายก็สะกิดคนผิวซีดแล้วบอกให้ลีเฮ่ยช้วนไปรับป้ายประจำกลุ่ม
    คนทั้งห้ากลุ่มยังไม่จากไปไหน ตัวแทนของพวกเขามายืนอยู่ต่อหน้าแพทย์ผู้ดูแลการทดสอบ ขณะนั้นชายหนุ่มที่อยู่ในอาภรณ์เนื้อประณีตก็ประสานมือ แล้วเขาก็เอ่ยถาม
    “ข้าลู่เจี๋ยฉื้อขอสอบถาม ในเมื่อพวกเราต้องเข้ารับการทดสอบแบบกลุ่ม ไม่ทราบว่าทางสำนักแพทย์เชิ่งหัวจะใช้เกณฑ์ใดประเมินว่าสมาชิกคนไหนผ่านการทดสอบ”
    ได้ยินคำว่า‘ลู่เจี๋ยฉื้อ’คนทั้งหนึ่งร้อยก็หันไปมองชายหนุ่มร่างใหญ่อย่างสนใจ แพทย์ประจำเขาเหลียนฉีก็ไม่ต่างกัน นัยน์ตาของเขาฉายแววเป็นประกาย เขายิ้มน้อยๆที่มุมปาก เขามองคนแซ่ลู่อย่างพึงพอใจ
    “นั่นคือลู่เจี๋ยฉื้อแห่งตระกูลลู่อย่างนั้นรึ”
    “ได้ยินว่าลู่เจี๋ยฉื้อได้รับการฝึกฝนทักษะการแพทย์ตั้งแต่เด็ก เขาดื่มน้ำนมที่ผสมพืชวิเศษชนิดต่างๆตั้งแต่สองขวบปี เขาแยกแยะพืชวิเศษได้นับพันๆชนิด!”
    “ไม่ใช่แค่การจำแนกแยกแยะพืชวิเศษอย่างเดียวน่ะสิ ตระกูลลู่ถ่ายทอดวิชาการแพทย์ให้เขาตั้งแต่อายุห้าขวบ ทันทีที่เขาบรรลุถึงปราณขั้นที่หนึ่ง เขาก็สามารถรักษาคนป่วยได้ เรียกว่าเขาเป็นอัจฉริยะอย่างแท้จริง!”
    ...
    เมื่อเสียงของผู้คนเริ่มดังขึ้น แพทย์ของเขาเหลียนฉีก็กระแอมหนึ่งครั้ง แล้วคนทั้งหลายก็กลับมาอยู่ในความสงบ แพทย์วัยกลางคนหันไปหาลู่เจี๋ยฉื้อ จากนั้นเขาก็ตอบคำถาม
    “การวัดความรู้ในครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนๆ ทางสำนักแพทย์เชิ่งหัวจะไม่ประเมินความสามารถของผู้ฝึกตนเป็นรายบุคคล สมาชิกในกลุ่มต้องช่วยกันรักษาผู้ป่วยที่กลุ่มของตนจับสลากได้ หากทางสำนักแพทย์เห็นว่ากลุ่มใดรักษาผู้ป่วยได้ดีที่สุด ทุกคนในกลุ่มนั้นจะได้เป็นแพทย์ฝึกหัดของสำนักแพทย์เชิ่งหัว!”
    ผู้คนส่งเสียงกระซิบกระซาบอีกครั้ง หลายคนมองไปยังกลุ่มที่หนึ่งอย่างอิจฉา ฝ่ายคนที่อยู่กลุ่มเดียวกับลู่เจี๋ยฉื้อล้วนมีแววตาแห่งความยินดี การที่มาอยู่กลุ่มเดียวกับแพทย์หนุ่มผู้มากความสามารถ เท่ากับว่าขาข้างหนึ่งของพวกเขาได้เหยียบเข้าไปในสำนักแพทย์เชิ่งหัวแล้ว
    ในขณะที่เสียงของผู้คนเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง ตัวแทนของกลุ่มที่สองก็เอ่ยกล่าว
    “ข้าสือหม่านขอเรียนถาม ไม่ทราบว่าการทดสอบครั้งนี้ทางสำนักแพทย์ได้จัดเตรียมอุปกรณ์และตัวยาให้มากน้อยเพียงใด” เมื่อรู้ว่าชายผู้นี้คือสือหม่าน ดวงตาของผู้คนก็ฉายแววตื่นเต้นอีกครา
    “สือหม่านจากตระกูลสือแห่งแคว้นฉี เขาเดินทางมาถึงแคว้นหานเชียวหรือ...”
    “ความรู้ด้านการแพทย์ของตระกูลสือไม่เป็นรองตระกูลใดในแคว้นฉี เท่ากับว่าการทดสอบในครั้งนี้ ต้องเป็นการวัดฝีมือกันระหว่างสือหม่านและลู่เจี๋ยฉื้อแน่ๆ”
    “โอย ข้าอยากอยู่กลุ่มหนึ่งหรือไม่ก็กลุ่มที่สอง!”
    ...
    ตัวแทนของสำนักแพทย์เทวะยิ้มอย่างพึงพอใจ ไม่มีคนผ่านการประเมินอันเข้มงวดของสำนักแพทย์อันดับหนึ่งมานานมากแล้ว เขาคิดว่าหากไม่ใช่กลุ่มหนึ่งก็ต้องเป็นกลุ่มที่สองที่จะผ่านการทดสอบ
    แพทย์วัยกลางคนตอบคำถามสือหม่าน เมื่อเขาพูดจบตัวแทนของกลุ่มที่สามและกลุ่มที่สี่ก็เอ่ยขึ้นมาพร้อมๆกัน
    “ข้ากวนซื่อขอเรียนถาม...” “ข้าหลิวหลงขอถามท่านแพทย์”
    เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกคำรบ ทั้งกวนซื่อและหลิวหลงต่างก็มาจากตระกูลแพทย์ที่มีชื่อเสียง ในใจของแพทย์ผู้ดูแลการทดสอบรู้สึกเบิกบาน แม้ทั้งกวนซื่อ หลิวหลง สือหม่านและลู่เจี๋ยฉื้อจะอยู่คนละกลุ่มกัน แต่อย่างน้อยหนึ่งในสี่คนนี้จะต้องเข้ามาเป็นศิษย์ของสำนักแพทย์เชิ่งหัวได้แน่
    หลังจากตอบคำถามคนทั้งสอง แพทย์วัยกลางคนก็มองมายังชายหนุ่มผิวซีดผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มสุดท้าย แต่ดูเหมือนว่าชายผิวซีดจะไม่มีคำถาม ขณะที่เขากำลังจะให้ผู้คนแยกย้ายเพื่อไปเตรียมตัวสำหรับการทดสอบที่จะมาถึง เสียงแหลมๆก็ดังขึ้น
    “ข้าฟงจิวขอเรียนถาม...” พูดจบเจ้าเปี๊ยกก็เดินเชิดหน้าขึ้นไปอยู่ข้างๆลีเฮ่ยช้วน ผู้คนทั้งหนึ่งร้อยต่างก็มองมาที่เด็กชายตัวเปี๊ยกเป็นตาเดียว แต่ถึงกระนั้นการปรากฏตัวของเด็กชายก็ไม่ทำให้พวกรู้สึกตื่นเต้น นั่นเป็นเพราะชื่อฟงจิวไม่ได้โด่งดังในหมู่ตระกูลแพทย์หรือสำนักแพทย์ใดๆ
    “ข้าฟงจิวขอเรียนถาม!” เสียงแหลมร้องดังเมื่อเห็นว่าไม่มีคนสนใจ
    แพทย์วัยกลางคนเริ่มรำคาญเสียงที่บาดหู เขารีบพยักหน้าหนึ่งทีแทนคำอนุญาต ฝ่ายจิวฟงก็ครุ่นคิดถึงคำถามข้อสำคัญ เขาเรียบเรียงคำพูดเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจง่าย แล้วเด็กชายก็เอ่ยถ้อยคำสั้นๆแต่ได้ใจความ
    “ไม่ทราบว่าถ้าได้เป็นแพทย์ฝึกหัดแล้ว...ข้าจะได้รับเงินเท่าไร”
    “...”
    หลายคนต่างก็ยืนอึ้ง คนอื่นล้วนแต่สอบถามเกี่ยวกับการทดสอบ แต่เด็กชายตัวเตี้ยกลับถามถึงเรื่องเงิน ลีเฮ่ยช้วนที่พูดน้อยถึงกับหัวเราะก๊ากออกมา จางเหมยต้านก็ปิดปากแล้วหัวเราะเสียงใส คนในกลุ่มที่ห้ามองเด็กน้อยแล้วส่ายหัว ส่วนแพทย์วัยกลางคนถอนหายใจแรงๆ เขาไล่กลุ่มคนทั้งหมดให้แยกย้ายกันไปอ่านตำราโดยที่ไม่ยอมตอบคำถามของจิวฟง
    “ขออย่าให้กลุ่มของเด็กนั่นผ่านการทดสอบเลย...” ผู้ดูแลการทดสอบมองตามหลังเด็กชายที่เดินเข้าไปในแนวป่าพร้อมกับโคลงศีรษะไปมา
    เมื่อต้องเข้ารับการทดสอบแบบกลุ่ม ทั้งห้ากลุ่มที่แยกไปอยู่ตามมุมต่างๆของป่าต่างก็แลกเปลี่ยนความรู้อย่างเต็มความสามารถ กลุ่มที่ห้าก็เช่นกัน ลีเฮ่ยช้วนผู้มาจากสำนักแพทย์เล็กๆถ่ายทอดความรู้ของเขาให้กับเพื่อนๆอย่างไม่รู้จักเบื่อ ส่วนจางเหมยต้านนั้นออกไปจากกลุ่มตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่มีใครทราบ เด็กชายที่ชื่อว่าฟงจิวก็เช่นกัน เมื่อรู้ตัวอีกครั้งคนในกลุ่มก็ไม่เห็นคนทั้งสองแล้ว
    ผู้คนในกลุ่มต่างแยกย้ายกันไปนอนใต้โคนไม้ ลีเฮ่ยช้วนนั่งผิงต้นไม้ใหญ่แล้วนอนหลับพักผ่อน พอแสงตะวันเริ่มส่องแสง เขาก็เห็นเด็กชายตัวจ้อยและหญิงสาวผู้มีผิวขาวผ่องกำลังนั่งอยู่ในมุมที่ต่างกัน หัวหน้ากลุ่มห้าเดินไปสอบถามคนทั้งสองก็ได้ความว่าทั้งคู่แยกตัวไปศึกษาตำราตามลำพัง
    ลีเฮ่ยช้วนเดินไปปลุกคนทั้งยี่สิบให้เตรียมพร้อม ขณะเดียวกันคนกลุ่มอื่นๆก็ลุกขึ้น พวกเขาเดินไปยังลำธารแล้วล้างหน้าล้างตา พอแสงตะวันฉาดฉายยังให้ผู้คนมองเห็นหน้ากันและกันได้ชัด คนทั้งหนึ่งร้อยก็มุ่งตรงไปยังหมู่บ้านเพื่อรับการทดสอบของสำนักแพทย์เชิ่งหัว
    ผู้ดูแลการทดสอบเปิดประตูรั้วให้คนทั้งหนึ่งร้อยเดินเข้าไปด้านใน พอคนทั้งหมดเข้ามาในเขตกลุ่มบ้านที่มีรั้วรอบขอบชิด ก็นับว่าคนเหล่านั้นเป็นผู้เข้ารับการทดสอบอย่างเต็มตัว แพทย์วัยกลางคนแนะนำตัวว่าชื่อไป๋ลี่ นอกจากไป๋ลี่จะเป็นผู้ดูแลการทดสอบ เขายังเป็นผู้คุมระเบียบของแพทย์ฝึกหัด พอรู้ถึงตำแหน่งของแพทย์ผู้นี้ คนทั้งหลายต่างก็ทำความเคารพแพทย์แซ่ไป๋อย่างนอบน้อม
    คนแซ่ไป๋พาผู้เข้าทดสอบเดินผ่านละแวกบ้าน ผู้ฝึกตนที่อยู่ในชุดสีขาวพากันออกจากบ้านไม้เพื่อมาดูโฉมหน้าว่าที่สมาชิกใหม่ พวกเขาต่างก็รู้สึกตื่นเต้น ด้วยว่าไม่มีผู้ใดผ่านการทดสอบของเขาเหลียนฉีมาสักระยะหนึ่งแล้ว
    “โอ คราวนี้มีผู้หญิงหลายคนแฮะ” แพทย์ฝึกหัดซึ่งยืนอยู่ริมทางเดินกล่าว
    “แต่ละคนดูดีไม่น้อย แต่ดูเหมือนว่าหญิงสาวในกลุ่มสุดท้ายจะงดงามที่สุด”
    “อืม ถ้าเช่นนั้นข้าเอาใจช่วยกลุ่มสุดท้ายให้ผ่านการทดสอบก็แล้วกัน!”
    ...
    เมื่อเสียงของแพทย์ฝึกหัดเริ่มดังขึ้น ไป๋ลี่ที่เดินนำหน้าก็ส่งสายตาปรามเหล่าแพทย์หนุ่ม เสียงพูดหึ่งๆกลายมาเป็นเสียงพูดคุยกระซิบกระซาบ แต่ถึงอย่างนั้นสายตาหลายคู่ก็ยังคงจับจ้องไปยังจางเหมยต้านที่ดูเด่นกว่าผู้ใด
    จางเหมยต้านไม่สนใจกับเสียงพูดคุยซุบซิบ ดูเหมือนว่านางจะคุ้นชินกับการตกเป็นเป้าสายตาของผู้คน นางเดินคู่กับลีเฮ่ยช้วนพร้อมกับปรึกษาหารือเรื่องการทดสอบ เดินมาได้ไม่นานนัก คนทั้งห้ากลุ่มก็ไปหยุดอยู่ที่ทุ่งอันเขียวขจี
    ทั้งหมดยืนรอด้วยอาการสงบ ครู่หนึ่งชายหญิงในชุดขาวราวเก้าคนก็ลอยลงมาจากท้องนภา คนเหล่านั้นเหาะลงมายืนอยู่ต่อหน้าผู้ฝึกตน ขณะนั้นเองชายผู้มีหน้าผากกว้าง ดวงตาเรียวเล็กที่ยืนอยู่หน้าสุดก็กระแอมหนึ่งครั้งก่อนที่เขาจะแนะนำตัว
    “ข้าชื่อเฮ่อโถวตำแหน่งหัวหน้าแพทย์ฝ่ายใน ข้าเป็นประธานผู้ตัดสินการทดสอบในวันนี้”
    เสียงห้าวๆก้องดัง ผู้เข้ารับการประเมินและแพทย์ฝึกหัดหลายร้อยคนต่างก็ทำความเคารพคนแซ่เฮ่อ เฮ่อโถวพยักหน้าลงเล็กน้อยแล้วโบกมือไปมาสองครั้ง ทันใดนั้นวัตถุหลายสิบชิ้นก็ลอยลงมาจากเวหา ไม่กี่อึดใจวัตถุที่มีรูปทรงคล้ายกับมนุษย์ก็มานอนทอดยาวอยู่บนเตียงไม้ที่ถูกจัดไว้
    “หัวข้อการทดสอบในวันนี้คือการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บ พวกเจ้าต้องจับสลากเลือกหุ่นพยนต์เพื่อเยียวยาบาดแผล หุ่นบางตัวขาขาด หุ่นบางตัวไร้แขน เมื่อเริ่มการทดสอบข้าจะบรรจุแก่นความทรงจำลงในตัวหุ่น หุ่นไม้ลงอักขระเหล่านี้จะกลายมาเป็นมนุษย์ที่ได้รับบาดเจ็บจากอันตรายต่างๆ ทุกกลุ่มต้องรักษาบาดแผลและยื้อชีวิตของคนเจ็บ พวกเจ้ามีเวลาเพียงสามวัน กลุ่มใดที่รักษาหุ่นพยนต์จนร่างของมันฟื้นฟูได้อย่างดีที่สุด สำนักแพทย์เทวะจะรับคนกลุ่มนั้นเข้ามาเป็นศิษย์ จำไว้ว่าหากหุ่นของกลุ่มใดสิ้นลมหายใจ คนกลุ่มนั้นจะต้องลงจากเขาไปในทันที!”