บทที่136
เริ่มงานเลี้ยง
สายตาของลู่เหวินซินจับจ้องไปยังสตรีที่ยืนเยื้องอยู่เบื้องหลังซูอวิ๋นเจียวดวงตาของนางเปล่งประกายเงียบสงบ แต่ลึกลงไปภายในกลับซ่อนความเคร่งครัดและช่างพินิจอยู่ไม่น้อย
เป็นเวลาไม่นานนักที่ชื่อของ ไป๋ซือเหนียงกลายเป็นที่กล่าวขานทั่วทั้งนครหลวงไม่ใช่แค่เพราะฐานะใหม่ของนางในจวนเหยียนหลงอ๋องหากแต่ยังเป็นเพราะนางผู้เดียวที่ดึงดูดความสนใจได้ในแทบทุกงานสนทนาของเหล่าสตรีชนชั้นสูง
“อืม... ไป๋ซือเหนียง”ซูอวิ๋นเจียวกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนก่อนจะเหลือบมองหญิงสาวเบื้องหลัง
ไป๋ซือเหนียงขยับกายย่อกายคารวะอย่างสง่างามแววตานิ่งเยือกเย็นแต่ไม่เย่อหยิ่ง เสียงของนางนุ่มนวลเอื้อนเอ่ยตามธรรมเนียม
“คารวะฮูหยินใหญ่ซู”
ลู่เหวินซินพยักหน้ารับเบา ๆพลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เปี่ยมด้วยน้ำหนักของผู้ที่ผ่านโลกมานาน
“อืม...ได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว”
นางดึงสายตากลับแล้วหันไปมองยังเด็กหญิงตัวน้อยที่ซูอวิ๋นเจียวจูงมืออยู่—ดวงตาของลู่เหวินซินอ่อนลงทันทีแววตาเข้มดุของสตรีที่เป็นเจ้าบ้านแปรเปลี่ยนไปเป็นสายตาของหญิงที่มองหลานสาวน่ารักอย่างเอ็นดู
“แล้วนี่...” นางเอ่ยถามขึ้นอย่างแผ่วเบา
“หลานสาวของข้าเองคงเคยได้ยินมาบ้าง... เถาๆ” ซูอวิ๋นเจียวแนะนำพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น
เถาๆ เงยหน้าขึ้นอย่างช้า ๆดวงตากลมโตใสแจ๋วสบประสานเข้ากับสายตาของลู่เหวินซิน—ดวงตาคู่นั้นช่างเหมือนบ่อน้ำใสไร้ตะกอนแววตาซื่อบริสุทธิ์ราวกับไข่มุกขาวที่ไม่เคยต้องฝุ่นผงแห่งพิษโลกเด็กน้อยขยับริมฝีปากเล็กน้อย คล้ายกำลังประเมินว่าควรเอ่ยคำใดจึงเหมาะสม
ลู่เหวินซินมองแล้วเผลอยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู “ได้ยินเหม่ยหรูเล่าให้ฟังว่าน่ารักน่าชัง และยังฉลาดเฉลียวอีกด้วย...วันนี้ได้เห็นกับตาแล้ว ช่างน่ารักจริงเสียด้วย”
ในใจของนางแม้จะรู้ว่าเด็กคนนี้คือบุตรของไป๋เฉินแต่กลับไม่ได้ถือเป็นอุปสรรคในสายสัมพันธ์ใด ๆ เลยเพราะผู้ใดในนครหลวงจะไม่รู้เล่าว่า...เหยียนไป๋เฉินนั้นเคารพรักพระชายาเอกมากเพียงใด กระทั่งมากกว่ามารดาแท้ ๆ ด้วยซ้ำดังนั้นเด็กน้อยผู้นี้ แม้ไม่ใช่เลือดแท้ของสายตระกูลแต่ก็เสมือนบุตรของพระชายาเอกในสายตาคนทั้งหลาย
เถาๆ ขยับกายก้าวออกมาข้างหน้าร่างเล็กในอาภรณ์ที่ถูกตกแต่งอย่างประณีตขยับอย่างเชื่องช้าก่อนจะยกมือทั้งสองข้างขึ้นอย่างไม่รีบร้อนมือน้อยขาวเนียนคล้ายก้อนซาลาเปาสองลูกประสานเข้าหากันแน่นร่างน้อยโน้มตัวลงเล็กน้อย ก้มหัวอย่างอ่อนช้อยตามที่ฝึกฝนมาอย่างดี
“คารวะท่านย่าเล็กเจ้าค่ะ”เถาๆ เอ่ยด้วยเสียงเจื้อยแจ้ว ดวงตากลมโตเปล่งประกายความตื่นเต้น
ภาพนั้นทำให้ผู้คนโดยรอบที่เผลอเหลือบมองถึงกับหลุดรอยยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวเด็กหญิงคนนี้ ทั้งวาจาและกิริยาช่างงดงามเหลือเกิน
ลู่เหวินซินหัวเราะเบา ๆพร้อมโน้มตัวลงมาเล็กน้อย ยื่นมือมาลูบศีรษะของเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน
“ช่างน่าเอ็นดูนัก”
ลู่เหวินซินยิ้มเล็กน้อยก่อนเอ่ยด้วยเสียงนุ่ม “ฉลาดจริงเสียด้วย... ยินดีกับพี่สะใภ้แล้ว”
“ฮ่าๆๆ” ซูอวิ๋นเจียวหัวเราะแผ่วเบา สีหน้าแฝงความภาคภูมิอย่างไม่ปิดบัง
ทว่าทันใดนั้นลู่เหวินซินกลับเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยดวงตาคมกริบของนางจับจ้องไปยังร่างเล็กของเถาๆ ที่ยืนประสานมืออยู่ตรงหน้าแววตาเปลี่ยนไปเล็กน้อย เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัยปนแปลกใจ
“แต่ว่า...เหตุใดถึงคารวะเช่นนั้นเล่า?”
แม้จะเป็นท่าคารวะที่ดูน่ารักจากเด็กหญิงตัวเล็กหากแต่มันกลับมีความแตกต่างจากกิริยาของบุตรหลานตระกูลขุนนางที่คุ้นตาท่าทางนั้นไม่เหมือนกับของบุตรสาวตระกูลสูงศักดิ์ หากแต่คล้ายคลึงกับแบบของชาวยุทธ
ซูอวิ๋นเจียวและไป๋ซือเหนียงต่างยังคงยิ้มอยู่เช่นเดิมราวกับคำถามนั้นเป็นเพียงลมผ่าน มิได้กระทบความสงบนิ่งของพวกนางแม้แต่น้อย
หากแต่ผู้ที่ใบหน้าแปรเปลี่ยนกลับเป็นซูเหม่ยหรู ที่ยืนเงียบอยู่ด้านหลังมารดาของตน
บนหน้าผากของนางเริ่มมีเหงื่อซึมความรู้สึกเย็นวาบไหลผ่านสันหลัง เมื่อสายตาของมารดาหรี่ลงด้วยความสงสัยนางรีบส่งสายตาไปยังเถาๆ ที่ยังยืนยิ้มแฉ่งอยู่ด้านหน้าหวังเพียงว่าเด็กน้อยจะไม่พูด... ทว่า มันสายไปเสียแล้ว
เถาๆ ยังคงยืนยิ้มตาใสพร้อมกับเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเจื้อยแจ้ว
“ท่านน้าซูสอนข้าให้ทำเช่นนี้เจ้าค่ะ!”
เสียงใสของเด็กน้อยทำเอา ซูเหม่ยหรูถึงกับหลับตาลงแน่นในใจ รู้ได้ในทันทีว่านรกแห่งการคัดคำสอนกำลังรออยู่ตรงหน้า
และก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ
“เห้อ...” เสียงถอนหายใจเย็นชาจากลู่เหวินซินดังขึ้น นางหันหน้ากลับมาช้า ๆจ้องไปยังบุตรสาวของตนด้วยสายตาเย็นเยียบ
“เสียคนผู้เดียวไม่พอยังชักชวนผู้อื่นอีกหรือ?”
เสียงของนางไม่ดังมาก แต่ทุกถ้อยคำกลับเหมือนน้ำเย็นสาดกลางหลังผู้ฟังเฉียบคม เย็นชา และไม่อาจขัดขืนได้
“หลังจบงานเลี้ยงไปคัดคำสอนหน้าห้องโถงตระกูลเสียสักร้อยจบเถอะ”
ซูเหม่ยหรูใบหน้าซีดเผือดในพริบตานางรีบเอ่ยขึ้นอย่างลนลาน
“ท่านแม่ข้าเปล่านะเจ้าค่ะ! ข้าแค่”
แต่เมื่อเห็นแววตานิ่งเฉียบของมารดาซูเหม่ยหรูก็รู้ดีว่าคำพูดของนางไม่มีทางเปลี่ยนแปลงชะตาได้อีกต่อไป
ลู่เหวินซินไม่แม้แต่จะเหลือบมองบุตรสาวอีกครั้งนางหันกลับมาพูดคุยกับซูอวิ๋นเจียวต่อราวกับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นเพียงฝุ่นปลิวที่นางปัดทิ้ง
ซูเหม่ยหรูยืนอยู่ด้านหลัง ไหล่ลู่คอตก ใบหน้าเต็มไปด้วยความปลงตก ได้แต่บ่นพึมพำในใจว่า—“เถาๆ เจ้าช่างเป็นความโชคร้ายของข้าจริงๆ…”
…
ภายในศาลากลางสามบัวศาลากลางน้ำที่ตั้งอยู่ใจกลาง สระเมฆาหอม สระบัวสามสีที่เปล่งประกายสะท้อนแสงตะวันยามสายบรรยากาศภายในยามนี้เต็มไปด้วยความคึกคักอันแฝงด้วยมารยาทอันเคร่งครัดทุกโต๊ะที่ตั้งเรียงรายถูกจัดอย่างพิถีพิถันตามลำดับชนชั้นและความสำคัญของแขกผู้มาร่วมงาน
ภายใต้ศาลาหลังใหญ่ที่ล้อมรอบด้วยม่านบางเบาสีอ่อนที่โบกไหวตามสายลมที่นั่งตำแหน่งประธานบนโต๊ะหลัก อันเป็นที่ยกสูงกว่าที่นั่งทั่วไปเล็กน้อยถูกครอบครองโดย ลู่เหวินซิน ฮูหยินใหญ่ของตระกูลซูเจ้าภาพผู้เป็นศูนย์กลางของงานเลี้ยงในวันนี้นางนั่งอย่างงามสง่าภายใต้เครื่องแต่งกายสีมรกตอ่อนปักลายหงส์ทองราวกับมารดาแห่งตระกูลที่ครอบครองศูนย์กลางอำนาจอย่างแท้จริง
ที่ตำแหน่งรองประธานข้างกายซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเก้าอี้ที่ทรงเกียรติไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน มีร่างของ ซูอวิ๋นเจียวพระชายาเอกแห่งจวนเหยียนหลงอ๋อง นั่งอยู่ด้วยท่าทางสุขุมสงบอาภรณ์สีครามเรืองรองดูโดดเด่นแต่ไม่อวดอ้างขับเน้นฐานะของนางในฐานะสตรีผู้มีทั้งสายโลหิตสูงศักดิ์และอำนาจล้นมือ
หากแต่ว่าสิ่งที่ทำให้ผู้คนต้องเหลือบมองอีกครั้งคือร่างเล็กที่นั่งอยู่ข้างกายของนาง…
เถาๆ เด็กหญิงตัวน้อยในชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนที่ปักลายเมฆซ้อนซ้อนกำลังนั่งบนเก้าอี้บุผ้านุ่มมือข้างหนึ่งถือถ้วยขนมหวาน ขณะที่อีกมือหนึ่งกำลังหยิบเมล็ดบัวเคลือบน้ำผึ้งเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆดวงตากลมโตของนางเปล่งประกายความสุข ข้างแก้มมีเศษขนมติดอยู่นิดๆกลายเป็นภาพที่ดูแล้วทั้งชวนยิ้มและอบอุ่นใจยิ่งนัก
สองเท้าเล็ก ๆที่ห้อยจากเก้าอี้แกว่งไปมาอย่างเพลิดเพลินยิ่งขับให้นางดูราวกับดอกบัวน้อยที่ผลิบานกลางสระศาลานี้ ไม่เพียงแต่แขกบางคนจะลอบมองด้วยรอยยิ้มเอ็นดูยังมีสายตาหลายคู่ที่เหลือบแลด้วยความสงสัย เด็กน้อยผู้นี้คือผู้ใดกันแน่?
แต่สำหรับผู้ที่รู้ดีย่อมทราบว่านี่คือ “หลานสาวของเหยียนหลงอ๋อง”
ภายในศาลากลางสามบัวขณะที่เสียงดนตรีบรรเลงแผ่วเบาและเหล่าสตรีต่างพูดคุยกันเบาๆ เป็นกลุ่มๆสายตาหลายคู่กลับยังไม่ละจากเด็กน้อยผู้หนึ่งที่นั่งกินขนมอยู่ข้างพระชายาเหยียนหลงอ๋อง
เถาๆเด็กหญิงตัวเล็กผู้มีท่าทางสงบเสงี่ยมแม้จะมีรอยเปื้อนขนมติดที่แก้มนางคือบุตรของซื่อจื่อแห่งจวนเหยียนหลงอ๋องผู้มีอำนาจล้นฟ้า
ส่วนทางด้านไป๋ซือเหนียงและซูเหม่ยหรูก็นั่งอยู่ในแถวเก้าอี้ด้านข้างซ้ายของโต๊ะประธานใกล้กับพระชายาเอก ตามธรรมเนียมของตระกูลและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นนี่ถือเป็นตำแหน่งอันสูงส่งไม่น้อยและยังเป็นการบ่งชี้อย่างไม่เป็นทางการว่าทั้งสองนางเป็นผู้ใกล้ชิดกับสายกลางของอำนาจในนครหลวง
ซูเหม่ยหรูกำลังนั่งเท้าคางเล็กน้อยดวงตาเหม่อมองออกไปไกล ริมฝีปากยังคงคว่ำเล็กน้อยเห็นได้ชัดว่านางยังไม่หายขุ่นเคืองที่ตนเองจะต้องโดนคัดคำสอนร้อยจบหลังจบงาน
เสียงของไป๋ซือเหนียงเอ่ยขึ้นแผ่วเบาแต่พอจะได้ยินชัดกันสองคน
“คนเยอะมากเลยนะ”
นางกล่าวพลางกวาดสายตามองรอบศาลาแววตานิ่งสงบแต่เปี่ยมด้วยการสังเกตอย่างลุ่มลึก
ซูเหม่ยหรูกระดกน้ำชาขึ้นจิบหางเสียงคล้ายจะบ่นเบาๆ “อืม... ก็เป็นเช่นนี้ทุกปีนั่นแหละ น่าเบื่อจะตาย
สีหน้าของนางไม่ได้แสดงความตื่นเต้นใดๆเพราะภาพงานเลี้ยงแบบนี้นางเห็นมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แขกที่มาแทบจะเป็นหน้าเดิมๆเรื่องราวก็วนเวียนอยู่แค่ตระกูลเดิมๆ
ไป๋ซือเหนียงพยักหน้าเบาๆพลางปรายตามองไปทางกลุ่มแขกที่นั่งรวมกันด้านหน้า
“เจ้า...” นางเอ่ยเรียบๆ พลางหันไปมองซูเหม่ยหรูด้วยรอยยิ้มบาง “ลองช่วยแนะนำให้ข้าหน่อยสิ ว่าผู้ใดเป็นผู้ใดบ้าง”