“รินครับ”
ดวงตากลมละออกจากสมุดระบายสีของหลานสาวแล้วเงยขึ้นมองสีหน้าเคร่งเครียดของพี่เขย หลังเขารับสายจากที่ทำงาน
“พี่กรมีอะไรหรือเปล่าคะ”
“เออคือว่า…โรงงานที่ต่างจังหวัดมีปัญหาพี่ต้องไปดูแล รินกับน้องพริ้มอาจจะต้องอยู่บ้านด้วยกันสองคนสักสามวัน”
“อ๋อค่ะ”หญิงสาวพยักหน้ารับคำแค่นั้นก่อนจะหันกลับไปสนใจกิจกรรมที่เธอทำก่อนหน้า
“รินอยู่ได้ใช่ไหม”
ใบหน้าเรียวเงยมองใบหน้าของคนที่ถามย้ำเธออีกครั้งก่อนจะระบายยิ้มอ่อน เมื่อเห็นท่าทางกังวลของคนที่ยืนอยู่
“ได้ค่ะไม่มีปัญหาวันนี้วันพุธแล้วแค่สามวันเอง รินกับน้องพริ้มอยู่ด้วยกันได้พี่กรไม่ต้องเป็ห่วงนะคะ”
กรมองหญิงสาวที่พูดออกมาด้วยท่าทีสบายๆ ก่อนจะพยักหน้ารับในที่สุด แม้ในใจจะยังรู้สึกเป็ห่วงอย่างมาก
ตกเย็นวันนั้นระหว่างที่ทั้งสามกำลังทานอาหารกันอยู่นั้น รินก็สังเกตเห็นสีหน้าเคร่งเครียดกังวลของคนตัวสูงที่เอาแต่เขี่ยข้าว มองลูกสาวที เธอทีก็อดที่จะถามเขาอีกครั้งไม่ได้
“งานมีปัญหาหนักเลยเหรอคะ”
ใบหน้าคมหันมามองคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา ต่อหน้าหญิงสาวอย่างไม่ปิดบัง
“เปล่าครับแต่พี่เป็ห่วงรินกับน้องพริ้ม เป็ผู้หญิงอยู่บ้านด้วยกันสองคนยังไงพี่ก็ไม่วางใจ อีกอย่างไปต่างจังหวัดครั้งนี้ต้องไปกับทีมไม่ได้เอารถไปเองเสร็จงานแล้วจะกลับเลยก็คงจะทำไม่ได้”
“พี่กรคิดมากไปแล้วอย่าลืมนะคะว่ารินน่ะไปอยู่ญี่ปุ่นคนเดียวมาตั้งหลายปี อยู่เองแค่นี้สบายมาก”
“คุณพ่อไม่ต้องเป็ห่วงนะคะน้องพริ้มจะเป็เด็กดี ไม่ทำให้คุณพ่อต้องกังวลแน่ ๆ”
คนตัวสูงถอนหายใจออกมาอีกครั้งก่อนจะหันไปยิ้มให้กับลูกสาววัยห้าขวบที่ชูมือทั้งสองข้างและทำสีหน้าจริงจังจนเขาอดไม่ได้ ที่จะหอมแก้มป่องไปข้างละฟอดสองฟอด
“แล้วนี่พี่กรต้องเดินทางกี่โมงคะ”
“น่าจะออกั้แ่เช้ามืดแต่รินไม่ต้องกังวล เดี๋ยวน้องที่ทำงานจะมารับพี่เอง”
“อ๋อค่ะ”
หญิงสาวพยักหน้ารับอย่างเข้าใจก่อนจะกลับไปสนใจอาหารในจานของตัวเองต่อ ส่วนของพ่อลูกก็คุยกันกะหนุงกะหนิงแถมยังตกลงจะนอนกอดกันจนเช้าอีกด้วย
จนเวลาเช้ามืดของอีกวันศิวกรออกจากบ้านั้แ่ตีสีโดยมีหญิงสาวตามลงมาส่งที่หน้าประตูบ้านจนเขาขึ้นรถของรุ่นน้องไปแล้วเธอจึงกลับเข้าบ้านไป แต่เพราะเป็คนที่หากตื่นแล้วจะไม่สามารถนอนต่อได้หญิงสาวจึงเลือกทำงานต่อที่ชั้นล่าง และขึ้นไปปลุกหลานสาวเมื่อถึงเวลาที่เธอต้องตื่น
ในขณะที่หญิงสาวเปิดประตูรั้วเพื่อเอารถออกไปส่งหลานสาว บ้านฝั่งตรงข้ามก็เปิดรั้วออกเช่นกันใบหน้าของทั้งสองมองกันก่อนจะยิ้มให้กันแล้วเป็อาจารย์หนุ่มที่เอ่ยทั้งสองน้าหลานก่อน
“ไงรินน้องพริ้มจะไปโรงเรียนเหรอคะ”
“ค่ะน้าพายัพ”
“วันนี้รินไปส่งเองเหรอครับ”
“ใช่ค่ะพี่กรไปต่างจังหวัด หน้าที่รับ-ส่งหลานเลยตกเป็ของรินนะคะ”
“อ๋องั้นน้องพริ้มไปกับน้าไหมครับ น้าไปส่ง”
เด็กหญิงเงยหน้ามองน้าของเธอสลับกับคุณน้าตัวสูง ที่ย่อตัวอยู่ตรงหน้าของเธออย่างขอความเห็น
“ไม่เป็ไรดีกว่าค่ะพี่พายัพลำบากพี่ขับรถวนไปมาเปล่า ๆ”
“ลำบากอะไรพี่ต้องออกเช้าอยู่แล้ว อีกอย่างโรงเรียนน้องพริ้มก็เป็ทางผ่าน”
“แต่ถ้าพี่ไปส่งก็ต้องวนกลับมาส่งรินอีกเสียเวลาพี่เปล่า ๆ”
“เราเถียงกันตอนนี้นี่แหละที่เสียเวลาไปครับน้องพริ้มขึ้นรถน้าพายัพ เดี๋ยววันนี้น้าไปส่งเอง”
“แต่ว่า”
“ไปครับพี่ตั้งใจไปซื้อของก่อนอยู่แล้ว วันนี้สอนสาย ไม่เสียเวลาแน่แต่ถ้ากลัวรบกวนก็เลี้ยงข้าวพี่นะ ไปครับน้องพริ้มน้าเปิดประตูให้”
“เห้อออก็ได้ค่ะ”
สุดท้ายหญิงสาวก็จำยอมคนตัวสูงเดินกลับไปปิดประตูรั้วแล้วเดินไปขึ้นรถเก๋งคันใหญ่ที่เ้าของเป็ผู้เปิดประตูให้เองกับมือของเขา
และไม่เพียงแค่ไปส่งเพราะตกบ่ายชายร่างสูงก็อาสาไปรับหลานสาวโดยเอามื้อเย็นมาอ้างและสุดท้ายก็เป็เขาที่เลี้ยงเธอสองน้าหลานแทน
“ใช่ค่ะน้าพายัพพาน้องพริ้มและน้ารินทานข้าว แล้วก็ไปกินไอติม”
“ใช่ค่ะเมื่อเช้าน้าพายัพก็พาไปส่ง”
“ค่ะใช่ค่ะ”
นรินทร์เดินออกมาจากห้องน้ำมานั่งข้างหลานสาวพร้อมกับเหลือบสายตามองหน้าจอโทรศัพท์ที่อยู่ในโปรแกรม VDO Call กับพี่เขยของเธออยู่ ก่อนที่เธอจะทำเพียงส่งยิ้มบาง ๆ ให้คนในจอแล้วหลบฉากปล่อยให้หลานสาวได้พูดกับพ่อของเธอต่อ จนถึงเวลาที่เด็กหญิงต้องนอนเขาจึงวางสายไป
และตลอด่ที่พริ้มพราวไปโรงเรียนก็มีพายัพที่ทำหน้าที่เป็สารถีคอยรับ-ส่งเพียงแต่ว่าวันนี้ พวกเขาไม่ได้พากันไปกินข้าวที่ไหนก็เพียงเท่านั้นเอง
“น้องพริ้มพรุ่งนี้เราไปเที่ยวกันไหมคะ”
“เที่ยวเหรอคะ”ใบหน้าจิ้มลิ้มยิ้มกว้างด้วยความดีใจ พร้อมกับหันไปทางน้าสาวที่นั่งตาโตอยู่ด้านหน้าข้างคนขับ
“เราไปได้ไหมคะน้าริน”
“เออเรากวนน้าพายัพมาหลายวันแล้วนะคะ อีกอย่างพรุ่งนี้พี่ก็ยังมีงานไม่ใช่เหรอคะ”
“พี่มีงานแค่่เช้าน่ะครับบ่ายยังว่าง แล้วพอดีว่าพี่ได้ตั๋วเข้ามาอความเรี่ยมมาฟรีเท่าจำนวนคนเลยอยากจะชวนรินกับหลานไป”
“แต่ว่า..”
“น่าน้องพริ้มอยากไปอควาเรียมกับน้าพายัพไหมคะ”
“ไปค่ะน้องพริ้มไม่ได้ไปดูปลานานแล้ว”
“เห็นไหมว่าหลานอยากไป”
“ก็ได้ค่ะ”
“โอเคงั้นพรุ่งนี้บ่ายโมงพี่มารับนะครับ”
“ค่ะ”
หลังจากตกปากรับคำเพื่อนบ้านไปแล้วสองน้าหลานก็ลงจากรถแล้วเข้าบ้านไปตามปกติโดยที่วันนี้พริ้มพราวก็พูดกับพ่อของเธออย่างเช่นหลายวันที่ผ่านแต่สิ่งที่แปลกไปคือวันนี้กรรอที่จะพูดกับนรินทร์
“น้องพริ้มบอกว่าพี่กรอยากคุยกับรินเหรอคะ”
“ใช่ครับคือว่าน้องพริ้มบอกพี่ว่าพรุ่งนี้คุณพายัพจะพารินกับน้องพริ้มไปอควาเรียมเหรอครับ”
“ใช่ค่ะพี่พายัพได้ตั๋วมาพอดีเลยชวนไป รินเห็นว่าหลานอยากไปเลยตกลงพี่กรมีอะไรหรือเปล่าคะ”
“อ๋อเปล่าหรอกครับแค่คิดว่าจะรบกวนเขาไหมไว้ถ้าน้องพริ้มอยากไปพี่กลับไปแล้วพาไปก็ได้”
“ตอนแรกรินก็คิดแบบนั้นแต่เขาอุตส่าห์ชวน แถมยังช่วยเหลือรินหลายอย่างด้วยจะยกเลิกตอนนี้ก็เกรงใจ”
“’ งั้นก็เอาตามที่รินว่าครับ ไว้เดี๋ยวพี่กลับไปค่อยไปขอบคุณเขาอีกที”
“โอเคค่ะงั้นพี่กรพูดกับหลานต่อนะ..”
เสียงหวานขาดห้วงกับหันไปด้านหลังเพื่อจะเรียกหลานสาวแต่เมื่อหันไปกลับเห็นว่าเด็กน้อยนอนหลับคอพับคาสมุดระบายสีเสียแล้วก่อนจะหันกลับมามองทางหน้าจอโทรศัพท์อีกครั้ง
ทว่าเมื่อจะหันกลับมาก็เห็นสายตาหวานเป็ประกาย พร้อมมุมปากหยักยกยิ้มกว้างมองเธออยู่ก่อนแล้วตอนนี้ความรู้สึกใจเต้นแรงก็พลันหลับมาอีกครั้ง หลังหายไปนาน อาการใบหน้าร้อนผ่าวและไม่รู้จะวางมือไม้ตรงไหนก็ตามกลับมาด้วย
“เออนะ น้องพริ้มหลับแล้ว งั้น งั้นรินวางเลยแล้วกันนะคะ”
กรมองท่าทางลุกลี้ลุกลนนั้นก็ยิ่งระบายยิ้มกว้างดวงตาของเขากวาดมองร่างบางที่หันซ้ายที ขวาทีอย่างทำอะไรไม่ถูกก่อนจะรีบเอ่ยห้ามเมื่อเห็นมือเรียวกำลังจะกดวางสายจากเขา
“เดี๋ยวเดี๋ยวก่อนสิ...”
“ครับ”
หึ
ั์ตาคมมองจอโทรศัพท์มืดสนิทก็ได้แต่ยิ้มอ่อน เขาห้ามเธอไม่ทันแต่ก็ไม่เป็ไรเพราะวันนี้เขาได้เห็นใบหน้านี้นานกว่าหลายวันที่ผ่านมาก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาอีกครั้ง แผ่นหลังกว้างเอนพิงไปกับพนักเก้าอี้ริมหน้าต่างโรงแรมที่พวกเขามาพัก พลางมองบรรยากาศเมืองเล็ก ๆแทบจะไม่มีรถพลุกพล่านในเวลากลางคืน ของเมืองรองทางอีสาน ด้วยความรู้สึกสงบก่อนจะที่ภาพใบหน้าเหลอหลาเพราะใของหญิงสาวที่พึ่งจะวางสายเขาไปจะเด่นชัดขึ้นมาอีกครั้ง
“หึไม่เคยคิดเลยว่ารินจะมีท่าทางแบบนี้ด้วย น่ารักเหมือนกันนะรินตอนโก๊ะ”
น้ำเสียงทุ้มพูดเบาๆ กับตัวเอง พร้อมกับยิ้มหัวเราะอย่างมีความสุขก่อนจะก้มมองหน้าจอโทรศัพท์มืดสนิทในมือแล้วหวนนึกถึงอีกคนที่อยู่บ้านเขา
“หู้ววววปลาตัวใหญ่มากกก”
พริ้มพราวพุ่งตัวไปที่ตู้ปลาใบใหญ่พร้อมเกาะตู้กระจกมองเหล่าปลาแหวกว่ายไปมาตาโต โดยมีร่างของน้าสาวมียืนอยู่ใกล้ ๆส่วนด้านหลังของสองน้าหลานก็มีร่างสูงใหญ่ของอาจารย์มหาลัยที่เดินล้วงกระเป๋ากางเกงสแล็กตามหลังมา
พายัพมองทั้งสองด้วยรอยยิ้มก่อนจะล้วงเอาโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปด้านหลังของสองคนที่เกาะตู้กระจกมองปลาตัวใหญ่ว่ายสวนกันไป มาก่อนจะก้มลงมองรูปที่ถ่ายอย่างพอใจ
เขามองภาพที่ทั้งสองคนแต่งตัวคล้ายกันราวกับแฝดแล้วยิ้มกว้างพวกเธอสวมเสื้อยืดสีขาวพอดีตัว กระโปรงยีน ยาวถึงตาตุ่ม และรองเท้าหุ้มส้นสีแดงสดจะต่างกันก็ต้องที่เด็กน้อยสวมถุงเท้าและมีผ้าเช็ดหน้าลายจุดสีเดียวกับรองเท้าผูกอยู่ที่คอของเธอ
‘เหมือนเป็ครอบครัวเดียวกันเลย’
ชายหนุ่มคิดในใจพร้อมก้มมองเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ตัวเองสวมอยู่แล้วเงยมองทั้งสองอีกครั้ง ก่อนจะออกเดินตามทั้งสองเข้าไปในอุโมงค์ทางเดิน
“ว้าววววน้ารินขามีปลากระเบนด้วยยย ตัวใหญ่มากกก”
“ใช่ค่ะตัวใหญ่มากกก หู้ววว น้องพริ้มดูนั่นเร็วค่ะ ฉลามว่ายมาทางนี้แล้ว”
ปลายนิ้วเรียวชี้ไปทางปลาตัวใหญ่ที่กำลังว่ายมาทางและหลานสาวก่อนดวงตากลมเป็ประกายจะมองตามปลาตัวใหญ่ที่ว่ายผ่านเหนือหัวไปจนสุดสายตา
พายัพเดินตามหลังสองน้าหลานที่ไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อยพวกเธอวิ่งเข้าตู้นี้ ออกตู้นู้นไปเรื่อย ๆ จนใกล้เวลาโชว์ให้อาหารปลาจึงได้เข้ามาในส่วนที่จัดแสดงแต่อาจเพราะว่าวันนี้เป็วันหยุดพื้นที่ด้านในจึงเต็มไปด้วยครอบครัวหลาย ๆครอบครัวทำให้เขาและเธอต้องนั่งเบียดกัน และให้น้องพริ้มนั่งบนตักเขาแทน
“รินนั่งได้ใช่ไหมครับอึดอัดไหม”
“พี่พายัพนั่นแหละอึดอัดไหมต้องอุ้มน้องพริ้มด้วย”
“ไม่ครับ”
“สนุกไหมครับ”
“คะ?”
รินเอียงใบหน้าเข้าหาคนตัวสูงเมื่อเธอได้ยินสิ่งที่เขาพูดไม่ชัดเจน
“พี่ถามว่ารินสนุกไหมครับ”
“อ๋อสนุกมากเลยค่ะ รินไม่ได้เที่ยวแบบนี้มานานแล้ว ขอบคุณพี่พายัพมากนะคะ”
“ยินดีครับ”
ทั้งสองพูดกันอีกไม่กี่ประโยคก็ต้องเงียบลงเมื่อไฟในห้องแสดงหรี่ลง พร้อมกับเงือกหนุ่มที่ลงมาในตู้ปลาเรียกเสียงฮือฮาทั้งจากเด็กและผู้ใหญ่ได้อย่างดีจนรินจ้องท่าทางพลิ้วไหวใต้สายน้ำด้วยความชำนาญนั้นมองตาค้างไม่ต่างจากหลานสาวที่นั่งนิ่งมองร่างกำยำที่ท่อนบนเป็คนท่อนล่างเป็ปลาแหวกว่ายไปทั่วด้วยความรู้สึกตื่นตา ตื่นใจ
อะ
“เออขอโทษครับพี่ลืมปิดแฟรช”
รินหันไปทางข้างด้วยความใเมื่ออยู่ก็มีแสงวาบอยู่ข้างใบหน้าเธอก่อนจะยิ้มบาง ๆเมื่อเห็นชายร่างสูงยกโทรศัพท์ค้าง พร้อมยิ้มแหยะด้วยท่าทางเขินอายอยู่ข้าง ๆก่อนจะยิ้มตามกับท่าทางตลกของเขา และอดที่จะเอ่ยแซวไม่ได้
“แอบถ่ายรูปรินอย่างนี้ชอบรินเหรอคะ”
พายัพมองใบหน้าเกลี้ยงเกลาที่ยื่นเข้ามาใกล้ก็ใจเต้นรัวมือทั้งสองข้างของเขาชื้นเหงื่ออย่างห้ามไม่อยู่ทั้งที่ในห้องนี้ไม่ได้ร้อนก่อนจะค่อย ๆ ลดมือที่ถือโทรศัพท์ลง ระบายยิ้มอ่อน แล้วมองใบหน้าน่ารักนั้นตอบ
“ครับ..ชอบ”
หู้วววววเฮ้!!!!
แต่ยังไม่ทันจะเอ่ยต่อใบหน้ายิ้มแย้มของคนข้างเขาก็หันไปทางตู้ขนาดใหญ่หลังมีเสียงร้องโห่ เรียกความสนใจของเธอไปจากเขา
‘เหอะๆ นี่เธอไม่รู้จริง ๆ เหรอว่าเขาชอบ’
ใบหน้าตี๋ได้แต่ส่ายไปมาพร้อมอมยิ้มขบขันกับคนข้างกายที่ตอนนี้มองการแสดงเบื้องหน้าตาเป็มัน
ต่างจากอีกคนที่นั่งก้มหน้านิ่งแสร้งไม่ได้ยินเสียงตอบของเขา ทั้งที่เสียงนั้นยังก้องอยู่ในหูชัดเจน พร้อมกับซ่อนความรู้สึกผิดเอาไว้ในใจเพราะสิ่งที่เขา้าเธอไม่ทางให้ได้นอกจากความเป็พี่ เป็น้อง
‘ขอโทษนะคะที่รินชอบพี่กลับไม่ได้ทั้งที่พยายามแล้ว’