นางออกคำสั่งพร้อมกับยื่นมือไปคว้าจับถ้วยยาที่ถูกวางไว้จนมีอุณหภูมิที่เหมาะสมไม่ร้อนและไม่เย็นจนเกินไปเพื่อที่จะดื่มเข้าได้ง่ายขึ้น หลังจากสูดหายใจเข้าลึก ๆกลั้นหายใจไว้จากนั้นนางก็ยกก็ดื่มรวดเดียวทั้งหมด
“ผลไม้เชื่อมและน้ำตาลกรวดเ้าค่ะ” อิ๋งชุนรู้นิสัยของนายหญิงตนเองเป็อย่างดีโจวเพ่ยเพ่ยรีบรับเอาผลไม้เชื่อมสองชิ้นโยนเข้าปากทันทีพร้อมกับดื่มชากลั้วคอเพื่อให้รสชาติของยาขมหายไป
“อิ๋งชุนถึงเวลาที่เราต้องเอาของที่ท่านยายมอบให้ออกมาใช้แล้วเวลานี้แหละที่นังแพศยาอู๋เสี่ยวหรัน ต้องหายไปจากโลกนี้เสียที”
สายตาของโจวเพ่ยเพ่ยที่มองไปยังสาวใช้คนสนิทเปลี่ยนไปแข็งกร้าวและเด็ดขาดขึ้นมา
อิ๋งชุนไม่กล้าออกปากคัดค้านที่จะนำสิ่งนั้นออกมาใช้เพราะหากพวกนางถูกเฉิงอ๋องที่ทหารต่างขนานนามว่าเทพาผู้นั้นจับได้ผลที่ตามมาคงมีแต่ต้องตายสถานเดียวเท่านั้น และคงจะเป็การตายที่แสบทรมานเป็แน่
เมื่อยามค่ำคืนได้มาถึงที่ตำหนักเจินจูยังคงจุดตะเกียงและเทียนจนสว่างไสว โดยเฉพาะเรือนนอนของเ้านายที่ยังคงหลับใหลไม่ได้สติอยู่และเกรงว่าเมื่อพระชายาเอกตื่นขึ้นมาจะไม่มีใครเห็นและปรนนิบัติได้ทันท่วงที
ส่วนเฉิงอ๋องหลังจากที่เขาเข้ามาดูอาการเมื่อ่บ่ายเขาก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย เพียงสั่งให้ท่านหมอจงมาพักอยู่เรือนชั้นนอกที่ใกล้กลับเรือนชั้นในมากที่สุดแทน
ภายในห้องนอนเหมยฮวานางกำลังค่อยๆ ป้อนน้ำแกงโสมร้อยปีที่ต้มพร้อมกับสมุนไพรอื่น ๆ อีกกว่าร้อยชนิดนานนับชั่วยามรินลงปากของอู๋เสี่ยวหรันผ่านช้อนหยกทีละน้อย ๆ
“เท่านี้ก็น่าจะได้แล้วล่ะ” เหมยฮวาส่งถ้วยที่ว่างเปล่าให้กับเหลียนฮวาพร้อมกับรับเอาผ้าชุบน้ำอุ่นจากหวงหลานเช็ดมุมปากและตามมือเท้าของเ้านาย
“ไปกันเถิดพระชายาได้ดื่มยาที่ล้วนแต่มีสรรพคุณชั้นเลิศแล้วไม่นานต้องดีขึ้นแน่นอน” เหลียนฮวาเอ่ยปลอบใจเพื่อนของนางที่ดูเป็ห่วงเป็ใยพระชายาเกินกว่าจะตัดใจลุกออกไปจากห้องได้
เหมยฮวาพยักหน้าน้อยๆ จากนั้นนางก็จัดการห่มผ้าให้อบอุ่นมองความเรียบร้อยรอบห้องก่อนจะออกไปเฝ้าที่หน้าห้องนอนปล่อยให้เ้านายนอนเพียงลำพัง
อู๋เสี่ยวหรันที่ดูเหมือนจะนอนหลับอย่างสงบแต่ภายในห้วงแห่งความฝัน ตัวนางได้กลับไปเป็เผิงเสี่ยวหรันคนเดิมนางกำลังกวัดแกว่งดาบคู่กายอยู่ในสนามรบที่เต็มไปด้วยฝุ่นและทรายรวมถึงซากศพมากมายสุดลูกหูลูกตา ที่ไม่ว่านางจะฆ่าไปมากเท่าไรศัตรูก็ดูจะไม่ได้ลดลงไปเลยสักนิด
ในขณะที่นางหมดแรงล้มตัวลง คุกเข่าอยู่บนกองซากศพที่ไม่รู้ว่าเป็ฝ่ายตนหรือฝ่ายศัตรูทันใดนั้นเบื้องหน้าของนางก็เปลี่ยนไปอีกครั้งจากสนามรบและมือที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเื ดาบในมือของนางนั้นหายไปแทนที่ด้วยธนูคันงามที่เป็ธนูคู่กายของนางมาหลายปีภาพเปลี่ยนไปอีกครั้งนางยืนอยู่บนกำแพงหินแห่งหนึ่งซึ่งมองลงไปด้านล่างยังคงเป็สนามรบผู้ที่นำทัพอยู่ด้านหน้าสุดของฝ่ายศัตรูมิใช่ใครที่ไหนเขาคือโม่เสวี่ยเยวียนหรือเฉิงอ๋อง
โดยสัญชาตญาณนางกระชับธนูสีดำสนิทที่ถูกสลักเสลาด้วยลวดลายแสนวิจิตรนางยกขึ้นพร้อมกับน้าวสายจนสุดแขน เป้าหมายของนางคือศีรษะของแม่ทัพฝ่ายศัตรู
ในระหว่างที่นางกำลังเล็งเป้าอยู่นั้นเหมือนกับว่าเฉิงอ๋องเองก็รู้สึกตัวแล้วเช่นกันเขาเงยหน้าขึ้นมาสบตากับนางที่อยู่บนยอดกำแพงทันใดนั้นตัวเขาเองก็หยิบเอาธนูคันใหญ่ประจำกายขึ้นมาพร้อมกับเล็งยิงมาที่นางเช่นกัน
แต่เขาไม่ได้รีรอเขาปล่อยสายธนูออกไปซึ่งนั่นทำให้เผิงเสี่ยวหรันจำต้องปล่อยมือจากสายธนูที่นางน้าวไว้สุดแขนเช่นกันลูกธนูของทั้งสองปะทะกันที่กลางอากาศอย่างพอดิบพอดี ทำให้เกิดประกายไฟเล็ก ๆ ขึ้น
“ท่านแม่ทัพระวัง!” เสียงชายคนหนึ่งซึ่งนางจำได้ว่านี่คือคนสนิทของนางเขาะโขึ้นมาจากด้านข้างและตอนนั้นเองที่อกของนางก็ถูกกระแทกเข้าอย่างจังคำเตือนของลูกน้องคนสนิทสายไปเสียแล้ว
บัดนี้ที่หน้าอกของนางถูกดาบยาวปักเข้าไปที่กลางอกเผิงเสี่ยวหรันนางเซถลามือกุมอกค่อย ๆ ถอยหลังยืนพิงกับกำแพงอีกด้านเมื่อนางมองดูว่าผู้ใดกันที่ลอบสังหารนาง
มันกลับกลายเป็ใบหน้าของหญิงสาวผู้หนึ่งหญิงนางนี้ไม่ได้อยู่ในชีวิตของเผิงเสี่ยวหรันแต่เป็คนที่อยู่ในความทรงจำของอู๋เสี่ยวหรัน
“โจวเพ่ยเพ่ย” เสียงของนางลอดไรฟันออกมาอย่างแ่เบา
ขณะที่สติกำลังจะดับวูบลงไปภาพเบื้องหน้าของนางได้เปลี่ยนไปอีกครั้งแต่ครั้งนี้มันไม่มีสิ่งใดเลยมีเพียงความมืดมิดและถนนสายหนึ่งที่ทอดยาวไม่มีที่สิ้นสุด
เผิงเสี่ยวหรันเห็นว่าด้านหน้านางมีชายผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ตรงกลางถนนเื้ัของเขามีแสงจันทร์สาดส่องราวกับว่ามีเวทมนตร์ทำให้แสงนั้นส่องลงมาที่เขาแต่เพียงผู้เดียว
ไม่ว่าเผิงเสี่ยวหรันจะพยายามเพ่งมองหรือวิ่งเข้าไปใกล้ชายผู้นั้นสักเท่าใดก็ดูเหมือนว่าระยะห่างของพวกเขาจะไม่ได้ขยับเข้ามาเข้ามาเลยสักนิดและเมื่อเพ่งมองใบหน้านั้น มันกลับชัดเจนและไม่ชัดเจนนางไม่สามารถมองเห็นใบหน้าที่แท้จริงของชายผู้นั้นได้เลย ชายผู้นั้นมีรอยยิ้มบางเบาบนใบหน้าจากนั้นก็ทำท่าจะหันหลังเดินจากไป
“เดี๋ยว!หยุดก่อน ! ท่านเป็ใครกัน” นางะโเรียกเขาออกมาสุดเสียง
มีเสียงตอบกลับมาแต่นางไม่สามารถแยกแยะได้เลยว่าเสียงนั้นเป็เสียงของหญิงหรือเสียงของชาย เสียงคล้ายกับว่ามันดังแว่วมาตามลมมันดังมาจากห้วงลึกอเวจีฟังไม่เข้าใจ เสียงนั้นยังทำให้นางรู้สึกเ็ปตามร่างกายโดยเฉพาะที่หูของนาง นางรู้สึกว่าตอนนี้หูของนางใกล้จะะเิออกมาแล้ว
เผิงเสี่ยวหรันทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้นสองมือยกขึ้นมาปิดหน้าปิดตาและพยายามที่จะอุดหูของตัวเองไว้เพื่อไม่ให้ได้ยินเสียงนั้นแต่ไม่ว่านางจะทำอย่างไรเสียงนั้นก็ยังทะลุทะลวงเข้ามาได้อยู่ดีจนในที่สุดความเ็ปก็ค่อย ๆ ทุเลาลงและในที่สุดนางก็สามารถเข้าใจสิ่งที่เสียงนั้นพยายามจะสื่อออกมาจนได้
“เผิงเสี่ยวหรันเ้าโทษนรกไม่มีตาอย่างนั้นหรือเ้าโทษว่าสิ่งที่เ้าถูกกระทำเป็นรกที่บงการมันมาอย่างนั้นหรือที่สุดแล้วกฎแห่งนรกต่างหากที่ยุติธรรมที่สุด”
“เผิงเสี่ยวหรันกลับไปเสียตอนนี้นรกยังไม่ต้อนรับเ้า เมื่อใดที่เ้าเ็ปจนต้องเรียกหาความตายข้าผู้นี้จะมอบมันให้กับเ้าด้วยตนเอง ฮ่า ฮ่า ฮ่า…...”
เสียงหัวเราะยังคงก้องกังวานอยู่ไม่หายไปแต่ตัวของชายผู้นั้นค่อย ๆ สูญสลายกลายเป็ไอหมอกและหายไปในที่สุดเมื่อชายผู้นั้นหายไปแสงสว่างก็หายไปกับเขาด้วยรอบข้างของนางมืดมิดลงจนไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดอีกเลย
ในตอนเช้าสาวใช้ทั้งห้าคนต่างพร้อมใจกันมาอยู่ที่หน้าห้องบรรทมของพระชายาเอกกันทั้งหมด
“พี่เหมยฮวาท่านอยู่กับพระชายามานานที่สุดท่านเข้าไปปลุกเถิด” หลันฮวาเอ่ยก่อนอีกสามคนที่เหลือต่างพยักหน้าว่าเห็นด้วย
เหมยฮวากวาดสายตามองทุกคนแล้วนางก็ค่อย ๆ เปิดประตูเข้าไปด้านในโดยมีเพื่อนอีกสี่คนที่เหลือยืนอยู่ด้านนอก
“พระชายาเช้าแล้วเพคะท่านตื่นเถิด” นางยืนอยู่ด้านนอกของผ้าม่านโปร่งบางที่ปิดกั้นสายตาจากภายนอกเพื่อไม่ให้เห็นเรือนร่างของผู้ที่กำลังอยู่บนเตียง
“เหมยฮวาหรือ” เสียงตอบกลับแ่เบาดังขึ้น
“พระชายาท่านตื่นแล้วหรือเพคะดีเหลือเกิน…. ขอบคุณ์ในที่สุดท่านก็ตื่นสิที”
เหมยฮวาดีใจอย่างสุดขีดแต่นางก็ไม่ได้พรวดพราดเข้าไปหาเ้านาย นางค่อย ๆ ม้วนเก็บผ้าม่านทีละข้าง สาวใช้ที่เหลืออีกสี่คนต่างก็รีบเข้ามาในห้องเช่นกัน
“เกิดอะไรขึ้นทำไมพวกเ้าต้องดูดีใจขนาดนั้นที่ข้าตื่นนอน”
อู๋เสี่ยวหรันยันตัวขึ้นมานั่งและมองบรรดาบ่าวรับใช้ด้วยใบหน้างุนงง
ทุกคนต่างก็ค่อย ๆ คุกเข่าแล้วขยับเข้ามารอบๆ เตียง
“ท่านนอนหลับั้แ่วันที่พวกเราไปที่คุกใต้ดินจนตอนนี้ก็ผ่านมาสองวันแล้วเพคะ”
“มิน่าล่ะข้าถึงรู้สึกมึนงงไปหมด”
อู๋เสี่ยวหรันยกนิ้วขึ้นมานวดบริเวณคิ้วไปด้วย
“หม่อมฉันจะออกไปแจ้งท่านอ๋องและตามท่านหมอก่อนนะเพคะ”
“ไปเถิด”
“หม่อมฉันช่วยพระชายาเปลี่ยนชุดเกล้าผมใหม่พระชายาลุกไหวหรือไม่เพคะ”
“ได้สิ”
อู๋เสี่ยวหรันแทบจะไม่ต้องใช้แรงของตนเองเลยเพราะไป๋หลานสาวใช้ที่มีแรงมากเข้ามาช่วยนางพยุง จริง ๆจะพูดว่านางอุ้มอู๋เสี่ยวหรันเสียมากกว่า
หมอจงเข้ามาและตรวจชีพจรให้กับนางเขาบอกว่าชีพจรของนางกลับมาเป็ปกติแล้วการนอนครั้งนี้อาจจะเพราะร่างกายเหนื่อยล้าเกินไปเพราะฉะนั้นหลังจากนี้ขอให้กินยาบำรุงและอาหารให้ครบถ้วนจากนั้นเขาก็สะพายย่ามออกไปบอกว่าขอไปรายงานความคืบหน้าให้กับเฉิงอ๋อง
แต่ตัวของเฉิงอ๋องนั้นมิได้มาเยี่ยมนางและไม่มีคำตอบจากสาวใช้ว่าตัวของท่านอ๋องนั้นบัดนี้อยู่ที่ไหนแต่เื่ที่เขาไม่ได้มาดูแลนาง อู๋เสี่ยวหรันหาได้สนใจไม่
เหลียนฮวาและไป๋หลานทั้งสองคนทำอาหารสำหรับพระชายาด้วยตนเองเหตุเพราะไม่ไว้ใจใครอีกอู๋เสี่ยวหรันพึงพอใจในรสชาติของอาหารที่ทั้งสองร่วมกันทำเป็อย่างมากเช้านี้หลังจากตื่นมานางสามารถกินข้าวต้มพร้อมกับเครื่องเคียงได้ถึงสองถ้วยด้วยกัน
หลังจากนั้นนางก็ให้สาวใช้ช่วยพยุงไปนอนอยู่บนเก้าอี้ที่ออกแบบมาเพื่อใช้เอนหลังที่ชายคาของเรือนนางเองตอนนี้มีเพียงเหมยฮวาและเหลียนฮวาเท่านั้นที่อยู่ข้างกาย
“พวกเ้าทั้งสองรู้จักสามสิบกับสามสิบสี่ใช่หรือไม่”
“รู้จักเพคะเพราะว่าพวกเราถูกฝึกมาด้วยกัน”
“เวลาที่พวกเราอยู่กันตามลำพังแทนตัวเองว่าบ่าวและใช้คำว่าเ้าค่ะ ก็พอแล้วอย่าใช้คำศัพท์ที่ดูห่างเหินเช่นนั้นตลอดเวลาเลยบอกกับอีกสามคนด้วยรวมถึงพวกขององครักษ์เงาก็เช่นกัน”
“เ้าค่ะ”
“ทราบแล้วเ้าค่ะ”
“ั้แ่พรุ่งนี้ไปให้เพิ่มซันเย่าตุ๋นเนื้อไก่และต้องเป็ไก่ตัวผู้ในทุก ๆ มื้อด้วย…อืม…ส่วนอาหารอย่างอื่นขอให้เพิ่มส่วนประกอบของสมุนไพรที่เป็ยาบำรุงชี่โอ้จริงสิข้าชอบกินขนมรากบัวแล้วก็ขนมกุ้ยฮัวด้วย”
“พระชายาทรงรู้เื่สมุนไพรดีจริงๆ เลยนะเ้าคะ” เหลียนฮวาถามขึ้นระหว่างที่นางกำลังบีบนวดบริเวณขาที่เป็หนังหุ้มกระดูกของอู๋เสี่ยวหรันไปด้วย
“จริง ๆข้ารู้อีกหลายอย่างเลยล่ะ เ้าก็อาจจะนึกไม่ถึง หึ ๆ”
อู๋เสี่ยวหรันหัวเราะเบา ๆในลำคอทำให้บรรยากาศการพูดคุยระหว่างเ้านายกับลูกน้องดูใกล้ชิดสนิทสนมกันมากขึ้นไปอีก
✼ •• ┈┈┈┈┈┈┈ •• ✼
"ซันเย่า" (ShanYao: 山药) หรือในอีกชื่อหนึ่งว่า"ห่วยซัว"
มีสรรพคุณในการบำรุงชี่ม้ามจากการศึกษาพบว่าในซันเย่ามีสารที่ช่วยในการกระตุ้นระบบการย่อยอาหาร เหมาะกับผู้ที่มีพื้นฐานสุขภาพของร่างกายที่จัดอยู่ในกลุ่มชี่พร่อง