Starcraft : The Last Commander

    ตอนที่ 51 : คืนที่สงบที่สุด

    รถแล่นออกจากแนวพายุด้วยเสียงเครื่องยนต์ที่เหมือนสัตว์แก่ถูกบังคับให้หนีตายต่ออีกคืนหนึ่ง


    มันไม่ใช่เสียงคำรามมั่นคงของยานพาหนะที่ยังเชื่อในถนนข้างหน้าอีกต่อไป แต่เป็นเสียงหอบแห้ง ๆ ของโลหะที่ถูกความร้อน ความเย็น และแรงกระแทกทรมานจนใกล้ถึงขีดสุด ทุกครั้งที่ล้อหลังบดผ่านหิมะที่แข็งตัวเป็นแผ่นบาง เสียงกรอบแกรบใต้ท้องรถจะดังแทรกขึ้นมาระหว่างเสียงสั่นของตัวถัง บางจังหวะรถทั้งคันส่ายไปด้านข้างเพราะล้อหนึ่งตกลงในร่องน้ำแข็งที่ถูกหิมะกลบไว้จนมองไม่เห็น แจ็กซ์ต้องหักพวงมาลัยประคองไว้ด้วยมือที่ดำจากคราบน้ำมันและสั่นน้อย ๆ จากความเหนื่อยที่เขาไม่ยอมพูดออกมา


    ไฟหน้าด้านซ้ายยังทำงานอยู่เพียงดวงเดียว แสงสีเหลืองซีดของมันกวาดผ่านม่านหิมะไปข้างหน้าได้ไม่กี่สิบเมตร ก่อนถูกความมืดกลืนคืนไปทั้งหมด กระจกหน้ารถด้านขวามีรอยแตกร้าวเป็นเส้นใยแมงมุมกว้างเกือบครึ่งบาน หิมะเม็ดละเอียดบางส่วนลอดผ่านช่องแตกเข้ามาในห้องโดยสาร เกาะบนแขนเสื้อ บนปลายผม และบนผิวหนังที่ยังอุ่นจากเลือดกับความกลัว ก่อนละลายกลายเป็นหยดน้ำเย็นจัด


    กลิ่นในรถหนักจนหายใจแต่ละครั้งเหมือนกลืนเอาคืนที่ผ่านมาเข้าไปด้วย


    กลิ่นน้ำมันเครื่องไหม้ กลิ่นยางร้อน กลิ่นโลหะเสียดสี กลิ่นเลือดแห้งบนเสื้อผ้า กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อราคาถูกจากกล่องปฐมพยาบาล กลิ่นเหงื่อที่เย็นตัว และกลิ่นคาวเขียวบางอย่างจากหนามของไฮดราลิสก์ที่ยังปักคาอยู่ตรงแผงประตูด้านหลัง หนามนั้นทะลุโลหะเข้ามาเพียงปลายแหลม ยาวไม่ถึงฝ่ามือ แต่พอรถสั่น มันจะกระดิกเบา ๆ ราวกับยังไม่ตายสนิท


    ทุกครั้งที่มันขยับ นิกซ์จะหันไปมอง


    เขานั่งอยู่หลังสุดของห้องโดยสาร กอดแขนตัวเองไว้แน่นเกินความจำเป็น ผ้าพันแผลหนาพันรอบแขนข้างหนึ่ง แต่รูปร่างใต้ผ้านั้นยังผิดธรรมชาติเกินกว่าจะซ่อนจากสายตาคนที่อยู่ในรถเดียวกันได้ ดวงตาของเขาแดงจากการอดนอนและความเจ็บปวด ม่านตาหดกว้างไม่สม่ำเสมอในแสงสลัวของไฟฉุกเฉินภายในรถ ทุกครั้งที่ด้านนอกเงียบเกินไป เขาจะเงยหน้าขึ้นเหมือนมีใครเรียกชื่อจากที่ไกล ๆ และทุกครั้งที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาก็ยิ่งก้มหน้าต่ำกว่าเดิม เหมือนรู้สึกผิดที่ตัวเองยังฟังอยู่


    ลูน่านั่งใกล้โวร่า เธอกอดผ้าคลุมผืนเล็กไว้กับอกแน่นจนข้อนิ้วซีด เด็กหญิงไม่ได้ร้องไห้แล้ว แต่ความเงียบของเธอไม่ใช่ความสงบ มันเป็นความเงียบของเด็กที่ร้องจนหมดเสียงไปก่อนหน้านี้แล้ว ดวงตากลมโตของเธอจับอยู่ที่ความมืดนอกหน้าต่างบ้าง ที่หนามไฮดราลิสก์บ้าง และที่มือของโวร่าบ้าง ราวกับต้องเช็กซ้ำว่าคนข้างตัวที่ลากเธอกลับมาจากความตายยังอยู่ตรงนี้จริง ๆ


    โวร่านั่งนิ่งเหมือนเงาที่ถูกแกะสลักจากความเย็น ไหล่ข้างหนึ่งมีเลือดซึมผ่านผ้าสีเข้มจนเห็นเป็นเงาดำลึกกว่าเดิม ผมสีเงินที่หลุดจากที่มัดเกาะอยู่ข้างแก้ม มีเกล็ดน้ำแข็งละลายติดอยู่ตรงปลายผม เธอไม่ได้หันไปมองลูน่าบ่อยนัก แต่ทุกครั้งที่รถส่ายแรง มือของเธอจะขยับเข้าใกล้เด็กหญิงทีละนิดโดยแทบไม่รู้ตัว เหมือนร่างกายของเธอตอบสนองเร็วกว่าสิ่งที่เธอยอมรับกับตัวเอง


    มิเลียนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามคาเอล กล่องปฐมพยาบาลวางอยู่บนตัก เธอกอดมันไว้เหมือนมันเป็นสิ่งเดียวในโลกที่ยังจัดเรียงเป็นระเบียบได้ ใบหน้าเปื้อนเขม่ากับฝุ่น ผมบางส่วนหลุดลงมาข้างแก้ม ริมฝีปากซีดจากความหนาว แต่ดวงตาของเธอยังคมพอจะเห็นสิ่งที่คนอื่นพยายามซ่อนไว้


    รวมถึงคาเอล


    เขานั่งอยู่ใกล้ประตูด้านขวา มือข้างหนึ่งจับขอบเบาะไว้หลวม ๆ แต่ข้อนิ้วซีดเพราะออกแรงโดยไม่รู้ตัว แผนที่กระดาษเก่ากางอยู่บนเข่า เส้นทางหลายสายถูกขีดด้วยดินสอ บางเส้นวงไว้ บางเส้นขีดทับ บางจุดมีเครื่องหมายเตือนที่เขาเพิ่งเติมลงไประหว่างรถกระแทกและหิมะขาวโพลนด้านนอก


    ระยะทางถึงจุดพักถัดไป


    เชื้อเพลิงที่เหลือ


    สภาพรถ


    อุณหภูมิเครื่องยนต์


    จำนวนกระสุน


    ความเหนื่อยของแต่ละคน


    ความเสี่ยงจากไฮดราลิสก์ที่อาจยังตามอยู่


    ความเป็นไปได้ที่มันจะเรียนรู้เส้นทางหลบหนีของพวกเขาจากรอยล้อ


    ทุกอย่างในหัวเขาจัดเรียงเป็นเส้นสายเย็นเฉียบ ชัดเจนเกินไป รวดเร็วเกินไป และไร้ความปรานีเกินไป ถ้ารถพังกลางทาง ต้องแบ่งเสบียงใหม่ ถ้าฝูงมาทางถนน ต้องให้โวร่าตัดแนวข้าง หากศัตรูมาจากใต้หิมะ ต้องหลีกเลี่ยงพื้นที่โล่ง ถ้านิกซ์เสียการควบคุม ต้องให้มิเลียอยู่ห่างก่อน ถ้าลูน่าตื่นตระหนก ต้อง—


    "คาเอล นายพักบ้างเถอะ"


    เสียงมิเลียดังขึ้นเบา ๆ จากอีกฝั่งของรถ


    คาเอลไม่ได้เงยหน้าทันที


    “หืม”


    “สายตานาย” เธอตอบ 


    “ไม่ได้มองแผนที่ นายกำลังนับว่าพวกเราจะตายกันยังไงบ้าง”


    แจ็กซ์เหลือบมองกระจกหลังแวบหนึ่ง แม้มือยังเกาะพวงมาลัยแน่น


    “ถ้านับเสร็จแล้วช่วยสรุปเวอร์ชันสั้นให้ฉันด้วยนะ ฉันอยากรู้ว่าควรกังวลเรื่องรถระเบิดก่อน หรือโดนสัตว์ประหลาดเสียบหลังคาก่อน”


    “ดูถนน” โวร่าพูด


    แจ็กซ์หันกลับไปทันที


    “ฉันดูอยู่ ฉันดูทั้งถนน ทั้งไฟเตือน ทั้งกลิ่นไหม้ที่ตอนนี้เริ่มมีบุคลิกของมันเองแล้วด้วย”


    เครื่องยนต์กระตุกขึ้นมาเหมือนตอบรับคำพูดนั้น เข็มวัดอุณหภูมิขยับสูงขึ้นอีกนิด ไฟเตือนสีส้มกะพริบถี่กว่าเดิม แจ็กซ์ตบแผงหน้าปัดเบา ๆ ด้วยท่าทางของคนที่ไม่แน่ใจว่ากำลังปลอบรถหรือขู่มัน


    “ไม่เอาน่า อย่าทำแบบนี้กับฉันเจ้าก้อนเศษเหล็กผู้มีจิตใจเปราะบาง”


    “รถเป็นอะไร” คาเอลถาม


    “มันกำลังบอกฉันด้วยภาษาน้ำมันเดือดว่าถ้าเราขับต่ออีกไม่นาน มันจะลาออกจากการเป็นรถ”


    “หยุดพักได้ไหม”


    “ถ้าหมายถึงหยุดตอนนี้ ได้” แจ็กซ์กัดฟัน 


    “ถ้าหมายถึงหยุดแล้วสตาร์ทต่อได้ไหม อันนั้นฉันกับจักรวาลยังอยู่ระหว่างการเจรจาอยู่นะ”


    โวร่ายกมือชี้ไปข้างหน้า


    “ตรงนั้น”


    ทุกคนมองผ่านกระจกหน้า


    ท่ามกลางม่านหิมะสีเทาขาว มีเงาอาคารเตี้ย ๆ ปรากฏอยู่ริมถนน ป้ายเก่าห้อยเอียงจากเสาเหล็กที่สนิมกินเกือบทั้งต้น ตัวอักษรถูกหิมะกับเวลาลบจนเหลือเพียงร่องรอยเลือน ๆ หลังคาส่วนหนึ่งของสถานีพักรถพังลงมา แต่ส่วนที่ติดกับลานจอดยังยืนอยู่ มีหัวจ่ายน้ำมันเก่าสองหัวโผล่จากพื้นเหมือนกระดูกของโลกเดิมที่ยังไม่ยอมถูกฝัง ด้านข้างมีโรงเก็บของไม้เก่าและช่องซ่อมรถเล็ก ๆ ที่ประตูเหล็กม้วนเปิดค้างอยู่ครึ่งหนึ่ง ความมืดด้านในนิ่งจนดูเหมือนกำลังรอ


    คาเอลมองพื้นที่เพียงไม่กี่วินาที แต่ข้อมูลในหัวไหลเข้ามาเป็นชุด


    กำแพงสามด้าน


    ทางเข้าออกหนึ่งทางหลัก


    แนวต้นสนด้านหลังอาจบังสายตา แต่ก็อาจซ่อนศัตรู


    ลานจอดเปิดเกินไป


    โรงซ่อมคุมทางเข้าได้ง่ายกว่า


    ถ้าถอยรถเข้าใต้กันสาดพังครึ่งหนึ่ง จะลดการมองเห็นจากถนนใหญ่ได้


    ถ้าต้องหนี จะเสียเวลาหมุนหัวรถสิบถึงสิบห้าวินาที


    ถ้าพวกมันโจมตีจากใต้หิมะ—


    “คาเอล”


    มิเลียเรียกเขาอีกครั้ง


    เขาสะดุดจากความคิดเหมือนถูกดึงขึ้นจากน้ำเย็น


    เธอไม่ได้พูดอะไรต่อ


    แค่มองเขา


    แค่นั้นก็พอ


    เขาสูดหายใจเข้าช้า ๆ กลิ่นควันกับน้ำมันไหม้เข้าไปติดลำคอ


    “เราจะเข้าไป” เขาพูด 


    “จอดรถหันหน้าออกถนน”


    แจ็กซ์ค่อย ๆ เลี้ยวรถออกจากถนนหลัก ล้อบดผ่านหิมะลึกขึ้น ตัวรถเอียงขณะผ่านหลุมเก่าที่มองไม่เห็น เขาขับอ้อมซากหัวจ่ายน้ำมันที่ล้มอยู่ แล้วถอยรถเข้าไปใต้กันสาดด้านข้างอาคาร เงาของผนังพังบังตัวรถจากถนนใหญ่เกือบทั้งหมด พอเครื่องยนต์ดับลง ความเงียบก็กระแทกเข้าหูทุกคนทันที


    ไม่มีเสียงคำราม


    ไม่มีเสียงหนามแหวกอากาศ


    ไม่มีเสียงฝูง


    มีเพียงเสียงโลหะใต้ฝากระโปรงที่ยังติ๊กเบา ๆ จากความร้อน เสียงลมลอดผ่านรูแตกของอาคาร และเสียงหิมะตกกระทบหลังคาเก่าอย่างแผ่วเบา


    ความเงียบแบบนี้เคยหมายถึงปลอดภัย


    แต่ตอนนี้ไม่มีใครเชื่อมันอีกแล้ว


    โวร่าเปิดประตูเป็นคนแรก ลมเย็นทะลักเข้ามาในรถทันทีพร้อมกลิ่นหิมะสดและกลิ่นไม้ชื้นจากอาคารร้าง เธอก้าวลงไปในหิมะอย่างเงียบเชียบ มือข้างหนึ่งแตะด้ามอาวุธ อีกข้างยกขึ้นเล็กน้อยเพื่อจับสมดุล ฝ่าเท้าเธอจมลงไปในหิมะแต่แทบไม่เกิดเสียง ร่างของเธอหยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ฟัง


    ฟังลม


    ฟังหิมะ


    ฟังความเงียบ


    ลูน่าขยับจะตามลงไป มิเลียเอื้อมมือจับไหล่เด็กหญิงไว้เบา ๆ


    “ลูน่า อย่าเพิ่งไป รอก่อน”


    ลูน่าหันมามองเธอ แล้วมองโวร่า


    โวร่าหันกลับมาพอดี เธอไม่ได้พยักหน้า ไม่ได้บอกให้มา แต่ก็ไม่ได้ห้าม เธอเพียงหยุดอยู่ตรงนั้นนานกว่าปกติครึ่งจังหวะ


    ลูน่าค่อย ๆ ดึงไหล่ออกจากมือมิเลีย แล้วก้าวลงจากรถตามไปอย่างระมัดระวัง เด็กหญิงตัวเล็กมากเมื่อยืนกลางหิมะกับซากสถานีพักรถที่มืดครึ้ม เธอเดินตามหลังโวร่าห่างสามก้าว ไม่ใกล้เกินไป ไม่ไกลเกินไป เหมือนระยะนั้นเป็นเส้นบาง ๆ ระหว่างความกลัวกับความไว้ใจ


    คาเอลลงจากรถเป็นคนถัดมา ความเย็นกัดผ่านรองเท้าขึ้นมาถึงข้อเท้าในทันที เขายืนข้างประตูรถ มองรอยล้อที่ลากมาจากถนนใหญ่ รอยนั้นลึกเกินไป ชัดเกินไป ถ้ามีอะไรตามรอยหรือกลิ่น มันจะมาถึงที่นี่ได้ไม่ยาก หิมะกำลังตกต่อเนื่องและอาจกลบมันได้ภายในครึ่งชั่วโมง แต่ครึ่งชั่วโมงนั้นยาวพอให้สัตว์ที่เรียนรู้ได้ทำอะไรหลายอย่าง


    เขาเริ่มคิดถึงวิธีกลบรอย


    ใช้กิ่งไม้ลากทับ


    ใช้รถร้างสร้างรอยหลอก


    ให้โวร่าเดินอ้อมตรวจแนวต้นสน


    ให้แจ็กซ์ซ่อมรถก่อน


    ให้มิเลียดูแผล


    ให้—


    มือหนึ่งแตะต้นแขนเขา


    คาเอลหันไป


    มิเลียยืนอยู่ข้างเขา กล่องปฐมพยาบาลยังอยู่ในมือ เธอไม่ได้บีบ ไม่ได้ดึง แค่แตะไว้เบา ๆ พอให้ร่างกายเขารู้ว่าโลกนี้ยังมีสัมผัสที่ไม่ใช่การโจมตี


    “นายอย่าไปไหนไกล”


    “ฉันแค่เดินดูรอบนอกเฉย ๆ”


    “มีโวร่าดูอยู่”


    “ต้องเช็กรอยล้อ”


    “แจ็กซ์ยังไม่ได้บอกว่ารถขับต่อได้หรือเปล่า”


    “ถ้ารถขับต่อไม่ได้ เราต้องเตรียมแผนเดินเท้า”


    “ถ้านายล้มก่อนเดินเท้า แผนนั้นก็ไม่มีประโยชน์”


    คาเอลเงียบไป


    เธอลดสายตาลงที่แขนเขา


    ผ้าพันแผลชั่วคราวตรงปลายแขนเริ่มมีเลือดซึมออกมาเป็นวงสีเข้ม เขาแทบจำไม่ได้ว่าแผลนั้นเกิดขึ้นตอนไหน อาจเป็นตอนรถกระแทกสะพาน อาจเป็นตอนเขาถูกดึงกลับเข้ามาจากประตูที่ปิดไม่สนิท อาจเป็นตอนเศษโลหะจากหนามไฮดราลิสก์เฉี่ยวผ่าน ผิวรอบแผลเริ่มช้ำเป็นสีม่วงคล้ำ มือของเขายังสั่นเบา ๆ แม้เขาจะกดนิ้วไว้ให้แน่นที่สุด


    เขามองมือนั้นเหมือนมันเป็นของคนอื่น


    มิเลียเห็น แต่ไม่พูดว่าเขากำลังสั่น


    เธอแค่บอกว่า


    “เข้าไปข้างในก่อน”


    อาคารหลักของสถานีพักรถมีกลิ่นของเวลาที่ตายไปนานแล้ว


    เมื่อประตูไม้ที่บวมจากความชื้นถูกผลักเปิดออก เสียงบานพับขึ้นสนิมดังเอี๊ยดเบา ๆ ความเย็นนิ่งภายในอาคารลอยออกมาปะทะใบหน้า กลิ่นไม้ผุ กระดาษชื้น ฝุ่นเก่า น้ำมันเครื่อง และอาหารกระป๋องที่เสียไปนานแล้วผสมกันจนทำให้ลมหายใจแรกหนักขึ้น เคาน์เตอร์ขายของเล็ก ๆ ตั้งอยู่ด้านซ้าย ชั้นวางสินค้าล้มระเนระนาด ถุงขนมเปล่า ๆ กลายเป็นแผ่นแข็งติดพื้น ป้ายโฆษณาเก่าบนผนังมีรูปคนยิ้มจาง ๆ อยู่ใต้คราบฝุ่น ความธรรมดาของรอยยิ้มนั้นดูน่ากลัวกว่าเลือดเสียอีก เพราะมันเป็นรอยยิ้มจากโลกที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะถูกฉีกออกจากกัน


    กระจกหน้าต่างด้านหนึ่งแตกหมด หิมะกองเข้ามาในห้องเป็นเนินเล็ก ๆ แสงจากด้านนอกลอดผ่านช่องแตกเป็นเส้นเฉียงบนพื้น ฝุ่นลอยในอากาศอย่างเชื่องช้า ทุกฝีก้าวทำให้เศษแก้วใต้รองเท้าส่งเสียงกรอบแกรบเบา ๆ


    โวร่าตรวจห้องด้านหลัง ทางเดิน และบันไดขึ้นชั้นลอยที่พังครึ่งหนึ่ง เธอกลับมาพร้อมหิมะติดไหล่และเส้นผม


    “ไม่มีใคร” เธอพูด 


    “ชั้นบนขึ้นได้ แต่พื้นไม่มั่นคง ด้านหลังเป็นแนวต้นสน ไม่มีรอยใหม่ แต่มีโพรงหิมะหลายจุด”


    “สัตว์?” คาเอลถาม


    “อาจใช่ ไม่ก็เป็นพื้นยุบ”


    “มีเสียงอะไรไหม?”


    “ไม่มี”


    คำว่าไม่มีทำให้ทุกคนในห้องเงียบไปครู่หนึ่ง


    ไม่มี ไม่ได้หมายความว่าไม่มีอะไรอีกต่อไป


    แจ็กซ์เปิดฝากระโปรงรถอยู่ด้านนอก เสียงโลหะดังแกร๊ก ตามด้วยเสียงไอแห้ง ๆ ของเขา


    “ข่าวดีคือรถยังไม่ระเบิด!”


    “ข่าวร้าย?” มิเลียถาม


    “ข่าวร้ายคือฉันเริ่มไม่แน่ใจว่านี่ควรเรียกว่ารถหรือซากศพที่ยังมีความทะเยอทะยาน”


    โวร่ามองออกไปทางหน้าต่างแตก


    “ซ่อมได้ไหม”


    “ถ้าหมายถึงทำให้มันวิ่งต่อได้อีกสักระยะ ได้ ถ้าหมายถึงทำให้มันปลอดภัย นุ่มนวล และไม่พยายามฆ่าเราอีก ขอแจ้งว่าเราเสียโอกาสนั้นไปตั้งแต่พวกมันแทงฝากระโปรง”


    แจ็กซ์โผล่หัวเข้ามาในอาคาร มือเปื้อนน้ำมันจนดำไปครึ่งแขน ใบหน้ามีรอยคราบเขม่าขีดจากโหนกแก้มถึงคาง เขามองรอบห้องอย่างรวดเร็ว ก่อนสายตาจะไปสะดุดกับกองของเก่าหลังเคาน์เตอร์


    “ขอเวลาฉันหนึ่งชั่วโมง ถ้าโชคดี สองชั่วโมงถ้าโชคปกติ ทั้งคืนถ้าจักรวาลยังเกลียดเราในระดับที่มันแสดงมาตลอด”


    “จักรวาลเกลียดนายหรือทุกคน” โวร่าถาม


    “ฉันอยากคิดว่าเกลียดฉันคนเดียว เพราะถ้ามันเกลียดทุกคนพร้อมกัน แปลว่ามันบริหารงานแย่มาก”


    เขาเดินเข้ามา หยิบกล่องเครื่องมือวางบนพื้น แล้วคุ้ยกองขยะหลังเคาน์เตอร์ด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่เหมือนดื้อรั้นมากกว่าสนุก นิ้วของเขาแตะเจอวัตถุโลหะชิ้นหนึ่งใต้กองกระดาษเปื่อย เขาดึงมันออกมา สะบัดฝุ่น และยกขึ้นให้ทุกคนดู


    มันเป็นเครื่องเล่นเพลงหรือวิทยุพกพาเก่า ๆ รูปร่างสี่เหลี่ยมหนา พลาสติกสีดำแตกตรงมุมหนึ่ง เสาอากาศหักครึ่ง แผงลำโพงบุบเข้าไป ข้างเครื่องมีปุ่มหมุนฝืด ๆ ที่ดูเหมือนแค่แตะผิดมุมก็อาจหลุดออกมาทั้งแผง


    “ท่านสุภาพบุรุษ สุภาพสตรี และสิ่งมีชีวิตที่ยังอยู่ระหว่างรอจัดหมวดหมู่ทางชีวภาพ” แจ็กซ์พูดด้วยน้ำเสียงพิธีการเกินเหตุ 


    “เราค้นพบสมบัติล้ำค่าของอารยธรรมเก่า”


    โวร่ามองเครื่องนั้น


    “มันคือขยะ”


    “มันคือเครื่องเล่นเพลง”


    “ต่างกันตรงไหน”


    แจ็กซ์ยกมือแตะอกเหมือนถูกแทง


    “ต่างกันตรงศักดิ์ศรีของมนุษยชาติ ถ้าโลกจะจบ อย่างน้อยขอให้มันจบพร้อมเพลงประกอบที่ไม่ใช่เสียงเครื่องยนต์กำลังขอความตาย”


    คาเอลมองเครื่องเล่น แล้วมองหน้าต่างแตก


    “เสียงเพลงอาจเรียกอะไรมา”


    ประโยคนั้นทำให้บรรยากาศที่เพิ่งคลายลงนิดเดียวแข็งกลับในทันที


    แจ็กซ์ชะงัก มือที่ถือเครื่องเล่นตกลงเล็กน้อย สีหน้าของเขาไม่ได้เถียงทันทีเหมือนทุกครั้ง เขาก้มมองวัตถุเก่า ๆ ในมือ เหมือนคำพูดนั้นไปแตะบางอย่างที่เขาใช้มุกตลกปิดไว้ทั้งคืน


    “ฉันเปิดเบา ๆ ก็ได้” เขาพูดในที่สุด 


    “ถ้ามันยังเปิดได้นะ”


    คาเอลรู้ตัวว่าพูดถูก แต่ไม่ใช่คำพูดที่ควรออกมาเร็วขนาดนั้น


    ความจริงบางอย่างแม่นยำเกินไปจนทำร้ายคนฟังได้ แม้เจตนาจะไม่ได้อยากทำร้าย


    เขามองแจ็กซ์


    “ฉันขอโทษ”


    แจ็กซ์เงยหน้า


    “หา?”


    “เรื่องเพลง” คาเอลพูด 


    “นายเปิดเบา ๆ ก็ได้”


    แจ็กซ์มองเขาเหมือนไม่แน่ใจว่าเพิ่งได้ยินอะไร ก่อนยิ้มแห้ง


    “ขอบคุณ ท่านประธานคณะกรรมการความเสี่ยงด้านดนตรี”


    โวร่าพูดเรียบ ๆ


    “ถ้ามันเรียกอะไรมา ฉันจะโยนเครื่องออกไปก่อนโยนนาย”


    “ยุติธรรมอย่างน่าประทับใจ”


    แจ็กซ์นั่งลงบนพื้นใกล้เคาน์เตอร์ เริ่มงัดฝาเครื่องเล่นด้วยไขควงเล็ก เสียงพลาสติกเก่าฝืนตัวดังกร๊อบเบา ๆ ฝุ่นพุ่งออกมาเป็นกลุ่ม เขาไอจนตาแดง แต่ยังยิ้มเหมือนคนได้ของเล่นใหม่จากซากโลกเก่า


    มิเลียวางกล่องปฐมพยาบาลบนลังพลาสติกคว่ำ แล้วหันมาหาคาเอล


    “นั่งลง”


    “ฉันยังต้อง—”


    “นั่ง”


    คำสั้น ๆ นั้นไม่มีเสียงสูงขึ้น แต่ไม่มีช่องให้ต่อรอง


    คาเอลนั่งลงบนลังอีกใบตรงหน้าเธอ ความเย็นจากพลาสติกซึมผ่านกางเกงขึ้นมาทันที มิเลียดึงแขนเขาไปโดยไม่รอให้เขายื่นเอง นิ้วของเธอเย็นจากอากาศด้านนอก แต่สัมผัสมั่นคง เธอแกะผ้าพันชั่วคราวออก เลือดแห้งติดผ้านิดหนึ่ง พอดึงออก ความแสบก็แล่นขึ้นมาตามเส้นประสาท


    เขาไม่ขยับ


    “เจ็บก็บอก”


    “ไม่มาก”


    “ฉันไม่ได้ถามว่ามากไหม”


    คาเอลเงียบ


    จากมุมห้อง ลูน่านั่งอยู่บนลังไม้ใกล้ผนัง เธอกอดเข่าตัวเองไว้ คางเกยบนแขน ดวงตาตามโวร่าที่กำลังตรวจหน้าต่างและประตูสลับกัน เหมือนกลัวว่าถ้าเผลอมองไปทางอื่น โวร่าจะหายไปในความมืด นิกซ์ยืนอยู่ใกล้ประตู ไม่ยอมเข้ามากลางห้อง เขาถอดถุงมือข้างหนึ่งออกแล้วจ้องข้อมือตัวเอง เส้นสีคล้ำใต้ผิวขยับช้า ๆ เหมือนรากไม้ผิดธรรมชาติ เขากำมือปิดมันทันทีเมื่อรู้ว่าคาเอลมอง


    “นิกซ์”


    เด็กหนุ่มเงยหน้าเร็วเกินไป


    “ผมไม่เป็นไร”


    คำตอบมาถึงก่อนคำถาม


    คาเอลเดินสายตาไปที่แขนของเขา แต่ไม่ได้ลุกเข้าไปหา ระยะห่างระหว่างพวกเขามีความหมายบางอย่างในคืนนี้ เข้าใกล้เกินไปอาจทำให้นิกซ์รู้สึกเหมือนถูกตรวจสอบ ถอยไกลเกินไปอาจทำให้เขาคิดว่าทุกคนกลัว


    “ถ้าได้ยินอะไร ให้บอกเรา”


    นิกซ์เม้มปาก ก่อนพยักหน้า


    “มันไม่ชัดครับ” เขาพูดเบา ๆ 


    “เหมือนหลังฝนตกแล้วน้ำยังหยดอยู่ไกล ๆ ไม่ใช่เสียงฝูงมันตรง ๆ แต่มันมีอะไรค้างอยู่”


    “ค้างอยู่ที่ไหน”


    นิกซ์มองพื้น


    “ทุกที่”


    ลูน่าเงยหน้าขึ้น


    เด็กหญิงไม่ได้พูดอะไร แต่มือที่กอดเข่าแน่นขึ้นจนเห็นเส้นเอ็นเล็ก ๆ หลังมือ โวร่ามองเธอแวบหนึ่ง จากนั้นมองนิกซ์ นิกซ์เห็นสายตานั้นแล้วรีบก้มหน้าลง


    “ผมไม่ได้หมายความว่ามันจะเกิดอะไรตอนนี้ ผมแค่…ไม่รู้จะอธิบายยังไง”


    มิเลียใช้สำลีชุบน้ำยาฆ่าเชื้อแตะลงบนแผลของคาเอล


    ความแสบแล่นขึ้นมา เขาเกร็งนิ้วโดยไม่รู้ตัว


    มิเลียเห็น แต่ไม่หยุด


    “อย่าขยับ”


    “ฉันไม่ได้ขยับ”


    “นายกำลังจะขยับ”


    “…”


    “เห็นไหม”


    จากอีกฝั่ง แจ็กซ์หัวเราะในลำคอ


    “ในที่สุดก็มีคนอื่นโดนบ้าง”


    โวร่าพูดโดยไม่หันมา


    “นายโดนเพราะสมควร”


    “ฉันชอบที่ทุกคนในทีมนี้ใช้ความจริงทำร้ายฉันได้อย่างแม่นยำมาก”


    ลูน่าหัวเราะเบา ๆ


    เสียงนั้นเล็กมากจนแทบละลายไปกับเสียงลม แต่ทุกคนได้ยิน


    และเพราะทุกคนได้ยิน ไม่มีใครพูดต่อทันที


    โวร่าก้มมองเด็กหญิงเพียงเสี้ยววินาที สีหน้าเธอไม่เปลี่ยน แต่ความตึงตรงไหล่ลดลงนิดหนึ่ง ลูน่าก้มหน้าลงเหมือนเพิ่งรู้ว่าตัวเองส่งเสียงออกมา แล้วขยับเข้าใกล้ผนังอีกนิด ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน เธอก็ค่อย ๆ ลุกขึ้น เดินไปนั่งใกล้โวร่ามากกว่าเดิม


    โวร่ามองพื้นที่ว่างข้างตัว


    มองลูน่า


    มองประตู


    แล้วเลือกไม่พูดอะไร


    สำหรับเธอ นั่นอาจเท่ากับคำอนุญาตแล้ว


    แจ็กซ์งัดฝาเครื่องเล่นออกสำเร็จ เขาเป่าฝุ่นด้านในจนตัวเองไออีกครั้ง ก่อนเริ่มต่อสายเล็ก ๆ กับแบตเตอรี่สำรองจากไฟฉายเสีย เขาพึมพำกับตัวเองไม่หยุด


    “ถ้าสายนี้ยังไม่ขาด…โอเค ขาด แต่ขาดแบบยังพอให้อภัยได้ ถ้าต่อผ่านนี่…ไม่สิ นั่นอาจทำให้มันระเบิด เป็นเพลงสุดท้ายที่น่าตื่นเต้นเกินไป…”


    “นายพูดกับตัวเองดังไปแล้ว” โวร่าบอก


    “ฉันกำลังประชุมกับทีมวิศวกรรมภายในหัว”


    “บอกทีมของนายให้เงียบสิ”


    “ทีมฉันลาออกหมดแล้ว เหลือฉันคนเดียว”


    “งั้นง่ายกว่าเดิม”


    แจ็กซ์ยกไขควงชี้ไปทางเธอ


    “วันหนึ่งฉันจะพูดอะไรที่ทำให้เธอหัวเราะ”


    “คงเป็นวันเดียวกับที่รถซ่อมตัวเองได้”


    “โอ้ เธอเชื่อในปาฏิหาริย์ด้วย น่าประทับใจจริงเชียว”


    ริมฝีปากของโวร่าขยับนิดเดียว


    ไม่ถึงขั้นยิ้ม


    แต่ใกล้พอให้แจ็กซ์ตาเป็นประกาย


    “เดี๋ยว เมื่อกี้ใช่ไหม ทุกคนเห็นไหม นั่นคือ—”


    “ซ่อมรถไป” โวร่าพูด


    แจ็กซ์หุบปากทันที


    “รับทราบครับ”


    มิเลียพันผ้ารอบแขนคาเอลช้า ๆ ผ้าสีขาวหม่นหมุนทับบนผิวที่ช้ำและมีรอยเลือดแห้ง เสียงพลาสติกของห่อผ้าก๊อซ เสียงฝ้ายเสียดกับผิว เสียงลมข้างนอก และเสียงเครื่องเล่นที่แจ็กซ์พยายามปลุกขึ้นมา ล้วนรวมกันเป็นจังหวะแปลก ๆ ที่ทำให้คาเอลรู้สึกว่าโลกในคืนนี้ไม่ได้พังทั้งหมดพร้อมกัน


    บางส่วนยังทำงาน


    บางส่วนยังซ่อมได้


    บางส่วนยังนั่งใกล้กันได้ แม้จะกลัว


    แจ็กซ์หมุนปุ่มเครื่องเล่น


    ตอนแรกไม่มีอะไรเกิดขึ้น


    เขาเคาะมันหนึ่งที


    เสียงซ่าดังขึ้นทันที


    ทุกคนในห้องชะงักพร้อมกัน โวร่าหันกลับมา มือแตะอาวุธ ลูน่าสะดุ้งจนไหล่หด นิกซ์เงยหน้าขึ้นเร็วเกินไป มิเลียหยุดมือกลางอากาศ ส่วนคาเอลรู้สึกว่าหัวใจตัวเองกระแทกแรงขึ้นหนึ่งจังหวะ


    เสียงซ่านั้นเหมือนสิ่งอื่นมากเกินไป


    เหมือนสัญญาณ เสียงที่ไม่ควรได้ยิน


    เหมือนเสียงของโลกที่กำลังพยายามพูดผ่านช่องว่างระหว่างคลื่น


    แจ็กซ์รีบลดเสียง


    “โอเค ขอโทษ ขอโทษ มันยังไม่ตาย มันแค่ตื่นมาในอารมณ์ไม่ดี”


    เขาหมุนปุ่มอย่างระวัง เสียงซ่าขาด ๆ หาย ๆ มีเศษเสียงพูดแทรกมาเพียงครึ่งพยางค์แล้วจมหาย มีทำนองสั้น ๆ วาบขึ้นมาเหมือนแสงไม้ขีดไฟในความมืด แล้วหายไปอีก เขาหยุดหายใจไปครู่หนึ่ง ก่อนหมุนย้อนกลับเล็กน้อย


    เสียงเพลงหลุดออกมาจากลำโพงเก่า


    เบามาก


    แตกพร่า


    เหมือนถูกขุดขึ้นมาจากใต้หิมะหลายปี


    มันเป็นเพลงเก่าที่ไม่มีใครรู้ชื่อ ทำนองช้า เครื่องสายบาง ๆ คลออยู่ใต้เสียงนักร้องที่ขาดหายเป็นช่วง คำร้องฟังไม่ชัดเพราะสัญญาณรบกวน แต่โน้ตหลักยังพออยู่ เพลงนั้นไม่ได้ไพเราะในแบบสมบูรณ์ มันมีรอยขาด มีเสียงซ่า มีช่วงที่เหมือนจะดับไปแล้วกลับมาใหม่ แต่บางทีเพราะอย่างนั้นมันจึงฟังเหมือนมนุษย์มากกว่าเพลงที่สะอาดเกินไป


    ไม่มีใครพูด


    แจ็กซ์ค่อย ๆ ลดมือจากปุ่ม เหมือนกลัวแตะอีกครั้งแล้วเพลงจะหาย


    “เห็นไหม” เขาพูดเบามาก 


    “ยังมีสิ่งที่ทำงานได้”


    ไม่มีใครตอบ


    แต่ความเงียบครั้งนี้ไม่หนักเท่าก่อนหน้านี้


    มิเลียผูกปมผ้าพันแผลบนแขนคาเอลพอดี นิ้วของเธอแตะผิวเขาเบามากเพื่อจัดผ้าให้เข้าที่ เสียงเพลงแตกพร่าไหลผ่านอากาศเย็นในห้อง ผ่านกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ กลิ่นฝุ่น และกลิ่นไม้ไหม้จากกองไฟเล็ก ๆ ที่แจ็กซ์จุดในเตาเหล็กเก่า


    แล้วความทรงจำหนึ่งก็ขยับขึ้นมาในหัวคาเอล


    ไม่ใช่เพราะเขาตั้งใจนึก


    แต่มันถูกเสียงเพลงกับสัมผัสของนิ้วมิเลียดึงขึ้นมาอย่างเงียบงัน


    แสงสีฟ้าจากจอมอนิเตอร์ส่องอยู่ในห้องมืด


    แคปซูล VR ที่เพิ่งเปิดฝาออกยังส่งไฟสถานะกะพริบอยู่ด้านหลัง


    เสียงพัดลมระบายความร้อนหมุนหึ่งต่ำ ๆ ใต้โต๊ะ


    แก้วกาแฟเย็นชืดข้างคีย์บอร์ด


    เวลาในมุมหน้าจอแสดงตีสองกว่า


    ตอนนั้นเขายังคิดว่า Starcraft: Reality Sync เป็นเพียงเกม VR


    เกมที่ออกจากระบบแล้วทุกอย่างก็จบลง


    หรืออย่างน้อยเขาก็เคยเชื่อแบบนั้น


    หน้าจอภาพเล่นซ้ำเปิดค้างอยู่ตรงหน้า ภาพการต่อสู้ในเรดครั้งนั้นหยุดอยู่ที่วินาทีที่สิบแปด จุดที่ทีมเสียจังหวะครั้งแรก ศัตรูในเกมยืนค้างอยู่กลางแสงเอฟเฟกต์สีฟ้าขาว เพื่อนร่วมทีมคนหนึ่งอยู่ผิดตำแหน่งเล็กน้อย อีกคนใช้สกิลเร็วไปครึ่งวินาที และตัวละครของเขายืนอยู่ตรงกลางพอดีในมุมที่ไม่ควรยืน


    คาเอลจำได้ว่าตัวเองลากแถบเวลากลับไป


    เล่น


    หยุด


    ย้อน


    เล่นอีกครั้ง


    หยุด


    เขามองภาพเหล่านั้นเหมือนกำลังตรวจรายงานอุบัติเหตุ ไม่ใช่เกมที่เพิ่งเล่นจบกับคนรู้จักตอนกลางคืน สมุดโน้ตเปิดอยู่ข้างแป้นพิมพ์ ข้อความบนกระดาษเป็นลำดับเวลา ตำแหน่ง ความผิดพลาด และวิธีแก้


    วินาทีที่ 18.4 ตำแหน่งยืนผิด


    วินาทีที่ 24.1 ใช้สกิลช้า


    วินาทีที่ 31.7 อ่านรูปแบบผิด


    ทุกอย่างต้องมีเหตุผล


    ถ้าหาเหตุผลเจอ ก็แก้ได้


    ถ้าแก้ได้ ครั้งหน้าก็ไม่พลาด


    ถ้าไม่พลาด ทุกคนก็รอด


    ตอนนั้นคำว่า “รอด” ยังเบามาก


    เบาพอจะอยู่ในเกม


    เบาพอจะย้อนดูได้


    เบาพอจะคิดว่าความผิดพลาดเป็นเพียงข้อมูล


    เสียงหนึ่งดังขึ้นในหูฟังหลังจากเงียบไปนาน


    “นายยังดูอีกเหรอ”


    คาเอลไม่สะดุ้ง เขาเห็นชื่อ Mira อยู่ในห้องแชตเสียงมาตลอด เพียงแต่คิดว่าเธอปิดไมค์ไปแล้ว


    “อืม”


    ปลายสายมีเสียงลมหายใจเบา ๆ ปนกับสัญญาณแตกพร่า


    “มันจบไปตั้งชั่วโมงแล้วนะ”


    “ฉันพลาด”


    “ทุกคนก็พลาดเหมือนกันหมด”


    “ไม่”


    เขากดหยุดภาพบนหน้าจออีกครั้ง


    “วินาทีที่สิบแปด ฉันยืนผิดตำแหน่ง”


    เมาส์ลากวงรอบตำแหน่งตัวละครของเขา


    “วินาทีที่ยี่สิบสี่ ฉันใช้สกิลช้าไปหนึ่งจังหวะ”


    ภาพขยับต่อ


    “วินาทีที่สามสิบเอ็ด ฉันอ่านตำแหน่งของบอสผิด ถ้าแก้สามจุดนี้ได้ ทีมจะเคลียร์เร็วกว่านี้อย่างน้อยสิบสองถึงสิบห้าวินาที และไม่มีใครต้องใช้สกิลชุบชีวิตรอบสอง”


    เขาพูดมันเรียบเกินไป


    เหมือนกำลังอธิบายกลไกเครื่องจักรเสีย


    ไม่ใช่ความเหนื่อยของมนุษย์คนหนึ่งตอนตีสองกว่า


    มิเลียเงียบไปนานกว่าครั้งก่อน


    “นายรู้ไหม” เธอพูดในที่สุด


    “อะไร”


    “นายชอบทำเหมือนตัวเองเป็นรายงาน”


    คาเอลมองหน้าจอ


    ตัวละครของเขายังค้างอยู่ในตำแหน่งที่ผิด แสงเอฟเฟกต์รอบตัวสว่างและไร้เสียง


    “รายงานแก้ง่ายกว่ามาก”


    “แล้วคนล่ะ”


    คำถามนั้นทำให้เขานิ่ง


    ไม่ใช่เพราะไม่มีคำตอบ


    แต่เพราะมันเป็นคำถามคนละภาษากับสิ่งที่เขากำลังคิด


    “คนแก้ยาก” เขาตอบในที่สุด


    เสียงปลายทางเงียบไปครู่หนึ่ง


    แล้วมิเลียก็หัวเราะเบา ๆ


    เสียงหัวเราะผ่านไมค์ราคาถูกแตกนิด ๆ มีเสียงรบกวน มีลมหายใจ มีความง่วงปนอยู่ แต่มันอุ่นอย่างประหลาดในห้องมืดของเขา


    “ฉันว่านะ คืนนี้นายควรเลิกทำตัวเป็นรายงานก่อน”


    “หมายความว่าไง”


    "กลับมาเป็นคนก่อน"


    เขาจำได้ว่าตัวเองมองหน้าจอนานมาก


    คำว่าเป็นคนก่อนฟังประหลาดเกินไปในตอนนั้น เหมือนมีคนบอกให้เขาหยุดหายใจเป็นตัวเลขแล้วกลับมาใช้ปอดจริง ๆ


    “พรุ่งนี้ค่อยกลับมาคิดว่าจะแก้มันยังไง”


    “ทำไม”


    มิเลียถอนหายใจเบา ๆ


    “นี่นายดูเวลาบ้างไหม”


    คาเอลขมวดคิ้ว


    “อะไรล่ะ”


    “ตอนนี้ตีสองครึ่งแล้วนะ”


    คาเอลมองเวลามุมหน้าจอ


    02:34


    เขาไม่ทันสังเกตเลย


    มิเลียถอนหายใจเบา ๆ ในสาย ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังคล้ายรอยยิ้ม


    “แล้วฉันไม่อยากคุยกับสเปรดชีต”


    คาเอลเงียบไปหนึ่งวินาที


    สองวินาที


    แล้วเสียงหัวเราะสั้น ๆ ก็หลุดออกมาจากเขา


    มันเบามาก


    แปลกมาก


    เหมือนร่างกายทำสิ่งนั้นเองโดยไม่ขออนุญาตจากสมอง


    “เฮ้ ฉันไม่ได้เหมือนสเปรดชีตขนาดนั้นนะ”


    “นายเหมือนมาก โดยเฉพาะตอนนี้”


    “ขอบคุณที่ชม”


    “ด้วยความยินดี”


    เสียงหัวเราะของเธอดังขึ้นอีกครั้งผ่านสัญญาณแตก ๆ แล้วภาพหน้าจอสีฟ้าก็ค่อย ๆ จางลง


    กลับมาเป็นแสงกองไฟสีส้มในเตาเหล็กเก่า


    กลับมาเป็นความเย็นบนผิว


    กลับมาเป็นกลิ่นหิมะ น้ำมัน ฝุ่น และเลือด


    กลับมาเป็นมือของมิเลียที่เพิ่งปล่อยจากแขนเขา


    “เสร็จแล้วล่ะ” เธอพูด


    คาเอลก้มมองผ้าพันแผลสีขาวหม่นบนแขนตัวเอง


    อยู่ดี ๆ เขาก็ไม่แน่ใจว่ากำลังมองผ้าพันแผล


    หรือกำลังมองคืนหนึ่งก่อนโลกพัง


    คืนที่ยังไม่มีไฮดราลิสก์ ไม่มีฝูง ไม่มีเลือดบนหิมะ ไม่มีเสียงเรียกจากสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรได้ยิน


    มีเพียงเกมหนึ่ง


    ความพ่ายแพ้หนึ่งครั้ง


    และคนคนหนึ่งที่บอกให้เขาเลิกเป็นรายงานก่อน


    คาเอลกะพริบตาช้า ๆ


    ความทรงจำค่อย ๆ จางหายไป


    ก่อนสายตาจะหยุดลงที่แขนซ้ายของมิเลีย


    ตอนทำแผลให้เขา เธอพับแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อย


    พอแสงจากกองไฟตกกระทบ เขาจึงเห็นรอยแผลที่ถูกพันไว้ลวก ๆ ใต้ผ้า


    แผลเดียวกับที่ทำให้มือเธอสั่นตอนยิงจากหน้าต่างแตกบนสะพาน


    แผลจากปลายกรงเล็บที่เฉี่ยวแขนเธอในรถ


    ตอนที่ปลายกรงเล็บเฉี่ยวแขนเธอ


    ตอนนั้นเขาเห็นเลือด


    เห็นเธอเซ


    แล้วทุกอย่างก็ถูกกลบด้วยการเอาชีวิตรอด


    จนไม่มีใครมีเวลาสนใจมันอีก


    “แขนเธอ”


    มิเลียมองตามสายตาเขา


    “ไม่เป็นไร”


    เธอตอบทันที


    เร็วเกินไปเหมือนเตรียมคำตอบไว้แล้ว


    คาเอลเอื้อมมือไปจับแขนซ้ายของเธอเบา ๆ


    “ให้ฉันดูหน่อย”


    มิเลียถอนหายใจ


    แต่ไม่ได้ดึงกลับ


    คาเอลค่อย ๆ คลายผ้าพันแผลออก


    รอยกรงเล็บยาวพาดอยู่บนผิวหนังด้านนอกของแขน


    เลือดหยุดไหลแล้ว


    แต่ขอบแผลยังแดง


    บางจุดเริ่มช้ำเป็นสีม่วงคล้ำ


    เขาขมวดคิ้ว


    “เธอควรบอกว่าตัวเองมีแผลนะ”


    มิเลียมองแผลตัวเองแวบหนึ่ง


    “ตอนนั้นทุกคนกำลังหนีตาย ฉันไม่มีเวลาบอกหรอก”


    “อย่างน้อยเธอก็ควรบอกฉัน”


    มิเลียเงียบไป


    คาเอลหยิบน้ำยาฆ่าเชื้อขึ้นมา


    “เจ็บหน่อยนะ”


    “อืม ฉันรู้”


    “ฉันพูดจริง ๆ นะ”


    มิเลียเหลือบมองเขา


    “ฉันก็พูดจริง ๆ เหมือนกัน”


    คาเอลส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนเทน้ำยาลงบนผ้าก๊อซ


    แล้วค่อย ๆ แตะลงบนรอยแผล


    มิเลียสะดุ้งนิดเดียว


    แค่นิดเดียว


    แต่คาเอลเห็น


    เขาไม่ได้พูดอะไร


    เพียงลดแรงมือลงโดยอัตโนมัติ


    แล้วค่อย ๆ ทำความสะอาดแผลต่ออย่างระมัดระวัง


    ค่อย ๆ ทำความสะอาดรอยแผลทีละส่วน


    เหมือนที่เธอเพิ่งทำกับเขาเมื่อครู่


    มิเลียเก็บอุปกรณ์กลับเข้ากล่อง เธอลุกขึ้นเหมือนจะเดินไปดูแผลให้คนอื่นต่อ แต่หยุดก่อน


    ไม่ใช่หยุดเพราะลังเล


    เหมือนเธอเองก็จำอะไรบางอย่างได้


    เธอหันกลับมามองเขา


    “คืนนี้เป็นคนก่อน”


    คาเอลชะงัก


    คำเดิม


    น้ำเสียงเกือบเดิม


    แต่โลกไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว


    ระหว่างตอนนั้นกับตอนนี้ มีเมืองที่ล่มสลาย มีประตูที่ปิดลง มีผู้รอดชีวิตที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง มีเพื่อนที่กำลังกลายเป็นสิ่งอื่น มีเด็กหญิงที่เริ่มได้ยินเสียงบางอย่างในความฝัน มีฝูงที่เรียนรู้มนุษย์ และมีตัวเขาเองที่ทุกวันต้องใช้แรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อไม่ให้คนตรงหน้ากลายเป็นเพียงตำแหน่งบนแผนที่


    เขาอยากตอบว่าได้


    อยากทำให้มันง่าย


    อยากทำให้เธอเชื่อเหมือนที่เธอยังพยายามเชื่อ


    แต่คำโกหกนั้นติดอยู่ในลำคอ


    เพราะมิเลียไม่ใช่คนที่เขาโกหกได้ง่าย ๆ


    โดยเฉพาะตอนที่เธอมองเขาแบบนี้


    คาเอลเงียบอยู่นาน


    เสียงเพลงเก่าจากเครื่องเล่นยังดังคลออยู่ เสียงแตกพร่าทำให้ทำนองไม่สมบูรณ์ แต่บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่มันฟังเหมือนมนุษย์


    เขาตอบเบา ๆ


    “ฉันพยายามอยู่”


    มิเลียมองเขาอีกครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า


    ไม่ใช่การให้อภัย


    ไม่ใช่การปลอบ


    เป็นเพียงการบอกว่าเธอได้ยินแล้ว


    และยังอยู่ตรงนี้


    หลังจากนั้น เวลาก็ไหลช้าลงอย่างประหลาด


    แจ็กซ์กลับออกไปซ่อมรถสลับกับกลับเข้ามารื้อของในอาคาร เขาพบสายไฟเก่า ฟิวส์สองตัว กระป๋องน้ำมันหล่อลื่นที่เหลือก้นกระป๋อง และผ้าห่มบางผืนที่มีกลิ่นอับแต่ยังใช้ได้ เขาประกาศความสำเร็จแต่ละครั้งด้วยน้ำเสียงเหมือนเพิ่งกู้เมืองกลับมา


    “ผ้าห่มมีสองผืน” เขาว่า 


    “กลิ่นเหมือนตู้เสื้อผ้าของผีแก่ แต่ยังดีกว่าหนาวตาย”


    “เอาไปให้ลูน่าที” มิเลียพูด


    แจ็กซ์โยนผ้าห่มให้เธอ


    ลูน่ามองผ้าห่ม แล้วมองโวร่า


    โวร่านั่งอยู่ใกล้ผนังฝั่งที่เห็นทั้งประตูหน้า หน้าต่างแตก และทางหลังอาคารพร้อมกัน มันไม่ใช่ตำแหน่งที่เหมาะกับการพัก แต่มันเป็นตำแหน่งที่เหมาะกับการลุกขึ้นฆ่าทุกอย่างที่พยายามเข้ามา เธอวางอาวุธไว้ใกล้มือ แผ่นหลังพิงผนัง กล้ามเนื้อยังตึงเกินกว่าจะเรียกว่านั่งสบาย


    ลูน่าถือผ้าห่มเดินไปหาเธอ


    เด็กหญิงหยุดห่างจากโวร่าประมาณหนึ่งช่วงแขนก่อน เหมือนกำลังถามคำถามโดยไม่ใช้เสียง


    โวร่ามองเธอ


    มองผ้าห่ม


    มองประตู


    แล้วไม่พูดอะไร


    นั่นเพียงพอแล้วสำหรับลูน่า


    เธอนั่งลงข้างโวร่า ตอนแรกยังเว้นระยะเล็ก ๆ จากนั้นเมื่อเพลงดำเนินต่อไป เมื่อหิมะด้านนอกยังเงียบ เมื่อไม่มีเสียงฝูง ไม่มีเสียงตะโกนให้วิ่ง ไม่มีเสียงหนามฉีกอากาศ ความเหนื่อยก็เริ่มชนะความกลัวทีละน้อย


    ไหล่เล็ก ๆ ของลูน่าแตะกับแขนของโวร่า


    โวร่าแข็งทื่อทันที


    มันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ละเอียดมาก ถ้าไม่รู้จักเธออาจไม่เห็น แต่คาเอลเห็น เขาเห็นกล้ามเนื้อตรงกรามเธอเกร็งขึ้นเล็กน้อย เห็นนิ้วใกล้อาวุธหยุดนิ่ง เห็นดวงตาเธอเหลือบลงไปมองศีรษะของเด็กหญิงที่เริ่มเอนเข้ามาใกล้


    ลูน่าไม่ได้ขออนุญาต


    ไม่ได้รู้ตัวด้วยซ้ำ


    เธอเพียงหลับตาลงช้า ๆ หายใจสั้น ๆ สองครั้ง แล้วศีรษะก็พิงลงบนไหล่โวร่าอย่างเบามาก


    โวร่าไม่หายใจไปหนึ่งจังหวะ


    แจ็กซ์เห็นแล้วอ้าปาก


    คาเอลมองเขาก่อน


    แจ็กซ์หุบปากทันที ยกมือขึ้นปิดปากตัวเองด้วยท่าทางเกินจริง


    โวร่ายังไม่ขยับ


    นานหลายวินาที


    มีเพียงเสียงเพลง เสียงลม และเสียงกองไฟแตกเปรี๊ยะในเตาเหล็ก


    จากนั้นเธอก็ค่อย ๆ เอื้อมมือไปดึงผ้าห่มที่ไหล่ลูน่าซึ่งเลื่อนหลุดลงมาเล็กน้อย เธอปรับมันให้คลุมตัวเด็กหญิงดีขึ้น ปลายนิ้วแตะผ้าเบามาก ราวกับกลัวว่าสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ข้างตัวจะแตกสลายถ้าใช้แรงมากเกินไป


    เธอทำทุกอย่างโดยไม่พูด


    ทำเสร็จแล้วก็กลับไปนั่งนิ่งเหมือนเดิม


    แต่ไม่ได้ขยับไหล่ออก


    นิกซ์มองภาพนั้นจากมุมห้อง


    แววตาของเขาเปลี่ยนไปอย่างเงียบงัน


    ไม่ใช่ความสุขชัดเจน ไม่ใช่ความเศร้าเต็มที่ แต่มันเป็นบางอย่างที่ทั้งอุ่นและเจ็บในเวลาเดียวกัน เหมือนภาพนั้นไปแตะห้องหนึ่งในใจที่เขาเองก็กลัวจะเปิดออก


    เด็กทดลอง


    เด็กที่ถูกเลือก


    เด็กที่ถูกทิ้งไว้กับเสียงในหัว


    เด็กที่ยังมีใครบางคนยอมให้หลับบนไหล่


    เขาก้มหน้าลงก่อนใครจะทันเห็นน้ำตาในดวงตาชัดเกินไป


    คาเอลเห็น


    แต่ไม่พูด


    บางเรื่องถ้าถูกเรียกชื่อ มันจะเจ็บขึ้น


    แจ็กซ์กลับไปซ่อมรถต่อ เสียงประแจ เสียงโลหะกระทบกัน เสียงเขาบ่นกับชิ้นส่วนเก่า ๆ ดังเป็นจังหวะห่าง ๆ


    “ถ้าฉันเอาไอ้นี่ต่อกับระบบหล่อเย็นชั่วคราว…ไม่สิ มันจะรั่ว ถ้ารั่วเราจะได้กลิ่นก่อนตายไหม น่าจะได้ นั่นถือเป็นข้อดีไหม ไม่ ไม่ถือ…”


    “นายพูดดังเกินไป” โวร่าพูดโดยไม่ลืมตา


    “ฉันพูดเบากว่านี้ รถจะไม่เชื่อฟัง”


    “รถไม่มีหู”


    “เธอรู้ได้ยังไง”


    “เพราะถ้ามี มันคงดับเครื่องหนีนายไปแล้ว”


    แจ็กซ์ชี้ประแจเข้ามาทางหน้าต่างแตก


    “วันหนึ่งฉันจะพูดอะไรที่ทำให้เธอหัวเราะจริง ๆ”


    “คงเป็นวันเดียวกับที่นายซ่อมรถโดยไม่บ่น”


    “เธอพูดเหมือนเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติจริง ๆ”


    ริมฝีปากของโวร่าขยับนิดเดียว


    ไม่ถึงขั้นยิ้ม


    แต่ใกล้พอให้แจ็กซ์ชะงัก


    “ซ่อมรถไป”


    “รับทราบครับท่านหญิง”


    เขากลับไปทำงาน แต่ไหล่ดูเบากว่าเดิม


    คาเอลมองภาพทั้งหมดจากข้างกองไฟ


    ภาพตรงหน้าไม่ควรพิเศษอะไรเลย


    คนกลุ่มหนึ่งในสถานีพักรถร้าง กลางหิมะ หลังถูกล่าเกือบตาย รถพัง แผลเต็มตัว เสบียงน้อย กระสุนจำกัด และไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเจออะไร


    แต่บางทีเพราะโลกพยายามพรากทุกอย่างไป ภาพธรรมดาจึงกลายเป็นสิ่งหายาก


    ลูน่าหลับบนไหล่โวร่า


    โวร่าไม่ขยับหนี


    นิกซ์นั่งอยู่ในวงเดียวกัน แม้จะยังเว้นระยะ แต่ไม่มีใครผลักเขาออกไป


    แจ็กซ์ยังซ่อมของพังและบ่นกับมันเหมือนของพังยังมีสิทธิ์กลับมาใช้ได้


    มิเลียอยู่ใกล้กองไฟ กำลังเก็บกล่องยาอย่างเงียบ ๆ


    เพลงเก่าดังแตกพร่าอยู่ตรงกลาง


    คาเอลพบว่าตัวเองกำลังคิดเรื่องอะไหล่ที่แจ็กซ์ต้องใช้ตอนเช้า


    คิดถึงการเดินทางว่าควรออกเดินทางกี่โมง


    ควรเติมน้ำมันจากรถร้างตรงลานจอดได้ไหม


    ถ้าหิมะไม่หนักเกินไป พวกเขาน่าจะไปได้อีกกี่กิโลเมตรก่อนเครื่องยนต์ร้อนอีกครั้ง


    เขาคิดว่าต้องให้ลูน่ากินของอุ่น ๆ ก่อนขึ้นรถ


    ให้นิกซ์ได้นอนพักจริง ๆ อย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง


    มีเวลาให้มิเลียพักมือจากการทำแผล


    ต้องให้แจ็กซ์หยุดก่อนเขาจะซ่อมรถจนลืมนอน


    หาคนแทนโวร่าเพื่อสับเปลี่ยนเวร แม้เธอจะไม่ยอมรับว่าตัวเองต้องพักบ้าง


    แล้วเขาก็หยุด


    ความคิดเหล่านั้นไม่ใช่วิธีเอาตัวรอดจากคืนนี้


    มันเป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้


    คาเอลมองกองไฟ


    เปลวไฟเล็ก ๆ สั่นอยู่ในเตาเหล็กเก่า สีส้มของมันอ่อนมากเมื่อเทียบกับความมืดรอบอาคาร แต่มันยังสว่างพอให้เห็นใบหน้าของทุกคน พอให้เกิดเงาบนผนัง พอให้มือที่เย็นจัดเริ่มจำความอุ่นได้อีกครั้ง


    บางทีอนาคตอาจไม่ได้เริ่มจากแผนใหญ่


    อาจเริ่มจากการคิดว่าพรุ่งนี้ใครต้องกินอะไรก่อนออกเดินทาง


    ความคิดนั้นเล็กมาก


    เล็กจนเกือบน่าขำ


    แต่มันทำให้หน้าอกเขาเจ็บในแบบที่ไม่เหมือนบาดแผล


    มิเลียเดินกลับมานั่งไม่ไกลจากเขา เธอวางแก้วโลหะเล็ก ๆ ที่มีน้ำอุ่นจากหิมะละลายลงข้างมือเขา


    “ดื่มหน่อยไหม”


    คาเอลหยิบแก้วขึ้นมา ความอุ่นซึมผ่านโลหะเข้าสู่ฝ่ามือ เขาเพิ่งรู้ว่ามือตัวเองเย็นแค่ไหน น้ำในแก้วมีกลิ่นโลหะ

    จาง ๆ และรสของควันจากเตา แต่มันอุ่น


    เขาดื่มไปหนึ่งอึก


    ความอุ่นไหลผ่านลำคอลงไปในอกช้า ๆ


    มิเลียนั่งข้างเขาโดยเว้นระยะไม่ถึงช่วงแขน


    ไม่ใกล้จนกลายเป็นคำถาม


    ไม่ไกลจนกลายเป็นกำแพง


    “ตอนนั้น…” คาเอลพูดขึ้นเบา ๆ


    มิเลียหันมองเขา


    เขาหยุดไปครู่หนึ่ง


    เสียงเพลงเติมช่องว่างระหว่างทั้งคู่


    “เธอจำได้ไหม” เขาถาม


    “เรื่องไหน”


    เขามองผ้าพันแผลบนแขนตัวเอง


    “สเปรดชีต”


    มิเลียนิ่งไปเล็กน้อย


    จากนั้นมุมปากเธอก็ขยับขึ้นบางมาก


    “จำได้”


    เขาพยักหน้า


    ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรต่อ


    ขอบคุณ


    ขอโทษ


    ฉันยังเป็นคนเดิมอยู่ไหม


    ถ้าวันหนึ่งฉันไม่เหลืออะไรให้จำ เธอจะยังจำฉันได้หรือเปล่า


    คำถามพวกนั้นหนักเกินไปสำหรับคืนที่ทุกคนพยายามหายใจ


    มิเลียเหมือนรู้


    เธอไม่ผลักให้เขาพูด


    แค่ยกแก้วน้ำของตัวเองขึ้นจิบ


    “ตอนนั้นนายเถียงว่าตัวเองไม่เหมือนสเปรดชีต”


    “ฉันตอนนี้ก็ยังคิดว่าฉันไม่เหมือนขนาดนั้นหรอกนะ”


    “ฉันว่าตอนนี้นายพัฒนาไปมีหลายชีตขึ้น”


    คาเอลหันไปมองเธอ


    เธอทำหน้าเรียบมาก เรียบจนเกือบเหมือนพูดจริงทุกคำ


    เสียงหัวเราะหลุดออกจากเขาสั้น ๆ


    ไม่ดัง


    แห้งนิดหน่อย


    เจ็บชายโครงเล็กน้อย


    แต่เป็นเสียงหัวเราะจริง


    แจ็กซ์เงยหน้าขึ้นทันทีจากด้านนอกรถ


    “โอ้โห วันนี้มีปาฏิหาริย์สองครั้ง รถยังไม่ตาย และคาเอลหัวเราะ”


    “ซ่อมรถ” โวร่าพูด


    “ฉันแค่บันทึกเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์”


    ลูน่าขยับบนไหล่โวร่า ทุกคนเงียบลงทันที เด็กหญิงส่งเสียงงึมงำเบา ๆ แล้วนิ่งไปอีกครั้ง โวร่ามองลงไปที่เธอ สายตาที่ปกติคมเหมือนใบมีดอ่อนลงชั่วครู่


    มิเลียมองภาพนั้น แล้วหันกลับมาหาคาเอล


    “เธอไว้ใจโวร่ามาก”


    “โวร่าไม่รู้จะทำยังไงกับมัน”


    “แต่เธอก็ไม่ได้หนี”


    คาเอลพยักหน้า


    “นั่นอาจเป็นวิธีของเธอ”


    มิเลียเงียบไป ก่อนถามเบา ๆ


    “แล้วนายล่ะ”


    คาเอลมองเธอ


    “วิธีของนายคืออะไร”


    เขารู้ว่าเธอไม่ได้ถามเรื่องการรบ


    ไม่ได้ถามเรื่องแผน


    ไม่ได้ถามว่าเขาจะพาทุกคนไปที่ไหน


    เธอกำลังถามว่าเขาจะอยู่กับสิ่งที่ตัวเองกำลังกลายเป็นอย่างไร


    คาเอลมองกองไฟ


    เปลวไฟสะท้อนในดวงตาเขาเป็นเส้นสีส้มสั่น ๆ


    “ฉันยังไม่รู้”


    มิเลียไม่ได้แปลกใจ


    อาจเพราะนี่เป็นคำตอบที่ซื่อสัตย์ที่สุดของเขาในตอนนี้


    “งั้นคืนนี้ไม่ต้องรู้ก่อนก็ได้” เธอพูด


    เขาหันกลับไปหาเธอ


    “เป็นคนก่อนใช่ไหม”


    “อืม”


    เธอมองเขานิ่ง


    “อย่างน้อยคืนนี้”


    เสียงเพลงเปลี่ยนท่อน


    จังหวะช้าลงอีกนิด เสียงร้องในลำโพงเก่าขาดหายจนเหลือเพียงทำนองเป็นส่วนใหญ่ แจ็กซ์เลิกซ่อมชั่วคราวแล้วเอนหลังพิงล้อรถด้านนอก ดูเหมือนจะหลับได้ทั้งที่ยังถือประแจอยู่ นิกซ์ก้มหน้าลง มือทั้งสองวางบนเข่า เขายังคงตื่น แต่ลมหายใจช้ากว่าเดิม โวร่านั่งนิ่งโดยมีลูน่าหลับพิงไหล่ เธอยังมองประตูเป็นระยะ แต่ไม่ได้ผลักเด็กหญิงออก มิเลียอยู่ข้างคาเอล


    และนอกอาคาร หิมะตกอย่างเงียบงัน


    เวลาค่อย ๆ ไหลผ่านไปโดยไม่มีใครพูดมากนัก


    ในโลกเดิม ความเงียบแบบนี้อาจน่าอึดอัด


    แต่ในโลกนี้ ความเงียบที่ไม่มีเสียงไล่ล่าถือเป็นของขวัญ


    คาเอลไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปหรือเปล่า


    อาจไม่ถึงขั้นหลับ


    แค่หลุดจากการเฝ้าระวังไปชั่วครู่หนึ่ง


    เสียงเพลงยังดังอยู่ เสียงไฟยังแตกเปรี๊ยะเบา ๆ ความอุ่นจากแก้วโลหะยังเหลืออยู่ในฝ่ามือ เขานั่งพิงผนัง หัวเอียงลงเล็กน้อย แต่ในหัวไม่ได้ว่างเปล่า มันมีภาพกระจัดกระจายซ้อนกันอยู่


    หน้าจอ Starcraft: Reality Sync


    ประตูเหล็กที่ปิดลง


    หิมะบนถนน


    นักล่าร่างสูงบนเนิน


    มือของมิเลีย


    คำว่าเป็นคนก่อน


    แล้วเสียงหนึ่งก็แทรกเข้ามา


    เบามาก


    “ไม่ใช่…”


    คาเอลลืมตาทันที


    ทุกอย่างในห้องยังเหมือนเดิม


    เพลงยังเล่น


    ไฟยังสั่น


    แจ็กซ์ยังหลับครึ่งตื่นครึ่งอยู่ข้างเครื่องมือ มิเลียนั่งพิงลังไม้ไม่ไกลจากเขา ดวงตาปิดลงแต่คิ้วยังขมวดเหมือนต่อให้พัก ร่างกายเธอก็ยังไม่ยอมวางทุกอย่างลง นิกซ์นั่งนิ่งในมุมมืด โวร่ายังอยู่ตำแหน่งเดิม


    ลูน่าขยับในหลับ


    มือเล็ก ๆ ของเด็กหญิงกำเสื้อคลุมของโวร่าแน่นขึ้นจนข้อนิ้วซีด ริมฝีปากเธอสั่นเล็กน้อย ดวงตายังปิดอยู่ แต่ใบหน้าเริ่มบิดเหมือนกำลังฝันถึงอะไรบางอย่างที่ไม่ควรฝัน


    โวร่าก้มลงทันที


    “ลูน่า”


    เสียงเธอเบามาก


    เด็กหญิงไม่ตื่น


    เธอพึมพำอีกครั้ง


    “ไม่ใช่เสียงนั้น…”


    คาเอลรู้สึกว่าความเย็นแล่นผ่านกลางหลัง


    นิกซ์เงยหน้าขึ้นพร้อมกัน


    เร็วเกินไป


    ดวงตาของเขาเบิกกว้างในความมืด สะท้อนแสงกองไฟเป็นประกายผิดธรรมชาติชั่วครู่หนึ่ง เขาหันหน้าไปทางหน้าต่างแตกเหมือนมีใครเรียกชื่อจากด้านนอก


    มิเลียลืมตา


    แจ็กซ์สะดุ้งตื่นจนประแจเกือบหล่น


    “อะไร เกิดอะไรขึ้น รถระเบิดเหรอ”


    โวร่ายกนิ้วแตะริมฝีปากโดยไม่หันไปมองเขา


    ทุกคนเงียบลง


    เพลงจากเครื่องเล่นยังดังอยู่


    ทำนองเดิม แตกพร่าเหมือนเดิม


    แต่ใต้เสียงเพลงนั้น คาเอลได้ยินบางอย่างซ้อนอยู่


    ไม่ใช่เสียงดัง


    ไม่ใช่เสียงฝูงโจมตี


    ไม่ใช่เสียงคำรามของสิ่งมีชีวิต


    มันเป็นจังหวะ


    ไกลมาก


    เบามาก


    เหมือนมีบางสิ่งอยู่นอกอาคาร นอกแนวต้นสน นอกหิมะที่ปกคลุมโลก กำลังฟังเพลงเดียวกับพวกเขา แล้วพยายามจำทำนองนั้นด้วยวิธีของมันเอง


    จังหวะนั้นไม่ตรงกับเพลง


    แต่กำลังเรียนรู้ให้ตรง


    หนึ่งจังหวะช้าไป


    หนึ่งจังหวะเร็วไป


    แล้วค่อย ๆ ใกล้ขึ้น


    คาเอลค่อย ๆ วางแก้วลงบนพื้นโดยไม่ให้เกิดเสียง มือของเขาเลื่อนไปหาอาวุธข้างตัวอย่างช้า ๆ โวร่าขยับเพียงเล็กน้อย แต่ลำตัวเธอเปลี่ยนจากการนั่งพักเป็นพร้อมพุ่งในเสี้ยววินาที แจ็กซ์เอื้อมมือไปปิดเครื่องเล่น แต่คาเอลยกมือห้ามทันที


    อย่าเพิ่ง


    ถ้าปิดตอนนี้ พวกเขาจะไม่รู้ว่าจังหวะนั้นมาจากเพลงหรือจากข้างนอก


    แจ็กซ์หยุดมือกลางอากาศ สีหน้าซีดลงทันที


    นิกซ์หายใจเร็วขึ้น


    “ผม…” เขากระซิบ


    คาเอลหันไปมอง


    นิกซ์ส่ายหน้าทันที เหมือนกลัวคำพูดของตัวเองจะทำให้สิ่งนั้นชัดขึ้น


    “ไม่มีอะไร”


    แต่มือของเขากำแน่นจนเล็บจิกเข้ากับผิว


    ลูน่ายังคงหลับอยู่บนไหล่โวร่า น้ำตาหยดเล็ก ๆ ไหลจากหางตาลงมาตามแก้มทั้งที่เธอยังไม่ตื่น


    “หนูยังไม่ไป…” เธอพึมพำเบาจนแทบละลายไปกับเสียงเพลง


    โวร่ามองเธอ


    บางอย่างในดวงตาของนักฆ่าสาวแข็งขึ้น


    ไม่ใช่ความเย็นชา


    แต่เป็นคำสัญญาที่ไม่มีเสียง


    คาเอลหันไปทางหน้าต่างแตก


    ด้านนอกมีเพียงหิมะ


    ต้นสนดำทะมึน


    ป้ายสถานีพักรถที่แกว่งเบา ๆ ในลม


    ไม่มีเงาเคลื่อนไหว


    ไม่มีรอยใหม่


    ไม่มีเสียงฝูง


    แต่ความเงียบนั้นไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว


    ก่อนหน้านี้มันเป็นความเงียบของคืนที่อาจปลอดภัย


    ตอนนี้มันเป็นความเงียบของบางสิ่งที่กำลังกลั้นหายใจฟัง


    เพลงเก่ายังคงดังคลออยู่กลางห้อง


    กองไฟในเตาเหล็กสั่นไหวเบา ๆ ทั้งที่ไม่มีลมพัดเข้ามา


    เปลวไฟเอนลงไปทางหน้าต่างแตกเพียงเสี้ยววินาที ก่อนกลับมาตั้งตรง


    คาเอลไม่ขยับ


    ไม่มีใครขยับ


    หิมะด้านนอกตกลงมาเงียบเกินไปสำหรับคืนที่ควรปลอดภัย


    และใต้เสียงเพลงแตกพร่านั้น จังหวะที่สองยังคงซ่อนอยู่


    เบามาก


    ไกลมาก


    แต่ไม่หายไปไหน


    ผ่านไปหลายวินาที แจ็กซ์ค่อย ๆ ลดมือลงจากเครื่องเล่นโดยไม่ปิดมัน นิ้วของเขาสั่นน้อย ๆ เขาเหลือบมองคาเอลเหมือนรอคำสั่ง แต่คาเอลยังมองออกไปนอกหน้าต่าง เขารู้ว่าถ้าเขาพูดว่าเตรียมหนี ทุกคนจะลุกทันที ความสงบเล็ก ๆ ที่เพิ่งได้มาจะพังลงในพริบตา แต่ถ้าเขาไม่พูด แล้วสิ่งนั้นเป็นภัยจริง เขาอาจกำลังทำผิดแบบเดิมอีกครั้ง


    เลือกช้าไป


    เลือกผิด


    ทิ้งใครไว้ข้างหลัง


    เขาหายใจเข้าช้า ๆ


    กลิ่นควันอุ่น ๆ จากเตาเหล็กปะทะกับกลิ่นหิมะเย็นเฉียบจากหน้าต่างแตก


    เสียงเพลงยังอยู่


    จังหวะซ้อนยังอยู่


    แต่ไม่ใกล้ขึ้น


    อย่างน้อยตอนนี้ยังไม่ใกล้ขึ้น


    คาเอลลดมือลงเล็กน้อย แต่ไม่ได้ปล่อยอาวุธ


    “เฝ้ายามสองคน” เขาพูดเบามาก 


    “ไม่ปลุกลูน่า ถ้าเสียงเปลี่ยนอีก เราออกทันที”


    โวร่าพยักหน้าเพียงครั้งเดียว


    “ฉันเฝ้า”


    “ฉันด้วย” นิกซ์พูดทันที


    ทุกคนหันไปหาเขา


    เด็กหนุ่มกลืนน้ำลาย แต่ไม่หลบตาเหมือนก่อน


    “ถ้ามันเป็นเสียง…ผมอาจได้ยินก่อน”


    คาเอลมองเขาอยู่นาน


    มีเหตุผลมากมายที่ควรปฏิเสธ


    นิกซ์เหนื่อยเกินไป


    นิกซ์ไม่มั่นคง


    นิกซ์อาจเป็นตัวรับสัญญาณ


    แต่ถ้าปฏิเสธตอนนี้ เขาจะผลักนิกซ์ออกจากวงไฟอีกครั้ง


    หลังจากทั้งคืนที่ทุกคนพยายามบอกว่าเขายังอยู่ตรงนี้


    คาเอลจึงพยักหน้า


    “ถ้าเริ่มไม่ไหว บอกทันที”


    นิกซ์พยักหน้ากลับ


    “ครับ”


    แจ็กซ์ถอนหายใจเบามาก


    “งั้นฉันจะ…ไม่หลับสนิท และแกล้งทำเป็นซ่อมรถต่อด้วยระดับความหวาดระแวงพอดี ๆ”


    มิเลียลุกขึ้นช้า ๆ เดินไปหยิบผ้าห่มอีกผืน แล้ววางลงใกล้คาเอล


    “นายนอน”


    “ฉันควร—”


    “คืนนี้เป็นคนก่อน” เธอพูด


    คราวนี้ไม่มีรอยยิ้ม


    ไม่มีการหยอก


    มีเพียงความเหนื่อยและความดื้อที่ทำให้คาเอลเถียงไม่ออก


    เขามองเธอ มองโวร่าที่นั่งนิ่งโดยมีลูน่าหลับพิงไหล่ มองนิกซ์ที่พยายามทำตัวให้มั่นคงทั้งที่มือยังสั่น มองแจ็กซ์ที่เอาประแจวางไว้ใกล้มือเหมือนมันเป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ของช่างซ่อม


    คาเอลค่อย ๆ พยักหน้า


    เขาเอนหลังพิงผนัง ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมครึ่งตัว ความเจ็บที่แขนเต้นตุบ ๆ ตามจังหวะหัวใจ เสียงเพลงยังแตกพร่าอยู่ในห้อง เสียงหิมะยังตกอยู่ด้านนอก และจังหวะที่สองยังซ่อนอยู่ใต้ทุกอย่างเหมือนเงาของเพลงที่ไม่ควรมีอยู่จริง


    เขาไม่ได้หลับทันที


    ไม่มีใครหลับทันที


    แต่พวกเขายังไม่ลุกหนี


    ยังไม่ยิง


    ยังไม่วิ่ง


    ยังนั่งอยู่ตรงนั้นอีกครู่หนึ่ง


    รอบกองไฟเล็ก ๆ กลางสถานีพักรถร้าง


    ในคืนที่อาจเป็นคืนสงบที่สุดเท่าที่โลกนี้ยังยอมให้พวกเขามี


    และข้างนอก หิมะก็ค่อย ๆ กลบรอยล้อของรถทีละชั้น


    กลบรอยเลือด


    กลบรอยเท้า


    กลบเส้นทางที่พาพวกเขามาถึงที่นี่


    แต่ไม่ได้กลบเสียงนั้น


    เสียงที่ไม่ใช่เพลง


    เสียงที่เหมือนกำลังเรียนรู้ว่าจะเรียกใครก่อนในคืนถัดไป

     

    คล้ายกับเรื่องStarcraft : The Last Commander ที่คุณอ่าน

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247