หลิวกุ้ยหลานมั่นใจว่าตนเองรู้จักหลินกั๋วผิงดี สมัยที่ยังไม่เลิกรากัน ขอเพียงเธอบำเรอเขาบนเตียงให้ถึงใจ ต่อให้เธอเอ่ยปากขอแม้แต่ดาวบนท้องฟ้า เขาก็พร้อมจะปีนไปคว้ามาให้
เธอรู้ดีว่าหลินกั๋วผิงเป็สุภาพบุรุษ แม้จะเปลี่ยวเหงาเพียงใดก็ไม่มีทางไปเกาะแกะผู้หญิงอื่น นี่เขาก็ไม่ได้แตะต้องผู้หญิงมาหลายปีแล้ว ขอแค่เธอใช้มารยาหญิงปรนเปรอเขาให้เต็มที่ ให้เขาได้ปลดปล่อยความอยากที่อัดอั้น จากนั้นก็ค่อยๆ หว่านล้อมเขาดีๆ มีหรือที่เขาจะไม่ใจอ่อนยอมให้ลูกสาวคนโตไปกับเธอ
รอจนเสียวเสวี่ยถ่ายเืให้เหยาเหยาเรียบร้อย ทุกอย่างลงตัวเมื่อไหร่ เธอก็ค่อยส่งเด็กคนนั้นกลับคืนที่เดิม
หลิวกุ้ยหลานไม่เคยคิดจะรับเลี้ยงลูกสาวคนโตเป็การถาวร ต่อให้เธออยากจะเลี้ยงดู สามีคนปัจจุบันกับแม่ผัวตัวดีก็คงไม่ยอมเป็แน่
หลิวกุ้ยหลานโถมตัวกอดเอวหลินกั๋วผิงไว้แน่น พร้อมกับเขย่งปลายเท้าหมายจะประกบจูบริมฝีปากของเขา
“กุ้ยหลาน อย่าทำแบบนี้เลย เราหย่ากันแล้ว หวังว่าเธอจะรู้จักเคารพตัวเองบ้างนะ” แม้เรือนร่างของอดีตภรรยาจะยังคงหอมกรุ่นนุ่มนวลเหมือนเช่นวันวาน แต่หลินกั๋วผิงก็ยังฝืนใจต้านทานแรงปรารถนา เขาผลักหลิวกุ้ยหลานที่เกาะกุมตัวเขาอยู่ออกไปอย่างแรง
ด้วยแรงที่มากเกินไป หลิวกุ้ยหลานถึงกับเซถลา เกือบล้มคะมำ “หลินกั๋วผิง นี่คุณ...”
“กุ้ยหลาน ถ้าเธอคิดจะใช้วิธีสกปรกแบบนั้นมาทำให้ฉันยอมทำตามใจเธอ ฉันคงต้องขอโทษที่ทำให้เธอผิดหวัง ั้แ่วินาทีที่เธอทรยศฉัน ความรู้สึกใดๆ ที่ฉันเคยมีให้เธอมันก็ตายด้านไปหมดแล้ว ฉันรังเกียจร่างกายของเธอ มันสกปรก ฉันขยะแขยงเธอเต็มทนแล้ว!” นี่นับเป็ครั้งแรกที่หลินกั๋วผิงเอ่ยถ้อยคำรุนแรงเช่นนี้กับหลิวกุ้ยหลาน แม้แต่ตอนที่พวกเขาหย่าขาดจากกัน เขาก็ยังไม่เคยทำถึงขนาดนี้
หลินกั๋วผิงเป็คนใจดี เขามักจะเหลือทางถอยให้ผู้อื่นเสมอ ยิ่งกว่านั้นหลิวกุ้ยหลานก็คือผู้หญิงที่เขาเคยรักสุดหัวใจ ทว่าบัดนี้ ต่อให้เป็คนที่ใจกว้างปานมหาสมุทรเพียงใด ก็ไม่อาจจะเหลือเยื่อใยให้หลิวกุ้ยหลานได้อีก
หลินกั๋วผิงอาจจะใจดี แต่ไม่ใช่คนโง่เง่า หลิวกุ้ยหลานคิดแผนการอะไรอยู่ในใจ มีหรือที่เขาจะไม่รู้?
หากลูกสาวถูกแม่ประเภทนี้อบรมสั่งสอน อนาคตคงต้องบิดเบี้ยวไปแน่ เขาหวังให้ลูกสาวเติบโตขึ้นเป็เด็กผู้หญิงที่รู้จักรักนวลสงวนตัวเคารพตัวเอง รักตัวเอง พึ่งพาตัวเองได้ และเข้มแข็ง
หลิวกุ้ยหลานรู้สึกราวกับถูกหลินกั๋วผิงกระชากหน้ากากออกอย่างไม่ใยดี เธออับอายจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี นิ่งอึ้งพูดอะไรไม่ออกไปครู่ใหญ่
หลิวกุ้ยหลานคว้ากระเป๋าของตนแล้วเดินจากไปอย่างหัวซุกหัวซุน เธอยังพอมีศักดิ์ศรีหลงเหลืออยู่บ้าง ถูกผู้ชายที่ตนเองเคยดูแคลนที่สุดหยามเกียรติถึงเพียงนี้ จะให้ทนอยู่ที่นี่ต่อไปได้อย่างไร!
พอพ้นจากหมู่บ้านต้าเหอ หลิวกุ้ยหลานก็เริ่มสงบสติอารมณ์ลงได้ นี่เธอจะกลับไปมือเปล่าแบบนี้จริงๆ หรือ?
เฉินเฉียงกับแม่ผัวแก่ๆ นั่นยื่นคำขาดกับเธอแล้วว่า ก่อนสิ้นปีนี้ต้องพาลูกสาวคนโตมาให้ได้ ดูแลประคบประหงมสักหน่อย พอพ้นปีใหม่ไปก็ต้องรีบพาเหยาเหยาไปผ่าตัดทันที
เดิมทีคิดว่าใช้มารยาหญิงก็คงจะหลอกล่อให้หลินกั๋วผิง ไอ้คนขี้ขลาดนั่นยอมจำนนได้แล้วแท้ๆ แต่หลิวกุ้ยหลานคาดไม่ถึงว่าผู้ชายคนนี้จะไม่หลงกลเธออีกต่อไป
ถ้าตอนนี้เธอกลับไปอ้อนวอนเขาอีกรอบ คงไม่ได้ผลแน่ จะทำอย่างไรดี?
หลิวกุ้ยหลานขี่จักรยานออกจากหมู่บ้านต้าเหอด้วยท่าทางห่อเหี่ยวสิ้นหวัง แต่เธอไม่ได้กลับบ้านที่ตัวอำเภอในทันที กลับมุ่งหน้าตรงไปยังหมู่บ้านเกาไถ บ้านเกิดของตนเอง
หมู่บ้านเกาไถอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านต้าเหอนัก ขี่จักรยานประมาณยี่สิบกว่านาทีก็ถึงแล้ว
พ่อยายหลิวกุ้ยหลานอาศัยอยู่ทางตะวันออกของหมู่บ้าน สองตายายอยู่ในบ้านมุงจากสามห้อง หน้าบ้านมีต้นพุทราจีนต้นใหญ่แผ่กิ่งก้านตระหง่าน
ตอนที่หลิวกุ้ยหลานมาถึง ยายหลิวกำลังตากผ้าอยู่ ส่วนตาหลิวนั่งพิงกำแพง สูบยาเส้นไปพลาง ผิงแดดอุ่นไปพลาง
“หลานหลาน ทำไมกลับมาล่ะลูก?” ผู้เป็พ่อเอ่ยทักลูกสาวก่อน
นับั้แ่แต่งงานเข้าเมือง ลูกสาวคนนี้ก็แทบจะไม่เคยกลับมาเยี่ยมบ้านเลย
ยายหลิวซึ่งกำลังตากผ้าอยู่รีบหันขวับมองลูกสาวที่เดินเข้ามาในลานบ้าน “หลานหลาน ทำไมกลับมาคนเดียวล่ะลูก ลูกเขยกับเหยาเหยาไม่ได้มาด้วยเหรอ?”
หลิวกุ้ยหลานตอบ “หนูกลับมามีเื่นิดหน่อยค่ะ พ่อ แม่ เราเข้าไปคุยกันในบ้านเถอะค่ะ”
สองตายายเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของลูกสาวก็รู้ทันทีว่าต้องเกิดเื่ไม่ดีขึ้นแน่ หัวใจของทั้งคู่พลอยหนักอึ้งตามไปด้วย
หลิวกุ้ยหลานมีพี่น้องทั้งหมดแปดคน แต่มีเพียงเธอที่หน้าตาสะสวยที่สุด ปัจจุบันนี้ก็มีเพียงเธอคนเดียวที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเมือง ทำให้เธอกลายเป็ความภาคภูมิใจของคนทั้งตระกูลหลิว
สองตายายตระกูลหลิวที่เคยคิดว่าลูกสาวคือภาระมีแต่จะนำความสูญเสียมาให้ พอหลิวกุ้ยหลานได้แต่งงานเข้าเมือง ท่าทีที่พวกเขามีต่อเธอก็พลันเปลี่ยนไปราวหน้ามือเป็หลังมือ
ทุกครั้งที่หลิวกุ้ยหลานกลับมาเยี่ยมบ้าน ยายหลิวจะนำของที่ดีที่สุดออกมาต้อนรับขับสู้เธอเสมอ
เมื่อหลิวกุ้ยหลานนั่งลง เห็นผู้เป็แม่กำลังจะไปชงชาให้ก็รีบห้ามไว้ “แม่คะ หนูไม่ดื่มชาหรอก แม่รีบนั่งลงก่อนเถอะค่ะ”
ตาหลิวกลัวว่าลูกสาวจะหนาว จึงเติมฟืนในเตาเพิ่มอีกเล็กน้อย เพียงครู่เดียวภายในห้องก็อบอุ่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
หลิวกุ้ยหลานเล่าเื่อาการป่วยของลูกสาวคนเล็ก และความจำเป็ที่ต้องให้ลูกสาวคนโตมาบริจาคเืให้สองตายายฟังอย่างสั้นกระชับและเข้าใจง่ายที่สุด แล้วค่อยเล่าถึงความพยายามหลายครั้งหลายคราที่จะพาลูกสาวคนโตกลับไปแต่ก็ไม่สำเร็จ “พ่อคะ แม่คะ หนูจนปัญญาแล้วจริงๆ ถ้ายังไม่สามารถพาเสียวเสวี่ยกลับไปอยู่ด้วยได้อีก เฉินเฉียงกับแม่ผัวแก่ๆ นั่นต้องไม่ปล่อยหนูไว้แน่ๆ แล้วหนูก็สงสารเหยาเหยาด้วย เหยาเหยาสวยฉลาดขนาดนี้ จะให้มาเสียอนาคตไม่ได้ การผ่าตัดต้องรีบทำโดยเร็วที่สุดค่ะ”
“กุ้ยหลาน แกควรจะบอกความจริงกับหลินกั๋วผิง แล้วคุกเข่าขอร้องมันเสีย เขาเป็คนใจดีมีเมตตา แค่แกคุกเข่าอ้อนวอน มันก็ต้องยอมให้เสียวเสวี่ยไปถ่ายเืให้เหยาเหยาแน่ๆ บ้านเฉินก็แค่กลัวว่าหลินกั๋วผิงมันจะเรียกร้องเงินทองแพงๆ ใช่ไหมล่ะ? แค่แกกับพ่อของเหยาเหยาไปคุกเข่าขอร้องมัน มันก็ต้องยอมแน่ แถมยังจะไม่เรียกเงินพวกแกหนักด้วย พูดอย่างเป็ธรรมนะ หลินกั๋วผิงมันก็แค่จนไปหน่อยเท่านั้นเอง ไม่อย่างนั้นลูกเขยคนนี้ไม่มีอะไรจะติเลย ดีกว่าพวกผัวของพี่สาวแกตั้งเยอะ” คำพูดของแม่ทำให้หลิวกุ้ยหลานเหมือนตาสว่างในทันใด
หลิวกุ้ยหลาน “แม่คะ แม่คิดได้รอบคอบจริงๆ หนูคิดไม่ถึงเลยค่ะ แต่ตอนนี้ความสัมพันธ์ของหนูกับกั๋วผิงมันย่ำแย่ไปแล้ว หนูเลยกลัวว่าต่อให้หนูกับพ่อของเหยาเหยาไปคุกเข่าขอร้องเขา เขาก็อาจจะไม่ยอมให้เสียวเสวี่ยไปถ่ายเืให้เหยาเหยา”
ยายหลิวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ย “วันนี้แกค้างที่นี่ก่อน พรุ่งนี้ พรุ่งนี้แม่จะไปอ้อนวอนหลินกั๋วผิงเป็เพื่อนแกเอง ถ้ายังไม่ได้ผล แกค่อยกลับไปให้พ่อของเหยาเหยามาขอร้องมันกับแกอีกที แต่แม่ก็กลัวว่าพ่อของเหยาเหยามันจะไม่ยอมมาขอร้องหลินกั๋วผิงน่ะสิ?”
หลิวกุ้ยหลาน “แม่คะ ให้แม่ไปกับหนูดีกว่าค่ะ ถ้าไม่ได้ผลจริงๆ ค่อยหาวิธีอื่น เฉินเฉียงต่อให้ยอมไปขอร้องหลินกั๋วผิง แม่ของเขาก็ไม่ยอมอยู่ดี ถึงตอนนั้นหนูก็ต้องโดนพูดจาถากถางกดดันอยู่ดี”
ยายหลิวรู้ดีว่าชีวิตของลูกสาวที่บ้านเฉินไม่ได้ราบรื่นอย่างที่ใครๆ คิด
การได้แต่งงานเข้าเมืองอาจทำให้ไม่ต้องลำบากตากแดดตากลม ชีวิตความเป็อยู่ดูดีมีหน้ามีตาขึ้น แต่ก็ต้องไปเป็แม่เลี้ยงให้ลูกคนอื่น แถมยังต้องถูกแม่สามีคอยหาเื่กลั่นแกล้งไม่เว้นแต่ละวัน
ถ้าหลิวกุ้ยหลานสามารถมีลูกชายให้บ้านนั้นได้ สถานการณ์ก็คงจะแตกต่างไปจากตอนนี้ แต่นี่เธอดันคลอดลูกสาวออกมา ในยุคที่นโยบายวางแผนครอบครัวเข้มงวดถึงเพียงนี้ การจะมีลูกอีกคนย่อมเป็ไปไม่ได้อย่างแน่นอน
การขึ้นเขาครั้งนี้ของทิงเสวี่ยกับหลินกั๋วอันไม่ค่อยได้อะไรกลับมามากนัก ถึงจะได้สมุนไพรมาบ้าง แต่ก็ไม่มีโสมเหอโส่วอูอายุหลายปีที่ราคาค่อนข้างแพง แม้แต่รากตังกุยก็ไม่เจอเลย ได้มาเพียงตานเซิน ไฉหู โกฐจุฬาลัมพา และรากเจี๋ยเกิ่ง ซึ่งล้วนเป็สมุนไพรธรรมดาๆ ราคาไม่ค่อยดีนัก ชั่งละไม่กี่เฟินไม่กี่เหมาเท่านั้น
กับดักกระต่ายที่หลินกั๋วอันวางไว้ก็ว่างเปล่า ไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมาเช่นกัน
เมื่อพวกเขากับเ้าเตี๋ยนเตี่ยนกลับถึงบ้าน หลินกั๋วผิงก็ทำอาหารกลางวันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ทิงเสวี่ยพอเข้าบ้านก็สังเกตเห็นถุงพลาสติกสองใบวางเพิ่มอยู่ “แม่มาอีกแล้วเหรอคะ?”
หลินกั๋วผิง “ใช่แล้ว พอเห็นลูกไม่อยู่บ้าน เขาก็กลับไปแล้ว”
ต่อหน้าลูกสาว หลินกั๋วผิงย่อมไม่สามารถเอ่ยถึงเื่ราวความขัดแย้งระหว่างเขากับหลิวกุ้ยหลานออกมาได้
เขาหวังว่าหลังจากนี้หลิวกุ้ยหลานจะตัดใจได้อย่างเด็ดขาดเสียที ทว่าลึกๆ แล้วเขาก็สังหรณ์ใจว่าการที่หลิวกุ้ยหลานพยายามทุกวิถีทางที่จะเอาลูกสาวไปอยู่ด้วยนั้น มันอาจจะมีเบื้องลึกเื้ัที่ซับซ้อนกว่าที่คิด
ทิงเสวี่ยรู้ดีว่าหลิวกุ้ยหลานไม่มีทางตัดใจง่ายๆ แน่ นอกจากว่าพวกเขาจะหาเืกรุ๊ปพิเศษมาให้เฉินเหยาเหยาได้ ไม่อย่างนั้นเธอก็ต้องกลับมาอีก
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เผลอแป๊บเดียวก็ถึงวันรุ่งขึ้น
วันนี้อากาศไม่ค่อยดีนัก ทิงเสวี่ยเลยไม่ได้ตามอาสามขึ้นเขาไป เธออยู่บ้านผิงไฟทบทวนบทเรียนอย่างเงียบๆ
พอใกล้เที่ยง เ้าเตี๋ยนเตี่ยนที่ปกติจะเงียบสงบก็เริ่มเห่าเสียงดังไม่หยุด จากนั้นทิงเสวี่ยก็ได้ยินเสียงพ่อคุยกับใครบางคน คนที่มาไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็หลิวกุ้ยหลานกับยายหลิวนั่นเอง
ทิงเสวี่ยคาดไม่ถึงว่าหลิวกุ้ยหลานจะพายายของเธอมาด้วย
นับั้แ่พ่อแม่หย่าร้างกัน ทิงเสวี่ยก็ไม่เคยเจอหน้าแม่ของแม่อีกเลย ซึ่งก็คือยายแท้ๆ ของเธอ สำหรับยายคนนี้ เธอไม่มีความทรงจำใดๆ เกี่ยวกับท่านเลยแม้แต่น้อย
หลินกั๋วผิงยังคงให้เกียรติอดีตแม่ยายที่ไม่ได้มาเยี่ยมเยือนนานหลายปี เขาเชิญหญิงชราเข้าไปนั่งในบ้าน “เสียวเสวี่ย ยายมาหาแน่ะ รีบไปชงชาให้ยายเร็ว”
ทิงเสวี่ยเหลือบมองหญิงชราหน้าตาแปลก ผู้สวมหมวกไหมพรมถักเอง รูปร่างเล็กเตี้ยที่เดินเข้ามาจากข้างนอกแวบหนึ่ง ขานเรียกคำว่า "ยาย" ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แล้วจึงเดินไปชงชาอย่างอ้อยอิ่ง
“โอ้โห เสียวเสวี่ยโตเป็สาวขนาดนี้แล้ว สวยจริงๆ นะเนี่ย เด็กคนนี้รู้จักเลือกเกิดจริงๆ เอาแต่ข้อดีของพ่อกับแม่มารวมกันไว้หมดเลย โตขึ้นต้องเป็คนสวยมากแน่ๆ”ยายหลิวเอ่ยชมทิงเสวี่ยไม่หยุดปาก แต่ก็ไม่ใช่คำชมที่เสแสร้งแกล้งทำ ทิงเสวี่ยงดงามน่ามองจริงๆ อย่างที่ยายหลิวว่า เธอได้รับแต่ส่วนดีของพ่อแม่มาเต็มๆ ไม่ว่าจะเป็หลินกั๋วผิงหรือหลิวกุ้ยหลานต่างก็มีหน้าตาดี โดยเฉพาะหลินกั๋วผิงนั้น ในรัศมีสิบหมู่บ้านแปดหมู่บ้านนี้ถือได้ว่าเป็ชายหนุ่มรูปงามอันดับต้นๆ เลยทีเดียว
ไม่นานทิงเสวี่ยก็ชงชาเสร็จ หลิวกุ้ยหลานอยากจะเอื้อมมือไปััแก้มลูกสาว แต่ทิงเสวี่ยกลับรีบเบี่ยงตัวหลบ ทำให้หลิวกุ้ยหลานคว้าได้แต่ลม มือจึงต้องชักกลับอย่างเก้อเขิน “เสียวเสวี่ย ลูกออกไปเล่นข้างนอกสักพักนะ แม่กับยายมีเื่จะคุยกับพ่อหน่อย เด็กดี เชื่อฟังนะ”
ทิงเสวี่ยแค่ใช้หัวแม่เท้าคิดก็รู้แล้วว่าพวกเขาจะคุยอะไรกับพ่อ เธอยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน หลินกั๋วผิงแม้จะไม่รู้ว่าสองแม่ลูกจะคุยอะไรกับตน แต่ก็รู้สึกว่าการมีลูกสาวอยู่ด้วยในตอนนี้ไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ “เสียวเสวี่ย เชื่อฟังนะลูก ไปเล่นกับพี่หงเหมยก่อน เดี๋ยวอาสามก็กลับมาแล้ว เราจะได้กินข้าวกัน”
“ก็ได้ค่ะ หนูไปเล่นสักพักก็ได้” ทิงเสวี่ยเดินออกจากบ้านไปด้วยท่าทางไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่เธอไม่ได้ทำตามที่หลินกั๋วผิงบอกให้ไปเล่นกับหลินหงเหมยหรอกนะ เธอเดินวนอยู่ข้างนอกครู่หนึ่ง ก่อนจะย่องกลับเข้ามาในลานบ้านอย่างเงียบกริบ แล้วแอบซ่อนตัวอยู่ในมุมที่เหมาะสมเพื่อดักฟังผู้ใหญ่สามคนคุยกันในบ้าน
หลิวกุ้ยหลานเกาะประตูมองออกไปข้างนอก เมื่อแน่ใจว่าทิงเสวี่ยไม่ได้อยู่ในลานบ้านแล้ว เธอก็กลับมานั่งที่เดิม
หลินกั๋วผิงหยิบกระติกน้ำร้อนขึ้นมารินน้ำใส่กาน้ำชา จากนั้นก็วางกระติกลงเบาๆ แล้วเอ่ยขึ้น “พวกคุณอยากจะพูดอะไรกับผมก็พูดมาเถอะครับ อีกไม่นานเสียวเสวี่ยก็คงกลับมาแล้ว”