เพราะสามารถทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้กับชวีหลิวซีเรื่องสามีของจวงเฟยเฟยที่เป็นศัตรูของตนในอดีตก็ค่อย ๆ จางหายไป เขามองดูผู้เฒ่าฮั่วสร้างเตาหลอมโอสถอย่างเพลิดเพลินแต่กลับถูกผู้เฒ่าฮั่วไล่ตะเพิดออกมาจากตราประทับท้าทายสวรรค์ คำพูดของผู้เฒ่าฮั่วตรงไปตรงมา...หลิวซีดูได้แต่เจ้าห้ามดู
อันเจิงถามว่าเพราะอะไร ผู้เฒ่าฮั่วบอกว่าทำไมข้าต้องอธิบายเหตุผลกับเจ้าด้วย?อันเจิงรู้สึกว่าตัวเองได้รับบาดเจ็บหนักจากคำพูดนั้น เขาจึงเดินออกจากตราประทับท้าทายสวรรค์อย่างเชื่อฟัง
ผู้เฒ่าฮั่วโบกมือให้ชวีหลิวซีเข้ามา“เจ้ามาดูสิ่งที่ข้าทำ มองทุกขั้นตอนการทำของข้าให้ดี เตาหลอมโอสถนี้สร้างขึ้นเพื่อเจ้าฉะนั้นให้เจ้ามีส่วนร่วมในการสร้างด้วยจะดีที่สุดอีกทั้งยังต้องการเลือดจากเจ้าหนึ่งหยด เมื่อเป็นแบบนี้แล้วนอกจากเจ้าคนอื่นก็ไม่สามารถใช้เตาหลอมโอสถนี้ได้ มันจะเป็นของเจ้าเพียงคนเดียว”
ผู้เฒ่าฮั่วพูด “โดยปกติแล้ว เมื่อได้รับของวิเศษอะไรก็ต้องหยดเลือดลงไปเพื่อผนึกเข้ากับของวิเศษชิ้นนั้นแต่การหยดเลือดแบบนั้นไม่อาจเปรียบเทียบได้กับสิ่งที่เจ้าทำในตอนนี้เพราะเจ้าหยดเลือดลงก่อนที่สิ่งของจะเลื่อนระดับพลัง ฉะนั้นนี่จึงเป็นเตาหลอมโอสถของเจ้าโดยเฉพาะต่อให้อีกหน่อยเตาหลอมโอสถนี้จะตกไปอยู่ในมือคนอื่นอย่างไม่ได้ตั้งใจเจ้าของคนใหม่ก็ไม่อาจหยดเลือดเพื่อครอบครองมันได้อีก”
ชวีหลิวซีพยักหน้าจากนั้นก็พุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่การเคลื่อนไหวของผู้เฒ่าฮั่ว
ผู้เฒ่าฮั่วดูผ่อนคลายไม่น้อยราวกับเขาไม่มีความกังวลเลยสักนิด “พูดตามความจริง ข้าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าวันหนึ่งข้าจะเป็นผู้สร้างของวิเศษระดับสีม่วงถึงสองชิ้นและเป็นคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่เดิมใต้หล้านี้มีของวิเศษระดับสีม่วงเพียงสองร้อยชิ้นนับจากวันนี้เป็นต้นไป ของวิเศษระดับสีม่วงก็จะมีทั้งหมดสองร้อยหนึ่งชิ้นแล้วและเท่าที่ข้าได้ยินมาเหมือนจะมีเพียงข้าคนเดียวที่สร้างของวิเศษระดับสีม่วงได้สองชิ้น”
“ตราประทับท้าทายสวรรค์เป็นเหมือนชีวิตของข้า ส่วนเตาหลอมโอสถชิ้นนี้ถึงแม้จะเป็นของขวัญที่อันเจิงมอบให้เจ้า แต่เมื่อพูดกันแล้ว นี่ก็ไม่ใช่ของขวัญที่อันเจิงมอบให้ข้าหรอกหรือ?คิดแล้วก็น่าภูมิใจ ข้าสามารถสร้างของวิเศษระดับสีม่วงถึงสองชิ้นหากพูดออกไปละก็ ชื่อเสียงข้าต้องเกรียงไกรแน่”
ชวีหลิวซีหัวเราะเบา ๆ“ท่านก็เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว”
ผู้เฒ่าฮั่วส่ายหน้า “ข้าไม่ใช่ข้าคนเดิมเหมือนตอนสมัยหนุ่มๆ แล้ว การจะมีชื่อเสียงหรือไม่ก็ไม่สำคัญ อย่างไรเสียข้าก็เป็นคนสร้างของวิเศษระดับสีม่วงได้ถึงสองชิ้นที่ข้าอยากให้เจ้าได้เก็บความรู้ไว้ นั่นก็เพราะข้าอายุมากแล้ว...หากเป็นเมื่อสิบปีก่อนให้ข้าทำทั้งหมดนี้คนเดียวก็ไม่มีความกดดันแต่ตอนนี้กำลังข้าก็ไม่เหมือนดั่งใจปรารถนาถึงแม้ข้าจะรู้ว่าความชื่นชอบของเจ้าคือด้านของโอสถวิญญาณ แต่ถึงกระนั้น ข้าก็ยังอยากให้เจ้ามาฝึกหลอมอาวุธกับข้าหากอีกหน่อยข้าไม่อยู่แล้ว เจ้าก็สามารถช่วยอันเจิงได้บ้าง”
ผู้เฒ่าฮั่วถอนหายใจพลางพูดขึ้น“อะไรสามารถพิสูจน์ใจของคนได้? เมื่อครู่ข้าถามอันเจิงว่าจะแบ่งก้อนอุกกาบาตนี้เป็นสองส่วนดีหรือไม่ส่วนหนึ่งใช้สร้างเตาหลอมโอสถให้เจ้า อีกส่วนแบ่งไว้สร้างอาวุธให้เขาใช้เอง แต่อันเจิงไม่ยอมก้อนอุกกาบาตนี้อย่างไรก็จะเก็บไว้ให้เจ้าทั้งหมด อีกอย่าง ยังบอกว่าอนาคตจะมอบเตาหลอมโอสถอุกกาบาตที่บริสุทธิ์ให้เจ้าอีกด้วย”
ผู้เฒ่าฮั่วยิ้ม“ข้าเกรงว่าจะรอไม่ถึงวันนั้น ยิ่งช่วงหลัง ๆ มานี้ข้ามักจะรู้สึกว่าร่างกายตัวเองไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว หากอีกหน่อยข้าไม่อยู่แล้ว ไม่อาจทำสิ่งที่รับปากกับอันเจิงได้สำเร็จนั่นก็คือสร้างเตาหลอมโอสถระดับสูงให้เจ้า ถึงตอนนั้น...เจ้าก็สร้างให้ตัวเองเถอะ”
ดวงตาทั้งสองของชวีหลิวซีแดงก่ำจากนั้นก็ร้องไห้อย่างกลั้นไว้ไม่อยู่
ผู้เฒ่าฮั่วพูด “ข้าเจอคนมานับไม่ถ้วนแต่เด็กอย่างพวกเจ้าเป็นคนประเภทที่หาได้น้อยมาก พวกเจ้าไม่ใช่คนโลภสามารถเสียสละเพื่อเพื่อนรักของตัวเอง พวกเจ้ามีจิตใจเมตตาฉะนั้นจึงกระทำแต่ความดี และความดีของพวกเจ้าก็ไม่ใช่การแสร้งทำขึ้นมาอีกทั้งความเมตตาของพวกเจ้ายังครอบคลุมไปถึงเหล่าคนชั่วอีกด้วย”
ผู้เฒ่าฮั่วพูด “ได้รู้จักเด็กอย่างพวกเจ้ามันดีจริงๆ...หลังจากบุตรชายข้าตาย ข้าเคยคิดว่าใต้หล้าคงมืดมิดแต่หลังจากข้าได้รู้จักกับพวกเจ้า ข้าก็อดอยากมีชีวิตต่อไม่ได้อยากมีชีวิตต่ออีกหลาย ๆ ปีอยู่จนสามารถเห็นพวกเจ้าสำเร็จและขึ้นไปอยู่จุดที่สูงขึ้นอยู่จนเห็นพวกเจ้าเติบโตเป็นผู้ใหญ่...ที่สำคัญที่สุดคือสามารถช่วยพวกเจ้าได้บ้างต่อให้จะมากขึ้นไม่กี่ปีก็ตาม”
ขณะที่เขาพูดสิ่งเหล่านี้น้ำตาของชวีหลิวซีก็นองเต็มใบหน้า
“ใต้หล้านี้ช่างงดงามเพราะมีเด็กอย่างพวกเจ้า”
ผู้เฒ่าฮั่วสูดหายใจเข้าลึก ๆ “พอแล้วอีกประเดี๋ยวจะต้องมีสมาธิ เจ้าจับตาดูทุกการเคลื่อนไหวของข้าล่ะจำทุกคำที่ข้าพูดไว้อย่างตั้งใจ สามารถเห็นการปรากฏตัวของของวิเศษระดับสีม่วงกับตานี่ไม่ใช่ความบังเอิญที่ใครอยากมาเจอก็ทำได้ ข้าเคยบอกว่าอันเจิงเป็นคนที่โชคดีมากตอนนี้ ดูแล้วคงไม่ใช่เขาเพียงคนเดียว แม้กระทั่งเจ้าเองก็โชคดีมากถึงแม้จนถึงตอนนี้ข้าจะกังวลว่าความโชคดีนี้จะทำให้อันเจิงต้องพบเจอกับเรื่องที่ไม่ดี...แต่ใครจะไปสนล่ะอย่างน้อยพวกเจ้าก็ได้มาไม่น้อยแล้ว”
ด้านนอกตราประทับท้าทายสวรรค์อันเจิงและตู้โซ่วโซ่วนั่งดื่มเหล้ากันอยู่ ตู้โซ่วโซ่วไม่รู้ไปเอายาสูบมาจากที่ไหนเขาสูบยาไปพลางก็ตัวสั่นไปด้วย
“เจ็บหรือไม่?” ตู้โซ่วโซ่วถามอันเจิง
อันเจิงพยักหน้า “มารดามันเถอะ เจ็บมาก”
“แล้วสะใจหรือไม่?” ตู้โซ่วโซ่วถามต่อ
อันเจิงพยักหน้าอีกครั้ง “สะใจสุด ๆ”
ตู้โซ่วโซ่วหัวเราะ“ถึงแม้ข้าจะไม่รู้ว่าเพราะอะไรเจ้าถึงต้องฆ่าหลี่ชางหลี่ให้ได้แต่ข้ารู้ว่าหลี่ชางหลี่ต้องมีเหตุผลที่สมควรตาย ถึงแม้ข้าจะแปลกใจแต่ข้าก็ยังอดใจไม่ถามได้”
อันเจิงหัวเราะ “อย่าคิดว่าเจ้าพูดแบบนี้แล้วข้าจะใจดีบอกให้หน่อยเลย”
ตู้โซ่วโซ่วเบ้ปาก“ในเมื่อหลอกถามไม่ได้...ข้าก็จนปัญญา”
“ไม่ช้าก็เร็ววันใดวันหนึ่งข้าก็จะบอกเจ้าเอง แต่ตอนนี้ไม่ได้จริง ๆ ไม่ใช่ข้าไม่เชื่อใจพวกเจ้าแต่เพราะหากเรื่องนี้เล่าออกไป มันก็ยากต่อการทำใจรับได้”
ตู้โซ่วโซ่วส่ายหน้า“ในใต้หล้านี้มีอะไรที่ยอมรับไม่ได้? ต่อให้เจ้าจะบอกข้าตอนนี้ว่าความจริงเจ้าคือท่านปู่ข้ากลับชาติมาเกิดข้ายังเชื่อเจ้าเลย”
“ไสหัวไปเลย...อาวุธชิ้นนั้น ผู้เฒ่าฮั่วสร้างให้เจ้าหรือยัง?”
ตู้โซ่วโซ่วพยักหน้า “สร้างเสร็จแล้ว ผู้เฒ่าฮั่วบอกว่าก้อนหินนั้นแข็งแกร่งและยากต่อการเปลี่ยนรูปหากไม่ใช่เพราะเจ้ามีดาบนิลกาฬละก็ คาดว่าไม่มีทางตัดมันได้แน่ ผู้เฒ่าฮั่วยังสร้างของวิเศษให้ข้าสามารถนำอาวุธใส่ไว้ด้านใน เพียงแค่จิตนึกคิด ชุดเกราะนี้ก็จะปรากฏขึ้นมา”
อันเจิงถอนหายใจ “ผู้เฒ่าฮั่วลำเอียงจริงๆ...ให้ข้าดูหน่อยว่าของวิเศษที่ใส่ของได้เป็นอะไร”
ตู้โซ่วโซ่วส่ายหน้า “ไม่ได้”
อันเจิงเบ้ปาก “ใจแคบดูแค่แวบเดียวก็ไม่ได้?”
“ดูแค่แวบเดียวก็ไม่ได้!”
อันเจิงเห็นตู้โซ่วโซ่วแน่วแน่มากความประหลาดใจจึงเพิ่มมากขึ้น “งั้นก็ได้ แล้วแต่เจ้าแล้วกัน อย่างมากข้าก็แค่ไปถามผู้เฒ่าฮั่วเจ้าคิดว่าผู้เฒ่าฮั่วจะไม่ยอมบอกข้าหรืออย่างไร?”
“อย่าไปนะ!”
ตู้โซ่วโซ่วหน้าบูดมากถึงมากที่สุดตอนนี้ทั้งหน้าบูดเบี้ยวหมดแล้ว “ข้าบอกเจ้าก็ได้...แต่เจ้าต้องสัญญานะว่าห้ามบอกคนอื่นอีกเด็ดขาดโดยเฉพาะกู่เชียนเยว่กับชวีหลิวซี พวกนางทั้งสองถามข้าหลายรอบแล้วแต่ข้าก็ไม่ยอมบอก”
“มันคืออะไรกันแน่ เอาออกมาดูหน่อย”
“เอาออกมาไม่ได้นี่...”
“งั้นเจ้าก็บอกมาว่ามันคืออะไร?”
“คือ...เป็นของระดับสีทอง...เป็น...กางเกงใน”
“เจ้า...พูดอีกรอบได้หรือไม่?”
“เป็นกางเกงในหนึ่งตัว!”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ...”
อันเจิงรู้สึกว่าบาดแผลของตัวเองสามารถหายได้จากการหัวเราะกางเกงในระดับสีทองที่สามารถเก็บของวิเศษได้...ไม่รู้ว่าผู้เฒ่าฮั่วคิดขึ้นมาได้อย่างไรถึงกับสร้างของที่ผิดมนุษย์มนาเช่นนี้
ใบหน้าตู้โซ่วโซ่วแดงเหมือนลูกเชอร์รี่“เจ้าเก็บอาการหน่อยได้หรือไม่? ถึงแม้รูปลักษณ์มันจะเป็นกางเกงในแต่มันก็เป็นถึงอาวุธระดับสีทองเชียวนะ ถึงจะดูแปลกไปหน่อยแต่มันก็เก็บของไว้ได้เยอะเหมือนกัน มันสามารถเก็บของได้และไม่ต้องซักมันก็สะอาดแล้ว...”
อันเจิงพยักหน้าเบา ๆ “ข้าไม่หัวเราะแล้วเหอะ ๆ...แหะ ๆ...ฮ่า ๆ ๆ”
“หากเจ้ายังทำแบบนี้ข้าจะชักสีหน้าใส่เจ้าแล้วนะ...”
มันไม่ง่ายเลยที่อันเจิงจะหยุดหัวเราะได้จากนั้นจึงถาม “แล้วชุดเกราะนั้นล่ะ มันอยู่ขั้นอะไร?”
“ผู้เฒ่าฮั่วบอกว่าไม่แน่ใจเพราะก้อนหินนั่น จนถึงตอนนี้ยังไม่พบอะไรที่สามารถแน่ใจได้ ที่สำคัญคือปีศาจหินแบบนี้ก็นับว่าเจอน้อยครั้งมากผู้ฝึกพลังวัตรในตอนนี้ก็มีน้อยคนที่เคยเจอ อีกอย่าง ก้อนหินนี้ไม่มีความพิเศษใด ๆหากเจ้าบอกว่ามันคือของระดับสีเขียวก็ไม่มีใครค้าน แม้กระทั่งเจ้าบอกว่ามันเป็นของระดับสีทองก็ยังไม่มีใครค้านเลย”
“ตอนนี้เจ้ามีชุดเกราะมีง้าวจี้ของราชาแห่งท้องทะเลที่อยู่ในระดับสีทองขั้นสูงสุด แล้วยังมีกางเกงในระดับสีทอง...สีทองเอี่ยมอร่ามรออีกหน่อยข้าค่อยหาของดี จากนั้นก็เปลี่ยนของเจ้าให้เป็นระดับสีม่วง” อันเจิงพูดอย่างหมายมั่น
ตู้โซ่วโซ่วนึกได้ทันที“หากข้ามีง้าวจี้ที่มีพลังระดับสีม่วง ข้าก็จะเก่งกาจที่สุดในใต้หล้าใช่หรือไม่?”
อันเจิงพยักหน้า“ไม่ว่าจะอนาคตหรืออดีตก็จะไม่มีใครเหมือน”
“เมื่อเจ้าพูดอย่างนี้ข้าก็รู้สึกดีใจขึ้นมาทันที”
อันเจิงพูดขึ้น“ความหวังสูงสุดของข้าก็คือให้เจ้า หลิวซี เชียนเยว่ เสี่ยวชีเต้า และทุกคนมีอาวุธที่มีพลังระดับสีม่วงและพลังสีม่วงนั่นก็มีประกายแยงตาคน ใต้หล้านี้มีของวิเศษระดับสีม่วงสองร้อยหนึ่งชิ้นเรามาหากันเถอะ”
ตู้โซ่วโซ่วหัวเราะ“กลุ่มคนที่เดินมาพร้อมพลังระดับสีม่วง คิดแล้วก็น่าสนุกจริง”
ในขณะนี้เอง ด้านนอกมีเสียงดังขึ้นตู้โซ่วโซ่วประคองอันเจิงเดินไปดูหน้าประตูจึงพบว่าบนถนนมีรถม้าคันใหญ่จอดอยู่มากมาย และทุกคันก็มีของวางอยู่เต็มไปหมดส่วนร้านที่อยู่ตรงข้ามสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ก็ราวกับจะปิดตัวลงทุกคนต่างเก็บของใส่บนรถม้า
ตู้โซ่วโซ่วถาม “เถ้าแก่ลี นี่จะไปไหนกัน?”
เถ้าแก่ลีคนนั้นตอบกลับด้วยความลำบากใจ“กิจการไม่รุ่ง กลับบ้านเกิดไปเลี้ยงคนแก่ดีกว่า”
ตู้โซ่วโซ่วถามด้วยความแปลกใจ“แต่กิจการเจ้า ดูแล้วก็รุ่งโรจน์ไม่เลวเลยนี่ทำไมชั่วพริบตาก็จะกลับบ้านเกิดไปเลี้ยงคนแก่เล่า”
เถ้าแก่ลีอ้าปากค้างแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงแค่ยกมือขึ้นคารวะ “ได้รับการดูแลจากท่านอันและท่านตู้หากพวกเรามีโอกาสได้เจอกันอีกครั้ง ข้าจะเลี้ยงเหล้าท่านทั้งสอง จากกันวันนี้เจอกันวันหน้า”
อันเจิงสังเกตเห็นว่า ไกลออกไปมีชายชุดดำยืนอยู่จำนวนไม่น้อยเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนของเถ้าแก่ลี แต่น่าจะเป็นคนที่มาบีบให้เถ้าแก่ลีย้ายออกเสียมากกว่าเมื่อคนของเถ้าแก่ลีเก็บของช้า ชายชุดดำเหล่านั้นก็จะด่าทอทันที
“ผิดปกติ”
อันเจิงพูด “ตระกูลลีย้ายออกไม่ใช่ความยินยอม”
ในขณะนี้เอง ไกลออกไปมีรถม้าแล่นมาคันหนึ่งอันเจิงสามารถดูออกจากการตกแต่งรถม้าว่า นั่นก็คือรถม้าของจวนท่านเจ้ากรมพิธีการติงวู่นั่นเอง
ติงเซิ้นซาลงมาจากรถม้าเขาสวมชุดขาวดั่งหิมะที่ดูมีสง่าราศีมาก ด้านหลังเขามีชายกำยำสวมชุดแดงเดินตามมาพวกเขาเดินมาพร้อมกับพลังอำนาจ
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตู ติงเซิ้นซาหยุดฝีเท้าแล้วหันมามองอันเจิงแวบหนึ่งจากนั้นก็ยกมือขึ้นคารวะ “คุณชายอัน ไม่เจอกันนาน”
อันเจิงยิ้ม “ก็ไม่นานเท่าไหร่นะ”
ติงเซิ้นซาพูด“ไม่ว่าเมื่อก่อนจะมีปัญหาอะไร นับจากวันนี้เป็นต้นไปเราทั้งสองก็ปล่อยให้มันผ่านไปเถอะ เพราะอีกหน่อยเรายังต้องอยู่ร่วมกันอีกยาว พวกเราต้องเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ตรงข้ามกันเจ้าดูสิ เถ้าแก่ลีใจดีขายร้านที่นี่ให้กับข้าอีกหน่อยข้าก็จะอยู่ตรงข้ามสำนักเจ้า”
เขาโบกมือด้านหลังมีคนยกของบางอย่างที่มีขนาดยาวและแบนเข้ามา ด้านบนยังมีผ้าสีแดงคลุมอยู่
ติงเซิ้นซายื่นมือออกไปดึงผ้าคลุมสีแดงออกที่แท้นี่ก็เป็นแผ่นป้ายชิ้นใหญ่นี่เอง บนแผ่นป้ายมีอักษรสีทองตัวใหญ่เขียนว่า...พิฆาตเบิกสวรรค์
เขาหันไปยิ้มกับอันเจิงก่อนจะพูด“คุณชายอัน เจ้าดูนี่สิ ชื่อสำนักที่อาจารย์ดูฮวงจุ้ยช่วยข้าตั้งขึ้นเป็นอย่างไรบ้าง?อีกหน่อยเจ้าและข้าเปิดสำนักอยู่ตรงข้ามกันเราต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันแล้วนะ หากไม่ระวัง สำนักข้าเรียกคนมาจนหมดเจ้าจะโทษข้าไม่ได้นะ คืนนี้สำนักข้าจะฉลองเปิดสำนัก จะมาร่วมดื่มสักจอกหรือไม่?”
ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยความเหยียดหยามและไม่เกรงกลัวอะไรทั้งนั้น