เสียงหวีดของนกเหยี่ยวยังคงดังก้องอยู่ในหุบเหว สะท้อนกระทบผนังหินจนฟังดูราวกับมีเสียงเตือนภัยดังขึ้นพร้อมกันจากทุกทิศทาง คนเฝ้าก้นเหวดึงมือเฟยหลงให้ก้าวตามหลังตัวเองอย่างรวดเร็ว ร่างกายของเขาที่ยังอ่อนล้าจากการช่วยประคองปราณเมื่อครู่ถูกลากไปตามแรงดึงนั้นแทบไม่ทัน ทั้งสองเคลื่อนตัวไปตามทางแคบระหว่างโขดหิน มุ่งหน้าสู่จุดที่มองเห็นปากทางเข้าหุบเหวได้ชัดที่สุดโดยไม่เผยตัวออกไป
“คราวนี้ข้าจะไม่ซ่อนอยู่หลังโขดหินเฉยๆ” เฟยหลงกล่าวเสียงแ่แต่หนักแน่น ขณะวิ่งตามหลังคนเฝ้าก้นเหวไปติดๆ ลมหายใจยังคงถี่จากอาการาเ็เมื่อครู่ แต่เขากัดฟันไม่ยอมให้มันช้าลง
คนเฝ้าก้นเหวหันมามองเขาแวบหนึ่ง ไม่ได้ดุว่าเหมือนที่คาดไว้ สายตาที่มองกลับมามีทั้งความกังวลและบางอย่างที่ใกล้เคียงกับการยอมรับปนอยู่ “เ้าอยู่ข้างหลังข้า ห่างจากข้าไม่เกินสามก้าว ไม่ขยับจนกว่าข้าจะสั่ง เพียงเท่านั้นข้าจะยอมให้เ้าดูใกล้ๆได้”
เฟยหลงพยักหน้ารับคำทันที นี่คือสิ่งที่ต่างจากเมื่อวานอย่างชัดเจน แม้ยังต้องเชื่อฟัง แม้ยังต้องยอมอยู่ในตำแหน่งที่ปลอดภัยกว่า แต่อย่างน้อยครั้งนี้เขาไม่ต้องหมอบนิ่งอยู่หลังโขดหินโดยไม่รู้อะไรเลยเหมือนสองวันก่อน
—
ทั้งสองหมอบต่ำอยู่หลังพุ่มไม้หนาบนเนินเล็กๆ เหนือปากทางเข้าหุบเหว มองลงไปเห็นเงาสามร่างกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างระมัดระวัง สวมชุดสีเทาเข้มไม่มีสัญลักษณ์สำนักใดปรากฏให้เห็น ใบหน้าถูกผ้าคลุมปิดครึ่งล่างไว้จนเห็นเพียงดวงตา ท่วงท่าการเดินเบาและเงียบผิดปกติ เท้าแต่ละก้าวลงน้ำหนักอย่างแม่นยำจนแทบไม่มีเสียงใบไม้แตกแม้แต่ครั้งเดียว ต่างจากความมั่นคงตรงไปตรงมาของผู้าุโคนนั้นที่เฟยหลงเคยเห็นผ่านช่องหินเมื่อสองวันก่อนโดยสิ้นเชิง
“ไม่ใช่เขา” คนเฝ้าก้นเหวกระซิบ สายตาเคร่งเครียดขึ้นทันที “ท่วงท่าคนละแบบกัน คนพวกนี้ฝึกมาเพื่อลอบสังหารและสะกดรอย ไม่ใช่นักบู๊ตรงไปตรงมาแบบผู้าุโสำนักใหญ่”
เฟยหลงกลืนน้ำลายเบาๆ พยายามสังเกตทุกรายละเอียดตามที่คนเฝ้าก้นเหวเคยสอนไว้ว่าให้ “ัั” พลังของอีกฝ่ายผ่านลมหายใจและน้ำหนักฝีเท้าแทนการประลองจริง กระแสปราณของทั้งสามร่างแ่เบาจนแทบจับไม่ได้ ราวกับถูกฝึกมาให้ปกปิดพลังของตัวเองอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่แผ่ออกมาอย่างมั่นใจแบบที่ผู้าุโจากสำนักใหญ่เคยทำ
หนึ่งในสามร่างก้มลงตรวจดูพื้นดิน มือลูบไปตามกิ่งไม้ที่หักอยู่เป็ระยะ นิ้วไล่ตามรอยอย่างชำนาญราวกับเคยทำแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน
“เจอแล้ว” เสียงชายคนนั้นดังขึ้นแ่เบาแต่ชัดเจนพอให้ได้ยิน “รอยหักพวกนี้ใหม่มาก ไม่เกินสามวัน ทิศทางตรงกับที่คาดไว้เป๊ะ คนที่ทิ้งร่องรอยนี้ต้องเคยเดินสวนทางไปมาหลายรอบแน่นอน”
เฟยหลงชะงักไปทั้งตัว เขานึกขึ้นได้ทันทีถึงสิ่งที่ผู้าุโคนนั้นทำก่อนจากไปเมื่อสองวันก่อน — การหักกิ่งไม้ทิ้งไว้เป็ระยะเพื่อให้ตัวเองตามรอยกลับมาได้ เจตนาดีของผู้าุโคนนั้นที่้าเพียงกลับมาคุยกันด้วยเหตุผลอีกครั้ง กลับกลายเป็เส้นทางที่นำพาคนกลุ่มนี้มาถึงหุบเหวได้ง่ายดายยิ่งกว่าที่เขาตั้งใจไว้เสียอีก ราวกับโชคชะตากำลังเล่นตลกร้ายกับทุกฝ่ายพร้อมกัน
—
“นายท่านสั่งมาชัดเจน” ชายอีกคนหนึ่งเอ่ยขึ้น เสียงเ็าไร้อารมณ์ “ต้องหาตัวให้เจอก่อนที่คนของสำนักกระบี่์จะกลับมาถึง ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะตายจริงหรือไม่ก็ตาม ต้องได้คำตอบที่แน่ชัดกลับไปรายงาน”
“ถ้าตายจริงก็จบง่าย” อีกเสียงหนึ่งสวนกลับ น้ำเสียงมีรอยยิ้มแฝงอยู่อย่างน่าขนลุก “แต่ถ้ายังไม่ตาย… นายท่านคงอยากได้ตัวเป็ๆ มากกว่าศพ จะได้รู้แน่ว่าใครช่วยเขาไว้และรู้อะไรไปแล้วบ้าง”
หัวใจของเฟยหลงเต้นแรงจนรู้สึกเหมือนเสียงนั้นจะดังออกไปนอกตัวเขาเอง มือทั้งสองที่กำอยู่กับพื้นดินเย็นเยียบเริ่มชื้นเหงื่อคนเฝ้าก้นเหวข้างกายเกร็งร่างกายขึ้นทันทีเช่นกัน มือข้างหนึ่งกดลงบนไหล่เฟยหลงเบาๆ เป็สัญญาณให้นิ่งอยู่กับที่โดยไม่ต้องพูดอะไรเลย
“นายท่าน” ที่คนพวกนี้พูดถึงไม่ใช่ท่านเ้าสำนักกระบี่์อย่างแน่นอน และไม่ใช่คนของสำนักใดที่เฟยหลงเคยรู้จักด้วย นี่คือคนละฝ่ายกับผู้าุโคนนั้นโดยสิ้นเชิง เป็ใครบางคนที่รู้ล่วงหน้าแล้วว่าเขาอาจยังไม่ตาย และกำลังแข่งเวลากับสำนักกระบี่์เพื่อชิงตัวเขาไปก่อน ความคิดที่เคยวนเวียนอยู่แค่เื่ “จะหนีหรือจะอยู่” พลันขยายใหญ่ขึ้นเป็คำถามที่น่ากลัวกว่านั้นมาก — ใครกันแน่ที่อยู่เื้ัการทรยศของจ้าวเทียนและหลินซีั้แ่ต้น และทำไมคนคนนั้นถึงยังไม่ยอมปล่อยเขาไปแม้เขาจะร่วงตกหน้าผาไปแล้วก็ตาม
—
“ท่านรู้จักคนพวกนี้หรือไม่” เฟยหลงกระซิบถามเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ แทบไม่ขยับริมฝีปาก
คนเฝ้าก้นเหวส่ายหน้าช้าๆ สีหน้าตึงเครียดกว่าตอนเผชิญหน้ากับชิงหยวนเมื่อสองวันก่อนมาก “ท่วงท่าแบบนี้ ข้าเคยเห็นมาก่อนครั้งหนึ่งในชีวิต นานมากแล้ว เป็ฝีมือของหออสูรราตรี พรรคลับที่รับจ้างทำงานสกปรกทุกอย่างแลกเงิน ไม่ว่าจะเป็การลอบสังหาร ล้างบางทั้งตระกูล หรือตามล่าคนที่มีใครอยากให้หายไปจากโลกนี้ก็ตาม ไม่มีใครในยุทธภพกล้าเอ่ยชื่อหอนี้ตรงๆเพราะรู้ดีว่าคำสั่งที่ออกจากที่นั่นไม่เคยมีใครหนีรอดได้”
“เมื่อก่อนท่านเคยเจอพวกเขามาก่อนหรือ” เฟยหลงถามต่อ สังเกตเห็นว่ามือของคนเฝ้าก้นเหวกำแน่นขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามนั้น
คนเฝ้าก้นเหวนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบเบาๆ “เคย ในคราวที่ศิษย์รักของข้าคนก่อนถูกทรยศ พวกเขาคือมือสังหารกลุ่มสุดท้ายที่ถูกส่งมาปิดปาก ข้ามาไม่ทันสักครั้ง”
“แปลว่ามีคนรู้ว่าข้ายังไม่ตายจริงๆ” เฟยหลงพูดแทบไม่มีเสียง ความกลัวที่สะสมมาตลอดหลายสัปดาห์พลันกลายเป็รูปเป็ร่างชัดเจนขึ้นเป็ครั้งแรก
“อาจไม่ใช่แค่รู้เฉยๆ” คนเฝ้าก้นเหวตอบ สายตายังคงจับจ้องไปที่สามเงาที่กำลังเดินตรวจสอบรอยกิ่งไม้ต่อไปทีละต้น “การส่งคนฝีมือระดับนี้มาสามคนพร้อมกัน แปลว่าเขาให้ความสำคัญกับเ้ามากกว่าที่เ้าคิดไว้เยอะ คนที่จ้างงานแบบนี้ไม่ใช่คนธรรมดา ต้องมีทั้งเงินและเครือข่ายข่าวกว้างพอจะรู้ความเคลื่อนไหวของชิงหยวนได้เร็วขนาดนี้”
เฟยหลงกัดริมฝีปากแน่น นึกย้อนไปถึงคืนที่ถูกจ้าวเทียนกับหลินซีผลักตกหน้าผา ตอนนั้นเขาคิดเสมอว่าเื่ทั้งหมดเป็เพียงความอิจฉาริษยาส่วนตัวของเพื่อนสนิทคนหนึ่ง แต่ตอนนี้ภาพนั้นเริ่มดูเล็กเกินไปสำหรับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า ราวกับจ้าวเทียนเองก็เป็เพียงเครื่องมือของใครบางคนที่ใหญ่กว่านั้นมาก
เสียงชายคนแรกดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้ขึ้นกว่าเดิมมาก “รอยเท้าเริ่มถี่ขึ้นตรงนี้ ลึกลงหุบเหวไปอีกไม่ไกลแล้ว แยกกันค้นสามทิศ ใครเจอตัวก่อนส่งสัญญาณควันทันที ห้ามลงมือคนเดียวเด็ดขาด รอให้ครบสามคนก่อน”
“ทำไมต้องรอครบสามคน” เสียงที่สามซึ่งยังไม่เคยพูดอะไรเลยเอ่ยขึ้นแ่เบา “ในเมื่อเป็แค่เด็กหนุ่มพลังปราณเกือบศูนย์”
“เพราะนายท่านสั่งไว้ว่าอย่าประมาทคนที่รอดจากหน้าผาสูงขนาดนั้นมาได้” ชายคนแรกตอบเสียงเข้ม “และเพราะไม่มีใครรู้ว่าคนที่ช่วยเขาไว้มีฝีมือแค่ไหน หากเป็ตาแก่ที่ซ่อนตัวมานานหลายสิบปีจริงตามข่าวลือ อย่าเสี่ยงเข้าปะทะเดี่ยวเด็ดขาด”
ทั้งสามแยกย้ายกันเดินลงไปในหุบเหวคนละทิศทาง เงาของพวกเขาค่อยๆ เลือนหายเข้าไปในความหนาทึบของต้นไม้
—
คนเฝ้าก้นเหวรอจนแน่ใจว่าไม่มีใครหลงเหลืออยู่ใกล้ๆ แล้วจึงกระซิบด้วยน้ำเสียงที่เร่งด่วนกว่าปกติมาก “แผนสามวันที่ข้าวางไว้ใช้ไม่ได้อีกแล้ว พวกมันจะค้นทั่วหุบเหวภายในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้แน่ ไม่มีเวลาให้เ้าฝึกประคองปราณต่อจนนิ่งสนิทเหมือนที่ตกลงกันไว้เมื่อเช้า”
“แล้วเราจะทำอย่างไร” เฟยหลงถามเสียงสั่นเล็กน้อย แต่สายตายังคงมั่นคง ไม่ใช่ความกลัวแบบที่ทำให้เขาอยากหลบหนีอีกต่อไป
คนเฝ้าก้นเหวมองไปยังบ่อน้ำิญญาที่อยู่ไกลออกไปลึกเข้าไปในหุบเหว สีหน้าครุ่นคิดหนักอย่างที่เฟยหลงไม่เคยเห็นมาก่อนตลอดหลายสิบวันที่อยู่ด้วยกัน “มีทางหนึ่งที่ข้าไม่เคยอยากใช้ เพราะมันเสี่ยงเกินไปสำหรับจุดปราณที่เพิ่งเปิดยังไม่นิ่ง แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่เหลือทางเลือกอื่นแล้ว”
“ทางไหน” เฟยหลงถามทันที ใจเต้นแรงขึ้นอีกครั้งด้วยความคาดหวังปนหวาดกลัว
คนเฝ้าก้นเหวหันมามองตรงหน้าเฟยหลงเป็ครั้งแรกนับั้แ่ได้ยินเสียงสามคนนั้น น้ำเสียงเบาลงจนแทบไม่ใช่เสียงกระซิบอีกต่อไป “บ่อน้ำิญญาไม่ได้มีดีแค่ช่วยรักษาปราณให้นิ่ง มันยังมีทางน้ำใต้ดินเชื่อมออกไปยังอีกฟากของูเาที่ข้าไม่เคยบอกใครมาก่อน เป็ทางที่ข้าเตรียมไว้สำหรับวันที่เลวร้ายที่สุดเท่านั้น แต่การผ่านทางน้ำนั้นต้องอาศัยปราณพยุงร่างกายตลอดเส้นทางใต้น้ำ หากจุดที่สี่ของเ้าที่เพิ่งเปิดยังไม่นิ่งพอ…”
เขาไม่จำเป็ต้องพูดประโยคให้จบ เฟยหลงก็เข้าใจความหมายได้ทันที นั่นคือความเสี่ยงที่อาจทำให้เส้นทางจุดที่สี่แตกถาวรอย่างที่เพิ่งเตือนไว้เมื่อเช้านี้เอง
ก่อนที่ทั้งสองจะทันตัดสินใจอะไรต่อ เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นแ่เบาจากพุ่มไม้ไม่ไกลจากที่ทั้งสองหมอบซ่อนอยู่ ใกล้กว่าที่ควรจะเป็มาก
ทั้งคู่หยุดหายใจพร้อมกัน เสียงนั้นไม่ได้มาจากทิศทางที่สามเงาเดินจากไปเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย มันมาจากด้านหลังพวกเขาเอง ใกล้จนแทบััได้ถึงลมหายใจของใครอีกคนที่ไม่ใช่กันและกัน
คนเฝ้าก้นเหวขยับมือไปที่ด้ามอาวุธข้างเอวอย่างเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดวงตาที่จับจ้องไปยังความมืดหลังพุ่มไม้ไม่กะพริบแม้แต่ครั้งเดียว