ฮูหยินข้าคือนักวิทยาศาสตร์ 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 45 ขุนนางขั้นแปดผู้น่ารำคาญ

            หัวหน้าเสมียนตอบว่า“จะว่าสำเร็จก็ไม่เชิง จะว่าล้มเหลวก็ไม่ใช่”

            รองหัวหน้าผู้ดูแลเลิกคิ้วแล้วมองเขา

            หัวหน้าเสมียนผู้นั้นถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ดาบที่ทำออกมาแข็งแรงกว่าที่ค่ายเครื่องมือเหล็กตีออกมาใช้อยู่ในตอนนี้ก็จริงแต่ก็แค่เล็กน้อยเท่านั้น เทียบไม่ได้เลยกับมีดเชือดหมูที่รองแม่ทัพฉินนำมา”

            เขากล่าวด้วยความเสียดาย“ถ้าสามารถทำดาบที่แข็งแรงแบบนั้นออกมาได้ก็คงจะดี...”

            รองหัวหน้าเว่ยลูบเครายาวพลางครุ่นคิดก่อนจะพูดว่า “หรือว่าเขาทำออกมาได้โดยบังเอิญ?”

            “ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก”หัวหน้าเสมียนส่ายหน้า “ได้ยินมาว่าเขาเรียนวิธีตีเหล็กแบบพิเศษมาจากสตรีนางหนึ่ง ภายใต้การชี้นำของนางเขาจึงตีมีดชุดหนึ่งออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมแต่เขากลับเรียนรู้วิธีตีเหล็กนั้นมาแบบงูๆ ปลาๆ เฮ้อ...”

            รองหัวหน้าเว่ยกล่าวว่า“ถ้าเช่นนั้น ก็ไปหาสตรีนางนั้นสิ!”

            หัวหน้าเสมียนส่ายหน้ากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “กำลังตามหาอยู่! ช่างตีเหล็กหลิวบอกว่าสตรีนางนั้นแซ่ฮวาคนของเราค้นหาทั่วทั้งเมืองผานสุ่ยแล้ว พบว่ามีบ้านที่แซ่ฮวาเพียงหลังเดียว เป็นแม่สื่อ!ไม่มีความรู้เรื่องการตีเหล็กเลย จึงคาดว่าสตรีนางนั้นคงเป็นคนต่างถิ่น ซึ่งอาจจะออกจากเมืองผานสุ่ยไปนานแล้ว”

            ความหวังที่จุดประกายขึ้นมามอดดับลงอีกครั้งรองหัวหน้าและหัวหน้าเสมียนแห่งกรมสรรพาวุธต่างมองหน้ากันและกัน จากนั้นถอนหายใจออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

            หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งรองหัวหน้าเว่ยก็ลูบเคราแล้วลุกขึ้นยืน “ดูท่า คงทำได้แต่รอความหวังให้ช่างตีเหล็กหลิวผู้นี้คิดค้นวิธีตีเหล็กแบบใหม่ออกมาให้ได้โดยเร็ว”

            หัวหน้าเสมียนก็ลุกขึ้นยืนเช่นกัน“ไปเถอะ พวกเราไปดูกันสักหน่อย”

            ...

            กรมสรรพาวุธหลวงมีหน้าที่ควบคุมการผลิตอาวุธแบ่งออกเป็นค่ายพลธนู ค่ายเครื่องมือเหล็ก ค่ายเกราะเป็นต้น มีหลายโรงงานที่ใช้ผลิตอาวุธและยุทโธปกรณ์ในกองทัพรับผิดชอบการผลิตอาวุธ ธง กระโจม เทียบเท่ากับโรงงานผลิตยุทโธปกรณ์ในสมัยโบราณ

            ค่ายเครื่องมือเหล็กก็เหมือนกับชื่อของมันมีหน้าที่ผลิตอาวุธที่ทำจากเหล็กทุกชนิด เช่น ดาบ กระบี่ ทวน ง้าว เป็นต้น

            รองหัวหน้าเว่ยและหัวหน้าเสมียนมาถึงค่ายเครื่องมือเหล็กเห็นช่างตีเหล็กหลิวกำลังถือกล้องยาสูบยืนอยู่ด้านนอกโรงงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียดมาแต่ไกล

            หัวหน้าเสมียนกระซิบกับรองหัวหน้าเว่ย“เห็นหรือไม่เล่า? คาดว่าคงจะทำไม่สำเร็จอีกแล้ว...”

            รองหัวหน้าผู้ดูแลกรมสรรพาวุธมีสีหน้าเคร่งขรึม“ถึงแม้ว่าจะยังไม่สำเร็จ แต่อาวุธที่ทำออกมาก็แข็งแรงกว่าดาบที่มีอยู่ในค่ายเครื่องมือเหล็กจริงๆช่างเหล็กหลิวผู้นี้ก็ยังพอมีฝีมืออยู่บ้าง”

            ขณะที่ทั้งสองคนพูดคุยกันก็เดินเข้าไปใกล้แล้ว

            ช่างเหล็กหลิวเห็นมีคนมาจึงรีบวางกล้องยาสูบลง ก้มหัวคำนับทั้งสองด้วยความเคารพ “ข้าน้อยขอคารวะท่านรองหัวหน้ากับท่านเสมียนขอรับ”

            “มีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง?”รองหัวหน้าเว่ยถาม

            ช่างตีเหล็กหลิวกำลังจะอ้าปากพูดก็มีคนเดินออกมาจากโรงงานพอดี เป็นหัวหน้าช่างของค่ายเครื่องมือเหล็ก

            หัวหน้าช่างผู้นั้นเห็นรองหัวหน้าและเสมียนก็รีบกล่าวต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ใต้เท้าเว่ย ใต้เท้าสวี ท่านทั้งสองมาได้จังหวะพอดี!มาดูดาบยาวเล่มใหม่ที่เราเพิ่งทำเสร็จสิขอรับ!”

            ดูจากท่าทางที่ยินดีปรีดาเช่นนี้ดูเหมือนจะสำเร็จแล้ว แต่เหตุใดช่างตีเหล็กหลิวถึงยังทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่?

            รองหัวหน้าเว่ยและเสมียนแซ่สวีมองหน้ากันจากนั้นเดินตามหัวหน้าช่างเข้าไปในโรงงานด้วยความสงสัย

            หัวหน้าช่างนำดาบยาวเล่มใหญ่มาให้

            ตัวดาบโค้งเล็กน้อยใบดาบคมกริบ

            รองหัวหน้าเว่ยยื่นมือออกไปจับลองฟาดฟันไปมาสองสามครั้ง

            น้ำหนักก็กำลังพอดีไม่หนักเกินไปจนต้องออกแรงมือ แต่ก็ไม่เบาเกินไปจนรู้สึกลอย

            “ดาบดี!” รองหัวหน้าเว่ยอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชมอีกเสียง!

            ความไม่พอใจที่แม่ทัพฟู่ส่งคนเข้ามาในกรมสรรพาวุธตามอำเภอใจก่อนหน้านี้ก็จางหายลงไปมากหากช่างฝีมือที่ควานหามาจากพวกชาวบ้านทุกคนมีฝีมือเช่นนี้ เขาจะไม่ยินดีได้หรือ?

            หัวหน้าช่างรีบกล่าวชมช่างตีเหล็กหลิวอย่างออกนอกหน้า“ต้องขอบคุณท่านลุงหลิวที่อดหลับอดนอนตีเหล็กอยู่หน้าเตาไฟ จึงสามารถตีดาบเล่มนี้ขึ้นมาได้ขอรับ!”

            รองหัวหน้าเว่ยพยักหน้า“ถ้าเช่นนั้น ก็รีบไปเรียกช่างคนอื่นๆ มาสอนวิธีนี้ต่อเสียเลยสิ! ครั้งหน้าเมื่อทหารเหลียวบุกเข้ามาจะได้ฆ่าพวกมันให้ราบคาบ!”

            ทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็พากันส่งเสียงว่าดีต่อกันไปเป็นทอดๆ

            มีเพียงช่างตีเหล็กหลิวที่เงียบทำสีหน้าหงอยๆ

            รองหัวหน้าเว่ยอดไม่ได้ที่จะถาม“ช่างตีเหล็กหลิวมีอะไรให้กังวลใจหรือ?”

            “ไม่กล้าปิดบังใต้เท้า...”ช่างเหล็กหลิวถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย กล่าวว่า “ข้าน้อยรู้สึกว่าดาบเล่มนี้ยังไม่สมบูรณ์แบบท่านใต้เท้าโปรดให้เวลาข้าน้อยอีกหน่อย ข้าน้อยอยาก...อยากจะลองดูอีกสักสองสามครั้ง”

            การที่ช่างฝีมือแสวงหาความสมบูรณ์แบบเป็นคุณสมบัติที่ดี

            รองหัวหน้าเว่ยได้ยินคำพูดของช่างเหล็กหลิวก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งจึงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เอาสิ ลองอีกสักกี่ครั้งก็ได้ เจ้าไม่ต้องเสียใจไปหรอก ดาบเล่มนี้เพียงพอที่จะปราบขวัญกำลังใจของทหารเหลียวแล้วเมื่อเจ้าทำสำเร็จ ข้าจะขอรางวัลจากท่านแม่ทัพให้เจ้าเอง!”

            “ขอบพระคุณขอรับใต้เท้า!”

            ทันใดนั้นก็มีเสียงดังโหวกเหวกโวยวายมาจากด้านนอก

            คนที่อยู่ในโรงงานได้ยินเสียงก็เดินออกมาเห็นทหารกลุ่มหนึ่งกำลังแบกของใช้ในบ้านต่างๆ ไปยังค่ายพลธนู แถมยังมีคนอุ้มกะละมังถือถัง ดูเหมือนกับว่ามีใครกำลังจะย้ายบ้านก็ไม่ปาน

            หัวหน้าเสมียนเดินเข้าไปถามคนหนึ่ง“ของมากมายเหล่านี้ พวกเจ้ากำลังทำอะไรกัน?”

            “ท่านแม่ทัพบอกว่ามีคนผู้หนึ่งนามว่าแม่นางหวาจะมาพักที่ค่ายพลธนูตอนนี้กำลังจัดห้องอยู่ขอรับ”

            สีหน้าของรองหัวหน้าเว่ยเปลี่ยนไปทันทีรีบสาวเท้าเดินไปยังค่ายพลธนู!

            ห้องพักที่เดิมทีสร้างให้พวกช่างฝีมืออยู่อาศัยนั้นไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆแต่กลับมีกระโจมหลังหนึ่งผุดขึ้นมาบนพื้นที่ว่าง! ตอนนี้นายทหารเหล่านั้นกำลังขนของใช้ทั้งหลายเข้าไปส่งในกระโจม!

            “เหลวไหล! เหลวไหล!เหลวไหลสิ้นดี!” รองหัวหน้าเว่ยโกรธจัด ร้องว่าเหลวไหลสามครั้งติด!

            เมื่อเขาเห็นนายทหารสองคนกำลังแบกเตียงหลัวฮั่น[1] เข้าไป ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป! เขาหมุนตัวแล้วตรงไปที่กระโจมใหญ่ของท่านแม่ทัพทันที!

            หัวหน้าเสมียนมองตามแผ่นหลังของรองหัวหน้าเว่ยที่เดินจากไปอย่างมีโทสะส่ายหน้าแล้วถอนหายใจ “เฮ้อ มีปากเสียงกันอีกแล้ว...”

            ...

            ภายในกระโจม แม่ทัพฟู่กำลังปรึกษาหารือแผนการสอดแนมกับนายทหารคนสนิทหลายคน

            ครั้งที่แล้วทหารเหลียวส่งกองกำลังขนาดเล็กมาลาดตระเวนในบริเวณใกล้เคียงถึงแม้ว่าจะถูกกำจัดจนหมดสิ้น แต่จุดประสงค์ยังไม่ชัดเจน เรียกได้ว่าผิดปกติเป็นอย่างมาก

            มีคนรายงานจากด้านนอก“เรียนท่านแม่ทัพ! ใต้เท้าเว่ยฮั่น ขอเข้าพบขอรับ!”

            แม่ทัพฟู่ “มาได้จังหวะพอดีให้เขาเข้ามา”

            เมื่อรับรู้ว่ามีคนเปิดม่านเข้ามาแม่ทัพฟู่ก็วงกลมบนแผนที่ตรงหน้าหลายจุดโดยไม่เงยหน้าขึ้น กล่าวว่า “ใต้เท้าเว่ย ท่านมาดูสิสถานที่เหล่านี้เหมาะสำหรับการติดตั้งกับดักหรือไม่? ทหารเหลียววนเวียนอยู่บริเวณนี้ข้าเกรงว่าพวกมันจะมีจุดประสงค์อื่น ข้าจึงสงสัยว่าพวกมันอาจจะวางกับดักไว้แล้ว”

            รองหัวหน้าเว่ยเดินเข้ามาด้วยสีหน้ามืดครึ้มระงับอารมณ์แล้วสังเกตตำแหน่งบนแผนที่อย่างละเอียด จึงตอบว่า “เป็นจุดที่เหมาะสมในการติดตั้งกับดักจริงๆขอรับ”

            ฟู่ถิงเย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งกล่าวว่า “ใต้เท้าเว่ยช่วยเลือกช่างฝีมือสักสองสามคนที พรุ่งนี้เช้าก็ติดตามกองทัพไปตรวจสอบสถานที่เหล่านี้หากพบกับดัก ให้รื้อมันกลับมาในทันที”

            รองหัวหน้าเว่ยประสานมือค้อมกายตอบรับคำสั่ง

            แม่ทัพฟู่สั่งการนายทหารอีกคนให้จัดกำลังพลจากนั้นก็ให้ทุกคนแยกย้าย

            เหล่านายทหารทยอยออกไปแต่รองหัวหน้าเว่ยยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อน

            แม่ทัพฟู่เห็นท่าทางของรองหัวหน้าเว่ยเช่นนี้ก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว...

            ใต้เท้ารองหัวหน้ากรมสรรพาวุธผู้นี้มักจะทำให้เขารู้สึกปวดหัวมากอยู่เสมอ

            เพราะเขาเป็นตาแก่ที่เซ้าซี้น่ารำคาญเป็นที่สุด!

            วิ่งมาที่นี่ทุกสองสามวันอ้างว่าเป็นการร้องขอแทนชาวบ้าน ทว่ากลับยื่นข้อเรียกร้องต่างๆ นานา!

            เดือนที่แล้ว เขาบอกว่าพวกช่างทำงานหนักควรจะขยายวันหยุดช่วงปีใหม่ออกไปอีกหนึ่งวัน และต้องจ่ายค่าจ้างล่วงหน้าด้วย

            เดือนก่อนหน้านั้น เขาบอกว่าทหารในกองทัพไม่ถนอมอาวุธจนทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก ควรเพิ่มกฎระเบียบทางทหาร หากผู้ใดทำให้อาวุธเสียหายต้องถูกลงโทษด้วยการโบยไม้เรียว!

            เดือนก่อนหน้านั้นก็ด้วยเขาบอกว่าอาหารในกรมสรรพาวุธนั้นแย่มาก! ช่างฝีมือกินไม่อิ่มเลยไม่มีแรงทำงาน!

            ...

            สรุปก็คือ ตราบใดที่เกี่ยวกับกรมสรรพาวุธช่างฝีมือ และอาวุธ เขาจะต้องโผล่หน้ามา!

            หากไม่สนใจเขา เขาก็จะคุกเข่าค้างอยู่ตรงนั้นไม่ยอมลุกขึ้นเล่นบทขุนนางผู้ซื่อสัตย์ทูลความจริง! เหมือนแมลงวัน หากฆ่าเขาไม่ตาย ก็จะคอยแต่รบกวนจนทำให้รำคาญใจ

            ฟู่ถิงเย่ไร้หนทางรับมือกับเขาจริงๆ

            หากจะใช้ไม้แข็ง?เขาก็อายุหกสิบเจ็ดสิบปีแล้ว ฟู่ถิงเย่กลัวว่าตีลงไปแค่ไม้เดียวก็อาจทำเขาตายได้

            ถึงแม้ตำแหน่งรองหัวหน้าของเขาจะเป็นแค่ขุนนางขั้นแปดแต่ก็มีหน้าที่ดูแลช่างฝีมือ เว่ยฮั่นดำรงตำแหน่งรองหัวหน้ากรมสรรพาวุธมากว่ายี่สิบปีแล้วมีชื่อเสียงเป็นที่นับถือในหมู่ช่างฝีมือชาวบ้าน

            ช่างเถอะ ช่างเถอะ อีกสองปีก็จะเกษียณแล้วทนเขาไปอีกหน่อยก็แล้วกัน

            ฟู่ถิงเย่ถาม “ใต้เท้าเว่ยมีเรื่องอะไรหรือ?”

            เว่ยฮั่นประสานมือค้อมกายไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาตอบว่า “ขอถามท่านแม่ทัพ เหตุใดท่านจึงเรียกสตรีเข้ามาในค่ายขอรับ?”

            ฟู่ถิงเย่พอจะคาดเดาได้จึงตอบเสียงเรียบว่า “แม่นางหวาเป็นผู้ที่ข้าเชิญมาช่วยเหลียงเหวินเฉิงสร้างธนู”

            รองหัวหน้าเว่ยอึ้งไปครู่หนึ่ง“เหลียงเหวินเฉิง? ...ภาพร่างของเหลียงเหวินเฉิงข้าน้อยเคยดูแล้ว! ไม่มีทางเป็นไปได้เลย! เขาเอาแต่เพ้อฝันไปวันๆ เหลวไหลสิ้นดี!”

            “ก่อนหน้านี้ก็จริงอยู่ที่ไม่มีทางเป็นไปได้ทว่าแม่นางหวาได้ทำการแก้ไขข้อบกพร่องแล้ว สามารถลองดูได้”

            รองหัวหน้าเว่ยได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งโมโห“ท่านแม่ทัพจะเชื่อสตรีได้อย่างไรขอรับ?! หากข่าวนี้แพร่ออกไปจะเอาหน้าของช่างฝีมือในกรมสรรพาวุธหลวงของข้าไว้ที่ไหน?!”

            สายตาของฟู่ถิงเย่เย็นชาลงเล็กน้อย“ข้าไม่รู้เลย หน้าตาของช่างในกรมสรรพาวุธนั้นจะสำคัญไปกว่าการปรับปรุงธนู?”

            สีหน้าของรองหัวหน้าเว่ยเปลี่ยนไป“ข้าน้อยมิกล้า! ข้าน้อยเพียงแต่คิดว่าการกระทำของท่านแม่ทัพนั้นเหลวไหลเกินไป! ให้สตรีมาสร้างอาวุธของกองทัพเกรงว่าสุดท้ายคงจะกลายเป็นเรื่องตลกขบขันไปทั่วหล้า! ท่านแม่ทัพ! โปรดพิจารณาให้รอบคอบอีกครั้งเถิดขอรับ!—”

            ประโยคสุดท้ายเขาตะโกนออกมาสุดเสียง!

            ฟู่ถิงเย่มองเขาอย่างเบื่อหน่ายหันหลังกลับไปนั่งลง กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ข้าตัดสินใจแล้ว ไม่ต้องพูดมากอีก”

            “ท่านแม่ทัพยังยืนยันที่จะทำเช่นนี้หรือ?!”เว่ยฮั่นกล่าวด้วยความเจ็บปวด “ถึงแม้ว่าจะทำให้ค่ายชิงโจวกลายเป็นที่หัวเราะเยาะก็ไม่ลังเลเลยหรือขอรับ?”

            ฟู่ถิงเย่ “เหตุใดใต้เท้าเว่ยถึงคิดว่าข้าจะกลายเป็นตัวตลกไม่ใช่ขุนนางผู้มีวิสัยทัศน์กัน?”

            “การให้สตรีสร้างอาวุธก็เป็นเรื่องไร้สาระอยู่แล้วยังคิดจะสร้างธนูที่ยิงได้ไกลถึงสี่ร้อยก้าวอีก เป็นเรื่องที่เพ้อฝันชัดๆ! ท่านแม่ทัพเชิญสตรีผู้นี้เข้ามาในค่ายนายทหารในค่ายจะคิดอย่างไร? ช่างในกรมสรรพาวุธหลวงจะคิดอย่างไร?!”

            ฟู่ถิงเย่แค่นเสียงเย็นชา“สตรีเข้ามาในค่ายแล้วอย่างไร? ใต้เท้าเว่ย ตราบใดที่ยังมีความเป็นไปได้ข้าก็อยากจะลองดู อย่าว่าแต่สตรีเลย ต่อให้เป็นสุนัขตัวหนึ่ง หากมันมาบอกข้าว่ามันสามารถสร้างธนูแบบนี้ขึ้นมาได้ข้าก็จะให้มันลองทำ!”

            เว่ยฮั่นอ้าปากตาค้างมองฟู่ถิงเย่พูดไม่ออกอยู่เป็นเวลานาน

            หลังจากนั้นพักหนึ่งรองหัวหน้าเว่ยก็สะบัดแขนเสื้อ ค้อมกายคำนับ เคราสีดอกเลาที่ห้อยย้อยลงมาทำให้เขายิ่งดูแก่ชรามากขึ้นไปอีก

            เขากล่าวอย่างหนักแน่น“ในเมื่อท่านแม่ทัพยืนกรานเช่นนี้ ข้าน้อยก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว แต่อาวุธที่กรมสรรพาวุธหลวงสร้างขึ้นล้วนเป็นสิ่งของที่มีพลังหยางแข็งแกร่ง สตรีนั้นมีพลังหยินอ่อนแอ ไม่ควรเข้ามาในกรมสรรพาวุธหลวงของข้าเพื่อไม่ให้เป็นการทำลายพลังหยางของทหารในกองทัพของข้า”

            ฟู่ถิงเย่จ้องมองเว่ยฮั่นด้วยสายตาเย็นชาเอ่ยเสียงเย็นเยียบ “ใต้เท้าเว่ยต้องการข่มขู่ข้าหรือ?”

            “ข้าน้อยมิกล้า ข้าน้อยเป็นเพียงขุนนางขั้นแปดตัวเล็กๆคำพูดและการกระทำของข้าน้อย ล้วนทำเพื่อประชาชนและทหารของแคว้นต้าฉี คำพูดที่ตรงไปตรงมามักจะไม่ถูกใจเสมอท่านแม่ทัพโปรดไตร่ตรองให้ดี” เว่ยฮั่นโค้งคำนับ “ข้าน้อยขอลา”

            —————————————————————————

            [1]เตียงหลัวฮั่น(罗汉床)เตียงลักษณะคล้ายตั่งยาวที่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับนอนคนเดียวปกติมักไม่ได้ใช้เป็นเตียง และมีการจัดวางโต๊ะเสริมไว้ตรงกลาง ทำให้มีพื้นที่สองส่วนไว้สำหรับนังเล่นหรือจิบชา

    คล้ายกับเรื่องฮูหยินข้าคือนักวิทยาศาสตร์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน