แล้วก็มาถึง “ลานรวมพล”ของตระกูลตงฟาง ลานกว้างแห่งนี้มีขนาดประมาณสนามฟุตบอล 2 สนามต่อกันด้านขนานทางด้านหนึ่งมีกลุ่มผู้ปกป้องซ้อมอาวุธต่อสู้อยู่ราว 30 คนอีกทางด้านหนึ่ง มีบุรุษ 3 คน นั่งอยู่ท่าทางกำลังสนทนาเื่เคร่งเครียด
ส่วนที่ใช้คำว่า “ผู้ปกป้อง”ก็เป็เพราะกฎหมายแคว้นฉิ่งกำหนดไว้เช่นนี้ เพื่อป้องการซ่อมสุมก่อฏ แคว้นจึงกำหนดให้ชาวยุทธ์ผู้ใช้ปราณที่ดูแลประชาชนแบบเอกชนห้ามเรียกตัวเองว่า “ทหาร” หรือ “องครักษ์” หรือ “อัศวิน” ..โดยคำเหล่านี้จะใช้เรียกในฝ่ายทหารของแคว้นที่ขึ้นตรงต่อาาเท่านั่น อีกทั้งยังต้องขึ้นทะเบียนจอมยุทธ์ของแคว้นเพื่อรับการตรวจสอบทุกปีด้วย
ก่อนหน้านี้ผู้ปกป้องแต่ละตระกูลก็อยู่กันอย่างปรองดองกับฝ่ายทหารแต่หลังจากที่าาองค์ก่อนของแคว้นฉิ่งประชวรหนัก เมื่อ 4 ปีก่อนทิศทางกระแสอำนาจของขุนนางก็เปลี่ยนไป จนเมื่อาาองค์ก่อนศวรรคต เมื่อ2ปีก่อน แล้วองค์รัชทายาทขึ้นครองบัลลังค์สืบต่อ จากข่าวสารซุบซิบในตลาดและกรมกองเมือง เหล่าทหาร ซึ่งอินทราคนก่อนได้ยินก็ไม่สนใจ แต่ผมก็รู้สึกแม่งๆของกลิ่นการโกงบ้านกินเมืองครั้งใหญ่ .. รายละเอียดไม่แน่ใจนักแต่จากเหตุการณ์คืนเืสาดเมื่อ3วันก่อนที่ตระกูลนี้ย้อนกลับเหตุการณ์ข่าวสารแคว้นฉิ่ง่4ปีนี้ ผมฟันธงแน่นอนมีการขายชาติ 100%
ครุ่นคิดสักครู่ก็เดินเข้ามาใกล้ที่นั่งของหัวหน้าทั้ง3คน ก็มีผู้ปกป้อง2คนเดินเข้ามาหา “รองหัวหน้าหน่วยซุนกวนซุนจี ขอเชิญไปร่วมการฝึกซ้อมอาวุธกับพวกเราทางมุมด้านนั้นขอรับที่นี้ท่านหัวหน้าใหญ่ต้องกับคุยกับ เออ ๐ท่านอินทรา๐ เล็กน้อย”
แหมไม่ต้องเรียกท่านอินทราก็ได้น้ำเสียงท่าทางนายน่ะบอกเป้าหมายชัดเจนอยู่แล้วขณะที่ผมกำลังจะให้ไปบอกให้พี่ชายทั้งสองออกไปก่อน ก็มีเสียงเข้มๆของซุนกวนและเสียงพ่นจมูกของซุนจีดังขึ้นพร้อมๆกัน
“หมายความว่าอย่างไรจะคุยกับเฉพาะหัวหน้าหน่วย 14 ทุกครั้งที่ประชุมหัวหน้าข้าก็อยู่ข้างกายคุณชายตลอด แม้กระทั่งเข้าประชุมแทนหัวหน้าหน่วยก็หลายครั้งจะมาแยกข้าออกไปได้อย่างไร?”
ซุนจีก็กล่าวขึ้น “ช่างเถอะพี่ใหญ่ เขาเพียงเข้าใจผิดไปน่ะเอาล่ะพวกเ้าไปเถอะ เรา3คนจะเข้าพบท่านหัวหน้าใหญ่พร้อมกัน”
แน่นอนว่า ทหารยาม2คนนั่นทำท่าทางอึดอัด
แล้วเสียงดังห้าวทุ้มของหัวหน้าก็ดังขึ้น“ให้พวกเขาทั้งสามคนเข้ามาได้”
ยามทั้งสองคนเดินหลบด้านข้างเปิดทางให้ ก้มหน้าพลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
หัวหน้าทั้ง3 คือ หัวหน้าใหญ่ฝ่ายผู้ปกป้องซงหาน อีก 2 คน คือรองหัวหน้าใหญ่ ไผฟาง และมันเซียง ทั้ง3คนเป็ผู้ฝึกยุทธ์ขั้น 2 ระดับสูงสามารถต่อสู้กับคนหลายสิบคนได้อย่างสบาย และเป็หัวหน้าครูฝึกของตระกูลตงฟางด้วย ทั้ง3 คนมีร่างกายสูงใหญ่ มีความสูงเฉลี่ย 190 ซม. รูปร่าง ผิวสีแทนคล้ำเป็เงางามของหัวหน้าซงหาน และรองไผฟาง ดูคล้ายร่างกายทำมาจากเหล็กกล้าชุบดำ มีลักษณะคล้ายกับพร้อมมาจากเผ่าพันธุ์เดียวกัน ซึ่งมีเขาซีกเล็กๆสีแดงใต้ขมับ2ข้าง, ส่วนรองมันเซียง มีเขาสีน้ำเงินจางๆ ที่บริเวณเหนือคิ้วร่างกายดูเล็กกว่า2คนนั้น และสีผิวซีดกว่า ประชาชนทุกคนในแคว้นไม่สามารถใช้ชื่อของเผ่าได้เพราะกฎหมายแคว้นฉิ่ง และหลายๆแคว้น บัญญัติว่าประชาชนของคนของแคว้นย่อมอยู่ภายใต้รัฐเดียวกัน แน่นอนว่าด้วยในสมัยายาวนานยุคนี้แต่ละชนเผ่า้ารักษาเผ่าพันธุ์ให้รอด .. ไม่ให้ประกาศชื่อเผ่า ไม่เห็นยากก็ประกาศในที่ประชุมลับซิ ใครจะตามจับคนชุมนุมคุยกันทำครอบครัวและประกอบพิธีกรรมเล็กๆระลึกถึงบรรพบุรุษปีละครั้งกันล่ะ?
ทางกลุ่มของผมทั้ง3คน ก็มีลักษณะคล้ายๆไอดอลวัยรุ่นจีนสูงประมาณ180ซม. พี่ทั้ง2สูงกว่าผมเล็กน้อยหุ่นนายแบบรูปร่างเพรียว ดูมีกล้ามเนื้อสักหน่อย ผมดูเป็ผู้นำทีมหล่อะเิ ดูเ็าลึกลับ ผิวออกขาวนวล .. พี่ทั้ง2หน้าตาดีปานกลาง รูปหน้าเหลี่ยม ดูซื่อตรงจริงใจ ผิวเหลืองน้ำตาลไหม้ .. เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนร่างกายผม3คนกับหัวหน้าทั้ง3 ที่ท่อนแขนเกือบเท่าขาพวกเรา แล้วกล้ามเนื้ออื่นๆห่วงยางรอบเอวพอประมาณคล้ายนักซูโม่ บวกกับเขาบนศีรษะที่ดูยาวกว่า และใบหน้าดุดัน พวกเขาดูคล้ายกับั์ดุๆ ในการ์ตูนมากทีเดียว..
ยามทั้งสองคนเดินหลบด้านข้างเปิดทางให้ ก้มหน้าพลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเล็กน้อย
เราทั้ง3เดินมาถึงด้านหน้าทั้งสามในระยะ3เมตร อินทราก็ประสานมือ คล้ายแบบชาวคริสต์ในโบสถ์ วางมืออยู่ในระดับปลายคาง“ขอคารวะ ท่านหัวหน้าซงหาน ท่านรองไผฟาง ท่านรองมันเซียงพวกท่านเรียกหาตัวพวกข้า มีเหตุอันใดขอรับ”
หัวหน้าทั้งสามมีอาการอึ้งไปเล็กน้อยอินทราเห็นความประหลาดบางอย่างในท่าทีของพวกเขา .. แต่ความขุ่นข้องใจและอารมณ์โกรธ ยังคงแสดงออกอย่างแ่เบา จากหัวหน้าทั้งสาม
สักครู่นึง ซงหานก็เอ่ยขึ้นว่า“วันนี้เวลา 19โมง ให้ท่านหัวหน้าผู้ปกป้องหน่วยที่ 14 เข้าร่วมการประชุม เพื่อพบกับท่านผู้นำตระกูลณ ห้องโถงกลางของตระกูล!”
อินทรายืนตัวตั้งตรงไม่ก้มหน้า กำมือขวาวางอยู่กลางหน้าท้อง ไขว้มือซ้ายกำมือวางไว้ด้านหลังในระดับเดียวกับมือขวาเท้าเกือบชิดติดกัน.. นี่เป็ท่าตามระเบียบตรง เป็ท่าแสดงความเคารพมาตรฐานที่ใช้พูดคุยกับผู้บังคับบัญชาระดับกองทัพหลวงและเป็ระเบียบของหน่วยปกป้องตระกูลตงฟางด้วย .. ผมชำเลืองมองนาฬิกาแขวนผนังด้านหลังของซงหานตอนนี้เวลาเกือบ 16โมงแล้ว .. แล้วพลางชำเลืองมองพี่ทั้งสองที่ยืนในท่าเดียวกันห่างไปด้านหลังราว2เมตร ทั้งคู่มีท่าทางตื่นตระหนกเล็กน้อย
“รับทราบ ท่านหัวหน้ามีเหตุอันอื่นแจ้งแก่ข้าหรือไม่?” อินทรากล่าวเสียงเรียบ
หัวหน้าซงหานนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งทำท่าคิดไตร่ตรอง ส่วนรองทั้งสองทำท่าทางราวกับว่าอยากจะกล่าวบางอย่างแต่ก็เลือกจะไม่พูดอะไรเลยดีกว่า
แล้วซงหานก็เอ่ยปากเสียงเข้ม“ตอนนี้เ้ารู้ถึงสถานการณ์ในตระกูลเราหรือไม่?”
อินทรา “ข้าพอรู้อยู่บ้าง”
ซงหาน “เช่นนั้น เ้าเห็นว่าผู้นำตระกูล้าพูดคุยเื่ใดกับเ้า?”
อินทรา “ข้าคาดว่าคงเป็การให้ข้าอธิบายเื่ราวต่างๆ .. หลายเื่”
ซงหาน “เช่นนั้น เ้าเห็นว่าผู้นำตระกูลดำเนินการใดอย่างไรกับเ้า?” แล้วเพิ่มเสียงดังขึ้น“เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อตระกูลเราตอนนี้!”
อินทรายังคงกล่าวเสียงเรียบ“ควรมอบโทษตายแก่ข้า”
อินทรารู้สึกถึงการกระตุกของพี่ทั้งสองด้านหลังอย่างแรงและเห็นความประหลาดใจอย่างมากของหัวหน้าทั้งสาม
ซงหานนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็เอ่ยปาก “หากว่าผู้นำตระกูลตัดสินใจมอบโทษตายแก่เ้า.. เ้าจะปฏิเสธหรือไม่?”
อินทรายังคงกล่าวเสียงเรียบ“ข้าจะยอมรับโทษตายนั้น”
“คุณชาย!” เสียงพี่ทั้งสองดังขึ้นพร้อมกัน
จากนั้นความเงียบก็ปกคลุมบริเวณนั้นแต่ยังมีเสียงเบาๆพอได้ยินอยู่ คือเสียงหายใจติดขัดของพี่ทั้งสองนั่นเอง
ซงหาน “เช่นนั้นเ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ รอเวลาเข้าพบท่านผู้นำตระกูล .. แต่ข้าเห็นว่า่เวลาที่รอ เ้าน่าจะเดินทางออกตระกูล แล้วไปให้ไกลเสียดีกว่า”
ครั้งนี้เสียงท่านรองทั้งสองดังขึ้น“หัวหน้า!”
อินทรา พินิจอารมณ์และคำกล่าวของหัวหน้าใหญ่ .. หัวหน้าใหญ่ เขาจริงใจ เขาไม่ชอบข้าอย่างชัดเจนแต่ก็ไม่ถึงกับเกลียดชัง .. ซงหานยังมีความรู้สึกแบบผู้ใหญ่ดูแลผู้น้อยด้วยสมกับเป็หัวหน้าใหญ่ซงหาน คำกล่าวออกมาเช่นนี้ ไม่ง่ายเลย! ต้องตัดสินใจกล้ำกลืนอย่างมากจึงจะกล่าวได้ .. สมเป็ยอดนักรบที่ผ่านศึกมานับไม่ถ้วนและเป็เสาพยุงตระกูลตงฟางที่แข็งแรง ..และเห็นชีวิตของลูกน้องทุกคนเป็เสมือนลูกหลาน ..ทั้งที่ก็เปิดทางให้อินทราหนีครั้งนี้ จะส่งผลเสียต่อผู้คนมากมายในตระกูล ก็ยิ่งคงคิดรักษาชีวิตลูกน้องขยะไว้ นี่เป็เื่สาหัสสากรรจ์ยิ่งนัก..
อินทรายังคงกล่าวเสียงเรียบ“ข้าขออนุญาตถามท่านหัวหน้าใหญ่ หากข้าหนีออกจากตระกูล ท่านจะทำอย่างไรเพื่อปลอมประโลมต่อผู้คนมากมายในตระกูลและเรียกขวัญกำลังใจของตระกูลกลับมา”
ซงหานยิ้มออกมาเล็กน้อยนี่อาจเป็รอยยิ้มครั้งแรกของวันนี้! “เ้าเติบโตขึ้นแล้วจริงๆนับว่าเป็กุศลที่์มอบสติตื่นรู้เช่นนี้ให้เ้า .. ทั้งที่เ้าสามารถรอดตายมาได้ เพียงแต่เื่ราวที่เกิดขึ้นนี้มันรุนแรงเกินกว่าจะละเว้นโทษต่อเ้าได้ .. หากเป็สถานการณ์อื่นเ้าอาจมีความผิดเพียงไม่มาก หรือยกเว้นโทษได้ แต่ตอนนี้..” แล้วเขาก็เงียบไป เขากวาดตามองรอบๆ ชายทั้ง3ตรงหน้า เพื่อนทั้งสองข้างตัวเขา และบริเวณลานโดยรอบก่อนกลับมาจดจ่ออยู่ที่อินทรา ฉายแววตาประหลาดใจ คาดหวัง และเสียใจ
ซงหาน “สิ่งที่ข้าควรกล่าวได้กล่าวไปหมดแล้ว พวกเ้าไปเถอะ”
อินทรามองพิจารณาท่านหัวหน้าทั้งสามอีกครั้งจากนั้นประสานมือคำนับ และหมุนตัวเดินออกมา
“อินทรา ข้าหวังว่าจะกลับตัวกลับใจและเติบโตขึ้นเป็บุรุษที่สง่าผ่าเผยแท้จริง และหวังว่าเ้ามีชีวิตอยู่ต่อไป”เสียงซงหานดังขึ้น
อินทราค่อยๆหมุนตัวกลับไปยกมือคารวะอีกครั้ง “น้ำใจของท่านหัวหน้าทั้งที่ตลอดมา และในวันนี้ข้าอินทราจะจดจำไปจนวันตาย” แล้วก็หมุนตัวกลับ ออกเดินจากลานรวมพลไป
**บันทึก”ลับ”อินทรา จะเริ่มจากตอนท้าย บทที่ 5,7,9 นะครับ ^_^
บันทึก”ลับ”อินทรา หน้า 1
ชีวประวัติย่อ2ชีวิต
ชีวิตที่ผ่านมาชื่อเกิด ดช.อิฐ แซ่หวง เปลี่ยนชื่อตอนอายุ23ปี เป็ “นายอิทธิฤทธิ์สุวรรณภูมิ” ชาตะวันที่ 23ตุลาคม พ.ศ.2399 มรณะ 25 ธันวาคมพ.ศ.2493
รวมอายุ94ปี ทะเบียนบ้านเกิด เลขที่ 11 หมู่2 ตำบลท่าตลาด อำเภอบางพระนาง เมืองปทุมธานี . บิดา ไม่ระบุ มารดา ดญ.มะลิแซ่หวง (ตอนคลอดนั้น คุณแม่ยังอายุ14ปี) ผู้ปกครอง นายเลิ้ง(ตา) นางชบา (ยาย)
เกิดในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มณีอาณาจักรไทย ภายใต้บารมีพระเ้าแผ่นดินรัชกาลที่16 และตายภายใต้บารมีพระเ้าแผ่นดินรัชกาลที่19
การศึกษาสุดสุดจบการศึกษาประถมปีที่ 7 โรงเรียนวัดท่าตลาด(โรงเรียนประจำตำบล) เมืองปทุมธานี ภูมิภาคอาณาจักรไทยตอนกลาง เมื่อปีพ.ศ.2412
วุฒิการศึกษาดุษฎีบัณฑิตกิติมาศักดิ์(ปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยมอบให้บุคคลผู้มีเกียรติคุณเหมาะสม คล้ายให้ใบประกาศนียบัตรเป็รางวัล)โดยรวม .. 1) ด้านธุรกิจ จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ,ม.เกษตรศาสตร์, ม.หอการค้าไทย และอื่นๆ เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏบางแห่ง 2) ด้านการปกครอง และสร้างคุณประโยชน์ต่อแผ่นดินไทย จากจุฬาฯ ม.ธรรมศาสตร์และอื่นๆ 3)ด้านเกษตรกรรม แบบข้อ 1) “”4) ด้านการศึกษา ... และ 5)อื่นๆ (ปล.มีใบปริญญาจากต่างอาณาจักรด้วย เช่นอาณาจักรลาว อาณาจักรจีน อาณาจักรญี่ปุ่น อาณาจักรอเมริกา เป็ต้น)
ตำแหน่งหน้าที่การงานสูงสุด(รายละเอียดต้องไปอ่านเอาจากอัตชีวิตประวัติ เพราะมันยาวหลายหน้ากระดาษ สรุปคือ) เป็ประธานกรรมการบริษัท 24แห่ง , เป็ประธานผู้บริหารโรงเรียน 4 แห่ง ,รองประธานหอการค้าแห่งอาณาจักรไทยและอื่นๆ .. เคยเป็ผู้ร่ำรวยที่สุดในอาณาจักรไทยอันดับที่ 40 เมื่อ พ.ศ. 2463 ด้วยมูลค่าทรัพย์สินรวมกันประมาณ1หมื่น2พันล้านบาท
ชีวิตครอบครัวเติบโตมากับคุณตาเลิ้งคุณยายชบา.. สมรส 2 ครั้ง ครั้งแรก ปี 2429ตอนอายุ 30ปี ภรรยาชื่อนางศิริกล ขณะนั้นอายุ24ปี มีบุตรด้วยกัน 3 คน ภรรยาเสียชีวิตในปี 2444ด้วยโรคมะเร็งปากมดลูกระยะสุดท้าย ในวัย39 รวมใช้ชีวิตสามีภรรยากันมา15 ปี } แต่งงานครั้งที่ 2 ปี 2449 ตอนอายุ50ปี ภรรยาชื่อนางวิไลพรรณ ขณะนั้นอายุ30ปี มีบุตรด้วยกัน 2 คน ภรรยาเสียชีวิตในปี 2491ด้วยโรคปัจจุบัน (เสียชีวิตจากความชรา) ในวัย72 รวมใช้ชีวิตสามีภรรยากันมา 42 ปี
่ลมหายใจสุดท้ายของชีวิตได้”สิ้นบุญ” (หากเป็คนไม่ดีนักก็อาจจะเรียกว่า หมดเวรหมดกรรมซะที) อย่างสงบในบ้าน (คฤหาสน์) ขณะที่ครอบครัวผู้สืบสายเืทุกคนอยู่พร้อมหน้าอันได้แก่บุตรชายและบุตรสาวทั้ง 5 คน หลานชายและหลายสาวทั้ง 11 คน เหลนชายและเหลนสาวทั้ง 19คน และว่าที่โหลนคนแรกของเขาที่อยู่ในครรภ์เหลนสาวคนโตอายุครรภ์ 5 เดือน ..
++
ชีวิตปัจจุบัน ชื่ออินทรา สีไล สถานที่เกิด ไม่ระบุ วันเกิดเดิม วันที่1 เดือน1ปีจักรดาราที่ 3000 (น่าจะไม่ใช่วันเกิดแท้จริง, ปีจักรดาราเป็ปีสากลที่ใช้ในกว้างขวางที่สุดในโลกใหม่นี้) ปัจจุบัน อายุ 18 ปี วันเกิดใหม่ (นับจากวันที่ออกจากเตียงไม้ปราณฟื้นฟู) คือ วันที่15เดือน3 ปีจักรดาราที่ 3018 หรือปีชงที่ 218 (ปีชง เป็ปีนับเวลาที่บริเวณ “8แคว้นโซเซ” แห่งนี้ใช้กำหนด)
ชื่อบิดา ไครี อายุปัจจุบัน48, ชื่อมารดา รินนา อายุปัจจุบัน 45 (เป็ชื่อและอายุที่ผู้นำตระกูลตงฟางรับรู้ .. ที่จริงพ่อแม่ยังใช้หลายชื่อหลายสกุล หลายอายุคล้ายกับมีพาสปอร์สกับบัตรประชาชนหลายอัน) อินทราเป็บุตรชายคนเดียวของตระกูลสีไล
อาชีพหลักครอบครัวสีไล(และอีกหลายนามสกุลไว้เปลี่ยน) คือ “การค้าเร่” ค้าขายสินค้าหลากหลายในหลากๆแคว้นเดินทางไปซื้อ เดินทางมาขาย หยุดเดินทางเปิดโรงงานแปรรูปลงทุน แล้วอาจจะขายโรงงานแล้วเดินทางค้าเร่ต่อไป
สถานภาพปัจจุบัน (ณวันที่15 เดือน3 ปี218)
.ความสามารถ(เท่าที่ทุกคนรู้) เป็นักสู้ปราณขั้น1 ระดับ6(ระดับกลาง) เชี่ยวชาญการใช้ทวนระดับ2 / เป็ผู้ใช้ปราณเกษตรขั้น1 ระดับกลาง สามารถทำไอฝนปราณ, ไอแดดปราณและไอดินปราณ ได้ระดับพอใช้ / เป็บัณฑิตขั้น1มีความรู้รอบด้านพอใช้
(โดยทั่วไปคนเล่าเรียนจะได้ขั้น1ประมาณตอน10ขวบ , ได้ขั้น2 ประมาณ
ตอน15ขวบ ,ได้ขั้น3 ประมาณตอน20ขวบ) .. (คนทั่วไป10คนจะเป็นักสู้ปราณ
ได้ประมาณ3คน่อายุ10-15 , ส่วนชนชั้นสูง10คนจะเป็นักสู้ได้เฉลี่ย9คน
9คนนั้นจะได้ขั้น1 ประมาณตอน5-10ขวบ , ทั้ง9คนจะได้ขั้น2 ประมาณ15-20ขวบ
และใน9คนไม่ทุกคนจะถึงขั้น3 จะมีราว4คนที่เป็ผู้มีพร์สูง ได้ขั้น3
ประมาณตอน20-25ขวบ)
.ฐานะการงาน เป็หัวหน้าผู้ปกป้องหน่วยที่14 ตระกูลตงฟาง ในเขตปกครองเมืองเฟิงหัว แคว้นฉิ่ง ในภูมิภาค8แคว้นโซเซ
.สถานภาพเพิ่มเติม อยู่ระหว่างการสอบสวนเหตุการณ์ร้ายแรงของตระกูลตงฟาง..
https://www.google.com/search?q=โลกแฟนตาซี+ธรรมชาติ
"ตัวอย่างภาพโลกใหม่ที่นำมาบอกเล่าเื่ราวครั้งนี้" ^_^



(รวม10,600ตัวอักษร) ^_^