เป๊าะ!
หวังลี่ซื่อดีดนิ้วเบา ๆ ลงบนลำโพงใหญ่
เป๊าะ!
เสียงกังวานใสแผ่ซ่านออกมาทันที
"นายท่าน สิ่งนี้..."
หวังลี่ซื่อใจนต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ทว่าจ้าวฉงหย่วนยังคงจ้องมองสิ่งที่มีลักษณะเป็ลำโพงใหญ่ตรงหน้า แต่ต่อให้มองอยู่นานก็ยังดูไม่ออกว่ามันคืออะไร ดูเหมือนจะเป็เพียงของประดับชิ้นหนึ่งเท่านั้น
นอกจากของชิ้นใหญ่นี้แล้ว บนผนังห้องยังแขวนภาพวาดทิวทัศน์ูเา สายน้ำ และภาพไผ่เขียวต้นหนึ่งที่เติบโตขึ้นมาจากซอกหิน
แม้ว่าฝีแปรงจะด้อยกว่าจิตรกรในพระราชวังหลวงอยู่มาก แต่เมื่อประกอบกับสถานการณ์ของโยวโจวซึ่งเป็ดินแดนแห่งสมรภูมิสามทิศ ก็ทำให้ภาพนี้มีเสน่ห์เฉพาะตัวอยู่บ้าง
นอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้ ข้าง ๆ ของชิ้นนั้นแล้วยังมีการจัดวางไม้ดัดในกระถาง รวมถึงโต๊ะหนึ่งตัวและม้านั่งอีกหลายตัว
เมื่อจัดวางเช่นนี้ ยิ่งทำให้ของชิ้นใหญ่นี้ดูเป็เพียงของตกแต่งมากขึ้นไปอีก
"บางทีอาจจะเป็แค่ของประดับกระมัง" จ้าวฉงหย่วนพึมพำกับตัวเอง
ทั้งสองรออยู่ในห้องได้ไม่นาน จ้าวติ้งก็พาหูซานเดินเข้ามาในห้อง พร้อมกับกล่าวทักทายทั้งสองคน
จ้าวฉงหย่วนค่อย ๆ หันกลับมาแล้วกล่าวว่า "ท่านอ๋อง ภาพวาดไผ่เขียวที่ท่านแขวนไว้บนผนังนั้นดูไม่เลวเลยพ่ะย่ะค่ะ หากพิจารณาควบคู่ไปกับสถานการณ์ของดินแดนโยวโจว ยิ่งแสดงให้เห็นว่าเยียนอ๋องทรงมีจิตใจที่สูงส่งยิ่งนัก"
'เหอะ ข้าแค่สั่งให้หูซานหาภาพอะไรก็ได้มาแขวนไว้มั่ว ๆ แต่เ้ากลับเชื่อมโยงไปถึงขั้นนั้นได้ ระดับการนึกคิดของเ้านี่นะ หากไม่ได้ทำงานในราชสำนักคงน่าเสียดายแย่'
จ้าวติ้งแอบคิดในใจ แต่ใบหน้ากลับแสดงท่าทางเที่ยงธรรมพลางตบโต๊ะดังปังแล้วกล่าวว่า "หลี่หลง เ้ากล่าวผิดแล้ว! จะมาพูดเื่จิตใจสูงส่งหรือไม่สูงส่งได้อย่างไร? ข้าเป็องค์ชายเก้าแห่งแคว้นต้าเฉียน ไม่เคยแสวงหาความหรูหราจอมปลอม สิ่งที่ข้าเชื่อมั่นมีเพียงเื่ที่ว่ามนุษย์สามารถเอาชนะโชคชะตาได้!"
"ปีนั้นเสด็จพ่อทรงมอบดินแดนโยวโจวแห่งนี้ให้แก่ข้า แต่งตั้งข้าเป็เยียนอ๋อง และโยวโจวเดิมทีคือดินแดนเยี่ยน เสด็จพ่อทรงแบ่งเขตปกครองเช่นนี้ ย่อมทรงฝากความหวังไว้ที่ข้า ให้ดูแลราษฎรชาวโยวโจวเสมือนเป็ลูกหลานของตนเอง โยวโจวเองก็ยังเป็สมรภูมิสามทิศ ั้แ่ราชวงศ์ก่อนจนถึงการก่อตั้งแคว้นต้าเฉียนมาสองร้อยปี ต่างก็ต้องทนทุกข์จากภัยา"
"ในดินแดนที่อันตรายเช่นนี้ ในเมื่อข้ารับบัญชาให้มาอยู่ที่นี่ย่อมต้องมีปณิธานดั่งไผ่เขียว"
"ดั่งต้นไผ่เขียวนี้ที่ตั้งตระหง่านค้ำฟ้า ไม่หยุดที่จะพัฒนาตนเอง ั้แ่ก้าวเข้าสู่โยวโจว ข้าก็ตั้งปณิธานว่าจะหยั่งรากลึกลงในโยวโจวแห่งนี้ อีกทั้งไผ่ยังมีลักษณะที่เรียบง่ายภายใน สง่างามภายนอก และมีความบริสุทธิ์หลุดพ้น ซึ่งสอดคล้องกับความคาดหวังที่เสด็จพ่อทรงมีต่อข้า ด้วยเหตุนี้จึงสามารถรับพระบัญชาจากเบื้องบนและไม่ละอายต่อราษฎรหลายแสนคนในโยวโจวได้"
"หลี่หลง ข้าขอพูดตามตรง ภาพวาดไผ่เขียวภาพนี้คือสิ่งที่เสด็จพ่อทรงประทานให้ข้าก่อนออกเดินทาง และข้าได้นำภาพนี้มาแขวนไว้ที่นี่ เพื่อเตือนใจตนเองว่าต้องเป็ดั่งไผ่ทะนงต้นนี้ ที่ตั้งตระหง่านค้ำฟ้า ไม่หยุดพัฒนาตนเอง เรียบง่ายภายใน และสง่างามภายนอก" จ้าวติ้งกล่าวด้วยสีหน้าซาบซึ้ง
พูดจบจ้าวติ้งก็หันไปทางภาพวาดไผ่ทะนงที่แขวนอยู่บนผนัง แล้วก้มลงคำนับอย่างนอบน้อมและเคร่งขรึม
เมื่อเห็นจ้าวติ้งทำเช่นนั้น จ้าวฉงหย่วนและหวังลี่ซื่อจึงรีบก้มคำนับตามอย่างนอบน้อมทันที แต่ในจังหวะที่ก้มหน้าลงนั้นทั้งคู่กลับมีสีหน้ามึนงง
จ้าวฉงหย่วน 'ข้าเคยให้สิ่งนี้กับเขาด้วยหรือ?'
หวังลี่ซื่อ 'ฝ่าาดูจะโปรดดอกเหมยมากกว่าไผ่ไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ หากจะประทานก็น่าจะเป็ดอกเหมยมากกว่า'
ด้านหลังของทั้งสามคน หูซานกลับกลอกตาไปมา
ดูเหมือนว่าหลายปีมานี้ ทุกครั้งที่ลงนามในสัญญา ท่านอ๋องของเขาก็มักจะพูดแบบนี้เสมอ โดยเฉพาะเวลาคุยกับพ่อค้าชาวแคว้นต้าเฉียน ดูเหมือนจะพูดแบบนี้ทุกคน
จ้าวติ้งอยากจะหาข้ออ้างเตรียมไว้!
นี่เรียกว่าการป้องกันไว้ก่อน สร้างภาพลักษณ์ผู้รักชาติให้มั่นคง วันหน้าหากต้องจากโยวโจวแห่งนี้ไป หรือหากท่านพ่อของเขาจับได้ว่าเขามีแผนการลับ ตราบใดที่ภาพลักษณ์ผู้รักชาติยังคงอยู่ เขาก็ยังมีทางถอย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จนถึงตอนนี้เขายังดูไม่ออกว่าหลี่หลงผู้นี้เป็ราชทูตที่ท่านพ่อส่งมาสืบข้อมูลหรือไม่ ดังนั้นจึงต้องสร้างภาพลักษณ์ผู้รักชาติให้ดีที่สุด
หัวใจที่รักชาติอย่างแรงกล้าของข้าจ้าวติ้ง มีฟ้าดินเป็พยาน!
จ้าวฉงหย่วนเห็นจ้าวติ้งก้มตัวลงและไม่ยอมลุกขึ้นเสียทีจนจ้าวฉงหย่วนเริ่มปวดหลัง แต่ในเมื่อจ้าวติ้งไม่ลุก เขาก็ไม่สามารถลุกขึ้นได้ในฐานะพ่อค้า มิเช่นนั้นความลับจะแตก
ชั่วขณะหนึ่งจ้าวฉงหย่วนจึงต้องก้มคำนับร่วมกับจ้าวติ้งต่อหน้าภาพวาดไผ่ทะนงที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าได้ประทานให้จ้าวติ้งจริงหรือไม่
หวังลี่ซื่อยิ่งตกตะลึงจนตาค้าง มองซ้ายมองขวา หรือว่าเยียนอ๋องจะทรงทราบฐานะที่แท้จริงของนายท่าน จึงแกล้งแสดงละครฉากนี้ต่อหน้าตน เพื่อกู้ภาพลักษณ์คืนมา?
แต่การพาเสด็จพ่อของตนเองมาก้มคำนับภาพวาดภาพหนึ่ง วิธีการเสแสร้งแบบนี้มันใช้ได้จริงหรือ?
ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง จ้าวติ้งจึงลุกขึ้นด้วยท่าทาง ‘อาลัยอาวรณ์’
"ความจริงข้าไม่อยากปิดบังท่าน ที่นี่ไม่ใช่เพียงสถานที่ที่เราลงนามในสัญญากันเท่านั้น แต่ยังเป็ที่ที่ข้าใช้ทบทวนตนเองในทุก ๆ วัน"
"หลายปีมานี้ ข้ามาที่นี่ทุกวัน เพื่อสำรวจตนเองต่อหน้าภาพวาดนี้ว่า วันนี้ข้าพยายามมากกว่าเมื่อวานหรือไม่ (เช้านี้จะกินอะไรดี) วันนี้ข้าก้าวหน้ากว่าเมื่อวานหรือไม่ (เที่ยงนี้จะกินอะไรดี) วันนี้ข้าดีเยี่ยมกว่าเมื่อวานหรือไม่? (เย็นนี้จะกินอะไรดี)"
"ช่างรู้สึกเหมือนได้เห็นเสด็จพ่อตัวจริงเมื่อมองภาพนี้เลยทีเดียว ไม่พูดแล้ว ให้ข้าได้กราบภาพที่เสด็จพ่อประทานให้ข้าอีกสามครั้งเถิด" พูดจบจ้าวติ้งก็โบกมือ
พูดแล้วจ้าวติ้งก็กราบภาพนั้นอีกสามครั้งจริง ๆ ทำเอาจ้าวฉงหย่วนถึงกับมึนงง
ภาพนี้ข้าเป็คนให้จริง ๆ หรือ?
ส่วนในใจของหวังลี่ซื่อกลับเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง โชคดีที่องค์ชายเก้าทรงเป็องค์ชายนะพ่ะย่ะค่ะ หากเป็ขันทีในสำนักซือหลี่เจี้ยน ตำแหน่งมหาขันทีนี้จะตกมาถึงมือข้าหรือ?
หลังจากกราบครบสามครั้งจ้าวติ้งจึงกล่าวด้วยสีหน้าตื้นตันว่า "เฮ้อ มีเพียงเสด็จพ่อเท่านั้นที่เป็แสงนำทางในชีวิตของข้าอย่างแท้จริง"
จ้าวฉงหย่วนยืนนิ่งอยู่กับที่ด้วยใบหน้าที่กระอักกระอ่วน
แม้ว่าหลายปีมานี้เขาจะเริ่มมีภูมิคุ้มกันต่อการประจบสอพลอ แต่การถูกประจบในรูปแบบนี้ต่อหน้าต่อตาแบบนี้ เป็ครั้งแรกในชีวิตของเขาเลยทีเดียว
นอกจากความกระอักกระอ่วนเล็กน้อยแล้ว ไม่รู้ทำไม เขากลับรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก
จ้าวติ้งเปลี่ยนน้ำเสียงทันทีแล้วกล่าวว่า "พูดถึงเื่สุรานี้ ข้าขอพูดตามตรงว่าการให้พวกท่านทั้งสองมากขนาดนี้ในคราวเดียว ข้ายังรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง เพราะสุราหยกนารีมีผลผลิตเพียงสี่สิบถึงห้าสิบจินต่อปี ดื่มหนึ่งคำก็ลดลงหนึ่งคำ แต่เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของท่านเทพสุราตู้คังและเพื่อให้ผู้คนทั่วหล้าได้มีสุราดื่ม ข้าจึงต้องยอมตัดใจมอบให้"
"เมื่อครู่ข้าได้ยินลูกน้องรายงานว่าเ้ายัง้าอีกห้าร้อยจิน แต่เนื่องจากวงเงินสินเชื่อเพื่อการบริโภคไม่เพียงพอ จึงต้องจำใจสละสิทธิ์ไป ข้าเข้าใจดีว่าเ้ามีความมุ่งมั่นที่จะทำให้กิจการของตระกูลเติบโตและแข็งแกร่ง เพื่อสร้างความรุ่งโรจน์อีกครั้ง และพยายามส่งเข้าไปขายในพระราชวังหลวงเพื่อให้เสด็จพ่อของข้าได้ลิ้มรสฝีมือของเทพสุราตู้คัง"
"ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงอยากช่วยส่งเสริมความปรารถนาของท่าน โดยจะเพิ่มวงเงินสินเชื่อเพื่อการบริโภคให้ท่านเป็กรณีพิเศษอีกหนึ่งแสนตำลึง เพื่อให้ความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ของท่านสมหวัง"
ใบหน้าของหวังลี่ซื่อกระตุกถี่ ๆ
ที่แท้เยียนอ๋องปูเื่มาตั้งนานก็เพื่อจะหลอกเอาเงินเพิ่มอีกสินะ
มุมปากของจ้าวฉงหย่วนก็กระตุกเล็กน้อย แต่เมื่อนึกได้ว่าตนเองใช้ชื่อปลอมและที่อยู่บ้านก็เป็เื่สมมติ เขาจึงรีบประสานมือตอบรับว่า "เช่นนั้นต้องขอบพระคุณในความเมตตาของเยียนอ๋องยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ"
"เฮ้อ ไม่เป็ไร ไม่เป็ไร ในฐานะลูกที่ไม่อาจอยู่ปรนนิบัติข้างกายเสด็จพ่อได้ตลอดเวลา ก็ต้องฝากท่านช่วยดูแลแทนแล้ว"
จ้าวติ้งถอนหายใจยาวพลางโบกมือด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย จากนั้นก็ถอนหายใจอีกครั้งแล้วกล่าวว่า "แต่เพราะติดที่กฎเกณฑ์ สัญญาเงินกู้นี้จึงต้องขอให้ท่านลงนามใหม่อีกครั้ง"