ขณะที่ทวีปทั้งหลายกำลังวุ่นวายแม้แต่สามนิกายยังนิ่งเฉยไม่ได้นี่คือเรื่องใหญ่ที่อาจจะทำให้พวกเขาล่มสลายได้อย่างแม้จริง เพราะว่าถ้าศัตรูมีตัวตนระดับเทพหรือจักรพรรดิเทพปรากฎพวกเขาย่อมไม่อาจต้านทานได้
อีกด้านหนึ่งทูตของสวรรค์สวรรค์ก็ลองติดต่อกับวังสวรรค์ดูและผลที่ได้คือไม่สามารถติดต่อได้แม้แต่การส่งข้อความก็ตามเห็นได้ชัดว่านี่คือพลังอำนาจของประตูโบราณที่ตัดขาดการติดต่อทั้งหมดออกไป
“บ้าเอ้ยทำไมถึงมาเกิดเรื่องในเวลานี้” ทูตของวังสวรรค์หวาดกลัวขึ้นมาทันทีแม้แต่เสี่ยวเฮ่ยก็ติดต่อไม่ได้
ทางนิกายซากศพเองก็ต้องหยุดต่อสู้กับสามนิกายเช่นกันเพราะเมื่อประตูปรากฎมันใช่เวลาของการทะเลาะกันเอง
“หวังว่าพวกเราจะโชคดีมากกว่าโชคร้ายนะไม่งั้นโลกนี้คงช่วยไม่ได้แล้วละ” เมิ่งฝู่กล่าว
ตอนนี้เมิ่งฝู่คือผู้นำที่แท้จริงของนิกายซากศพแม้พลังบ่มเพาะของเมิ่งฝู่จะไม่ได้แข็งแกร่งที่สุดแต่กลับครอบครองทหารศพที่แข็งแกร่งที่สุดเอาไว้
อีกด้านเสี่ยวจินที่ตอนนี้กำลังยืนอยู่บนไหล่ของหญิงสาวนางหนึ่งก็ขมวดคิ้ว
“สิ่งนั้นมันคืออะไร”เสี่ยวจินกล่าว
“ประตูโบราณหรืออีกชื่อคือ ทางเชื่อมโบราณ มันคือทางเชื่อมของโลกทั้งสองใบเข้าด้วยกันเราไม่รู้ว่าโลกใบนั้นเป็นโลกอะไรแต่ที่แน่ๆส่วนใหญ่จะต้องเกิดการต่อสู้นองเลือดกันอย่างแน่นอน”หญิงสาวที่มีเส้นผมสีฟ้ากล่าว
“แล้วเมื่อไหร่เจ้าจะไปพบนายน้อยของข้ากันพวกเราจะได้รีบวางแผนจัดการกับวังสวรรค์”เสี่ยวจินกล่าว
“ไม่รีบตอนนี้เขายังไม่แข็งแกร่งพอ เมื่อเขาสามารถผ่านเหตุการณ์นี้ได้และสามารถต่อกรกับอัจฉริยะของวังสวรรค์ได้เสียก่อนแล้วข้าจะไปพบเขา”หญิงสาวกล่าวและเดินไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย
ตลอดเวลาหลายแสนปีนางไม่เคยอยู่กับที่นางจะเดินทางไปทั่วอย่างไร้จุดหมายและเพราะนางคือจิตวิญญาณของโลกนางเลยสามารถไปได้ทุกที่เสี่ยวจินนั้นได้ตามหาและพบกับจิตวิญญาณโลกเมื่อไม่นานมานี้แน่นอนว่าอีกฝ่ายจงใจหยุดลงเพื่อให้เสี่ยวจินตามทัน หลังจากนั้นเสี่ยวจินก็รู้ว่าที่ตนเองและฉางเฟิงสามารถมายังโลกนี้ได้ส่วนหนึ่งเพราะวิญญาณของโลกสัมผัสได้ถึงสายเลือดของเผ่าภูติจากตัวของนายท่านของพวกเขาและอนุญาติให้พวกเขาอยู่ที่นี่แม้จะมีพลังระดับเทพก็ตาม
“เจ้าบอกว่าตอนนี้กฎเกณฑ์ของเจ้าได้คลายออกแล้วใช่หรือไม่และไม่มีใครสามารถเข้ามาได้ถูกหรือเปล่า”เสี่ยวจินกล่าว
“ไม่ผิดช่วงเวลานี้เจ้าสามารถปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมาได้หรือแม้ถ้าเจ้าต้องการข้าก็จะช่วยเจ้าทะลวงระดับพระเจ้าได้เลย” จิตวิญญาณของโลกกล่าว
“ถ้าข้าทำแบบนั้นตัวตนของข้าอาจจะถูกเปิดเผยและข้าเองก็ไม่รู้ว่าหลังจากนั้นข้าต้องใช้เวลาเท่าไหร่กว่าจะทำสำเร็จ”เสี่ยวจินกล่าว
“สำหรับเผ่าอสูรอย่างพวกเจ้าการทะลวงระดับจำเป็นต้องใช้เวลานานกว่าจะทะลวงขั้นพระเจ้าได้อย่างน้อยก็ 10 ปี อย่างมากพันปีหรือหมื่นปีเลยก็ได้” จิตวิญญาณโลกกล่าว
“แบบนั้นอันตรายเกินไปเพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นกับนายน้อยข้าคงไม่สามารถไปพบหน้านายท่านได้”เสี่ยวจินกล่าว
“นั่นก็จริงถ้าจะทะลวงระดับพระเจ้าข้าแนะนำสหายของเจ้าอีกตนหน้าจะดีกว่า เพราะสายเลือดที่แท้จริงของเขาคือเผ่ามังกรทมิฬอย่างน้อยเมื่อทะลวงระดับพระเจ้าเขาจะมีพลังมากพอที่จะปกป้องโลกนี้ได้สักระยะ”
“เรื่องนี้ต้องเอาไว้ปรึกษากันระยะยาว”เสี่ยวจินกล่าว
ทางด้านฉางเฟิงตอนนี้ฉางเฟิงเริ่มชินกับความเจ็บปวดที่ได้รับแล้วแต่ในขณะเดียวกันพลังชีวิตของฉางเฟิงก็เพิ่มมากขึ้นและสายเลือดในร่างก็เหมือนจะพัฒนาขึ้นอีกขั้น
“ดูเหมือนจะทำสำเร็จแล้ว”ซีรั่วหยานถอนหายใจ
แม้มันจะไม่มีอันตรายเกิดขึ้นก็ตามแต่นางก็ยังกังวลว่าฉางเฟิงจะทนต่อความเจ็บปวดไม่ใหวหลังจากที่การหลอมรวมดวงตาสำเร็จฉางเฟิงก็ได้สติก่อนจะลืมตาขึ้นมา
“เป็นอย่างไรบ้าง”ซีรั่วหยานกล่าว
ฉางเฟิงจ้องมองไปยังซีรั่วหยานพริบตานั้นเองซีรั่วหยานสีหน้าเปลี่ยนไปนางถอยออกไปทันที เพียงเสี้ยววินาทีพลังชีวิตของนางหายไปเล็กน้อย
“ข้าขอโทษข้ายังควบคุมมันไม่ได้” ฉางเฟิงกล่าวและปิดดวงตาข้างขวาทันที
“สมแล้วที่เป็นทักษะต้องห้ามถ้าช้ากว่านี้ข้าคงสูญเสียพลังชีวิตนับสิบนับร้อยปีแน่” ซีรั่วหยานกล่าว
“ข้าจะคืนพลังชีวิตให้เจ้าเดี๋ยวนี้”ฉางเฟิงกล่าวและเปิดดวงตาข้างขวาอีกครั้ง
พริบตาเนตรสีเขียวของฉางเฟิงก็ยิงลำแสงออกไปซึ่งลำแสงสีเขียวนี้อัดแน่นไปด้วยพลังชีวิตจำนวนมหาศาล ซีรั่วหยานเผยสีหน้าตกตะลึงเพราะอาการบาดเจ็บของนางได้รับการฟื้นฟูอย่างมากตอนนี้พลังของนางสามารถเทียบได้กับพวกเสี่ยวเฮ่ยแล้วนั่นก็คือจักรพรรดิเทพขั้นที่9
“พอแล้วถ้ามากกกว่านี้เจ้าอาจจะได้รับบาดเจ็บได้” ซีรั่วหยานกล่าว
ฉางเฟิงปิดดวงตาลงพร้อมกับเหงื่อปรากฎบนใบหน้าเห็นได้ชัดว่าการใช้ความสามารถนี้ค่อนข้างกินพลังของฉางเฟิงมาก
“นับวันนายน้อยยิ่งหล่อเหลาขึ้นทุกทีแล้วการที่มีดวงตาสองสีแบบนี้หญิงสาวคงจะหลงใหลกันมากขึ้นอีก” เสี่ยวเฮ่ยกล่าว
“นี่พวกเจ้าคิดแต่จะให้เขาขยายสายเลือดของเขางั้นเหรอ”ตงจวิ้นกล่าว
“เจ้าหมายความว่าไงเจ้าไม่รู้เหรอว่ามันสำคัญแค่ใหน”
“ข้าก็ไม่เถียงหรอกว่ามันสำคัญแต่เขาแค่อายุยังไม่ถึง 20 เลยด้วยซ้ำมันจะไม่กดดันเขาเกินไปหน่อยเหรอ”
“เรื่องนี้มันไม่ได้ยากเลยนายท่านข้าเองตอนอายุ 16 ก็แต่งงานแล้วอายุยังไม่ถึง 20 ก็มีหญิงสาวติดตามเต็มไปหมด”เสี่ยวเฮ่ยกล่าวด้วยสีหน้าภาคภูมิ
“พวกเจ้านี่นะ”ตงจวิ้นได้แต่ส่ายหัวไม่ว่าจะเสี่ยวจินหรือเสี่ยวเฮ่ยต่างก็เป็นพวกบ้ากันทั้งนั้น
ฉางเฟิงไม่ได้สนใจการพูดคุยของทั้งสองและหันไปทางคนของภูติแห่งชีวิตที่หลับใหลอยู่ก่อนจะเปิดใช่เนตรแห่งชีวิตอีกครั้งพลังชีวิตมหาศาลกระจายออกไปตามร่างของพวกภูติแห่งชีวิต
“ตึกตึก”
พริบตานั้นเองเสียงหัวใจก็ดังขึ้นภูติแห่งชีวิตที่หลับใหลในสภาพแน่นอนในที่สุดก็ลืมตาตื่นขึ้นมาเห็นได้ชัดว่าพวกเขาถูกกระตุ้นด้วยพลังชีวิตที่ฉางเฟิงปลดปล่อยออกมา
“นี่พวกเรา.....”ภูติแห่งชีวิตเริ่มตั้งสติและทบทวนความจำ
“ใช่แล้วพวกเราถูกเผ่าปีศาจเผ่ามาร และเผ่ากลืนกินโจมตี แถมยังมีพวกวังสวรรค์ที่แอบแทงข้างหลังอยู่อีก”ภูติแห่งชีวิตพากันตื่นตระหนกและคำรามด้วยความโกรธ
“ตั้งสติให้ดีๆ”ซีรั่วหยานกล่าวออกมา
พริบตาคลื่นเสียงของนางก็ทำให้พวกภูติแห่งชีวิตสงบลงเมื่อเห็นซีรั่วหยานยืนอยู่พวกเขาก็รีบลุกขึ้นคุกเข่าทันที