(จบแล้ว)จุติลับไข่อสรพิษ เป็นจอมตะกละ

    ข้าจะสงเคราะห์ให้



    หนุ่มน้อยชุดดำย้ายมา ยืนอยู่บนหุบเขา นางยังไม่กล้าใช้วิชาบทเรียนที่สอง สลายพลังของเผ่ามารทั้งหมด ในใจส่วนลึกนาง ต้องการให้พวกเขากลับตัวกลับใจ ไปอยู่ในเผ่าของตัวเองอย่างสงบ เหมือนที่เคยเป็นมาแต่ก่อน


    ไฟที่เผาไหม้ จนท้องฟ้าเต็มไปด้วยกลุ่มควัน มองจากข้างบนลงไป เป็นภาพที่สวยงามไม่น้อย ผ่านไปเพียงไม่นาน ไฟทั้งหมดก็ถูกดับ แต่…กลับมีเสียงพายุอื้ออึง พัดมาอย่างแรง ยังดีที่พวกเขามีค่ายกลป้องกัน ไว้รอบนอก


    “ถึงพวกเจ้าจะมีค่ายกลป้องกันไว้ด้านนอก แต่…ข้าผู้รู้จุดอ่อนของค่ายกลนี้ จะทำให้พวกเจ้าสนุกกว่าเดิม” ใช่แล้วนางแก้ค่ายกลบางจุด เพื่อให้น้ำได้ทะลุทะลวงเข้าไปด้านใน ตรงที่พวกเขาอาศัยอยู่


    ฝนที่ตกมาอย่างหนัก ค่ายกลไม่ได้ตั้งไว้เพื่อป้องกันน้ำฝน มันป้องกันศัตรูบุกรุกและการโจมตี เวลาเพียงแค่จิบชา ทำให้กองทัพมารที่ ดับไฟยังไม่หายเหนื่อย เจอกับน้ำฝนจำนวนมาก ที่ตกลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตา ทุกคนเปียกปอน กระโจมก็ถูกเผาไปเกือบหมด


    ครืนๆ ซ่าาา! โครมม!


    ครูดกราก! เปรี้ยง!!


    เสียงน้ำป่าไหลทะลัก เสียงกึกก้องแหลมสูงคล้ายเสียงพายุ ผสมเสียงคำรามหนักแน่น จากกระแสน้ำเชี่ยวกราก พัดพาเสร็จกิ่งไม้และดินโคลน จากภูเขาลงไปด้านล่างอย่างรวดเร็ว


    “พวกเราฟัง เสียงคล้ายหินถล่มดังมาจากบนเขา”


    ท่ามกลางความมืด เสียงคำรามกึกก้องคล้ายมังกรคลั่ง น้ำป่าไหลทะลักลงจากเขาอย่างรวดเร็วและรุนแรง


    วิชามารทั้งหลาย ตอนนี้แทบจะช่วยเหลืออะไรไม่ได้ พวกเขาต่างลอยคออยู่ในน้ำ ท่ามกลางความมืด ไม่มีพลังแม้แต่จะสร้างลูกไฟ เพราะพลังทั้งหมด ถูกใช้ในการพยุงตัว เพื่อไม่ให้จมอยู่ใต้น้ำ ไหนจะหลบท่อนไม้ ต้นไม้ใบหญ้าก้อนหินที่ไหลทะลักลงมา


    ชายหนุ่มชุดดำยืนกอดมองดู กองทัพมารที่ตอนนี้ เหมือนมดถูกน้ำท่วมรัง ในแอ่งที่หนีออกไปตรงไหนก็ไม่ได้


    “พวกมารต้องเจอแบบนี้ กลับกันเถอะผิงผิง ถ้ายังไม่สำนึก ไม่ยกทัพกลับ ข้าจะทำให้พวกเขากลายเป็นมาร ไม่มีพลัง ถ้าร้ายกว่านั้นก็กลายเป็นฝุ่น ที่ลอยตามลมไปเสีย!”


    เซียวเหยานั่งไม้กายสิทธิ์กลับบ้านพัก ทิ้งให้เผ่ามารผจญภัยอยู่เบื้องหลัง


    เช้าวันรุ่งขึ้น “ผิงผิงกองทัพที่ท่านพี่อยู่ ไกลจากที่นี่ไหม เผ่ามารต้องมีจำนวนมหาศาลเป็นแน่ ขนาดนี้แค่ทัพเล็กมาคุ้มกันองค์หญิง ยังมีเป็นแสน ค่ายกลของเขาก็ไม่เบา”


    “ถ้าเจ้าเป็นห่วงขนาดนั้น ออกเดินทางไปตอนนี้ ช่วงบ่ายน่าจะถึง ในหมู่บ้านไม่น่าเป็นห่วง มีแมวดำคอยปกป้องอยู่ หรือว่าเราจะไปกันเลย”


    “อืม! ไปกันเถอะ น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ถึงเทพอสูรจะเก่ง แต่ด้วยจำนวนที่ต่างกัน ไม่แน่ว่าตอนนี้พวกเขากำลังตึงมืออยู่ก็ได้”


    “อะไรคือตึงมืออย่างนั้นหรือ” ผิงผิงถามขึ้น


    “ก็ต่อสู้ด้วยความยากลำบาก สู้อย่างเหนื่อยและตึงเครียด ฝีมืออาจจะสูสีกัน แต่ด้วยกำลังพลที่มากกว่า ทำให้ยากที่จะเอาชนะ ได้ง่ายๆ”


    “เจ้าทำตัวเป็นนกขี้สงสัย ตั้งแต่เมื่อไหร่”


    “อ้อ! พวกเขากำลังเหนื่อยกับการต่อสู้ กับเผ่ามารที่มีกำลังเยอะกว่า และฝีมือก็สูสีกันใช่หรือไม่ แบบนี้ค่อยเข้าใจหน่อย ถ้าอย่างนั้นรีบไปกันเถอะ”


    ทั้งสองออกเดินทาง ทิ้งให้แมวดำเฝ้าหมู่ตากหมอกทั้งแปดเอาไว้ เซียวเหยาขี่ไม้กายสิทธิ์ ได้สูงขึ้นมากแถมยังขยายใหญ่ ให้นางได้นั่งขัดสมาธิไป ได้อย่างสบาย


    สองชั่วยามต่อมา เซียวเหยาเข้ามาใกล้สนามรบ มีเสียงต่อสู้ที่ใช้พลัง ด้วยกันทั้งสองฝ่าย มีทั้งอสูรวิญญาณ ที่ต่อสู้กันทางอากาศ นางเลยหยุดอยู่บนยอดเขาลูกหนึ่ง ที่ไกลออกมา ไม่กล้าเข้าไปใกล้


    “ดูเหมือนกลุ่มที่มีไอ้พลังสีดำ จะได้เปรียบจริงด้วย แบบนี้ไม่ใช่ขู่บังคับหรือกดดันแล้ว ต้องการมายืดเมืองของแดนเทพอสูรมากกว่า”


    “เจ้าจะทำยังไงต่อ สนามรบก็มาถึงแล้ว หรือให้ข้าบินไปสอดแนม ข้างในก่อน ว่าพวกเขาได้รับบาดเจ็บหรือว่าขาดเสบียงอาหารไหม”


    “อืม! ต้องอาศัยเจ้าแล้วผิงผิง ข้าจะรออยู่แถวนี้ บุ่มบ่ามเข้าไปเลยกลัวจะไม่ได้เรื่อง เจ้ารีบไปรีบกลับล่ะ”


    เซียวเหยายืนมอง จากยอดเขาสูง เห็นกำลังสองฝ่ายกำลังสู้รบกันตัวเท่ามด ถ้ามีแสงสีดำปรากฏบนท้องฟ้า นางเข้าใจว่าเป็นฝ่ายมาร แต่ถ้าเป็นสีม่วงหรือสีอื่น นางเข้าใจว่าเป็นฝ่ายของเทพอสูร


    ‘ยกมาขนาดนี้ ไม่ออกมาเป็นครึ่งเมืองรึ หรือว่าเราจะไปเดินเล่น ที่แดนมารดี ถ้ากำลังพลมาอยู่ที่ชายแดนหมด ในเมืองพวกเขาล่ะ’ เซียวเหยายกมือมาจับคาง ในหัวกำลังคิดบางอย่าง


    เวลาผ่านไปราวจิบชา อีกาสีดำก็กลับมารายงาน เรื่องทหารทั้งสองฝ่าย บาดเจ็บล้มตาย นอนกันเต็มสนามรบ


    “เฮ้อ…อยู่ดีไม่ว่าดี จะรบกันทำไม ผิดที่เผ่ามาร คงเห็นว่าชีวิตราบเรียบเกินไป เลยตั้งใจทำสงคราม พวกเขาต้อง เตรียมการมานานหลายปี ถึงได้รวบรวมทั้งเสบียงและกำลังพล เยอะขนาดนี้”


    “ผิงผิงข้าเปลี่ยนใจแล้ว ท่านพี่ไม่อยากให้ข้า เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสนามรบ ข้าก็จะไปให้ท่านพี่ลำบากใจ แต่…ข้าจะไปเดินเล่นที่เผ่ามารแทน!”


    เซียวเหยาไม่สนใจสนามรบที่ดุเดือด เหินฟ้าไปกับไม้กายสิทธิ์ มีอีกาเกาะอยู่ข้างๆ ใช่เวลาหนึ่งคืน กับอีกหนึ่งวัน นางมาเดินอยู่กลางเมืองใหญ่ ของแผ่นดินเผ่ามาร


    “อยู่ก็ห่างไกลกัน ที่นี่ผู้คนเป็นอยู่ก็ไม่ได้ลำบาก มีเหตุผลอะไรมากกว่า การขึ้นเป็นราชินีแดนเทพอสูร ไหม น่ะ” เซียวเหยาเดินปะปนกับชาวบ้านในตลาด ดีที่ชุดของนางกักเก็บพลังและกลิ่นอายไว้ ในมืออุ้มอีกาสีดำตัวหนึ่ง ให้ดูกลมกลืนกับเผ่ามาร


    นางเดินมุ่งหน้าเข้าวังหลวงของเผามาร ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นตำหนักใหญ่ บ้านเรือนประชาชน มีพลังไอมารออกมา ทุกอย่างเป็นสีดำหรือไม่ก็สีทึบ แสงอาทิตย์มีแค่บางเบาเท่านั้น เหมือนมีบางอย่างให้กั้นพลังแสงอยู่


    เซียวเหยาต้องหยุดเป็นบางช่วง เพื่อใช้เนตรทิพย์มองหากับดักค่ายกล ที่มีอยู่มาก มันป้องกันแต่เผ่าพันธุ์อื่น ถ้าเป็นเผ่ามาร จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถึงนางจะมองเห็น แต่…เส้นสายที่โยงใยกันเยอะ ทำให้การเดินทางของนาง เป็นไปได้ช้า


    “พอกเขาวางกับดักไว้แทบทุกฝีก้าว ก่อนอื่นต้องไปทำลายตาค่ายกล ขนาดใหญ่ทิ้งเสียก่อน ข้าจะไม่ไปหาเหตุผลแล้ว เสียเวลา ทำให้บ้านเมืองพังพินาศย่อยยับ วอดวายไปเลย ง่ายกว่า!”


    เซียวเหยาแอบเข้าไป เพื่อทำลายตาค่ายกลขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนพื้นที่โล่ง จะหลบไปทางไหนก็ไม่ได้ นอกจากจะใช้ความไว ในการจู่โจมเข้าไป


    มีเวรยามเฝ้าแค่สิบคน พวกเขามั่นใจว่าไม่มีศัตรู เล็ดลอดเข้ามาถึงตรงนี้ได้ การมองหาตาค่ายกล ไม่ได้ง่ายต้องใช้เวลาเป็นเดือน สำหรับปรมาจารย์ด้านค่ายกล ถ้าเป็นคนอื่นที่ความรู้ต่ำกว่านั้น ไม่ต้องพูดถึง


    “เฮ้ย…มีคนบุกรุก!” เสียงร้องตะโกนดังขึ้น เมื่อเห็นร่างสีดำกระโจนเข้าไปดึง ตาค่ายกลที่ถูกโซ่อักขระล้อมไว้ มันเป็นแก้วคริสตัลแปดเหลี่ยม ถูกฝังไว้ในใจกลางเมือง ของแดนมาร


    เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!


    ครืนนาน!!!


    คนรักษาการเข้ามาไม่ทัน ค่ายกลถูกทำลายลง เสียงที่ดังขึ้น และแรงสั่นสะเทือน ทุกคนในเมืองมารรับรู้ได้ ว่าเกิดอะไรขึ้น!


    “สังหารมันทิ้งเสีย” ทั้งสิบคนวิ่งเข้ามาเซียวเหยา


    “เข้ามาข้าจะตีสั่งสอนพวกเจ้าเอง ไม่มีใครสั่งสอนหรือ ชอบนักนะการทำสงครามฆ่าฟัน ชอบความเจ็บปวด ข้าจะจัดให้”


    ฟิ๊วว… ปึก ปึก!!


    อ๊ากกก…!


    ใช้เวลาแค่ลมหายใจเดียว ทั้งสิบคนก็ลงไปนอน ร้องทุรนทุรายอยู่กับพื้น เพราะเจอไม้เรียวกายสิทธิ์เข้าไป


    “มารกลุ่มใหญ่กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้” เสียงผิงผิงดังขึ้น มันมีหน้าที่เป็นต้นทาง


    เซียวเหยารีบหนีออกมาด้านนอก ใช้วิชาตัวเบาวิ่งสวนทาง กับทหารมาร เข้าไปในตำหนักใหญ่ ที่เวรยามเหลือไม่เยอะเหมือนตอนแรก เป้าหมายของนางคือห้องเก็บสมบัติ แต่…มันทำให้นางผิดหวัง เพราะว่าสมบัติทุกอย่างมีไอมาร


    “เมื่อใช้ไม่ได้ก็ทำลายทิ้งเสีย นี่คือกฎของข้าที่ตั้งขึ้นมา” นางเริ่มจุดไฟเผาทีละห้อง กว่าคนในเผ่ามารจะรู้ ไฟก็ลุกไหม้เกินกว่าจะดับได้ ถึงจะมีวิชามารที่แกร่งกล้า ไฟก็สร้างจากพลังเทพ ผสมพลังจากปิ่นเกล็ดมังกรนักรบ


    เผ่ามารจำนวนมาก พากันมาช่วยดับไฟที่ตำหนัก ทำให้เซียวเหยา ย้อนรอยไปเผาตามที่ต่างๆ ทหารมารจำนวนมาก ต่างสับสนอลหม่าน วิ่งดับไฟที่เซียวเหยาจุดเผาไว้


    เมืองมารที่กว้างใหญ่ พวกเขาคาดเดาไม่ได้ ว่าตรงไหนจะถูกเผา คนที่คุ้มกันอยู่ ไม่สามารถปกป้องได้ เมื่อเจอไม้เรียวกายสิทธิ์ฟาด และเฆี่ยนตี


    ถ้ามองภาพจากเบื้องสูง จะเห็นร่างสีดำปราดเปรียว วิ่งเข้าออกตามซอกซอย เผาที่อยู่อาศัยบ้านช่อง เน้นที่เป็นบ้านหลังใหญ่หรือตำหนัก และมีภาพของทหารมารจำนวนมาก วิ่งคุ้มกันจุดสำคัญ หลังจากที่ไม่สามารถคุมเพลิงไว้ได้


    จนถึงเวลาใกล้สว่างเมืองทั้งเมือง วอดวายเสียหายหมด บางที่เหลือแต่ตอตะโก และซากปรักหักพัง เสียหายยิ่งกว่าการทำสงครามเสียอีก


    เซียวเหยายืนกอดอก ยืนมองภาพด้านล่าง นางนั่งอยู่บนไม้กายสิทธิ์ ที่ขยายใหญ่จนนอนได้


    “พวกเขาคงจะเหนื่อยและร้อน วิ่งมาทั้งคืน ข้าจะสงเคราะห์ให้”


    ลมพายุแรงพัดกระหน่ำ ทั้งเมืองหลวงเผ่ามาร บ้านเรือนที่ไม่แข็งแรง ถูกพัดปลิวกระจาย ตรงไหนที่ไฟยังไม่มอดดับ ก็ลุกโซนขึ้นมาอีกครั้ง


    ผ่านไปเพียงจิบชา ฝนก็ตกกระหนำซ้ำเติมลงมา พวกเขาไม่มีค่ายกลใหญ่ คอยคุ้มกันภัยธรรมชาติ จึงเจอทั้งพายุและฝน จนโกลาหลไปทั้งเมือง ผู้คนต่างไร้ที่อยู่อาศัย บางที่ลุ่มต่ำน้ำท่วมขัง


    เซียวเหยามาปรากฏตัว ที่ตำหนักใหญ่บนเขา ที่หลุดรอดจากหายนะครั้งนี้ เป็นเพราะค่ายกลที่วางซับซ้อนหลายชั้น และกลไกที่นางเข้าไปเผาทำลายได้ยาก จึงละเว้นไว้


    “หยุดน่ะเจ้าคือใคร ถึงมาปรากฏตัวที่นี่” น้ำเสียงพูดที่ใหญ่และดุดันดังขึ้น พร้อมกับตาข่าย ที่หล่นมาจากท้องฟ้า ครอบคลุมตัวเซียวเหยาไว้


    “มีคนเห็นชายชุดดำ วิ่งป่วนไปทั้งเมืองคงเป็นเจ้าสิน่ะ”


    เซียวเหยาหันไปมอง อย่างช้าๆ เขาคือชายหนุ่ม หน้าตาหล่อเหลา อายุไม่เกินยี่สิบ มีดวงตาสีเหลืองอำพัน เสียดายที่มีไอมาร ลอยอยู่รอบตัว


    “ใช่ข้าเป็นคนเผาเอง! มารอย่างพวกเจ้าชอบไม่ใช่หรือ ความวุ่นวายเดือดร้อน ไร้ที่อยู่อาศัย ข้าก็เลยจัดให้เท่านั้น”


    “องค์ชายระวังตัวด้วย ชายหนุ่มผู้นี้ไม่ธรรมดา เขาแค่คนเดียว ทำลายเมืองมารที่ยิ่งใหญ่ ได้ภายในแค่คืนเดียว!”


    “กล้าบังอาจบุกถิ่นของข้า มันก็ไม่มีชีวิตรอดกลับไป”


    “มารอย่างพวกเจ้า กล้าไปบุกเมืองของข้า ก็สมควรสลายไปจากภพนี้เหมือนกัน!”


    “แก! มาจากแดนเทพอสูรอย่างงั้นรึ? อย่าบอกนะว่ามาผู้เดียว แล้วฝ่าด่านค่ายกล และกลไกนับไม่ถ้วนของแดนมาร มาถึงตรงนี้ ข้าจะให้เข้าตายอย่างทรมานที่สุด ให้สาสมที่มาสร้างความพินาศย่อยยับ ให้แก่เมืองมารของข้า”


    “หึ! ทำเป็นหวงแหนบ้านเมืองของตัวเอง แล้วบ้านเมืองที่พวกเจ้า ไปทำศึกสงครามล่ะ? ไม่คิดว่าพวกเขาก็รักและหวงแหน บ้านเรือนของตัวเองเหมือนกัน”


    “ราชาพวกมัน ทำให้น้องสาวข้าเสียใจ แล้วจะแต่งตั้งผู้หญิงที่ไหนไม่รู้ มาเป็นราชินี พวกมันสมควรได้รับแล้ว”




    คล้ายกับเรื่อง(จบแล้ว)จุติลับไข่อสรพิษ เป็นจอมตะกละ ที่คุณอ่าน