อวี๋จื่ออวี๋ข่มความปรารถนาต่อระดับความสามารถเลเวล9ไว้ในใจ ดวงตาจับจ้องไปยังสองสาวที่เพิ่งฟื้นอยู่ไม่ไกลนัก
“น่าเสียดาย”
สิ้นเสียงพลังงานลึกลับสายหนึ่งก็โอบล้อมพวกเธอสองคนในทันที
จากนั้นร่างกายของพวกเธอก็สั่นสะท้าน ราวกับกำลังต่อต้านบางสิ่งบางอย่าง
“เปล่าประโยชน์”
อวี๋จื่ออวี๋ยิ้มบางกิ่งก้านโบกสะบัด เหยี่ยวเพเรกรินตัวหนึ่งก็ร่อนลงมาเกาะ
“อย่าทำให้ฉันผิดหวังนะ อาต้า”
กิ่งก้านอ่อนนุ่มลูบไล้ศีรษะของเหยี่ยวเพเรกรินเบาๆอาศัยพลังของม่านหมอกที่สามารถส่งผลต่อจิตใจอวี๋จื่ออวี๋ก็ออกคำสั่งต่อเหยี่ยวเพเรกรินตัวที่ใหญ่ที่สุดเป็ครั้งแรก
'อาต้า (เ้าใหญ่)' เป็ชื่อที่ไม่เลวเลย
ชื่อของตัวอื่นๆก็คือ อาเอ้อร์ (เ้าสอง) อาซาน (เ้าสาม) เรียงไปตามนี้...
เข้าใจง่ายดีใช่ไหม?
คิดถึงตรงนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็นึกขบขัน
ไม่รู้ว่าในอนาคตหากเหยี่ยวเพเรกรินเหล่านี้มีสติปัญญาอย่างแท้จริงขึ้นมา จะตำหนิเขาหรือไม่
เขาเลือกแบบนี้เพราะชื่อที่ตั้งแบบขอไปทีนี้ไม่เหมือนใครดี
......
ไม่นานหลังจากนั้นบริเวณทางออกแห่งหนึ่งของหุบเขา
“ตึก... ตึก... ตึก...”
พร้อมกับเสียงฝีเท้าอันแ่เบาสองร่างของหญิงสาวเสื้อผ้าขาดวิ่นก็เดินออกมาจากม่านหมอกที่ดูพร่ามัว
“พี่คะ เกิดอะไรขึ้น?”
ความปวดหัวรุนแรงมาพร้อมกับภาพเหตุการณ์บางส่วนที่ฉายขึ้นมาในหัวแบบขาดๆ หายๆเหอหลิงเอ๋อร์ผู้เป็น้องสาวกุมหัวไปพลางถามอย่างเหม่อลอย
“เหมือนว่าพวกเราจะตกหน้าผา แล้วก็รอดมาได้หวุดหวิด”
เหอชิงเอ๋อร์ส่ายหน้าพยายามรื้อฟื้นความทรงจำจากข้อมูลที่แล่นเข้ามาในหัว
ทว่าลึกๆลงไป เธอกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ในความทรงจำอันเลือนรางเธอคล้ายเคยเห็นเหตุการณ์อันเหลือเชื่อ
แต่ดูเหมือนว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาพิจารณาเื่เหล่านี้
เหอชิงเอ๋อร์คว้ามือของน้องสาวไว้แน่นแล้วพูดเบาๆ ว่า “ไปกันเถอะ กลับไปก่อนความรู้สึกเหมือนความจำขาดหายไปแบบนี้ แย่จริงๆ”
“อื้ม”
เหอหลิงเอ๋อร์รวบเสื้อผ้าที่ปกปิดร่างกายไม่มิดชิดพยักหน้าตอบรับ แล้วเดินตามพี่สาวมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านเชิงเขา
ทว่าในขณะนั้นเอง พวกเธอก็ไม่ทันสังเกตเห็นว่าบนท้องฟ้าสูงลิบ ในเมฆหมอกหนาทึบนั้นเหยี่ยวเพเรกรินตัวหนึ่งได้สยายปีกบินวนไปมา
“แกว๊ก...”
เสียงกรีดร้องแหลมคมดังกังวานดวงตาอันดุดันและเฉียบคมของเหยี่ยวเพเรกรินจับจ้องไปยังสองสาวที่กำลังเดินฝ่าป่าทึบเบื้องล่างไม่วางตา
......
เวลามักจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เพียงพริบตาเดียวยามค่ำคืนก็มาเยือน
ณหมู่บ้านห่างไกลตั้งอยู่บนเชิงเขาที่ไม่ห่างจากอวี๋จื่ออวี๋นักชายชราผู้ร่วงโรยคนหนึ่งเฝ้ามองลึกเข้าไปในขุนเขาด้วยความกังวลใจ
“เฮ้อ”
ผู้ใหญ่บ้านวางกล้องยาสูบในมือลงพลางถอนหายใจออกมาด้วยความกังวล
“เด็กสองคนนี้ ฉันบอกไปกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเข้าไปลึก อย่าเข้าไปลึกในขุนเขาทำไมถึงไม่เชื่อฟังกันเลย!”
เมื่อได้ฟังคำพูดของผู้ใหญ่บ้านลุงหลี่ที่อยู่ข้างๆ ก็ตบต้นขาพูดด้วยความโมโหและร้อนใจ“ไม่รู้จะพูดอะไรเลยจริงๆ ่นี้สภาพในขุนเขาเป็ยังไงเด็กสองคนนี้ก็ไม่ได้ไม่รู้ เมื่อสองวันก่อนฉันเจองูเขียวตัวใหญ่เกือบเท่าครกฉันใจนตัวสั่น จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่กล้าเข้าไปในป่าลึก พวกเธอกล้าเหลือเกินนะถึงเข้าไปลึกขนาดนั้นได้”
“ตอนนี้ยังไม่กลับมา... สองคนนั้นคงจะ...”
ชายชราอีกคนพูดต่อด้วยความเป็ห่วงแล้วหันไปมองทุกคน “หรือว่า... เราจะแจ้งความดี?”
“แจ้งความงั้นเหรอ?”
ผู้ใหญ่บ้านฟังเสียงถกเถียงของทุกคนแล้วพ่นควันยาสูบขนาดใหญ่ออกมา สีหน้าเคร่งเครียดและวิตกกังวลสุดท้ายก็เหมือนจะจำนนต่อโชคชะตา ถอนหายใจออกมา
“อาจจะ...”
แต่ก่อนที่เขาจะพูดจบเสียงดีใจก็ดังขึ้นมาแต่ไกล
“ผู้ใหญ่บ้าน เด็กสองคนนั้นกลับมาแล้ว กลับมาแล้ว!”
“กลับมาแล้ว”
ผู้ใหญ่บ้านลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างรวดเร็วเพราะความตื่นเต้น เขารีบดันผู้คนออกไป แล้ววิ่งไปทางปากทางเข้าหมู่บ้าน
ไม่นานหลังจากนั้นที่บริเวณปากทางเข้าหมู่บ้าน
บนถนนลูกรังเต็มไปด้วยวัชพืช
สองร่างกำลังประคองกันและกันเงายามค่ำคืนนั้นลากยาวออกไป
คนยังไม่ทันมาถึงแต่ได้ยินเสียงตื่นเต้นแว่วมา
“คุณปู่ พวกเรากลับมาแล้ว”
“กลับมาแล้ว ดีแล้ว ดีแล้ว”
ผู้ใหญ่บ้านวางกล้องยาสูบลงโบกมือทักทายสองร่างที่มองเห็นเป็เงารางๆ อยู่ไกลๆ
แต่ในขณะนั้นเอง
“แกว๊ก...”
ลึกเข้าไปในฟากฟ้ายามค่ำคืนเสียงกรีดร้องแหลมคมที่แทบไม่ได้ยินดังขึ้นจากนั้นเงาดำสายหนึ่งก็วูบหายไปบนขอบฟ้า
เมื่อมองดูอย่างละเอียดนั่นกลับเป็เหยี่ยวเพเรกรินที่กางปีกกว้างเกือบสองเมตร
ใช่แล้วเหยี่ยวเพเรกริน
นกนักล่าที่ดุร้ายมากชนิดหนึ่ง
และในขณะนี้บนกรงเล็บแหลมคมของนกนักล่าตัวนี้ จับงูเขียวตัวหนึ่งไว้
งูเขียวไม่ใหญ่นักแต่ทั้งตัวดำสนิทราวกับหมึก
งูเขียวกลายพันธุ์หนึ่งในเหยื่อที่อวี๋จื่ออวี๋จับมาได้
เมื่อเทียบกับสัตว์กลายพันธุ์ตัวอื่นๆแล้ว จุดที่น่ากลัวที่สุดของงูเขียวกลายพันธุ์ตัวนี้คือพิษร้ายแรง
พิษอันร้ายกาจของมันถึงขนาดทำให้อวี๋จื่ออวี๋ยังต้องระวังตัว
และในตอนนี้งูเขียวกลายพันธุ์ที่น่ากลัวตัวนี้ กลับอยู่ในกรงเล็บของเหยี่ยวเพเรกริน
“แกว๊ก...”
เสียงร้องแ่เบาเหยี่ยวเพเรกรินค่อยๆ คลายกรงเล็บจากนั้นงูเขียวกลายพันธุ์ตัวนั้นก็ร่วงหล่นลงสู่ความมืดมิดราวกับว่าวสายป่านขาด
ไม่นานหลังจากนั้น
“อ๊า!”
ไม่นะ...
เสียงกรีดร้องของพวกเธอดังขึ้นสองครั้งติดต่อกันท่ามกลางสายตาที่มองมาด้วยความใสุดขีดของชาวบ้านสิบกว่าคนร่างที่คุ้นเคยทั้งสองก็ได้ล้มลงอย่างช้าๆ กลางทาง
หลานหลานฉัน...
ผู้ใหญ่บ้านทิ้งกล้องยาสูบลงแล้ววิ่งไปตามถนนลูกรังที่เต็มไปด้วยโคลน พร้อมกับชาวบ้านอีกสิบกว่าคนตรงนั้น
......
“นี่น่าจะเป็แผนที่สมบูรณ์แบบที่สุดแล้วก็ได้”
อวี๋จื่ออวี๋มองท้องฟ้ายามค่ำคืนพลางถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ
เพื่อกำจัดภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจากสองสาวโดยไม่ให้ใครสงสัยเขาต้องใช้ความคิดอย่างหนัก
เขาใช้ความสามารถสร้างภาพหลอนเพื่อเปลี่ยนแปลงความทรงจำของพวกเธอชั่วคราว ทำให้พวกเธอจำเื่ราวเกี่ยวกับ‘เขา’ ไม่ได้เป็เวลาอย่างน้อยสองสามวัน
ด้วยวิธีนี้แม้พวกเธอจะเจอชาวบ้าน พวกเธอก็ไม่สามารถพูดถึงเื่ราวเกี่ยวกับ‘เขา’ ให้ใครฟังได้
จากนั้นเขาก็ให้อาต้าเ้าเหยี่ยวเพเรกรินจับงูเขียวกลายพันธุ์ตัวหนึ่งไว้บินวนอยู่เหนือศีรษะของพวกเธอทั้งสอง
เมื่อเจอผู้คนแล้วเขาก็สั่งให้ปล่อยงูเขียวลงมา
ใช้งูเขียวกลายพันธุ์ตัวนี้เป็อาวุธสังหารที่แท้จริง
ในเวลานั้นไม่ว่างูเขียวกลายพันธุ์จะถูกชาวบ้านที่กำลังโกรธแค้นตีจนตาย หรือหนีไปได้มันก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว
เพราะทุกคนต่างเห็นกับตาว่างูเขียวกัดสองสาวจนตาย
และเขาต้นหลิวต้นนี้ก็จะถอนตัวออกมาได้อย่างเป็ธรรมชาติ
เพราะพยานที่สำคัญที่สุดก็คือชาวบ้านเ่าั้
และหากไม่มีอะไรผิดพลาดนี่ก็จะเป็อีกกรณีหนึ่งของ ‘สัตว์กลายพันธุ์ทำร้ายมนุษย์’
และในตอนนี้ที่จะบอกก็คือ เพื่อให้งูเขียวกลายพันธุ์พุ่งเป้าไปที่สองสาวในทันทีอวี๋จื่ออวี๋ได้ป้ายน้ำบำรุงชีวิตเล็กน้อยลงบนร่างของทั้งสองคน
ด้วยสิ่งล่อใจเช่นนี้งูเขียวกลายพันธุ์ที่ตกลงไม่ไกลจากพวกเธอทั้งสองย่อมมองพวกเธอเป็เหยื่ออย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตามมันยังมีรายละเอียดเล็กน้อยตรงนี้ด้วย นั่นคือน้ำบำรุงชีวิตจะค่อยๆสลายไปตามกาลเวลา เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งคืน น้ำบำรุงชีวิตก็ระเหยไปจนหมดและในตอนนั้น แม้แต่เบาะแสสุดท้ายก็จะไม่หลงเหลืออยู่อีกเลย
หึหึ
อวี๋จื่ออวี๋หัวเราะพลางชื่นชมความรอบคอบของตัวเอง
แบบนี้น่าจะเรียกว่า‘การฆาตกรรม’ ใช่ไหม และยังเป็ ‘แผนฆาตกรรมอันไร้ที่ติราวกับถอดมาจากตำรา’ อีกด้วย!