คำพูดของเด็กชายทำให้หม่าฉางซิ่วเริ่มให้ความสนใจพี่เลี้ยงของเด็กชายในเมื่อพรุ่งนี้นางบอกจะทำกับข้าวให้กินแต่เขากลับออกปากว่าอยากจะกินฝีมือของสาวใช้ นั่นมันรสมือเดิมๆ ที่เขากินอยู่เกือบจะทุกวันตอนอยู่อี้หยางมิใช่หรือ
นางฟู่หลันมองหน้าของหญิงสาวบ้านหม่าที่เปลี่ยนวูบนึงก็หันมาเตือนหลานชายแ่เบาว่าทำตัวเสียมารยาทแต่หญิงสาวกลับยิ้มแย้มออกปากไม่ถือสา
“เจียนจื่อคงติดนางมากพี่เลี้ยงคนนี้คงจะทำกับข้าวเก่งนะเ้าคะท่านป้าหลัน” หม่าฉางซิ่วถามขึ้นเพื่อเก็บรายละเอียดมิให้ขาดตกบกพร่อง
“นางเย็บปักได้สวยฝีมือทำกับข้าวก็รสดี ดูแลและเข้ากับจื่อเอ๋อร์ได้ดีกว่าสาวใช้คนไหนๆอีกอย่างที่ป้าติดใจก็คือนางนวดเก่ง แต่ป้าไม่ค่อยให้ป๋ายไช่ทำอาหารหรอก เพราะงานหลักของนางคือต้องคอยดูแลจื่อเอ๋อร์”นางฟู่หลันบอกเล่าคุณสมบัติของเด็กในปกครองไม่ปิดบัง เพราะจินป๋ายไช่คือหนึ่งในความภูมิใจในการอบรมคนของนาง
“น้าฉางซิ่วทำอาหารอร่อยมากเ้าก็ชอบขนมที่น้าเขาเคยทำมาฝากไม่ใช่หรือ” นางฟู่หลันถามหลานชาย
ครั้นฟู่เจียนจื่อพยักหน้ารับหม่าฉางซิ่วก็ยิ้มพอใจที่เด็กชายชอบขนมของนาง
“พรุ่งนี้ก็กินกับข้าวฝีมือน้าฉางซิ่วกันของป๋ายไช่น่ะจะกินเมื่อไรก็ได้” ท่านย่าส่งสายตาดุหลานชาย
“ขอรับท่านย่า” ฟู่เจียนจื่อรับคำ แล้วเด็กชายก็หันมาหยอดคำหวานใส่หม่าฉางซิ่ว “พรุ่งนี้ข้าจะรอกินกับข้าวฝีมือของท่านน้านะขอรับ”
คุณหนูสกุลหม่าจึงได้ยิ้มแย้มแก้มสุกใสก่อนทั้งหมดจะแยกย้ายกันกลับเข้าห้องพักของตน
เพราะมีหม่าฟูเหรินและบุตรสาวของนางมาพักด้วยเพื่อความเหมาะสมเรือนใหญ่จึงเป็ที่พักของนางฟู่หลันและแขกทั้งสองนางสัมภาระของฟู่หลิงเฉินกับบุตรชายถูกนำมาจัดไว้ยังเรือนอีกหลัง เรือนหลังนี้มีห้องที่สร้างหันหน้าเข้าหากันสองฝั่งฝั่งละสามห้อง ห้องนอนใหญ่ของฟู่หลิงเฉินอยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้องของบุตรชายมีโต๊ะหินตั้งไว้กลางสวนขนาดเล็กที่อยู่คั่นกลางและมีบ่อปลาขนาดเล็กขนาบสองข้างทางเดินไปมาระหว่างทั้งสองฝั่งเรือนที่พิเศษคือเรือนหลังนี้ยังมีส่วนที่เป็ศาลาใหญ่ซึ่งด้านหนึ่งสามารถเดินขึ้นไปตามขั้นบันไดหินเพื่อเข้าไปยังสวนป่าและมองเห็นทิวทัศน์เขาอวิ๋นซานได้ชัดเจน
ภายในห้องส่วนตัวของคุณชายน้อยฟู่เจียนจื่อจินป๋ายไช่กำลังจัดผ้าปูเตียงตรวจดูความเรียบร้อยอย่างถี่ถ้วนอีกครั้งแล้วพาเด็กชายขึ้นนั่งข้างบน ส่วนนางก็กำลังก้มๆ เงยๆกับการจัดฟูกนอนของตัวเองบนพื้นแถวปลายเตียง ก่อนจะนั่งลงเหยียดขาบนผืนผ้านวม
ระหว่างนั้นก็มีเสียงเคาะประตูหน้าห้อง
“พ่อจะเข้าไปนะ”
หญิงสาวเก็บขานั่งอยู่ในท่าเรียบร้อยเมื่อรู้ว่าใครกำลังเดินผ่านเข้ามา
“พ่อเห็นพวกเ้ายังไม่ดับไฟ”ฟู่หลิงเฉินทรุดกายลงนั่งบนเตียง
“ลูกกำลังจะฟังนิทานพอดีดีแล้วที่ท่านพ่อมา” ร่างเล็กเบียดชิดเข้าไปติดบิดาอย่างออดอ้อน“หนึ่งเื่ก่อนนอนนะขอรับ สั้นๆ ก็ได้”
เพราะขี่ม้าและสลับนั่งรถม้าตลอดทางไม่ได้หยุดพักยืดเส้นยืดสายด้วยเกรงว่าจะมาไม่ถึงที่นี่ก่อนตะวันตกดินความเหนื่อยล้าส่วนหนึ่งนั้นหายไปกับการแช่น้ำอุ่นบ้างแล้วแต่เมื่อชายหนุ่มเหยียดขาตัวเองออกจนสุดเสียงครางแ่เบาก็เล็ดลอดถึงหูของเ้าตัวเล็กที่อยู่ข้างๆ
“ป๋ายไช่...ป๋ายไช่”ฟู่เจียนจื่อชะเง้อคอแล้วกวักมือเรียกพี่เลี้ยงของเขา “มานวดให้ท่านพ่อที”
“ได้เ้าค่ะ” หญิงสาวคลานมาใกล้เตียง แต่ขณะที่นางกำลังยื่นสองมือเข้าหานายท่านของนางก็ทำท่าจะชักขาออกห่าง นางจึงชะงักมิกล้าจะทำสิ่งใดต่อ
“นางนวดเก๊ง...เก่งท่านย่ายังชมเลยขอรับ” ฟู่เจียนจื่อเข้าใจว่าบิดาไม่เชื่อมือพี่เลี้ยงของเขา
“พ่อรู้...” ชายหนุ่มวางหน้าขรึมกระแอมกระไอด้วยความกระดาก
“ท่านพ่อทำงานหนัก ลูกเคยได้ยินท่านบ่นว่าปวดเมื่อยเอาอย่างนี้ดีไหมขอรับ ต่อไปนี้ลูกให้ยืมตัวป๋ายไช่ไปนวดคลายปวดเมื่อยให้ท่านก่อนนอนทุกคืนดีไหมป๋ายไช่...”
“เ้าค่ะ” เื่ที่จะส่งผลดีต่อนายท่าน นางย่อมต้องเห็นว่าดีอยู่แล้วแม้ในใจหัวใจดวงน้อยกำลังเต้นโครมครามก็ตาม
“ไม่ได้ๆเ้าไม่กลัวนางจะเหนื่อยหรือไร นอกจากดูแลเ้าแล้วไหนจะต้องแบ่งเวลาไปดูแลยายเหม่ย ไปนวดให้ท่านย่าแล้วยังต้องวิ่งวุ่นกับเ้าสองตัวหางชี้นั่นอีก ตกดึกพ่อก็เห็นป๋ายไช่ขยันเรียนหนังสือไม่ได้หยุด” เป็ความจริงอันน่ายกย่องที่เขายังเห็นถึงความเสมอต้นเสมอปลายของจินป๋ายไช่นางยังคงมุ่งมั่นกับการเรียนและท่องจำตัวอักษรอยู่เกือบทุกคืน แต่ในเื่นวดถึงเนื้อตัวฟู่หลิงเฉินต้องรีบบอกปัด ด้วยกลัวว่าตัวเองอาจจะห้ามใจกระทำเื่เสียหายต่อนางไม่ได้
“บ่าวไม่เหนื่อยเลยเ้าค่ะบ่าวทำได้ ให้เป็หน้าที่บ่าวนะเ้าคะ” ดวงตาใสซื่อของนางฉายแววมุ่งมั่นจริงจัง
“เริ่มคืนนี้ก่อนเลย”เสียงเล็กๆ สั่งขึ้นก่อนที่หนังตาของเขาจะปิดไปเสียก่อนฟู่เจียนจื่อรีบขยับตัวเข้าไปนอนด้านในของเตียง แม้เริ่มหาวแต่เขาก็ยังรอคอยที่จะฟังนิทานจากบิดา
ฟู่หลิงเฉินไม่อยากจะขัดใจลูกเขาถอดรองเท้าแล้วยกขาทั้งสองวางพาดบนเตียง แผ่นหลังหยัดตรงนั่งพิงหมอนใบหนึ่งเริ่มต้นเล่านิทานสอนใจ[1]
มีสำนักศึกษาแห่งหนึ่งรับลูกศิษย์ทุกระดับชนชั้นบ้างมาจากตระกูลขุนนาง บ้างที่มาจากครอบครัวพ่อค้าคหบดีและก็มีจำนวนหนึ่งมาจากลูกชาวนาคนใช้แรงงานความเหลื่อมล้ำในสำนักศึกษาทำให้เกิดการแบ่งพวกแบ่งกลุ่มกันชัดเจนผู้เกิดตระกูลสูงไม่ยอมลดตัวคบค้าคนตระกูลต่ำผู้เกิดในสถานะด้อยกว่าก็มิกล้าจะเผยอยื่นไมตรีออกไป
วันหนึ่งมีศิษย์คนหนึ่งที่เกิดจากตระกูลชาวนาได้ถามอาจารย์ของเขาว่า‘สิ่งใดคือคุณค่าที่แท้จริงของคนเรา’
ท่านอาจารย์ผู้เปี่ยมด้วยเมตตาและปัญญาจึงหยิบยื่นหินก้อนหนึ่งที่มีสีดำแวววาวอันเป็สมบัติของท่านให้กับเขาท่านเอ่ยกับลูกศิษย์ที่ขยันหมั่นเล่าเรียน ซ้ำยังเป็คนมากน้ำใจผู้หนึ่งทว่าความรู้สึกว่าตนนั้นต่ำต้อยยังคอยรบกวนลูกศิษย์คนนี้อยู่เสมอ
‘จงเอาหินก้อนนี้ไปเร่ขายในตลาดสดแต่มิจำเป็ต้องขายจริง เพียงขอแค่มีผู้ให้ราคามากที่สุด’
ลูกศิษย์ชาวนาจึงนำหินก้อนนั้นไปยังตลาดเร่ขายอยู่ราวหนึ่งชั่วยามมีผู้คนแวะเวียนมาตีราคาและคาดหวังถึงคุณประโยชน์ของหินก้อนใหญ่อยู่จำนวนหนึ่งสุดท้ายราคาที่ได้ในตลาดแห่งนี้ก็คือสิบตำลึงทอง
เมื่อกลับถึงสำนักศึกษาเขาก็ได้เล่าให้ผู้เป็อาจารย์ฟังฟังจบอาจารย์ก็เพียงแต่กล่าวว่า ‘ต่อไปเ้าก็จงนำหินก้อนนี้ไปเร่ขายอีกครั้งที่ตลาดค้าทอง’
[1] ดันแปลงจากนิทานเซนเื่คุณค่าที่แท้จริงของมนุษย์