ตอนที่ 21 จวนสกุลมู่
ไม่นานขบวนรถม้าของตำหนักองค์หญิงและราชบุตรเขยก็มาจอดด้านหน้าของจวนสกุลมู่ โดยมีท่านแม่ทัพมู่ชิงซาน อวี้ฮูหยิน มู่ฮูหยิน และฮูหยินผู้เฒ่า ยืนรอต้อนรับอยู่ด้านหน้า
ชุนกงกงแหวกม่านให้เ้านายบนรถม้าทั้งสองคน มู่จิ่นเหยียนที่ลงมายืนอยู่ด้านล่างก่อน ก็อาสายื่นมือออกไปให้องค์หญิงเหวินเต๋อประคองตัวลงมาจากรถม้า
ภาพความเอาใจใส่ดูแลของคุณชายสามตกอยู่ในสายตาของชาวบ้านที่มารอเฝ้าดู ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความงามขององค์หญิงเหวินเต๋อ งามเสียจนสตรีหลายคนล้วนอิจฉา แต่จะมีบางคนก็กลับอิจฉาองค์หญิงที่ได้เคียงคู่กับคุณชายสามมากกว่า
ถึงแม้ข่าวลือว่าคุณชายสามจะเ้าสำราญ แต่ใครต่อใครที่รู้จักต่างก็พูดเป็เสียงเดียวกันว่า ตอนนั้นคุณชายสามโสดจะเที่ยวเล่นตามประสาคนหนุ่มก็ไม่ผิดอันใด อีกทั้งคุณชายสามยังเป็คนเก่งมีความสามารถ ทั้งนิสัยใจคอยังเป็คนดีมีเมตตา ทำให้ใครต่อใครต่างก็อยากคบหาด้วย
ส่วนเื่เที่ยวหาความสำราญนั้น ในสมัยที่ผู้ชายมีบ้านเล็กบ้านน้อยนับไม่ถ้วน เื่ของคุณชายสามสกุลมู่จึงถือว่าเล็กน้อยมาก อีกทั้งก็มีเพียงหลันฮวา จากหอบุปผาเท่านั้นที่คุณชายสามมักไปมาหาสู่ มิได้มีหญิงอื่นจนกระทั่งแต่งงาน
“คารวะองค์หญิง ท่านราชบุตรเขย”
“คารวะท่านแม่ทัพ ฮูหยินทุกท่าน”
จินอวิ๋นเซียนกล่าวคารวะตอบกับคนสกุลมู่ทุกคนที่ออกมาต้อนรับ นางเองก็รู้สึกเกรงใจที่ต้องให้ผู้ใหญ่อย่างฮูหยินผู้เฒ่ากับมู่ฮูหยินต้องออกมาต้อนรับ
“ท่านย่า ท่านแม่ ท่านพี่”
มู่จิ่นเหยียนกล่าวทักทายคนในครอบครัวของตน เขาเองก็รู้สึกกระดากอายมิใช่น้อย กลับบ้านมาคราวนี้ทุกคนกลับต้องออกมายืนต้อนรับ ทั้งยังมีสายตาของชาวบ้านจับจ้องอยู่ตลอดเวลา ช่างไม่คุ้นเคยเสียเลย
“ซานเอ๋อร์ เ้ากลับมาแล้วเหรอ มาให้ย่าดูหน่อย แต่งงานไปไม่กี่วันสุขสบายดีหรือไม่”
“ท่านย่า ข้าสบายดี”
ทันทีที่ฮูหยินผู้เฒ่าเรียกมู่จิ่นเหยียนว่า ‘ ซานเอ๋อร์ ’ จินอวิ๋นเซียนที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ไม่ได้เอะใจแต่อย่างใด คิดว่าคงหมายถึงคุณชายสามเสียกระมัง (ซาน แปลว่าสาม , คุณชายสาม = ซานกงจื่อ ซึ่งเป็ชื่อที่คนในจวนสกุลมู่เรียกมู่จิ่นเหยียน)
“เชิญองค์หญิงเสด็จด้านในดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ”
ท่านแม่ทัพมู่ชิงซานเห็นว่าตอนนี้ก็สายมากแล้ว จึงเชิญสมาชิกใหม่ของครอบครัวเข้าไปพักยังในโถง
เมื่อทุกคนมาถึงที่โถงแล้ว องค์หญิงเหวินเต๋อและมู่จิ่นเหยียนก็ทำพิธียกน้ำชาคารวะผู้หลักผู้ใหญ่ของจวนสกุลมู่ ก็เป็อันเสร็จสิ้นพิธีแต่งงานอย่างแท้จริง
“ชิงซาน ถ้าปู่ของเ้าได้เห็นเ้ากับพี่ใหญ่เป็ฝั่งเป็ฝาเช่นนี้ก็คงจะมีความสุขเหมือนข้า
องค์หญิงหม่อมฉันขอฝากหลานคนนี้ด้วยนะเพคะ นี่เป็กำไลที่หม่อมฉันติดตัวเอาไว้ อันที่จริงมีสองวง วงหนึ่งอยู่ที่อวี้หง อีกวงหม่อมฉันของมอบให้พระองค์ โปรดอย่าทรงรังเกียจว่าเป็ของไม่มีค่า”
“หาไม่ได้เ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่ามีเมตตากับเซียนเอ๋อร์ ข้าจะรังเกียจได้อย่างไรเล่าเ้าค่ะ”
“ดี ดี ชิงซานต่อไปเ้าต้องดูแลองค์หญิงให้ดีๆ แล้วรีบมีน้องมาวิ่งเล่นกับเสี่ยวเป่าเร็วๆ รู้หรือไม่”
“ขอรับ ขอรับท่านย่า”
คราวนี้จินอวิ๋นเซียนได้ยินไม่ผิดแน่ ฮูหยินผู้เฒ่าเรียกมู่จิ่นเหยียนว่า ‘ชิงซาน’ นี่มิใช่ชื่อของท่านแม่ทัพหรอกหรือ ใบหน้าของจินอวิ๋นเซียนมีแต่คำถามเต็มไปหมด
ส่วนมู่จิ่นเหยียนที่เห็นเช่นนั้นก็ได้แต่มองสบตา พยักหน้าให้นางเก็บความสงสัยเอาไว้ก่อน ไว้มีโอกาสเขาจะอธิบายทีหลัง
ทั้งมู่จิ่นเหยียนและจินอวิ๋นเซียนคารวะและรับคำอวยพรต่างๆ มากมายจากคนในจวนสกุลมู่ ก่อนจะมอบของขวัญที่ชุนกงกงเตรียมเอาไว้ ให้กับทุกคนไม้เว้นแม้กระทั่งเสี่ยวเป่า
“ขอบพระคุณขอรับท่านอาสะใภ้”
“เสี่ยวเป่าเด็กดี”
จินอวิ๋นเซียนรู้สึกเอ็นดูเสี่ยวเป่าอยู่ไม่น้อย นอกจากรูปร่างหน้าตา น่ารัก จ้ำม่ำแล้ว กิริยามารยาทล้วนแต่เหมาะสม ถึงจะเป็เด็กผู้ชายในตระกูลทหาร แต่ก็รู้ความว่าสิ่งใดควรสิ่งใดมิควร ดูอย่างคราวที่แล้ว อยู่ในที่ส่วนตัวเสี่ยวเป่าก็เล่นกับอาของตนอย่างสนุกสนาน เฉกเช่นเด็กน้อยทั่วไป
แต่พอวันนี้อยู่ในโถงมีพิธีการ ต่อหน้าคนมากมาย เสี่ยวเป่าตัวน้อยก็ทำเพียงนั่งเงียบๆ ไม่ได้ส่งเสียงงอแงรบกวนผู้ใหญ่ ช่างเป็เด็กที่รู้ความเสียยิ่งกระไร
“เอาล่ะ ถือว่าเป็อันเสร็จสิ้นพิธีของจวนสกุลมู่แล้ว เ้าก็พาองค์หญิงไปเดินดูจวนด้านหลังที่ปรับปรุงใหม่ หากมีอะไรขาดเหลือก็ให้คนมาแจ้งข้า แล้วเดี๋ยวมื้อเที่ยงค่อยมาร่วมโต๊ะกันอีกที
มิทราบว่าองค์หญิงทรงมีสิ่งใดที่อยากรับประทานเป็พิเศษหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเตรียมเอาไว้แค่ตามที่มู่จิ่นเหยียนเขียนมาแจ้งเท่านั้น”
“ขอบคุณท่านแม่ทัพมากเ้าค่ะ แต่ไม่ต้องเตรียมอะไรพิเศษให้ข้าหรอกเ้าค่ะ คนสกุลมู่กินสิ่งใดข้าก็กินสิ่งนั้น”
“พ่ะย่ะค่ะ”
มู่ฮูหยินพาฮูหยินผู้เฒ่ากลับเข้าไปพักผ่อน ส่วนคนที่เหลือก็แยกย้ายกันไปทำธุระของตน ส่วนสามีภรรยาคู่ใหม่นั้นก็พากันเดินไปยังเรือนด้านหลังของสกุลมู่
“เรือนข้าอยู่ด้านหลังของจวน มิเคยคิดมาก่อนว่าจะได้แต่งงานแล้วพาผู้อื่นเข้ามาอยู่ หากท่านรู้สึกว่ามันไม่น่าอยู่หรือไกลจนเกินไปก็ขอให้บอกกล่าว ข้าจะได้หาเรือนที่สะดวกสบายให้แก่ท่าน”
“จวนสกุลมู่จะกว้างกว่าวังหลวงเชียวหรือ เรือนหลังของเ้ากับตำหนักของข้าก็ไม่ต่างกัน จะต้องทำให้ยุ่งยากทำไม”
‘ก็จริงของนาง ตำหนักองค์หญิงเดินจากประตูวังใช้เวลาเกือบเค่อ (15นาที) มากกว่าเป็เท่าตัว’ มู่จิ่นเหยียนได้แต่คิดในใจ เรือนของตนเดินจากโถงกลางไม่ถึงครึ่งเค่อด้วยซ้ำ ดูจะใกล้กว่าตำหนักขององค์หญิงมากกว่าด้วย
“ถ้าเช่นนั้นข้าพาท่านไปดูเรือนใหม่ที่ข้าให้คนทุบกำแพงออกแล้วปรับปรุง”
มู่จิ่นเหยียนพาไปดูเรือนด้านหลัง เรือนนี้เขาและมู่ชิงซานให้ช่างเร่งมือทั้งกลางวันและกลางคืนผลัดเวรกันจนกว่าจะแล้วเสร็จ ถึงจะเป็เรือนขนาดไม่ใหญ่ แต่ด้านในตกแต่งคล้ายคลึงกับตำหนักขององค์หญิงถึงแปดส่วน
ด้านหน้ามีสระบัวเล็กๆ ที่เห็นได้ชัดว่าบัวและดอกๆ ไม้รอบๆ สระเพิ่งจะลงดินได้ไม่นาน
บรรยากาศโดยรอบของเรือนนี้ร่มรื่นถูกใจจินอวิ๋นเซียนไม่น้อย ยิ่งด้านข้างมีศาลาเล็กไว้ให้นั่งพักผ่อนหย่อนใจ นางเห็นเรือนนี้แล้วก็รู้สึกถูกใจ จนสามารถเรียกรอยยิ้มให้ปรากฏอยู่บนใบหน้างามได้ไม่ยาก
“ท่านชอบหรือไม่ ถึงเรือนนี้จะเล็กไปสักนิด แต่ข้าว่าก็น่าจะเพียงพอ”
“อืม ข้าชอบ ดูสงบร่มรื่นดี หากดอกไม้ที่ปลูกออกดอกแล้วก็คงจะสวยอยู่ไม่น้อย แต่ข้ารู้สึกว่าเ้าแทบจะเรียนแบบการตกแต่งมาจากตำหนักองค์หญิงใช่หรือไม่”
“ฮะ ฮา ฮา ท่านมองออกขนาดนี้เลยหรือ ก็ไม่ผิด ข้ากลัวว่าท่านจะไม่คุ้นเคยกับสถานที่ใหม่ จึงขอให้ชุนกงกงช่วย”
จินอวิ๋นเซียนเหลือบสายตาไปมองยังชุนกงกงที่ยืนยิ้มรับอยู่แล้วด้านข้าง มิน่าเล่าได้คนรู้ใจของตัวเองช่วยจัดเรือนมีหรือที่เรือนจะออกมาไม่ดี
มู่จิ่นเหยียนพาจินอวิ๋นเซียนเดินดูรอบๆ เรือนหลังใหม่ ก่อนจะพาไปเดินเล่นทั่วทั้งจวนสกุลมู่
“นี่คือลานฝึกของพวกเ้าหรือ”
“ใช่ พวกข้ามักจะใช้ที่นี่ฝึกร่างกายกัน ส่วนหลังประตูบานนั้นก็เป็ที่อยู่ของพวกองครักษ์ แต่ที่นั่นมีแต่ผู้ชาย ท่านอยากจะไปดูหรือไม่”
“เพียะ !!..พูดเื่ไร้สาระอยู่เรื่อย ข้าเป็สตรีออกเรือนแล้วจะให้เดินเข้าออกเรือนนอนบุรุษ มันใช้ได้เสียที่ไหน”
มู่จิ่นเหยียนมิได้คิดถึงข้อนี้ เขาเองก็เป็สตรียังเข้าออกเรือนนอนของพวกทหารเป็ว่าเล่น จึงมิได้รู้สึกว่าเป็เื่มิควรแม้แต่น้อย
“เอาล่ะงั้นข้าพาท่านกลับไปพักผ่อนดีกว่า ยังพอมีเวลาก่อนจะมื้อเที่ยง”
“อืมดีเหมือนกัน ข้าจะได้คัดลอกภาพวาดนั้นให้แล้วเสร็จ”
“นี่ท่านไม่ต้องหักโหมขนาดนั้นก็ได้”
“มิได้หรอก หากเรารู้ว่าภาพนั้นคือที่ใด เราก็จะได้เดินทางกันได้ไม่หลงทิศทาง การตามหาเผ่าจันทราก็จะพบได้เร็วขึ้น”
มู่จิ่นเหยียนมิได้กล่าวคำใดให้มากความ แต่ก่อนที่จะแยกกันไปพักผ่อนนั้น จินอวิ๋นเซียนราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ถึงเื่หนึ่ง จึงเอ่ยปากถามมู่จิ่นเหยียน
“จิ่นเหยียน ข้าขอถามเ้าเื่หนึ่งได้หรือไม่”
“ท่านจะถามเื่ท่านย่าหรือ”
“อืม ใช่”
“ข้าคิดว่าท่านจะไม่ถามเสียแล้ว”
“หากข้าไม่ถาม เ้าก็ไม่อยากเล่าหรือ”
“หากท่านไม่อยากรู้ แล้วข้าจะต้องเล่าไปเพื่อสิ่งใด”
“เอาล่ะไม่ต้องมากความ เหตุใดท่านย่าเ้าถึงเรียกเ้าว่าชิงซาน ตอนแรกเรียกเ้าว่าซานเอ๋อร์ ข้านึกว่าหมายถึงคุณชายสามแบบที่คนทั่วไปเรียกเสียอีก แต่ใครจะคิดว่า ซานเอ๋อร์ที่ท่านย่าเรียกกลับหมายถึง ชิงซาน นี่ไม่ใช่ชื่อของท่านแม่ทัพหรือ”
“ก็ใช่เป็ชื่อของพี่รองข้า ท่านย่าข้าจดจำข้าไม่ได้ั้แ่เกิดเื่ครั้งนั้น นางจำได้เพียงหลานชายของนางสองคน คือพี่ใหญ่ข้ามู่หนาน และพี่รองข้ามู่ชิงซาน”
“หมายความว่าท่านย่าเข้าใจว่าท่านแม่ทัพ คือพี่ใหญ่เ้ามู่หนาน ส่วนเ้าก็คือมู่ชิงซานอย่างนั้นนะหรือ”
“เป็เช่นนั้น”
“ท่านย่าไม่รู้ว่าเ้าคือมู่จิ่นเหยียน”
“นางไม่เคยมีความทรงจำเกี่ยวกับมู่จิ่นเหยียนด้วยซ้ำไป”
พูดถึงตรงนี้แววตาที่เคยเจือไปด้วยรอยยิ้มเสียงหัวเราะ ก็กลับกลายเป็แววตาของความเศร้ามอง การเติบโตภายใต้เงาของคนผู้หนึ่งนั้น สร้างความทรงจำที่เ็ปให้แก่มู่จิ่นเหยียนมาั้แ่เล็ก
แต่โชคดีที่คนอื่นในครอบครัวมิได้เป็เฉกเช่นท่านย่า ถึงแม้เขาจะรู้สึกน้อยใจอยู่บ้าง แต่พอนึกถึงสาเหตุที่ทำให้ท่านย่าต้องเป็เช่นนี้ตัวเขาเองก็เข้าใจ
ใครบ้างจะทนไหว ต้องเสียสามี ลูกสองคนและหลานชายไปในเวลาเดียวกันถึงห้าคน ดังนั้นจิตใจของท่านย่าจึงระลึกได้เพียงมู่หนานและมู่ชิงซานหลานชายที่เหลือของตนเท่านั้น
ส่วนมู่จิ่นเหยียนที่ยังเด็กอยู่ใน่ที่สกุลมู่เกิดเื่ ก็ถูกลบเลือนไปจากความทรงจำของฮูหยินผู้เฒ่าไปโดยปริยาย
“เ้าไม่ต้องเสียใจไป ถึงแม้นางจะจำชื่อเ้าไม่ได้ แต่นางก็รักเ้ามากเช่นกัน”
จินอวิ๋นเซียนมิรู้ว่าควรปลอบมู่จิ่นเหยียนเช่นไร จึงทำได้เพียงจับมือของเขามากุมไว้และกล่าวเพียงประโยคสั้น
“เื่ของข้า ท่านไม่ต้องกังวลหรอก ข้าอยู่มาจนถึงป่านนี้แล้ว คุ้นเคยกับมันแล้ว อีกอย่างท่านย่าก็รักและเอ็นดูข้าอย่างที่ท่านว่าจริงๆนั่นแหละ รวมถึงท่านด้วย ท่านว่าหรือไม่”
“อืม นางก็เอ็นดูข้าจริง”
จินอวิ๋นเซียนนึกถึงใบหน้าอันอบอุ่นของหญิงชรา ยามมอบกำไลข้อมือให้นาง ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ออกมาได้จากดวงตา ยิ่งทำให้นางรู้สึกรักฮูหยินผู้เฒ่าั้แ่แรกพบเช่นกัน
“ถ้าเช่นนั้น เราควรจะรีบตอบแทนความรักของท่านย่าดีหรือไม่”
“เื่ใด”
“ท่านย่าอยากได้คนมาอยู่เป็เพื่อนเสี่ยวเป่า ท่านว่าเราช่วยท่านดีหรือไม่”
“ทะลึ่ง”
“ฮะ ฮา ฮา”
จินอวิ๋นเซียนที่หมดคำพูดจะเจรจากับมู่จิ่นเหยียน ได้แต่เดินหายเข้าไปห้องพักของตนที่เ้าของเรือนจัดไว้ให้แล้ว
ส่วนมู่จิ่นเหยียนก็รู้ดีว่าเื่ของตนนั้น ทำให้จินอวิ๋นเซียนรู้สึกไม่สบายใจ จึงหาทางหยอกล้อให้นางเลิกกังวลถึงเื่นั้นเสียที จึงออกปากเย้าแหย่นางเล่น
เื่ของเขาและจินอวิ๋นเซียนจะเป็ไปได้อย่างไรกัน นี่คือความคิดของมู่จิ่นเหยียน
หลังจากแยกกับจินอวิ๋นเซียนแล้ว มู่จิ่นเหยียนก็เดินไปในทิศทางหนึ่ง ซึ่งพี่รองของตนแจ้งว่าอาจารย์หลี่พักอยู่ที่เรือนนั้น โดยปกติยามอาจารย์หลี่เป็แขก ก็มักจะมิได้ออกมายุ่งวุ่นวายที่เรือนหลักเท่าใดนัก มักจะชอบอยู่ที่เรือนพักของตนเองเสียมากกว่า
“ข้านึกว่าเ้าจะลืมข้าเสียแล้ว”
“ข้าก็นึกว่าท่านจะกลับไปเรือนไผ่เสียแล้ว”