เตชินีตื่นนอนในตอนเช้าตรู่ ในช่วงเวลาเช่นทุกๆวัน แต่พอจะลุกขึ้น กลับถูกแขนแกร่งรัดแน่น ไม่ยอมให้ลุกออกจากเตียงนอนกว้างขวางหนานุ่มซะอย่างงั้น นั่นทำให้เธอรู้ได้เช่นกันว่าชายหนุ่มตัวโตตื่นนอนแล้ว
“พี่กิตติ์ นีจะลุกแล้ว ปล่อยนี”
“ไม่ปล่อย จะรีบลุกไปไหน พี่มีเรื่องจะพูดกับนีให้รู้เรื่อง”
คำพูดของจิรกิตติ์ ทำให้เตชินีหยุดนิ่ง ดวงตากลมโตคู่สวยจ้องมองใบหน้าคมคายที่เห็นสลัวๆ ลางๆ ด้วยความสงสัยไปกับคำพูดของเขา ที่ว่ามีเรื่องจะพูดกับเธอให้รู้เรื่อง แต่พอคิดดูดีๆ เรื่องที่จิรกิตติ์อยากจะคุยด้วยคงไม่พ้นเรื่องเมื่อวานเป็นแน่
“พี่มีเรื่องอะไรก็พูดมา นีกำลังฟัง”
“ผู้ชายคนนั้น เรียนมัธยมกับนี แล้วสนิทกันมากน้อยขนาดไหน?”
เตชินีอยากจะพูดในสิ่งที่คั่งค้างอยู่ภายในใจให้กระจ่างกันไป จะได้ไม่ต้องมีข้อกังขากันให้หวาดระแวงต่อกัน จิรกิตติ์จึงเปิดคำถามอย่างที่ตัวเองอยากจะรู้ ถึงความสัมพันธ์ระหว่าเตชินีกับอัครเดช ว่ามีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกันมากน้อยขนาดไหน
“ก็อย่างที่บอกเดชเป็นเพื่อนสมัยเรียนมัธยมของนี ตอนเรียนมัธยมเราถือว่าสนิทกันมากจริงๆนั่นแหละ ว่าแต่ทำไมพี่ถึงถามอย่างนี้?”
เตชินีตอบไปตามความจริง ที่ตอนสมัยมัธยมเธอค่อนข้างสนิทกับอัครเดชมาก เนื่องจาอัครเดชเก่งในทุกๆด้าน แถมเป็นเพื่อนที่ดี ที่สามารถปรึกษาเรื่องต่างๆได้
“ก็แค่อยากจะรู้”
“แค่นี้?”
“.........”
เอาจริงๆ จิรกิตติ์ไม่ใช่อยากจะรู้เพียงแค่นี้หรอก เขาแทบอยากจะพูดมากกว่านี้เสียด้วยซ้ำ ว่าเขาหวาดระแวงผู้ชายคนนั้น เห็นท่าทางสนิทสนมกันอย่างนั้น อาจจะไม่ใช่เพียงแค่เพื่อนกันธรรมดาทั่วๆไป
ถึงเขาจะบอกกับตัวเองว่าจะต้องเชื่อใจเตชินี แต่ด้วยความที่เขาเคยมีบาดแผลอยู่ภายในใจมาแล้ว จึงทำให้เขาค่อนข้างเชื่อใจคนยาก
ไม่ต้องบอก เตชินีก็รู้ว่าจิรกิตติ์ไม่ไว้วางใจในเรื่องของอัครเดช ถึงเขาจะไม่พูดออกมาตรงๆ และถึงจะไม่พูดกระแนะกระแหน ตัดรอนเธอเหมือนแต่ก่อนก็ตาม
เฮื่ออออ......
“นีเป็นเพื่อนกับเดชเพียงแค่นั้นจริงๆ ไม่มีใครคิดกันเป็นอื่น ยิ่งเดชเขาชอบผู้ชายด้วยแล้ว ยิ่งไม่มีทางที่เดชหรือนีจะคิดเกินเลยไปมากกว่าเพื่อนได้”
ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เตชินีรู้ว่าจิรกิตติ์พยายามเชื่อใจ ไว้วางใจเธอ เธอดีใจนะ และเธอไม่อยากให้เขาต้องมาคอยหวาดระแวง จึงไขความระแวงด้วยการบอกให้จิรกิตติ์รู้กันชัดๆ
“ชอบผู้ชาย!”
“อืม! ก็ใช่น่ะสิ เดชเขาชอบผู้ชายมาตั้งแต่ไหนแต่ไหนแล้ว เขาไม่มีทางมาชอบผู้หญิงอย่างนีหรอก อีกอย่างเดชเขาก็มีแฟนอยู่แล้วด้วย”
จิรกิตติ์พูดทวนคำพูดของเตชินี ความหวาดระแวงในตอนแรก ค่อยๆหายไป เมื่อเตชินีกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาคมกริบเปล่งประกายด้วยความปลอดโปร่งโล่งใจ
“ทีนี้ปล่อยนีได้แล้ว นีจะลงไปช่วยป้าลำพูนทำอาหารเช้า”
“.........”
อ๊ะ!
“พี่กิตติ์”
เตชินีเห็นชายหนุ่มตัวโตนิ่งเงียบ ไม่มีคำถามใดๆอีก แต่แขนแกร่งยังคงกอดร่างบางเอาไว้แน่น เธอจึงบอกให้เขาปล่อย แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยเช่นเดิม ทั้งยังไม่พูดอะไรออกมาด้วย สักพักเตชินีก็ต้องส่งเสียงเรียก เมื่อกายแกร่งพลิกตัวขึ้นคร่อมทาบทาบ
“ป้าลำพูนทำอาหารคนเดียวได้ แต่พี่นี่สิ ทำคนเดียวไม่ได้ นีต้องช่วยพี่”
O_O
คำพูดห่ามๆ สองแง่สองง่าม ที่เป็นเสียงกระเส่าแหบพร่า ดวงตากลมโตคู่สวยถึงกับเบิกกว้าง แก้มนวลเนียนใสเห่อแดงฉานขึ้นมา รู้เลยว่าที่จิรกิตติ์บอกว่าทำคนเดียวไม่ได้ นั้นหมายความถึงอะไร
จิรกิตติ์ไม่พูดอะไรอีก ก้มลงไปประกบจูบปากบางจิ้มลิ้มอย่างเร่าร้อนและเรียกร้อง จนวินาทีต่อมาร่างบางที่อยู่ใต้ร่างแกร่งก็อ่อนระทวยคล้อยตามการกระทำของจิรกิตติ์ ไปด้วยความเต็มอกเต็มใจ ไม่ว่าจิรกิตติ์จะพาทำอะไรก็ทำ พาขึ้นสวรรค์ก็ขึ้น
และกว่าที่คนทั้งสองออกจากห้องนอนได้ ก็เล่นก็สายโด่งไปแล้ว จึงกลายเป็นว่าวันนี้จิรกิตติ์หยุดงานอีกวัน และในตอนที่ลงมากันข้างล่าง ลำพูนได้ออกไปตลาดแล้ว แต่มีอาหารเช้าวางไว้บนโต๊ะอาหารเรียบร้อย เพราะลำพูนรู้ว่ายังไงคนทั้งสองก็ต้องลงมากินนั่นเอง
๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗