ความสำเร็จของเว่ยซือเหลียงนำความยินดีมาสู่ทุกคน แม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกจะเปลี่ยนไปเล็กน้อยก็ไม่น่าใเท่าความสามารถที่เพิ่มขึ้น
ต้นกำเนิดของวารีเป็ดั่งนายเหนือหัวธาตุน้ำทั้งปวง มีอันใดไม่น่ายินดีเล่าเว่ยซือเหลียงจึงได้รับคำชมไปไม่น้อย
“ข้าใช้เวลาหลอมรวมสมบัติวิเศษนานหรือไม่ขอรับพี่ใหญ่” ชายหนุ่มถามพี่ชายด้วยไม่รู้ว่าเวลาผ่านมาเท่าใดแล้วเดิมทีคิดว่าคงไม่นานนัก แต่ดูจากร่องรอยบริเวณหน้าปากถ้ำที่คนอื่น ๆใช้เป็ที่อยู่อาศัยรอเขาแล้ว คงไม่ต่ำกว่าสิบวันเป็แน่ไหนจะความแข็งแกร่งของพี่ชายที่ดูเหมือนว่าเพิ่มขึ้นมาจนเขารับรู้ถึงแรงกดดันจาง ๆนี้อีก
“หนึ่งเดือนแล้วน้องรอง” เว่ยซือหลางตอบกลับยิ้ม ๆ
“ใช้เวลานานถึงเพียงนี้!” เว่ยซือเหลียงอดใไม่ได้ จนได้รับสายตาแปลก ๆจากน้องสาวจึงเร่งเก็บอาการคืนความสุขุม
“พี่รองคิดว่าการจะสมบัติวิเศษสักชิ้นมันง่ายนักหรือเ้าคะ”
“พี่ก็ไม่คิดว่ามันจะนานขนาดนี้นี่นา”
“ช่างเถอะเ้าค่ะ ว่าแต่พี่รองอยากพูดอะไรหรือเปล่าเ้าคะอาหงเห็นท่านมองพี่ใหญ่นานแล้วไม่พูดสักที”
“นั่นสิเ้ารอง อยากพูดสิ่งใดก็กล่าวมา อมพะนำด้วยเหตุใด”
ในเมื่อน้องสาวและพี่ชายรู้ทันแล้วเช่นนี้ก็ไม่จำเป็ต้องเก็บความสงสัยไว้อีกต่อไป
“พี่ใหญ่เลื่อนระดับพลังอีกแล้วหรือขอรับ”
เว่ยซือหลางเผยยิ้มพลางพยักหน้า “ใช่ พี่เลื่อนระดับแล้ว”
“แสดงว่าพี่ใหญ่มีพลังปราณอยู่ระดับจักรพรรดิแล้วน่ะสิ”เว่ยซือเหลียงตาวาวรู้สึกตื่นเต้นก่อนเข้ามาในดินแดนลับพี่ชายของเขายังมีพลังระดับปราชญ์ขั้นต่ำอยู่เลย ไม่คิดว่าเพียงสี่เดือนที่เข้ามาในมิติร่วมนภาจะมีความก้าวหน้าในการบ่มเพาะลมปราณเช่นนี้
เช่นนั้นก็หมายความว่าพี่ชายเขาเป็คนมีพร์คนหนึ่งเพียงแต่ทวีปนภาครามขาดแคลนปราณเกินไปหากโลกภายนอกมีลมปราณหนาแน่นเหมือนในดินแดนลับ ไม่แน่ว่าพี่ชายของเขาอาจเลื่อนระดับนานแล้วก็ได้
“ข้ายินดีกับพี่ใหญ่ด้วยขอรับด้วยพลังระดับนี้คงยากที่จะตกเป็รองผู้อื่น”
“เื่นี้ต้องยกความดีความชอบให้น้องเล็กด้วยเพราะถ้าไม่ได้น้ำพลังปราณจากหงเอ๋อร์ อาจต้องใช้เวลานานกว่าที่คิด”
“น้ำพลังปราณ?” เว่ยซือเหลียงสงสัยสีหน้าของเขาจึงฉงน
ไม่ใช่ว่าน้องเล็กมอบน้ำพลังปราณให้พวกเราติดตัวไว้ตั้งนานแล้วหรอกหรือยังมีน้ำทิพย์พลังปราณที่มีคุณสมบัติยื้อชีวิตคนจากปรโลกนั่นอีกด้วยถึงจะมีเื่ข้อจำกัดว่าคนผู้นั้นต้องหมดลมหายใจไม่เกินหนึ่งเค่อก็ตามแต่มันก็เป็สมบัติระดับเทพที่ยากจะมีในเชียวนะ
เหตุใดพี่ชายจึงพูดเหมือนไม่เคยได้รับมาก่อน?
ทว่าแม้จะรู้สึกคลางแคลงและไม่เข้าใจเว่ยซือเหลียงก็ไม่คิดเอ่ยความจริงออกไป เพียงรอฟังคำอธิบายอย่างใจเย็น
“ใช่ หงเอ๋อร์โชคดีมาก ตอนที่เ้ากำลังหลอมรวมสมบัติวิเศษน้องเล็กเบื่อเลยขอออกไปเดินสำรวจรอบ ๆ กับหลิงจูหลิงอิงและอาเฮ่อใครจะคิดว่านางจะพบเจอบ่อน้ำพลังปราณไม่ไกลจากถ้ำนี้”
“จริงหรือน้องเล็ก”
“จริงเ้าค่ะ ดีนะที่อาหงมีขวดหยกกับโหลแก้วของชาวโพ้นทะเลจึงสามารถเก็บน้ำพลังปราณแอ่งเล็ก ๆ มาได้ทั้งหมดยังมีสมุนไพรปราณระดับเซียนอีกสามชนิดด้วยนะเ้าคะ ที่ขึ้นอยู่ใกล้บ่อน้ำพลังปราณขนาดเล็กบ่อนั้น”
“สมุนไพรปราณระดับเซียน!”
“เ้าค่ะ เป็โสมคน โสมเื และเห็ดหลินจือ ทั้งสามชนิดเป็สมุนไพรปราณระดับเซียนเ้าค่ะอาหงคิดว่าเพราะเกิดใกล้บ่อน้ำพลังปราณ ระดับของสมุนไพรจึงสูงเช่นนี้”
“ก็ตามที่น้องเล็กเล่าพอน้องเล็กกลับมาก็มอบน้ำพลังปราณให้พี่ทันทีหลังดื่มเข้าไปใช้เวลาเพียงสิบวันก็เลื่อนมายังระดับจักรพรรดิแล้ว ใช้เวลาระหว่างรอเ้าปรับสมดุลในร่างกายตอนนี้พี่แข็งแรงมาก พลังปราณในร่างต่างไหลเวียนได้ดีไร้การติดขัด”
“พี่รองก็รับไปด้วยสิเ้าคะ นี่เ้าคะ”เว่ยซือหงยื่นน้ำพลังปราณให้พี่ชายคนรองด้วยแววตาใสซื่อทว่าเมื่อมองให้ดีเขากลับเห็นความเ้าเล่ห์แอบซ่อนอยู่
“ขอบใจนะน้องเล็ก”
“ยินดีเ้าค่ะ” เว่ยซือหงฉีกยิ้ม
ตอนแรกนางคิดจะใช้โอกาสนี้ เปิดเผยน้ำพลังปราณที่อยู่ในโดยอ้างว่าได้รับทันทีหลังจากเข้ามายังดินแดนลับแล้ว แต่ไม่คาดคิดว่าโชคจะเข้าข้างแค่ออกมาเดินเล่นแก้เบื่อนางจะเจอบ่อน้ำพลังปราณขนาดเล็กเข้าจริง ๆเป็เช่นนี้จึงไม่ต้องคิดหาข้ออ้างให้ปวดหัว จบทุกข้อสงสัยที่อาจจะเกิดขึ้นในเมื่อเห็นตำตาว่านางเดินมาเจอสมบัติระดับเทพเข้าจริง ๆ
หากถามว่าเหตุใดถึงอยากเปิดเผยสมบัติระดับเทพก็เพราะนับั้แ่เข้าดินแดนลับมานางใช้น้ำพลังปราณแลกเปลี่ยนกับสัตว์อสูรที่เฝ้าสมุนไพรระดับสูงน่ะสิคงไม่คิดว่านางโชคดีจนไม่เจออันตรายหรอกใช่หรือไม่?
เว่ยซือหงไม่อยากต่อสู้ให้เปลืองแรงคิดว่าสิ่งใดที่ทำให้นางสะดวกสบายได้นางยินดีแลก แล้วน้ำพลังปราณมีเป็ทะเลสาบยิ่งไม่จำเป็ต้องเสียดายใช้เพียงสิบหยดแลกเปลี่ยนกับสัตว์อสูรเฝ้าสมุนไพรหรือสมบัติย่อมคุ้มค่าอยู่แล้วเป็เช่นนั้นร่างกายของนางจึงไร้รอยขีดข่วน
อีกประเด็นก็เพราะนางรวมกลุ่มกับทุกคนแล้วภาพของนางย่อมตกอยู่ในสายตาของคนภายนอก ไม่เหมือนตอนแรกที่เข้ามาที่พลังปริศนาบางส่วนของดินแดนลับยังหลงเหลืออยู่รอบกายทว่าบางเบาเกินกว่าจะเห็นได้ชัดเ้าสิ่งนั้นช่วยปกปิดตัวนางต่อสายตาผู้คนชั่วคราวทว่าทันทีที่นางเข้าไปช่วยพี่ชายเผชิญหน้ากับเสิ่นเถาและเตียวฝาน พลังดังกล่าวก็มลายหายไปสิ้นทันที
คิดว่าหลายคนคงสงสัยอีกไม่น้อย ว่าเหตุใดบ่อน้ำพลังปราณที่เป็สมบัติระดับเทพไม่มีสัตว์อสูรคอยเฝ้านั่นเป็เพราะพื้นที่ดังกล่าวครอบคลุมไปด้วยอักขระพรางตาระดับาหากนางไม่มีดวงเนตร์ที่เรียกใช้งานั้แ่เข้ามาอยู่ในดินแดนลับนางคงไม่มีทางพบเจอได้แน่นอน
ด้วยเหตุนั้นน้ำพลังปราณจึงสำคัญตุ่์และสัตว์อสูรมากเพราะต่อให้มันอยู่ในดินแดนลับที่มีพลังลมปราณหนาแน่น แต่พวกมันมีโอกาสน้อยนักที่จะพบเจอหรือสมบัติระดับเทพได้นั่นเอง
“น้องรองเ้าเพิ่งออกจากการบ่มเพาะกินอะไรให้อิ่มท้องก่อนเถอะ เสร็จแล้วจะได้เดินทางต่อผ่านมาสี่เดือนแล้วยังไม่เจอสหายคนอื่น ๆ ของพวกเราเลยไม่รู้ว่าเป็อย่างไรแล้วบ้าง”เว่ยซือหลางเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นน้องชายน้องสาวเงียบไปนาน
เดิมทีไม่คิดอะไร แต่พอพี่ชายเอ่ยขึ้นก็อดรู้สึกห่วงสหายที่เป็ลูกพี่ลูกน้องของตนเองไม่น้อย
“ขอรับ เช่นนั้นหลังกินเสร็จพวกเราก็เร่งเดินทางกันเถอะเผื่อจะได้เจอกับทุกคน”
เว่ยซือหง เว่ยซือหลางเว่ยซือเหลียง และคนสนิทที่เป็ผู้ติดตามทั้งหกเดินทางออกจากถ้ำเก็บเกี่ยวทรัพยากรไปเรื่อย ๆ
ผ่านมาแล้วหลายวันั้แ่ได้รวมกลุ่มกันออกเดินทางพวกเขาแทบไม่พบเจอสถานการณ์ยากลำบากอีกเลยไม่ว่าจะเลือกเส้นทางไหนล้วนราบเรียบปราศจากอุปสรรคจนรู้สึกว่าพวกตนสบายเกินไปหน่อย
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้มีจำนวนสมาชิกในกลุ่มของเว่ยซือหงเพิ่มขึ้นมาเนื่องจากผู้ติดตามทั้งหกคนได้ทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรที่ถูกชะตาและมีธาตุเดียวกันแล้วนั่นเอง ดังนี้
หลิงจูทำพันธสัญญากับอินทรีวายุสัตว์อสูรธาตุลม ตั้งชื่อว่าเสี่ยวฮุยรูปลักษณ์ของมันใหญ่กว่าอินทรีทั่วไปเล็กน้อย ความสามารถเฉพาะตัวคือปรับขนาดร่างกายได้ตามใจนึกแม้ไม่โดดเด่นมากนัก แต่หลิงจูก็ชอบ นางพบมันาเ็ตอนพักกลางวันของวันหนึ่งจึงช่วยไว้เ้าเสี่ยวฮุยเห็นความเมตตาของหลิงจูและซาบซึ้งที่อีกฝ่ายช่วยมันจึงเป็ฝ่ายขอทำพันธะด้วยตัวเอง
หลิงอิงทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรธาตุไฟจิ้งจอกเพลิงขนของมันมีสีขาวมีเพียงปลายหางเท่านั้นที่มีสีแดงกับสัญลักษณ์รูปเปลวไฟกลางหน้าผากร่างกายขนาดเล็กกะทัดรัด คล่องแคล่วปราดเปรียวแต่แฝงไว้ด้วยความเ้าเล่ห์ แต่พอมันเห็นว่าหลิงอิงมีน้ำพลังปราณสมบัติระดับเทพในก็ละทิ้งสมุนไพรธาตุไฟที่คอยเฝ้า เข้าจู่โจมกัดปลายนิ้วของหญิงสาวทำพันธสัญญาด้วยตนเองจนอีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว กระนั้นนางก็ยังชอบมันและตั้งชื่อว่าเสี่ยวหลี
อาลู่กับอาลั่วทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรธาตุไฟเช่นกันคือหมาป่าเพลิง รูปลักษณ์ของมันใหญ่โตไม่น้อย ขนสีขาวปกคลุมทั่วร่าง มีเพียงกลางหลังเท่านั้นที่มีสีแดงเข้มเป็เอกลักษณ์แตกต่างกับหมาป่าสีเทาที่พวกเขาเคยปะทะด้วยชัดเจน ทั้งสองเห็นมันสองตัวแล้วชื่นชอบจึงเป็ฝ่ายท้าประลองและคว้าชัยมาได้หมาป่าเพลิงทั้งสองจึงกลายมาเป็สัตว์ในพันธสัญญา ตั้งชื่อให้ว่า ต้าเป่ากับต้าไป๋
อาเฮ่อทำพันธสัญญากับหมีเพลิงกาฬ สัตว์อสูรธาตุไฟตามธาตุของตนเองเช่นกันตัวของหมีเพลิงกาฬสูงใหญ่ รอบกายของหมีเพลิงกาฬมีไฟลุกท่วมอยู่ตลอดเวลาอันเป็อัตลักษณ์ของสัตว์อสูรชนิดนี้ ทว่าแม้ตัวจะใหญ่มีพลังน่าหวาดหวั่นแค่ไหนตัวมันกลับเป็สัตว์อสูรบื้อ ๆ ตัวหนึ่งอาเฮ่อจึงหลอกล่อมันทำพันธสัญญาอย่างง่ายดาย ก่อนมอบน้ำพลังปราณให้เป็ของปลอบใจเขาตั้งชื่อมันว่า สงสง
อาฮุนทำพันธสัญญากับเต่าทมิฬสัตว์อสูรธาตุดินเป็สัตว์อสูรที่ได้รับการขนานนามว่าโดดเด่นด้านการป้องกันอันดับต้น ๆ เนื่องจากกระดองของเต่าทมิฬทั้งแข็งและหนาทำให้ยากต่อการโจมตี อาวุธที่จะเจาะกระดองที่เป็เหมือนเกราะของมันได้มีเพียงอาวุธจิติญญาเท่านั้น ตอนอาฮุนประลองเพื่อสยบมันมาทำพันธสัญญาจึงไม่สามารถเอาชนะมันได้แต่มันก็ยินดีติดตามอีกฝ่าย เพราะเห็นถึงความจริงใจของเขาหากว่าอาฮุนบีบบังคับให้มันทำพันธสัญญา มันจะมุดดินหายไปทันที ดีที่เขาไม่ได้ทำก่อนตั้งชื่อให้มันว่า จว้างจว้าง
จากเดิมมีสมาชิกในกลุ่มเพียง 9 คน เมื่อรวมกับสัตว์อสูรที่ทำพันธสัญญาอีก6 ตัว กลุ่มสำรวจดินแดนลับของเว่ยซือหงก็มีสมาชิกทั้งหมด 15 ชีวิตบรรยากาศในกลุ่มค่อนข้างครึกครื้นเลยทีเดียว สัตว์อสูรแต่ละตัวที่ได้มานั้นมีนิสัยเป็เอกลักษณ์มากยกตัวอย่างเช่น
เสี่ยวหลีจิ้งจอกเพลิงของหลิงอิง ถามคู่พันธสัญญาไม่หยุดว่ามีสมบัติระดับเทพในได้อย่างไรโลกภายนอกดินแดนลับเป็แบบไหนมันถามไม่หยุดจนหลิงอิงที่เป็คนพูดน้อยต้องปรามเสียงดุแต่สลดเพียงครู่เดียวมันก็กลับมาไถ่ถามอีกครั้ง เป็เช่นนี้ตลอดการเดินทาง
เดิมทีสัตว์อสูรที่สามารถสื่อสารกับมนุษย์ได้ มีเพียงสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิขึ้นไปเท่านั้นระดับต่ำกว่านั้นไม่สามารถสื่อสารได้ ทว่าก็มีข้อยกเว้นเช่นกัน กล่าวคือ
สัตว์อสูรระดับต่ำกว่าจักรพรรดิสามารถสื่อสารกับมนุษย์ได้ ก็ต่อเมื่อทำพันธสัญญากับมนุษย์แล้วเท่านั้นทั้งนี้ยังเป็การสื่อสารที่คู่พันธะรับรู้และเข้าใจได้คนเดียวเรียกว่าการสื่อสารทางความคิด ผ่านจิติญญาที่เชื่อมโยงกันของพันธสัญญา
ดังนั้นการที่เห็นผู้ติดตามทั้งหกพูดเป็เสียงโต้ตอบกับสัตว์อสูรของตนเองบ้างไม่ใช่เื่แปลก
15 ชีวิตเดินทางกันมานานจนใกล้ค่ำ ตอนนั้นเองที่เ้าสงสงหมีเพลิงกาฬของอาเฮ่อมีอาการไม่ปรกติ มันกระสับกระส่ายสายตาจับจ้องอยู่ที่ต้นไม้แทบตลอดเวลา
“เป็อะไรของเ้าสงสง” อาเฮ่อถามคู่พันธะด้วยความเป็ห่วงแต่กลับไม่ได้คำตอบที่ดี เพราะตัวหมีเพลิงกาฬก็ไม่รู้เช่นกันว่ามันเป็อันใด
ทั้งกลุ่มหยุดการเดินทางชั่วคราว คอยสังเกตเ้าสงสงอย่างถี่ถ้วนเผื่อว่ามันได้รับาเ็ตรงไหนแล้วพวกเขามองข้ามไปทว่ามองสำรวจจนทั่วร่างใหญ่โตก็ยังไม่เห็นร่องรอยาแ
ทั้งคนทั้งสัตว์ต่างรู้สึกฉงน
“คุณหนูคุณชายเ้าคะ เสี่ยวฮุยของข้ากล่าวว่าอาการของสงสงเหมือนกับสัญชาตญาณการพบเจออาหารที่เหมาะกับสายพันธุ์ตัวเองเลยเ้าค่ะ”
“สัญชาตญาณการพบเจออาหาร?” อาเฮ่อหันมาถามหลิงจูอีกครั้ง
หลิงจูพยักหน้ารับพลางกล่าวตามคำพูดของอินทรีวายุของตัวเองว่า“เสี่ยวฮุยบอกว่าตัวมันและสัตว์อสูรทุกตัวเป็เช่นนี้บ่อย ๆ ยามพบเจออาหารที่ไม่สามารถควบคุมสัญชาตญาณของตนเองได้”
“แน่ใจหรือ” เว่ยซือหลางถามบ้าง
“แน่ใจเ้าค่ะ เสี่ยวฮุยบอกว่าเป็เช่นนี้บ่อย ๆยามมันเห็นหนอน ไส้เดือนหรือพวกงู”
ทั้งกลุ่มคิดตามคำพูดของหลิงจูแล้วมองหมีเพลิงกาฬสายตาเต็มไปด้วยความกังขา
“แต่มันเป็สัตว์อสูรทั้งตัวใหญ่ขนาดนี้ไม่ใช่ว่าต้องกินเนื้อสัตว์หรอกหรือ” อาลั่วถามบ้างแม้ว่าต้าเป่าสัตว์อสูรในพันธะจะยืนยันมาแล้วก็ตามว่ามันก็เป็เช่นนี้ยามเจอไก่และกระต่ายป่า
“อาจจะเป็สัญชาตญาณของสัตว์ธรรมดาหรือเปล่าขอรับเพราะสัตว์อสูรก็วิวัฒนาการมาจากสัตว์ป่าธรรมดาอาหารดั้งเดิมของมันอาจแตกต่างไปจากตอนนี้” เว่ยซือเหลียงเอ่ยบ้าง
แต่ว่าเป็อาหารชนิดไหนล่ะ?
คำถามเดียวกันเกิดขึ้นมาในใจของคนทั้งกลุ่ม เว่ยซือหงที่เงียบอยู่นานพลันเอ่ยขึ้นว่า
“ทุกคนได้กลิ่นอะไรหรือเปล่าเ้าคะ”
“กลิ่นอะไรหรือน้องเล็ก”
“ไม่ทราบเ้าค่ะ กลิ่นหอมหวานเป็กลิ่นเบาบางนักแทบััไม่ได้เลยทุกคนลองหลับตาแล้วเปิดประสาทััทางจมูกดี ๆ สิเ้าคะ” เว่ยซือหงส่ายหน้าตอบพี่ชายคนโต
“กลิ่นหอมหวานจริงด้วยหรือต้นตออาการผิดปกติของเ้าสงสงจะเป็สิ่งนี้” เว่ยซือเหลียงตั้งขอสันนิษฐาน
“คุณชายขอรับต้าไป๋บอกว่ามันสามารถพาไปยังต้นตอของกลิ่นได้”อาลู่บอกทุกคนตามจริง
สัตว์อสูรหมาป่าเพลิง มีจมูกดมกลิ่นและติดตามเหนือล้ำมากต้าไป๋ของเขาทำได้ ต้าเป่าของอาลั่วก็ทำได้เช่นกัน อย่างไรก็เป็สัตว์อสูรชนิดเดียวกันนี่นาแถมยังเป็พี่น้องกันด้วย
“เช่นนั้นให้ต้าไป๋กับต้าเป่านำทางเลย”เว่ยซือหลางเอ่ยสรุปแล้วตามสัตว์อสูรทั้งสองไปทันที