Perfect Area : พลิกดินไต่สวรรค์

    ตอนที่ 135 จิตใจของตนเอง

    ครั้นไฟสงครามมอดดับจนสิ้นแล้ว อาณาประชาราษฎร์ทั้งปวงก็ได้เดินทางกลับคืนสู่นครหลวงโดยปกติ 

    เมื่อทั้งขุนนางชาวบ้านและพ่อค้าวาณิชกลับมาแล้ว ระบบเศรษฐกิจของต้าหมิงก็กลับมาเดินหน้าได้อีกครั้งหนึ่ง ถึงแม้จะมิได้รุ่งเรืองและสดใสชัชวาลเช่นดังกาลก่อนด้วยประเทศชาติเสียหายอย่างหนักจากพิษภัยสงคราม แต่สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น ก็ค่อย ๆ ฟื้นฟูอย่างที่สมควรจะเป็นในทุก ๆ วันที่ผ่านไป 

    ซึ่งได้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองและอำนาจในการปกครองอีกหลายประการ อาทิ หลี่ซื่อชิ่นประมุขพรรคกระยาจกได้รับพระราชทานยศศักดิ์โดยมิต้องปฏิบัติหน้าที่ใดเป็นพิเศษ แต่ก็ได้รับเกียรติยศและสิทธิ์ทุกประการเทียบเท่าขุนนางเสือดาวระดับ 4 ส่วนจางฉวนกับเหยาซีห่าวเจ้าสำนักคุ้มภัยเหย้าตี้ ได้ยศศักดิ์เทียบเท่าขุนนางหมีดำระดับ 5 จึงต่างมีเรือนรับรองชั้นสูงซึ่งอยู่ในบริเวณชั้นในของเมืองเป่ยจิง ทั้งยังตั้งอยู่ไม่ไกลกันนัก

    ส่วนนายทหารแซ่หยางทั้ง 6 คน ต่างได้เลื่อนชั้นขึ้นมาคนละ 1 ชั้น แต่สำหรับปรมาจารย์หยางซีหยุน กับหยางหยุนเหลียงซึ่งได้สละชีพไปอย่างกล้าหาญ ย่อมพระราชทานบำเหน็จและชั้นยศให้อีก 2 เท่าตัว

     

    ฝ่ายหยางรุ่นชิงซึ่งเคยอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของหยางหยุนเหลียงอดีตเจ้าเมืองอู่ฮั่นย่อมจำเป็นจะต้องมีเจ้านายคนใหม่ซึ่งส่วนกลางส่งไปให้นั่งกินเมือง แต่หยางไคนั้นได้เสนอว่าตำแหน่งรองผู้บัญชาการของสำนักปัจจิมของตนยังว่างอยู่จึงขอร้องให้พี่ใหญ่หวงมาช่วยระวังหลังให้กับตน ซึ่งแน่นอนว่าหยางรุ่นชิงย่อมไม่ปฏิเสธอย่างแน่นอน เพราะหากเขาสามารถเลื่อนชั้นจากขุนนางขั้น 5 เต็มขั้น ได้กระโดดขึ้นมาขั้น 3 ชั้นต้น ทั้งยังรับราชการในวัง ย่อมถือเป็นเรื่องที่ดีงามอย่างที่สุดแล้ว ส่วนหยางหมิงเช่อหรือพี่ใหญ่อู๋ของหยางไค ก็ถูกทาบทามให้มาช่วยตนในตำแหน่งรองประธานสภาขุนนางในทันทีที่พบหน้ากัน

     

    พอบ้านเมืองเริ่มเป็นปกติสุขบ้างแล้ว ไต้จงฮ่องเต้ก็มีพระประสงค์ปลอบขวัญบรรดาแม่ทัพนายกองซึ่งได้ตรำสงครามอย่างยาวนานจึงได้จัดงานประทานเลี้ยงขึ้นในวัง 

    ฝ่ายองค์หญิงหย่งชิงนับตั้งแต่จอหงวนอาสาออกไปดำเนินภารกิจลับที่นอกกำแพงเมืองก็มิอาจบรรทมได้โดยสนิทเลยสักราตรีเดียว ด้วยมีพระทัยห่วงใย 'เขา' เป็นอันมาก ครั้นเห็นพระเชษฐาองค์ใหญ่กลับคืนพระนครอย่างปลอดภัยพร้อมด้วยนางสนมหยางก็ทรงดีพระทัยนัก แต่เมื่อพระองค์รอคอยอยู่นานแล้ว 'เขา' ก็มิได้ปรากฏตนเลยสักครั้งก็ทรงน้อยพระทัยนัก 

    พอมาวันนี้พระเชษฐาองค์รองได้รับสั่งให้องค์หญิงหย่งชิงจะต้องเข้าร่วมเป็นเกียรติในงานประทานเลี้ยงให้จงได้ จึงจำใจเสด็จมาประทับพอเป็นพิธี แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้นไต้จงฮ่องเต้ก็รับสั่งให้ประธานสภาขุนนางและผู้บัญชาการสำนักซีฉางให้เข้ามานั่งดื่มกินอยู่ใกล้ ๆ กับพระองค์ เพื่อจะได้ปรึกษาข้อราชการส่วนพระองค์ แต่ก็อีกสักพักเดียวพระองค์ก็เสด็จกลับตำหนักไปทั้งที่ยังไม่มืดค่ำ

     

    หยางไคเห็นองค์หญิงหย่งชิงมีพระพักตร์บึ้งตึงอยู่จึงมิกล้าทักทายในทีแรก แต่เมื่อเห็นไต้จงฮ่องเต้เสด็จออกไปแล้วจึงเริ่มการสนทนาขึ้นว่า

    “พระองค์ทรงเกษมสำราญดีใช่หรือไม่ ?”

     

    หย่งชิงก็เอาแต่พยักหน้าแต่ไม่ยอมสบตาใด ๆ จนหยางไคจึงทราบว่าองค์หญิงคงมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกับตนอยู่กระมังแต่ในเวลาฉับพลันกระชั้นชิดตนกลับไม่อาจนึกสาเหตุออก จึงกล่าวอย่างกลาง ๆ ไปว่า

    “พระองค์ไท่ชางหวงกับสนมหยางทรงเป็นเช่นใดบ้างก็ไม่ทราบได้ ด้วยกระหม่อมมีภารกิจมากมายนักแม้จะมีความห่วงใยเป็นอันมาก แต่ก็มิอาจปลีกตัวไปได้จริง ๆ”

     

    องค์หญิงหย่งชิงได้ฟังเช่นนั้นก็คิดขึ้นว่า ‘การที่จอหงวนออกไปเสี่ยงภัยถึงภายนอกย่อมมีความห่วงใยต่อคนทั้งสองโดยประจักษ์ชัด แต่เพราะความยากลำบากจึงไม่อาจปลีกตัวเข้ามาได้’ พอคิดได้เช่นนั้นก็คลายความน้อยพระทัยลง จึงตรัสตอบไปว่า

    “ทั้งสองพระองค์ทรงสบายดี แม้ถูกจำกัดบริเวณไว้ที่ฝ่ายในแต่ก็มิได้รับความลำบากอันใดเลย อันที่จริงแล้วเราเองสมควรจะขอบคุณจอหงวนในเรื่องนี้ด้วยซ้ำ”

     

    พอได้กล่าวออกไปใบหน้าของสาวน้อยก็เริ่มประดับด้วยรอยยิ้มอันสดใสนัก

    จนทำให้หยางซินหลินและหลี่ลี่หลินซึ่งได้ติดตามบิดาของตนมาในงานประทานเลี้ยงด้วยเช่นกัน ก็ได้แต่แอบมองคนทั้งสองอย่างปวดหัวใจนัก โดยเฉพาะลี่หลินนั้นถึงกับชักชวนบิดาของตนให้กลับออกไปจากงานเพราะไม่อาจทนดูได้อีก

    แต่ฝ่ายหยางซินหลินซึ่งตนเคยเป็นที่หนึ่งมาโดยตลอด แต่บัดนี้คู่แข่งของนางกลับเป็นถึงองค์หญิงทั้งเยาว์วัยทั้งน่ารักบริสุทธิ์และงดงาม จนนึกละลายใจที่นำพระองค์มาเทียบกับตนเองเป็นอันมาก แต่ยังมิต้องการจะกลับออกไปอย่างผู้พ่ายแพ้ในวันนี้ จึงได้แต่กวาดสายตามองไปยังผู้คนโดยรอบแล้วขบคิดเพื่อตัดสินใจในบางเรื่องราว 

    ..ทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้นนี้ย่อมอยู่ภายใต้สายตาคมของจอมยุทธ 7 แห่งตระกูลหยาง ซึ่งมีความยินดีเป็นอันมากที่คู่แข่งหัวใจอย่างหยางไคได้ออกจากการแข่งขันในเกมส์ของหัวใจไปได้เสียที จึงมีความยินดีอย่างที่สุดในชีวิตแล้ว~

     

    ฝ่ายหยางไคเมื่อยิ่งได้คุยกับหย่งชิงก็ยิ่งมีความรู้สึกอบอุ่นภายในใจอย่างประหลาด จึงทูลถามไปว่า

    “กระหม่อมมิได้อยู่ในนครนานนับเดือนจึงมิทราบว่ากู่ฉินของพระองค์เป็นเช่นไรบ้าง แล้วยังได้ซ้อมฝีพระหัตถ์บ้างหรือไม่ ?”

     

    องค์หญิงหย่งชิงก็ตรัสตอบไปว่า

    “มิค่อยจะได้เล่น ด้วยเป็นยามศึกสงคราม”

     

    หยางไคเองก็มิได้จับกู่ฉินและฟังดนตรีอยู่นานแล้วด้วยเช่นเดียวกัน จึงทูลว่า

    “หากเป็นเช่นนั้นพรุ่งนี้เช้าเวลาเดิม ก่อนที่ข้าพเจ้าเข้างานจะนำกู่ฉินไปฝึกสอนแก่พระองค์เพิ่มดีหรือไม่ ?”

     

    องค์หญิงหย่งชิงได้ยินเช่นนั้นก็ดีพระทัยนักจึงพยักหน้าเป็นเชิงตอบรับ จากนั้นรีบเสด็จกลับมาตำหนักจิ่งเหรินของพระองค์เพื่อซ้อมกู่ฉินจนดึกดื่นเที่ยงคืน

     

    ..พอรุ่งเช้าวันใหม่หยางไคก็ไปยังศาลาร่มไม้ ณ พระราชฐานชั้นกลางเช่นที่เคยเพื่อซ้อมมือและฝึกสอนกู่ฉินให้กับหย่งชิง จนได้เวลางานของตนแล้ว ก็ลาองค์หญิงเพื่อกลับมาสะสางงานที่สภาขุนนางในช่วงเช้า

    จากนั้นในช่วงบ่ายก็ไปยังสำนักซีฉ่างเพื่อดูแลความเรียบร้อยเพียงเท่านั้น เพราะเนื่องจากการทำงานของหยางไคซึ่งถูกอุ้มชูด้วยพี่น้องของตนคือหยางหมิงเช่อและหยางรุ่นชิงตั้งแต่วันแรก จึงทำให้งานทั้งปวงมีความราบรื่นและสะดวกสบายเป็นอันมาก จนหยางไคมีเวลาเหลือในทุกวันที่จะกลับไปสอนกู่ฉินให้องค์หญิงหย่งชิงในช่วงเช้า หรือจะพาหนูน้อยยุ่นซีไปเที่ยวเล่นที่ตลาดในช่วงเวลาเย็นแทบทุกวันก็ยังสามารถกระทำได้โดยสะดวก

     

    แต่ผ่านไปเพียง 3 วัน องค์หญิงหย่งชิงก็เกิดป่วยไข้ขึ้นมาจากการโหมฝึกซ้อมดนตรีอีกแล้ว 

    ครั้นหยางไคมาเจอที่ศาลาร่มไม้ไม่พบเห็นก็มีความร้อนใจพิกลอยู่ จึงได้แต่ฝากถามไถ่อาการจากนางกำนัลประจำตำหนักจิ่งเหรินที่ได้มาแจ้งข่าว

    จนถึงวันที่ 4 วันที่ 5 ก็ยังเห็นมา หยางไคก็เกิดอาการร้อนรุ่มจนแทบจะระงับอารมณ์เอาไว้ไม่อยู่..

     

    ฝ่ายองค์หญิงหย่งชิงเมื่อทรงทราบเรื่องจากนางกำนัลเช่นนั้นก็มิอาจทนดูอยู่ได้อีก จึงต้องมาเจอ ‘เขา’ ในวันที่ 6 ถึงแม้พิษไข้ของนางจะยังไม่หายดีเท่าใดนัก แต่ด้วยความคิดถึงเป็นส่วนใหญ่ 

    พอหยางไคเห็นองค์หญิงเสด็จมาแล้วก็ถึงกับกับอาการไม่อยู่ ทั้งซักถามอาการต่าง ๆ ด้วยความห่วงใยเพราะเห็นพระพักตร์ของสาวน้อยแม้งดงามยิ่งแต่อิดโรยนัก ยิ่งพอเห็นพระองค์พยายามจะเล่นกู่ฉินเป็นเพื่อนด้วยความยากลำบากหยางไคก็ทนดูไม่ได้ 

    จึงเผลอกุมพระหัตถ์ของพระองค์เอาไว้จึงทราบว่าองค์หญิงยังมีความร้อนจากพิษไข้ แต่ครั้นตนจะแจ้งให้นางกำนัลรีบพาพระองค์เสด็จกลับไปพักผ่อนที่ตำหนักฯ ..ในใจลึก  ๆ ก็กลับไม่ต้องการให้นางต้องจากตนไปเลย

     

    บัดนี้ชายหนึ่งจึงเข้าใจจิตใจของตนแล้วว่า สตรีผู้นี้สำคัญต่อตนมากมายถึงเพียงใดและขอเพียงให้เขาได้อยู่ใกล้ ๆ กับนางตลอดไปก็เพียงพอแล้ว จึงตัดสินใจเด็ดขาดจากนั้น กล่าววาจาไปอย่างหนักแน่นว่า

    “กระหม่อมประสงค์จะดูแลองค์หญิงตลอดไป และอยากตื่นขึ้นมาเพื่อพบเจอพระพักตร์องค์หญิงทุก ๆ เช้าได้หรือไม่ ?”

     

    องค์หญิงหย่งชิงเมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็ก้มพระพักตร์ที่แดงเปล่งปลั่ง ทั้งประดับไปด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ พร้อมพยักหน้าเป็นเชิงตอบรับด้วยความเต็มพระทัยยิ่งนัก..

    คล้ายกับเรื่องPerfect Area : พลิกดินไต่สวรรค์ ที่คุณอ่าน