เมื่อได้ลองคิดทบทวนให้ดีก็พบว่าแต้มจริยธรรมที่เขามีในตอนนี้ยังไม่พอที่จะใช้《วิถีคัมภีร์》มาทดสอบดูว่าวิถีกายาไร้จำกัดของตนเองนั้นแท้จริงแล้วมีอะไรให้เล่นกันบ้าง
“บรรลุ《วิถีคัมภีร์》ขั้นที่หนึ่ง”
“ติ่ง บรรลุ《วิถีคัมภีร์》ขั้นที่หนึ่งต้องใช้คะแนนจริยธรรมหนึ่งแต้ม ้าที่จะบรรลุเลยหรือไม่?”
“บรรลุ บรรลุทันที!”
อักษรของวิถีคัมภีร์เล่มที่หนึ่งได้สะท้อนก้องอยู่ภายในสมอง กลายเป็กระดาษในคัมภีร์แต่ละหน้าไหลเข้าสู่ภายในใจกลางสมองของเฉินิ ทันใดนั้นเฉินิก็พบว่าภายในร่างกายของเขา มีเต้ากงที่กำเนิดขึ้นใหม่อีกหนึ่งจุด !
เต้ากง คือหลังจากที่ฝึกปรือแล้วถึงจุดที่ใช้ไว้เพื่อกักเก็บพลังลมปราณเข้าสู่ขอบเขตสู่วิถี ลมปราณจะผันแปรจนกลายเป็พลังมนตร์ตรา
เฉินิสอดส่องมองเข้าไปภายในร่างกายของตัวเอง ก็พบว่าตนเองนั้นมี เต้ากงหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็กอยู่สองแห่ง !
เฉินิคิดไปคิดมาก็นึกถึง《อัสนีฟ้าเก้าแปรผัน》ที่เ้าสำนักสำนักหมื่นกระบี่ได้ฝึกปรือ : “ทำการบรรลุอัสนีฟ้าเก้าแปรผันขั้นที่หนึ่ง ! ”
“ติ่ง บรรลุ《อัสนีฟ้าเก้าแปรผัน》ขั้นที่หนึ่งจำเป็ที่จะต้องใช้คะแนนจริยธรรมสามแต้ม้าบรรลุหรือไม่?”
“บรรลุ บรรลุทันที!”
อักษรของ《อัสนีฟ้าเก้าแปรผัน》สะท้อนก้องอยู่ภายในสมองของเฉินิ เฉินิได้มองผ่านจากทางความคิด จนพบเห็นความเร้นลับของคัมภีร์เล่มนี้ ทั้งยังได้บรรลุ《อัสนีฟ้าเก้าแปรผัน》ขั้นที่หนึ่งภายในพริบตา
จากนั้นเฉินิจึงมองกลับไปยังภายในร่างกายของตนเอง บัดนี้ได้มีเต้ากงอยู่หนึ่งใหญ่สองเล็กรวมเป็สามจุด อีกทั้งภายในใจกลางเต้ากงขนาดเล็กทั้งสองนี้ต่างก็กำลังกักเก็บพลังลมปราณอยู่ เต้ากงที่ถือเป็จุดกักเก็บลมปราณไร้คุณสมบัติก็คือ《วิถีคัมภีร์》ในส่วนใจกลางเต้ากงที่กักเก็บลมปราณคุณสมบัติอัสนีก็คือ《อัสนีฟ้าเก้าแปรผัน》
“เอ๊ะ นั่นหมายความว่า ตัวข้าสามารถที่จะสำเร็จเสมือนสามเซียนได้อย่าง งั้นหรือ? หากว่าข้าร่ำเรียนเคล็ดวิชามากขึ้น มิใช่หมายความว่าข้าสามารถที่จะสำเร็จเป็เซียนที่มากขึ้นได้อีกหรอกหรือ ? ”
“ติ่ง คุณคิดมากไปแล้ว ถึงแม้คุณจะถือเป็วิถีกายาไร้จำกัด แต่ว่าก่อนหน้านี้คุณมีร่างกายสามัญ วิถีกายาไร้จำกัดยังไม่ได้ถูกฝึกจนถึงขั้นเป็ตัวอ่อนเลยด้วยซ้ำ ที่คุณสามารถฝึกปรือได้สูงที่สุดก็คือขอบเขตบรรลุวิถี”
“อา? เช่นนั้นต้องทำอย่างไรถึงจะสามารถฝึกปรือจนสำเร็จเป็ตัวอ่อนวิถีกายาไร้จำกัดได้ ? ”
“ผนึกรวมสรรพประเภทวิถี!”
“ข้าต้องผนึกรวมสรรพประเภทวิถีจริงงั้นหรือ!”
หลังจากนั้นเฉินิจึงค่อยใจเย็นลงบ้าง ถึงแม้ว่าขอบเขตสูงสุดที่ตนเองฝึกปรือได้ในก่อนหน้านี้จะเป็การบรรลุขอบเขตสู่วิถี และด้วยความที่ตนเองถือเป็ผู้มีเต้ากงอยู่นับไม่ถ้วน
มวลสรรพวิถี[1] จึงถือเป็ทางที่เขาเลือก มีหรือที่เขาจะเลือกที่รักมักที่ชังได้ ?
เมื่อเป็เช่นนั้นแนวทางการต่อสู้ของตัวเขาเองคงต้องมีการเปลี่ยนแปลงกันบ้าง เมื่อตัวเขามีเต้ากงที่มากขึ้น ย่อมทำให้ตัวเขากลายเป็เหมือนผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีหลายคนที่ได้ใช้พลังออกมา อีกทั้งเขายังมีจิตสำนึกเชื่อมผสานของผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถี นั่นจึงเป็สิ่งที่เหมาะสมกับตัวเขาเองในตอนนี้มากที่สุด หรือเรียกได้ว่าเป็พลังที่ทัดเทียมกับพลังของค่ายกล
หากผู้อื่นคิดที่จะสร้างค่ายกลมีแต่ต้องใช้ผู้ฝึกตนสู่วิถีมากมายนับไม่ถ้วน แต่เขาเพียงคนเดียวก็สามารถที่จะทำได้สำเร็จแล้ว อีกทั้งเขายังมีจิตสำนึกเชื่อมผสาน ซึ่งพร้อมจะปรับเปลี่ยนค่ายกลได้ดั่งใจนึก พลังทำลายวิชาค่ายกลแน่นอนว่าย่อมเพิ่มพูนเป็เท่าทวี !
เมื่อก่อนกลับไม่พึงคิดที่จะศึกษาวิชาสายค่ายกลมาก่อนไม่ หากว่ากลับไปถึงสำนักหมื่นกระบี่คงต้องเสาะหามาดูกันบ้างแล้ว
ในเต้ากงทุกจุดล้วนแต่ต่างมีวัตถุสถิตกันอย่างละชิ้น จึงจะสามารถที่จะกระตุ้นพลังมนตร์ตราผ่านวัตถุสถิตชิ้นหนึ่ง เพื่อเป็การเตรียมการใช้วิชาค่ายกล
ก็เหมือนกับการให้เต้ากงสถิตอยู่ภายในกระบี่เล่มหนึ่ง เมื่อใช้ออกมาก็จะกลายเป็ค่ายกลม่านกระบี่
ตามความเป็จริง พลังทำลายของวิชาค่ายกลยังไงเสียก็ย่อมต้องแข็งแกร่งกว่าเวทมนตร์อภินิหารขั้นเทพมากมายอยู่แล้ว แต่ว่าวิชาค่ายกลก็มีข้อเสียที่มากมายอยู่อีกจุด นั่นก็คือยากที่จะโยกย้ายได้ ด้วยเหตุนี้ความปลอดภัยของสำนักแห่งหนึ่งล้วนแต่ขึ้นอยู่กับค่ายกลคุ้มกันหุบเขาบางส่วน นั่นกลับมิใช่หมายความว่า ตนเองจะสามารถที่จะกระตุ้นใช้ค่ายกลใหญ่แห่งหนึ่งได้ จนกระทั่งเมื่อบรรลุแล้วหลังจากที่เกิดช่องว่างของเคล็ดวิชามนตร์เทพขึ้น ไม่แต่เพียงแค่โยกย้ายเท่านั้น ยังสามารถสับเปลี่ยนได้ในทันที !
เขาเพียงคนเดียวก็เหมือนกับเป็หนึ่งสำนัก อีกทั้งยังมีจิตสำนึกเชื่อมผสาน ที่พร้อมจะสามารถทำการเปลี่ยนสภาพค่ายกลเป็ชนิดใดก็ตามแต่ใจนึกได้ !
“วิถีกายาไร้จำกัดนี้ ยังมีส่วนที่ร้ายกาจอยู่บ้างเหมือนกัน ! ”
ยังมีเวลาอีกสิบวันก็จะเข้าสู่การแข่งขันของศิษย์ คงได้เวลาที่เขาควรจะกลับไปแล้ว ถึงอย่างไรภารกิจนี้ก็ยังสามารถได้รับคะแนนจริยธรรมมาหนึ่งพันแต้ม คะแนนจริยธรรมหนึ่งพันแต้ม ย่อมเพียงพอที่จะทำให้เฉินิสามารถที่จะบรรลุเคล็ดวิชาถึงสามชนิดที่พึ่งเข้าสู่ขอบเขตสู่วิถีได้แล้ว เมื่อถึงเวลานั้น เขาก็จะสามารถกระตุ้นใช้วิชาค่ายกลที่ต้องใช้ผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีทั้งหมดสี่คนจึงจะใช้ได้ขึ้นมาได้!
ณ จวนผู้สำเร็จราชการ
เมื่อสะสางเื่ของตำหนักคร่าชีวิตจนเสร็จสิ้นแล้ว ทางด้านนั้นย่อมเข้ามาจัดการได้อย่างแน่นอน เดิมทีก็เป็เพียงการแสดงฉากหนึ่งเท่านั้น
ว่ากันตามตรง อ๋องเฒ่าและเฉินยวีหู่ในยามที่พึ่งจะได้ทราบข่าว ต่างใกันอยู่ไม่น้อย ข่าวลือที่ว่าเฉินิผู้ไม่เคยยกทัพจับศึกมาก่อน ได้ยกทัพพยัคฆ์เหินสามหมื่นนายจนได้รับชัยชนะมาอย่างหมดจด ทั้งยังสังหารศัตรูไปกว่าเก้าหมื่นคน ในส่วนนี้ เฉินิเองกลับยิ่งสามารถทำความสำเร็จอย่างสะบั้นพันจนผู้คนรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาได้อีกด้วย
การที่มีกลยุทธ์จนสามารถได้รับชัยชนะมาได้ก็ถือได้ว่าเหนือความคาดหมายกันมากพออยู่แล้ว ที่ยิ่งน่าแปลกใจก็คือยังสามารถที่จะฆ่าได้จนหมดสิ้น อีกทั้งยังเป็ชัยชนะที่หมดจด ความเสียหายของทัพพยัคฆ์เหินราวกับว่าไม่จำเป็ที่จะต้องคำนวณออกมาเลยด้วยซ้ำ
ด้วยชัยชนะอย่างท่วมท้นเช่นนี้ อย่าว่าแต่พวกเขาที่ไม่เคยได้พบพานกันมาก่อน กระทั่งได้ยินก็ยังไม่เคยได้ยินมาก่อนไม่
จนถึงตอนนี้พวกเขาก็ยังคงไม่เชื่อ จนต้องเรียกตัวหวังเิมาเพื่อถามไถ่การศึกด้วยตัวเอง อ๋องเฒ่าเอ่ยถามขึ้นว่า : “หวังเิ พวกเ้าคงจะไม่ได้รายงานความเท็จกันหรอกนะ?”
หวังเิกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม : “ท่านอ๋อง ล้วนแต่เป็ความสัตย์จริง เล่าไปท่านเองก็อาจจะไม่เชื่อ แต่กระนั้นข้าน้อย ที่ได้ประสบพบพานเห็นเองกับตา จนถึงบัดนี้ก็ยังมีความรู้สึกคล้ายกับเป็ความฝันตื่นหนึ่ง เกรงว่านอกเสียจากองค์ผู้สืบทอด พลทหารคนอื่นก็ล้วนแต่รู้สึกกันเช่นนี้ เื่นี้ข้าคงได้แต่บอกว่า องค์ผู้สืบทอดสั่งการกองทัพได้ดุจดั่งเทพ เมื่อเพิ่มด้วยความสามารถที่แทบจะไม่ต่างอะไรไปจากเทพสังหารเมื่ออยู่ในสนามรบ ช่างถือเป็เื่ที่ทำให้ผู้คนแตกตื่นได้ยิ่งนัก”
เฉินยวีหู่ที่ขมวดคิ้วจนแน่นอยู่จึงค่อยได้คลายลง : “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า เยี่ยม บุตรข้า คนรุ่นหลังยังไงก็ย่อมต้องเก่งกาจยิ่งกว่าคนรุ่นก่อนอยู่แล้ว! ”
ด้านอ๋องเฒ่าก็ได้หัวเราะแล้วกล่าว : “เอาเถอะ เอาเถอะ ข้าเองในตอนที่ยังหนุ่มแน่นก็สร้างวีรกรรมอยู่มากมาย ในเมื่อิเอ๋อมีความเป็วีรชนถึงเพียงนี้ เช่นนั้นข้าเองก็วางใจแล้ว”
เฉินยวีหู่ยิ้มแล้วกล่าว : “ได้ยินมาว่าเมื่อคืนวาน องค์จักรพรรดิทรงโกรธเกรี้ยวเป็อย่างยิ่ง ถึงกับทำลายสมบัติไปนับไม่ถ้วน”
อ๋องเฒ่าแสยะยิ้มแล้วกล่าว : “ช่างเป็พวกที่ไม่รู้จักคุณค่าของสิ่งของเลยนะ ยังกล้าที่จะมาเล่นลูกไม้ตื้นๆยามอยู่ต่อหน้าพวกเราอีก ใช่แล้ว ิเอ๋อเล่า ไม่ได้กลับมาพร้อมพวกเ้าหรอกรึ? ”
หวังเิกล่าว : “องค์ผู้สืบทอดได้กลับไปยังสำนักหมื่นกระบี่แล้ว คุณหนูชิงเหยาต้องเข้าร่วมศึกเข้าสำนัก องค์ผู้สืบทอดยังคงวางใจไม่ได้อยู่บ้าง”
อ๋องเฒ่าด่าทอออกมา : “เ้าลูกเต่าน้อยผู้นี้ กระทั่งตาแก่อย่างข้าและพ่อของเ้าก็ยังไม่คิดที่จะกลับมาเยี่ยม รอจนเขากลับมา อ๋องอย่างข้าจะถลกหนังของเขาให้ได้!”
ภูผาราชันย์พิสุทธิ์
เฉินิเดินทางนานถึงสามวัน ในที่สุดก็กลับมาถึงภูผาราชันย์พิสุทธิ์ จำได้ว่าแม่หนูผู้นั้นยังอยู่ใต้หน้าผาสูง เฉินิจึงตรงดิ่งไปยังผาสำนึกตน เหยียบกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์เหินมาจนถึงกำแพงหน้าผาสูงที่เป็ปากทางเข้าถ้ำ มองลอดผ่านเถาวัลย์ที่แน่นขนัด จึงพบว่าจ้าวชิงเหยากำลังฝึกปรือกระบี่อยู่ ในการฝึกกระบี่หาได้มีปัญหาอะไรไม่ จะมีก็แต่เพลงกระบี่ดรุณีหยกที่แม่หนูน้อยกำลังร่ำเรียนอยู่เหตุใดกระบวนท่าเหล่านี้ถึงได้คล้ายกับพลังอำนาจระดับกลางของกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์【จ้าววิถีใต้หล้า】กันเล่า ?
อีกทั้งกระบวนท่ายังมีส่วนที่คล้ายคลึงกันมากถึงสามส่วน ดูแล้วช่างน่าสนใจยิ่งนัก
การฝึกเพลงกระบี่ดรุณีหยกนี้ ถึงกับสามารถจับพลัดจับผลูฝึกปรือจนสำเร็จกระบวนท่าจ้าววิถีใต้หล้าได้ เฉินิเองก็ทำได้แต่ยอมรับแล้ว
จ้าวชิงเหยาตรวจพบว่ามีคนนอกแอบลักลอบเข้ามา เฉินิเองจึงไม่รออยู่นอกปากถ้ำต่อ ทะยานร่างเข้าไปภายในถ้ำทันที เมือจ้าวชิงเหยาเห็นอีกฝ่ายก็ได้เผยสีหน้าที่ทุกข์ใจออกมา “ท่านอาจารย์ ่เวลาที่ท่านไม่อยู่นี่ ศิษย์เกือบที่จะตกหน้าผาตายแล้ว”
เฉินิมองไปที่จ้าวชิงเหยา พบว่าได้มีสิ่งหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมา เพราะว่าในตัวของจ้าวชิงเหยามีประกายวงแหวนอยู่ถึงสองวง
【ประกายวงแหวนร่วงผา】Lv1
ผู้มีพร์มีหรือที่จะตกหน้าผาตายได้ ?
มีโอกาส 70% จากการร่วงผาแล้วตาย
มีโอกาส 20% ที่จะร่วงแล้วไม่ตาย
มีโอกาส 10% ที่จะได้รับสมบัติ
【ขอบเขตความสิ้นหวัง】lv5
สุดขุนเขาสุดสายน้ำ ไร้เส้นทาง เขาเขียวทึบ ดอกไม้เบ่งบานท่ามกลางหมู่บ้าน[2] !
ในยามที่ความสิ้นหวังอยู่รอบกาย จึงมีโชควาสนาทำให้ประกายวงแหวนได้เพิ่มพูนระดับจนสูงขึ้น !
ไม่แปลกใจเลยที่สามารถเดินทางผ่านขุนเขาใหญ่นับสิบหมื่นออกมาได้ เดิมทีก็เป็เพราะว่ายังมีประกายวงแหวน【ขอบเขตความสิ้นหวัง】ที่สูงถึงระดับ 5 อยู่แล้วนี่เอง !
เ้าเด็กนี่นับั้แ่เกิดก็มีแบบฉบับไร้จำกัดอย่างประกายวงแหวนที่สุดโกงติดตัวมาด้วย แต่ตัวเขาเองกลับต้องฆ่าฟันห่ำหั่นอย่างยากลำบากกว่าจะมีโอกาสทำให้ได้【กลิ่นอายฆ่าฟัน】มาไว้ใน
.
.
.
.
[1] อ้างอิงจากความหมายของจีน 大道三千 ว่ามวลวิชา หลักการ อันนับไม่ถ้วน จาก คัมภีร์เต้าเต๋อจิง
[2]เป็บทกลอนในวรรณกรรม 游山西村 (ท่องเขาหมู่บ้านบูรพา) มีความหมายว่า ที่มืดมนย่อมมีแสงสว่างแห่งความหวังอยู่เสมอ