“ขอโทษ ขอโทษ มือกระตุกไปหน่อย”เสี่ยวทังหัวเราะ
“เวลานี้เป็สังคมที่ปกครองด้วยกฎหมายจี่หนานเป็เมืองหลวงของมณฑลใหญ่ พวกแกทำอย่างนี้ ไม่คำนึงอะไรเลยหรือ” ท่านอินเก้ายิ้มพร้อมกับพูด
แน่นอนว่าปัจจุบันเป็สังคมที่ปกครองด้วยกฎหมายแต่ในสายตาคนพวกนี้กระจกวารีโหรเทพสำคัญเหนือสิ่งใดต่อให้ต้องลงมือโเี้กว่านี้ พวกมันก็ทำได้
เสี่ยวทังสั่นหัว “ฟ้ายิ่งใหญ่แผ่นดินกว้างใหญ่ แต่เงินใหญ่ที่สุด ใครขวางทางรวยของเรา ต้องฆ่ามันเงินกองอยู่หน้าประตูแล้ว ยังไงก็ต้องเปิดประตูรับเทพแห่งความร่ำรวยจริงไหม”
อีกสามคมปิดปากหัวเราะเห็นได้ชัดว่าเสี่ยวทังพูดความในใจของพวกเขาออกมาแล้ว
ท่านอินเก้าหันมาแววตาอำมหิตตกลงบนใบหน้าผม จากนั้นเขาจึงยื่นมือซ้ายออกมา พลิกฝ่ามือขึ้น “เอามา”
ผมไม่อาจทำอะไรได้นอกจากสั่นหัวเพราะปู่ไม่ได้ทิ้งเบาะแสอะไรไว้เลย
“ถึงตายได้ รู้ไหมเ้าหนู”ท่านอินเก้ายังเกรงใจป้ากวนบ้าง แต่น้ำเสียงที่พูดกับผมต่างกัน
ผมยิ้มเจื่อนๆ แล้วพูดว่า“ผมไม่มีของที่คุณ้า ปู่ไม่เคยเอ่ยถึง”
ท่านอินเก้าเดินมา จับคางผมไว้ จ้องดวงตาผม
ใกล้ขนาดนี้ทำให้ผมรู้สึกถึงไอร้อนสองสายที่พ่นออกมาจากจมูกเขา
“ไม่ได้ล้อเล่นนะ ตอนหนุ่มเสี่ยวทังเป็คนเชือดหมูสันทัดมากทั้งการปล่อยเืถลกหนัง แหวะท้องควักหัวใจ ฉันขวางเขา เขาจะไม่ลงมือถ้าฉันไม่ขวาง เธอย่อมนึกออกว่าผลที่เกิดขึ้นจะเป็ยังไง เ้าหนู เธอไม่ได้อาศัยสิ่งนี้เลี้ยงชีวิตกระจกวารีโหรเทพอยู่ในมือเธอก็เปล่าประโยชน์ สู้เอาออกมาเพื่อแลกชีวิตซะจะได้มีชีวิตต่อไป ว่าไง” ท่านอินเก้าพูด สีหน้าโเี้
ผมไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีได้แต่พูดซ้ำที่พูดเมื่อกี้ “ปู่ผมไม่เคยเอ่ยถึงของสิ่งนั้น ในบ้านไม่มีจริงๆไม่เชื่อพวกคุณค้นดูได้ ค้นเจอก็เอาไปเลยดีไหม”
ท่านอินเก้ามองดูรอบๆอีกสามคนพูดขึ้นพร้อมกัน “ค้นเดี๋ยวนี้เลยดีไหม”
“ไม่มีประโยชน์หรอกเป็ไปไม่ได้ที่จะซ่อนไว้ในที่ที่ค้นเจอได้ อีกอย่างคนญี่ปุ่นค้นที่นี่หลายสิบครั้งแล้วถ้าของเก็บอยู่ในที่แจ้ง พวกนั้นคงได้ไปนานแล้วยังต้องจ้างให้พวกเราลงมือด้วยเงินก้อนโตหรือ” เสี่ยวทังพูด ท่าทางเนือยๆ
กำแพงของบ้านในเขตเมืองเก่าจะเตี้ยกุญแจบ้านใช้สายโซ่กับกุญแจสายยู ไม่ว่าขโมยจะปีนกำแพงหรือไขกุญแจเข้ามาขโมยของล้วนง่ายมากแต่ที่นี่เป็ที่อยู่ของคนจน ในบ้านไม่มีของมีค่า พวกขโมยจึงไม่อยากเข้ามาดังนั้นกำแพงเตี้ยกับกุญแจเก่าๆ ก็ปลอดภัยพอแล้ว
“พวกญี่ปุ่นฉลาดจะตาย” สามคนนั้นพูด
ท่านอินเก้าพูดช้าๆ ว่า“อย่าไปวิจารณ์พวกเขาลับหลัง เหมือนที่พวกแกบอก ญี่ปุ่นเป็ชาติที่จับปลากินมาแต่โบราณสติปัญญาของชนชาติยามาโตะ[1]สูงสุดในเอเชีย พระอาจารย์เจี้ยนเจินในสมัยถังข้ามทะเลไปทางตะวันออก ได้นำสิ่งที่ดีเลิศของจีนโบราณมากมายไปมอบให้คนญี่ปุ่นทำให้พวกนั้นมีพื้นฐานที่จะไล่ทันประเทศจีน ฉันยกตัวอย่างหนึ่ง วิชาควบคุมผีที่พวกเขาใช้ควบคุมผีสมิงนั้นบนแผ่นดินจีนได้สาบสูญไปนานแล้ว แต่พวกเขาใช้ได้อย่างเชี่ยวชาญฉันไม่ได้ขู่ให้พวกแกกลัวหรอก ที่เราคุยกันอยู่ที่นี่ ใครกล้ายืนยันว่าไม่มีผีสมิงคอยแอบฟังอยู่ข้างนอกเป้าหมายของพวกเราง่ายมาก หาของให้เจอ เอาให้คนญี่ปุ่น แล้วเอาเงินกลับมาแบ่งเป็ห้าส่วน ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสุขสบาย เท่านี้เอง”
สีหน้าพวกที่เหลือนั้นตื่นเต้นพากันพยักหน้า “รู้แล้ว รู้แล้ว”
ป้ากวนไม่ได้พูดอะไรนานแล้ว เืไหลลงมาจากด้านข้างของทรวงอกกลายเป็คราบเืเปียกชุ่มที่ชายเสื้อด้านซ้าย
แกไม่ได้อ้อนวอนขอชีวิตคงจะรู้ว่าการวิงวอนต่อหน้าคนกลุ่มนี้ไม่อาจรอดตายได้
วิธีรักษาความลับที่น่าเชื่อถือที่สุดในโลกคือการฆ่าคนปิดปากเพราะคนตายรักษาความลับได้ดีที่สุด คืนนี้ไม่ว่าผมจะเอากระจกวารีโหรเทพออกมาได้หรือไม่คงรักษาชีวิตผมกับป้ากวนไว้ไม่ได้แล้ว
“เอาออกมาเถอะอย่าทดสอบความอดทนของเสี่ยวทังเลย” ท่านอินเก้าพูด
ผมตอบด้วยความจนใจ“ผมขอสาบานต่อหน้าโลงศพปู่ ผมไม่รู้ว่าของสิ่งนั้นอยู่ที่ไหนผมเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อน”
“ฉันจะนับถึงสิบ ทุกครั้งที่นับจะหักนิ้วเธอหนึ่งนิ้ว จนกว่าเธอจะพูดออกมา...แต่ว่า ถ้าเธอปากแข็ง เราเองคงจนปัญญาก่อนฟ้าสว่าง ต้องจัดการปัญหานี้ เสี่ยวทัง...” ท่านอินเก้าพูดแล้วกวักมือไปที่เสี่ยวทัง
เสี่ยวทังล้วงเชือกที่ใหญ่เท่าหัวแม่มือออกมาเหวี่ยงขึ้นไป ปลายเชือกข้ามขื่อบ้านห้อยลงมา
เขาลงมืออย่างชำนาญแล้วสอดปลายเชือกสองข้างมัดกับเชือกที่ข้อมือป้ากวน จากนั้นก็ก้มตัวลงดึง ป้ากวนลอยสูงขึ้นจากพื้นครึ่งศอกแขวนอยู่กลางอากาศ
“เอาละ ฉันสามารถรับใช้พวกแกแล้ว”เสี่ยวทังยิ้มร่าพลางเดินมา
เขามีฟันสองซี่ที่ทั้งใหญ่ทั้งขาวยื่นออกมานอกปาก ราวกับกระรอกที่หิวโซ
“เสี่ยวทัง เบามือหน่อยเ้าหนูนี้ยังอ่อนอยู่ อย่าลงมือหนักเกินไป เดี๋ยวจะตายคามือ” ท่านอินเก้าบอก
เสี่ยวทังพยักหน้า “ผมคุมได้ทำงานแบบนี้มาหลายปี จะไม่รู้หนักเบาหรือ”
ผมรู้ด้วยตัวเองแล้วว่าสิ่งที่บอกว่า“เรียกฟ้าฟ้าไม่ขานรับ เรียกดินดินไม่รับรู้” มีความหมายอย่างไร ดึกอย่างนี้ต่อให้โทร 110 แจ้งความก็ไม่ทันการณ์แล้ว บางทีหลังจากคืนนี้สกุลเซี่ยเราจะถูกศัตรูตัดหญ้าถอนรากจนหมดสิ้นความแค้นทั้งหลายคงต้องรอชาติหน้าค่อยว่าแล้ว
“จะเอาออกมาไหม”มีดของเสี่ยวทังจ่อที่ลูกกระเดือกผม
“ผมไม่มีจริงๆ ผมไม่รู้จริงๆ” ผมจนปัญญาได้แต่แก้ตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง
มีดเลื่อนลงมา จากอกผมถึงกระดูกซี่โครงสุดท้ายมาหยุดที่ฝ่ามือซ้ายของผม
มีดเล่มนั้นคมกริบ แทบจะไม่ต่างจากมีดแล่เนื้อที่ใช้เชือดหมูของแผงขายหมูตามตลาดส่วนที่คมมีดวาดผ่าน ไออำมหิตแทงเข้ากระดูก
“ไม่มีนิ้วก็ไม่เป็ไรฉันจะสอนวิธีให้...ทุกวันแกเอาชามเก่าไปที่จัตุรัสเฉวียนเฉิง ไปนั่งขอทาน ที่นั่นคนเยอะผ่านไปหนึ่งวัน ยังไงก็ได้เกือบร้อยหยวน ท่านอินเก้าเป็คนมีการศึกษา พูดดีๆแต่แกไม่ฟัง จะมาคบหาคนที่ไม่มีการศึกษาอย่างฉัน ก็ได้ ฉันจะทำให้แกสมหวังเฉือนนิ้วก้อยก่อน จากล่างขึ้นบนทีละนิ้ว...”
เสี่ยวทังพูดพร้อมกับเลื่อนมีดมาที่โคนนิ้วก้อยผม
ขณะนี้ในใจผมรู้สึกสิ้นหวังแบบที่ชวนให้หายใจไม่ออกความหวาดกลัวนั้นไร้ประโยชน์แล้ว บางทีวินาทีถัดไปนิ้วก้อยผมอาจจะแยกออกจากมือแล้วเหมือนคืนที่ศาลเ้าเถี่ยกงริมทะเลสาบต้าิ พี่ใหญ่ผมก็ถูกทรมานแบบเดียวกัน
ผมจ้องฟันเหยินของเสี่ยวทัง นึกเสียใจที่ทำไมตนเองไม่มุ่งมั่นฝึกวรยุทธ์ทุกวันถึงตอนนี้ไม่มีพละกำลังที่จะป้องกันตัวเองแม้แต่น้อย
มีเสียงดังเฟี้ยว มีลมประหลาดพัดผ่านใบหน้าผมและเสี่ยวทังทำให้หนวดบนริมฝีปากเขาถูกพัดจนยุ่งฟู
“เฮ้ย...” เสี่ยวทังอุทานด้วยความใ แหงนศีรษะไปข้างหลังทันทีเพื่อหลบลมประหลาดนั่น
ขณะที่เขาแหงนคอนั้น ลูกกระเดือกใหญ่นูนเด่นออกมาดูน่าเกลียดมาก
เฒ่าซายอดนักมวยเคยบอกว่าลูกกระเดือกผู้ชายเป็จุดอ่อนอันดับสองบนร่างกายรองจากอัณฑะไม่ว่าจะชกด้วยหมัดหรือแทงด้วยนิ้ว้าแรงเพียงยี่สิบกิโลเท่านั้นก็จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามหายใจไม่ออกล้มลงได้ถ้าเพิ่มแรงอีก ไปถึงราวห้าสิบกิโล จะทำให้ลูกกระเดือกแตกหัก ถึงตายได้เลย
แม้ผมจะมีโอกาสเล่นงานเสี่ยวทังแต่ไม่อาจพลิกสถานการณ์ได้เพราะท่านอินเก้ากับอีกสามคนล้วนยืนท่าทางดุดันอยู่ข้างๆ ถ้าผมขยับคงถูกฆ่าแน่นอน
“เสี่ยวทัง” ท่านอินเก้าขมวดคิ้ว ทำคอย่นเล็กน้อยสีหน้าหวาดหวั่น
“เป็ลมที่แปลกมาก ห้องนี้ไม่น่าจะมีลมโกรก”เสี่ยวทังยิ้ม ยืนตรงขึ้นใหม่
“หนวดแก...ดูแปลกๆ!”ท่านอินเก้าจ้องมองใบหน้าเสี่ยวทัง อีกสามคนพากันหันมามองเสี่ยวทังพร้อมกัน
หลังจากลมประหลาดพัดผ่านไปผมสังเกตเห็นหนวดเสี่ยวทังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างแปลกๆดูภายนอกแล้วลมสายนั้นพัดผ่านใบหน้าเขาไป แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับดูเหมือนมีรูเกิดขึ้นที่กลางหนวดเขาแล้วลมสายนั้นก็พัดออกจากรูนั้นอย่างรวดเร็วทำให้หนวดถูกพัดโอนเอนไปมากลายเป็ตัวอักษรคำว่า “ตาย” ที่ดูบิดเบี้ยว เห็นได้รางๆ
“เป็คำว่า...ตาย”หนึ่งในสามคนนั้นโพล่งออกมา
เสี่ยวทังลูบคลำหนวดตัวเองด้วยความประหลาดใจแต่คลำตัวอักษรนั้นไม่ออก
“หน้าฉันมีอะไรหรือ หน้าฉันมีอะไรหรือ...”เขาะโโหวกเหวก ลูบคลำหนวดจบก็ลูบคลำใบหน้าพัลวัน
สามคนนั้นไม่พูดอะไรอีก แต่ค่อยๆก้าวถอยหลัง เห็นได้ชัดว่าไม่อยากยุ่งกับเื่นี้
เป็คำว่า “ตาย” (死) จริง แต่ไม่ได้มีความหมายอะไรเขายังอยู่ดี ใครจะปลิดชีวิตชาติสุนัขอย่างเขาได้ง่ายๆ
ท่านอินเก้ามีปฏิกิริยาไวมากเขาก้าวไปตรงหน้าป้ากวน แต่ไม่แตะตัวป้ากวนโดยตรง เขาถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกสองมือสอดเข้าไปในแขนเสื้อ แล้วลูบคลำใบหน้าป้ากวนผ่านผ้าด้วยความระมัดระวัง
“ฝีมือเธอใช่ไหม”
ใบหน้าป้ากวนขาวซีดราวกับกระดาษในดวงตาไม่มีประกายอย่างปกติ แกสั่นหัวอย่างยากเย็น
“ไม่ใช่เธอรึ”ท่านอินเก้าถามครั้งที่สองด้วยความสงสัย จากนั้นจึงพึมพำกับตัวเอง “ไม่ใช่เธอแล้วใคร”
ผมมองออกไปนอกห้อง ตะเกียงในเพิงพิธีศพยังสว่างส่องสว่างครึ่งสนาม
ในบ้านมีพิธีศพนอกประตูใหญ่ติดกระดาษขาวไว้ ขอแต่เป็คนที่รู้เื่รู้ราวก็จะเลี่ยงหน้าบ้านผมเดินอ้อมไปทางเหนือหรือใต้ เพราะเช่นนี้ต่อให้ประตูบ้านเปิดอ้าก็ไม่มีใครเข้ามาช่วยโดยบังเอิญได้
เป็ความจริงที่เสี่ยวทังสมควรตายแต่การมีคำว่าตายปรากฏบนหนวดเขาจะสามารถคร่าชีวิตเขาได้หรือ ผมไม่มั่นใจ
“ดูนั่น คำว่าตายบนตัวเสี่ยวทัง...”ท่านอินเก้าเชยคางป้ากวนขึ้น บิดไปทางขวา ให้แกมองดูเสี่ยวทัง
“ฮ่าๆ ฮ่าๆ...”พอป้ากวนเห็นตัวอักษรชัดแล้วก็หัวเราะอย่างอ่อนแรง
“นั่นมีความหมายอะไร เธอกับฉันต่างรู้ดี” น้ำเสียงท่านอินเก้าไม่เฉียบคมบีบคั้นคนแล้ว
“ใช่ ฉันรู้” ป้ากวนตอบ
“กระจก ใครมีกระจก เอาให้ฉันเร็วรีบเอาให้ฉัน” เสี่ยวทังหวาดวิตก เขาโผเข้ามาคว้าคอเสื้อผม ดวงตาแทบจะะเิออก ดูสิ้นหวังแล้ว
ผมชี้ไปที่ห้องด้านตะวันตกยังไม่ทันพูดเสี่ยวทังก็วิ่งถลาไปแล้ว ชนประตูเปิดออกดังโครม “รีบมา รีบมามาเปิดไฟ...” เสียงของเสี่ยวทังแหบพร่าผิดปกติ
ผมเดินไป ดึงเชือกสวิตช์ไฟที่ข้างประตู หลอดฟลูออเรสเซนต์บนเพดานสว่างขึ้น
ที่ผนังด้านตรงข้ามกับประตูตั้งกระจกเงาสำหรับแต่งตัวบานหนึ่งสูงเท่าตัวคนกระจกเงาบานนี้เดิมตั้งอยู่ข้างประตูห้องโถง แต่เพราะตั้งโลงเย็นไว้ในห้องโถงจึงไม่สามารถตั้งวัตถุสะท้อนแสงอย่างกระจกไว้ ต้องย้ายเข้ามาไว้ในห้องด้านใน
เสี่ยวทังเดินโซเซมาถึงหน้ากระจก สองมือกอดกรอบไม้ไว้ใบหน้าแทบจะแนบกับกระจก
มีเตียงหลังหนึ่งที่ผนังทิศเหนือของห้องด้านตะวันตกเป็เตียงที่ผมนอนประจำ ดาบปลายปืนเล่มนั้นซ่อนอยู่ใต้หมอน ยกหมอนออกก็ดึงออกมาฆ่าคนได้
ผมหันหน้าเข้าหากระจก แต่คอยเงี่ยหูฟัง ฟังคำสนทนาระหว่างท่านอินเก้ากับป้ากวน
การฆ่าคนไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดแต่เพื่อเลี่ยงไม่ให้ถูกฆ่า ผมจำเป็ต้องบีบให้ตัวเองทำผมคิดว่าสิบปีก่อนถ้าพี่ใหญ่มีโอกาสฆ่าคนเพื่อเอาตัวรอด เขาคงไม่ลังเลที่จะสู้ตายเลย
[1]หมายถึงชาวญี่ปุ่น