หลินเสวี่ยจู๋กล่าวไม่ผิด
หลังจากได้เห็นนางทุบตีคนคนที่กลัวและไม่กลัวนางต่างเงียบเสียงลง โดยเฉพาะครอบครัวของหลินเสวี่ยหลานที่กล่าวได้ว่าหวาดผวาสุดขีด
เมื่อนึกถึงเรื่องก่อนหน้านี้ตอนที่พวกเขาคอยหาเรื่องสกุลหลินสายรองสารพัดการที่ไม่ถูกทุบตีอย่างโหดเหี้ยมก็นับว่าเป็นบุญกุศลของบรรพบุรุษแล้ว
หลินเสวี่ยหลานรู้สึกหวาดหวั่นขณะมองเข้าไปในป่า
โจวเซินอี้เล่า?
อนุเว่ยที่ออกไปเก็บเห็ดกลับมาตั้งนานแล้วแต่โจวเซินอี้ย้งไม่กลับมาเลยหากเขายังอยู่อย่างน้อยก็ยังผลักเขาออกไปต่อกรกับหลินเสวี่ยจู๋คนน่าตายได้
เมื่อคิดเช่นนี้ หลินเสวี่ยหลานจึงเอ่ยถามเว่ยหงเอ๋อร์“อนุเว่ย ท่านเห็นโจวเซินอี้บ้างหรือไม่?”
เว่ยหงเอ๋อร์ตอบขณะกำลังย่างเห็ด“ไม่เห็นเลยเจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าปรายตามองหลินเสวี่ยหลานแล้วเอ่ยเสียงทุ้ม “หลานเอ๋อร์ คนผู้นี้คิดไม่ซื่อกับเจ้า เจ้ายังจะถามหาเขาไปทำไม?”
หลินเสวี่ยหลานไม่กล้าพูดสิ่งที่ตนเองคิดออกมาได้แต่แสร้งเอ่ย “คุณชายโจวอยู่ตัวคนเดียวคงลำบากไม่น้อย หากพวกเราพอมีกำลังเหลือก็ดูแลเขาบ้างเถิดเจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าทำสีหน้าเวทนาทันที“หลานเอ๋อร์ ครอบครัวเราตกต่ำถึงเพียงนี้ยังจะมีกำลังเหลือไปดูแลผู้อื่นอีกหรือ? ย่ารู้ว่าเจ้าจิตใจดีแต่อย่าจิตใจดีผิดที่ผิดเวลา”
“เจ้าค่ะ”หลินเสวี่ยหลานก้มหน้ารับคำ
สองย่าหลานผลัดกันร้องผลัดกันรับเห็นแล้วน่าสะท้อนใจเหลือจะกล่าว
สตรีผู้หนึ่งที่อยู่ใกล้ๆถึงกับกลอกตาแล้วพูดกับสามีของตนเองเบาๆ “ไม่ใช่ว่ารีดไถเงินของหมอเทวดาโจวจนหมดแล้วจึงถีบหัวส่งหรอกหรือ?”
สามีนางแค่นเสียง“ช่างชั่วร้ายยิ่งนัก พวกเราควรอยู่ให้ห่างครอบครัวนี้ไว้ อย่าทำให้หลินเหนียงจื่อไม่พอใจ”
สตรีผู้เป็นภรรยารีบเอ่ย“ใช่แล้วๆ ก่อนหน้านี้ข้ายังสงสารพวกเขาอยู่เลย ตอนนี้เมื่อนึกดูแล้วข้าช่างตาบอดเสียจริง”
ทั้งสองพูดพลางเก็บข้าวเก็บของแล้วย้ายไปไกลๆ
เวลานี้ครอบครัวที่ได้รับส่วนแบ่งเนื้อต่างก็เริ่มทำอาหาร
ผู้ใดมีหม้อก็เลียนแบบหลินเสวี่ยจู๋กล่าวคือ ใส่เห็ดกับหน่อไม้ลงไปผัดกับเนื้อกวางผู้ใดไม่มีหม้อก็หากิ่งไม้มาเสียบเนื้อกวางแล้วย่างกิน เนื่องจากเรียนรู้วิธีสกัดเกลือเรียบร้อยแล้วจึงทำให้อาหารมีรสชาติ สีหน้าของทุกคนจึงเต็มไปด้วยความสุข
ครอบครัวของหลินเสวี่ยจู๋หลังกินอาหารเสร็จก็กินผลไม้ต่อจากนั้นก็นั่งทำงานรอบกองไฟ
หลินเฉิงเหยาใช้หม้อดินเผาต้มเขากวางเขาไม่กล้าออกห่างจากหม้อแม้เพียงชั่วครู่
เจี่ยงฉีซวงเอ่ยกับหลินเสวี่ยจู๋“หลานสาว ข้าเห็นว่าในรังผึ้งที่เจ้าเอากลับมามีขี้ผึ้งอยู่ เจ้าพอจะมอบให้ข้าได้หรือไม่? ข้าอยากจะทำยาหม่อง”
“ได้อยู่แล้วเจ้าค่ะ”หลินเสวี่ยจู๋แสร้งทำเป็นลุกไปค้นหาของในรถม้า
ไม่นานนางก็ถือรังผึ้งกับไหดินเผามาใบหนึ่ง
เจี่ยงฉีซวงเห็นตลับเครื่องประทินผิวสีขาวอยู่ในไหดินเผาก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก “สิ่งนี้ก็เป็นของที่เหยี่ยนอ๋องมอบให้หรือ?”
“เดิมทีเขาไม่ได้ตั้งใจจะมอบให้หรอกเจ้าค่ะแต่ข้าบอกเขาว่าพวกเราไม่ขาดแคลนอาหารการกิน เพียงแต่ของใช้ค่อนข้างขาดแคลน เขาจึงให้คนจัดเตรียมมาให้เจ้าค่ะ”หลินเสวี่ยจู๋แต่งเรื่องโกหกหน้าตาเฉย จากนั้นนางก็กล่าวต่อ“ในเมื่ออาสะใภ้อยากทำยาหม่องตลับเครื่องประทินผิวเหล่านี้ก็ยกให้ท่านแล้วกันเจ้าค่ะ”
เจี่ยงฉีซวงราวกับได้รับสมบัติล้ำค่านางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นก็ดียิ่ง ข้าเก็บสมุนไพรมาไม่น้อย คิดว่าจะทำยาสักสามชนิดชนิดแรกเป็นยาบรรเทาอาการฟกช้ำ ชนิดที่สองเป็นยาแก้พิษบรรเทาอาการคัน และชนิดที่สามเป็นยาขจัดความเย็น”
เมื่อหลินเสวี่ยจู๋ได้ยินเช่นนั้นก็รู้ทันทีว่าต้องหยิบขวดโหลออกมาจากมิติของตนเองให้มากกว่านี้
ดูจากความกระตือรือร้นของท่านอากับท่านอาสะใภ้แล้ว เมื่อพวกเขาไปถึงชายแดนเหนือย่อมสามารถเปิดร้านขายยาได้เลย
นางจึงเอ่ยด้วยความยินดี“ท่านอาสะใภ้อยากทำอะไรก็ทำเถิด หากขาดเหลือสิ่งใดก็บอกข้าข้าจะหาวิธีนำมาให้ท่านเจ้าค่ะ”
“ได้สิ”เจี่ยงฉีซวงลูบศีรษะของหลินเสวี่ยจู๋ด้วยรอยยิ้ม
ทั้งสองคนช่วยกันเทน้ำผึ้งที่เหลือลงในไหดินเผาปิดผนึกด้วยใบไม้ แล้วมัดให้แน่นด้วยเชือกป่าน ส่วนรังผึ้งที่ว่างเปล่าหลินเสวี่ยจู๋ยกให้เจี่ยงฉีซวงจัดการตามอัธยาศัย
รอจนทั้งสองคนจัดการเสร็จเหยียนต้าก็เดินเข้ามาหาหลินเสวี่ยจู๋ แล้วเกาศีรษะก่อนจะเอ่ย “คุณหนูเสวี่ยจู๋พอจะหาปูนขาวให้ข้าสักหน่อยได้หรือไม่ขอรับ?”
“ท่านจะเอาไปฟอกหนังหรือ?” หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยถาม
เป็นนางที่พลาดเอง
สุภาษิตกล่าวไว้ว่า ‘แม่ครัวแม้จะฝีมือดี แต่หากขาดวัตถุดิบก็ไม่อาจปรุงอาหารได้’ แม้ว่าเหยียนต้าจะมีฝีมือแต่ก็ขาดแคลนวัสดุหนังหมูป่าที่ฟอกไว้ครึ่งๆ กลางๆ ย่อมไม่อาจนำไปใช้งานได้วันนี้ได้หนังกวางมาอีกก็ยิ่งตึงมือ
เดิมทีคนซื่อสัตย์เช่นเขาไม่ได้คิดจะเอ่ยขอสิ่งของเช่นนี้เพราะเขาไม่อยากทำให้หลินเสวี่ยจู๋ลำบากใจ แต่พอได้ยินบทสนทนาระหว่างหลินเสวี่ยจู๋กับเจี่ยงฉีซวงเมื่อครู่เขาจึงกล้าเอ่ยปากถาม
เมื่อเห็นเหยียนต้าพยักหน้าหลินเสวี่ยจู๋จึงกล่าว “ข้าจะไปค้นหาดูในรถม้า หากไม่มีรอออกจากภูเขาแล้วข้าจะคิดหาวิธีทำขึ้นมาเจ้าค่ะ”
เหยียนต้าไม่สงสัยแม้แต่น้อยคุณหนูเสวี่ยจู๋ของบ้านเขาเก่งกาจยิ่งนัก นางหาข้าวของได้ทุกอย่างในเมื่อคุณหนูเสวี่ยจู๋รับปากแล้ว เขาก็ทำได้เพียงอดทนรอเท่านั้น
หลินเสวี่ยจู๋เดินกลับไปที่รถม้าอีกคราก่อนจะส่งจิตสำนึกเข้าไปในมิติ
สิ่งของอย่างปูนขาวนางไม่เคยสนใจเลยจริงๆ จึงไม่รู้ว่าในมิติมีหรือไม่
หลินเสวี่ยจู๋มองข้าวของทุกอย่างในมิติจากมุมมองของพระเจ้าเมื่อทำเช่นนั้นก็รู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาเล็กน้อย นางพยายามจัดระเบียบแล้ว แต่ข้าวของก็ยังมากเกินไปอยู่ดีเวลาต้องการหาอะไรสักอย่างช่างยากลำบากจริงๆ หากมีคุณสมบัติค้นหาคงจะดี
ขณะที่หลินเสวี่ยจู๋กำลังคิดเช่นนี้ก็เห็นอะไรบางอย่างสว่างวาบที่ชั้นสองของโกดังเก็บของแห่งหนึ่ง
ภายในโกดังเก็บของเหล่านี้ล้วนเป็นของที่นางปล้นมาจากร้านค้าในเมืองหลวงตอนนั้นนางจัดประเภทอย่างคร่าวๆ โดยแบ่งออกเป็นสองประเภท ประเภทหนึ่งคือของที่กินได้อีกประเภทคือของที่กินไม่ได้
วิธีคิดของนางในตอนนั้นเรียบง่ายมากนั่นคือ ของจะได้ไม่ปะปนกัน
ผู้ใดจะไปคิดว่าความสะเพร่าในตอนนั้นจะทำให้นางต้องปวดศีรษะในวันนี้
จิตสำนึกของหลินเสวี่ยจู๋มุ่งตรงไปยังทิศทางที่แสงสว่างวาบเมื่อตรวจสอบดูก็พบปูนขาวเข้าจริงๆ
นางดีใจอย่างยิ่ง รีบออกจากมิติแล้วนำปูนขาวหนึ่งไหไปมอบให้เหยียนต้านางแสร้งถามด้วยความไร้เดียงสา “ใช่สิ่งนี้หรือไม่เจ้าคะ?”
เหยียนต้าเปิดไหดูแล้วเอ่ยด้วยความยินดี“เป็นสิ่งนี้ไม่ผิดแน่ขอรับ”
“เช่นนั้นท่านก็ใช้ประหยัดหน่อยนะเจ้าคะ”หลินเสวี่ยจู๋กำชับ
แม้ว่าในมิติของนางจะมีของพวกนี้อยู่ไม่น้อยแต่การนำออกมาแบบไร้ขีดจำกัดย่อมทำให้ผู้อื่นสงสัย
การใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดจึงถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง
เหยียนต้าพยักหน้าอย่างหนักแน่นก่อนจะขอคำแนะนำ “คุณหนูเสวี่ยจู๋ หนังของกระต่ายป่าที่พวกเรากินกันก่อนหน้านี้ข้าก็ตากแห้งเก็บเอาไว้เช่นกันท่านคิดว่าจำเป็นต้องนำมาฟอกด้วยหรือไม่ขอรับ?”
“จำเป็นสิเจ้าคะแม้ว่าหนังกระต่ายป่าจะเล็ก แต่หากมีหลายผืนย่อมมีประโยชน์ นำมาฟอกให้หมดเถิดเจ้าค่ะ”หลินเสวี่ยจู๋กล่าว
เหยียนต้านี่น่ารักเกินไปแล้วอันที่จริงเขารู้อยู่แล้วว่าตนเองต้องทำอะไร ยังจะมาถามความเห็นนางอีก
แม้ว่าผู้ที่วางแผนจัดการทุกอย่างในครอบครัวจะเป็นนางแต่ทุกคนในครอบครัวต่างครุ่นคิดแทนนางอย่างเงียบๆ ในเรื่องที่นางมองข้ามไป
ช่างน่ารักเหลือเกิน
นางรักทุกคนในครอบครัวนี้ยิ่งนัก
หลินเสวี่ยจู๋บิดขี้เกียจอย่างสบายใจก่อนจะหยิบเสื่อฟางผืนหนึ่งออกมาจากรถม้า แล้วปูลงบนพื้นเตรียมตัวนอน นางรู้ว่าหยวนซิวจะต้องเฝ้ายามแน่จึงคิดที่จะเข้านอนก่อนเที่ยงคืน แล้วค่อยตื่นมาผลัดเปลี่ยนเวรเฝ้ายามกับเขาหลังเที่ยงคืน
แต่ขณะที่นางเอนตัวลงกับพื้นกลับได้ยินเสียงผิดปกติบางอย่าง
แววตาของนางลุ่มลึกมองไปทางหยวนซิวโดยไม่รู้ตัว
เห็นเพียงหยวนซิวกับลู่โม่จ้องไปทางป่าด้านหลังพร้อมกันสายตาลุ่มลึกเจือด้วยความระแวดระวัง
สวรรค์ หรือสิ่งที่เขียนไว้ในนิยายจะเป็นจริงพวกเขากำลังจะเผชิญหน้ากับภัยพิบัติครั้งแรกหลังจากเข้าสู่ภูเขาลึกอย่างนั้นหรือ?
.............................