ด้วยทักษะทางการแพทย์ของหมิงเป่าจูและความเมตตาอารีที่มีต่อคนไข้อยู่เสมอ ทำให้ผู้ป่วยหลั่งไหลมาหมิงเฉ่าถังมากขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากเหล่าแม่บ้านที่เข้ามารักษาโรคภายในของสตรีแล้วบรรดาบุรุษทั้งหลายก็เริ่มยอมรับความจริงว่ามีหมอหญิงด้วย
พวกเขาล้วนประจักษ์กับตาตนเองว่าโรคของภรรยารักษาหายเร็วเพียงใดมิหนำซ้ำค่าหยูกยาก็ยังถูกอีกด้วย
ไม่เพียงเท่านั้นผิวพรรณของพวกนางยังดีวันดีคืน น่าหลงใหลจนพวกเขาถอนตัวไม่ขึ้น
ผู้คนมากมายได้ประจักษ์แจ้งในความสามารถทางการแพทย์ของหมิงเป่าจูจึงมักช่วยเป่าลมข้างหมอน[1]อยู่เสมอ
นานวันเข้า หากในบ้านมีใครเจ็บป่วยก็จะนึกถึงหมิงเฉ่าถังเป็นที่แรกเสมอ
"เป่าจูเอ๊ย!"
หมิงเป่าจูกำลังตรวจคนไข้อยู่ได้ยินเสียงใครบางคนเรียกพอเงยหน้าขึ้นก็เห็นหม่ากุ้ยฮวาเดินเข้าประตูมาแล้ว โดยมีคนอีกคนเดินตามหลังมา
"ป้ากุ้ยฮวารอสักครู่นะเจ้าคะ ข้าตรวจคนไข้คนนี้เสร็จแล้วจะรีบไปต้อนรับ เชิญนั่งรอก่อน"หมิงเป่าจูพยักหน้าพร้อมกับยิ้มให้นาง
"โอ๊ะ!ไม่รีบๆ เจ้าทำงานของเจ้าไปเถิด!"
หม่ากุ้ยฮวายิ้มหน้าบานปานบุปผานางเลือกเก้าอี้ข้างๆ แล้วนั่งลงรอ คนที่อยู่ข้างกายก็นั่งลงตาม
ไม่นานนัก คนไข้ก็กลับไปหมิงเป่าจูจึงเจียดเวลาออกมาได้ "ป้ากุ้ยฮวา ท่านรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเจ้าคะ"
"โอ๊ยไม่ใช่ข้าหรอก" หม่ากุ้ยฮวาโบกมือ แล้วชี้นิ้วไปที่คนที่อยู่ข้างๆ "วันนี้ข้าพาคนมาให้เจ้าช่วยดูหน่อยอวี้เหลียน นี่อย่างไรเล่า หมอหมิงที่ข้าเคยเล่าให้เจ้าฟัง!"
วันนี้หม่ากุ้ยฮวาดูเบิกบานเป็นพิเศษวาจาอ้อมค้อมแฝงนัยเปี่ยมไปด้วยความเปรมปรีดิ์ รอยยิ้มแต่งแต้มเกลื่อนใบหน้า
อวี้เหลียนรึ? หมิงเป่าจูเลิกคิ้ว นี่คงจะเป็นจางอวี้เหลียนที่เคยทำให้หม่ากุ้ยฮวาขุ่นเคืองจนกินไม่ได้นอนไม่หลับเมื่อคราวก่อน
หมิงเป่าจูลอบพิจารณาอีกฝ่ายอยู่เงียบๆ
รูปร่างผอมบาง ใบหน้าก็อ่อนโยนเป็นมิตรดูไม่เหมือนกับสตรีปากร้ายที่เคยทะเลาะกับหม่ากุ้ยฮวาจนพ่ายไม่เป็นท่าอย่างที่เสี่ยวอวิ๋นเคยเล่าให้ฟังเอาเสียเลย
"ท่านรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเจ้าคะ"หมิงเป่าจูเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"ข้ามิได้ไม่สบาย...เพียงแต่..."
จางอวี้เหลียนที่มักพูดจาโผงผางกลับหน้าแดงก่ำ อิดเอื้อนอยู่นานก็ไม่ยอมพูดออกมาเสียที
"ท่านบอกมาอย่างวางใจได้เลยข้าเป็นหมอ ย่อมรักษาความลับของคนไข้เป็นสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้นไม่ว่าโรคอะไรล้วนผ่านตาข้ามาหมดแล้วท่านไม่จำเป็นต้องเขินอายแต่อย่างใด พูดออกมาตรงๆ ได้เลย"
หมิงเป่าจูพูดอย่างใจเย็นน้ำเสียงนุ่มนวล ไม่ช้าไม่เร็ว ทำให้คนฟังรู้สึกเหมือนได้อาบสายลมวสันต์อันอบอุ่น จึงคลายความกังวลลงได้
"เจ้าก็บอกไปเถอะรบเร้าให้ข้าพามา พอมาถึงกลับเอาแต่อ้ำๆ อึ้งๆ อยู่ได้ เป่าจูเป็นหมอที่เก่งกาจมากข้ากล้ารับประกัน ไม่ว่าโรคอะไรนางก็รักษาได้!"
หม่ากุ้ยฮวาเอ่ยอย่างมั่นใจพลางตบอกรับประกัน
ไม่ใช่แค่สองสามวันมานี้ช่วงนี้นางอารมณ์ดีมากๆ
ตั้งแต่ใช้ยาที่หมิงเป่าจูให้ผิวพรรณบนใบหน้าก็ขาวใสเปล่งปลั่งขึ้นทุกวัน แทบจะเทียบเท่ากับบุตรสาวของตนเองแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาไปยืนขายของหน้าแผงสตรีทุกคนที่มาซื้อเต้าหู้ล้วนแต่จดจ้องนางอยู่นาน แม้แต่บุรุษหลายคนก็ยังมองตาเป็นมัน
ที่หม่ากุ้ยฮวาพูดมานั้นหาได้โป้ปดนางสามารถให้กำเนิดบุตรสาวที่งดงามอย่างหลี่อวิ๋นได้ ย่อมไม่ด้อยเรื่องรูปโฉมอย่างแน่นอน
เพียงแต่ผ่านร้อนผ่านหนาวลำบากตรากตรำมานานปีความสวยสดงดงามของวัยสาวจึงถูกพรากไปตามกาลเวลา
โชคดีที่ได้ความช่วยเหลือจากหมิงเป่าจูทำให้นางรู้สึกเหมือนกลับมาเป็นสาวรุ่นอีกครั้ง แม้แต่โทสะที่ได้รับมาจากจางอวี้เหลียนวันนั้นก็มลายหายไปจนหมดสิ้นแล้ว
ไม่นึกว่าเรื่องน่ายินดียังไม่จบแค่นั้นคนมาซื้อเต้าหู้ที่แผงของนางก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ต่างบอกว่าอยากลองเอาไปพอกหน้าดูบ้าง
นางรู้ว่านี่ต้องเป็นคำแนะนำของหมิงเป่าจูอย่างแน่นอนจึงยิ่งรู้สึกว่าการที่ตนเองผูกมิตรกับอีกฝ่ายตั้งแต่ต้นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง
ไม่เห็นหรือว่าแม้แต่จางอวี้เหลียนยังต้องมาถามสูตรลับจากนางเลย
หลายวันมานี้ จางอวี้เหลียนมาหาทุกวันพอตนเองไม่สนใจ นางก็หาเรื่องชวนคุย แสดงความใกล้ชิดสนิทสนมด้วย
แล้วก็พยายามเลียบเคียงถามถึงสูตรลับของนางเมื่อเห็นท่าทีอ่อนน้อมของอีกฝ่าย ก็อิ่มเอมเปรมใจสุดจะพรรณนาได้
แต่นางไม่มีจุดฝ้ากระสีน้ำตาลบนใบหน้าหม่ากุ้ยฮวาจึงไม่กล้าพูดส่งเดชออกไป
วันนี้นางจึงพาอีกฝ่ายมาให้หมิงเป่าจูตรวจรักษาอย่างภาคภูมิใจ
เดิมทีจางอวี้เหลียนก็ไม่ใช่คนพิโยกพิเกนร่ำรี้ร่ำไรแต่เรื่องนี้มันพูดลำบากจริงๆ
"คือว่า...บนตัวข้ามีตุ่มเล็กๆ สากกร้านขึ้นเต็มไปหมด เป็นเช่นนี้มาหลายปีแล้ว ไม่ทราบว่าท่านหมอหมิงจะรักษาได้หรือไม่"
จางอวี้เหลียนกำมือทั้งสองข้างไว้บนโต๊ะอย่างประหม่านิ้วทั้งสิบซีดขาว นางเอาแต่ลูบมือตัวเองไปมาซ้ำๆ
เรื่องนี้ทำให้สามีไม่แตะต้องนางมาหลายปีแล้วมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นอยู่ข้างนอกตลอดเวลา ทั้งยังเอาเงินของที่บ้านไปเที่ยวหอชุ่ยเซียงอีกด้วย
เพราะความผิดปกติของร่างกายทำให้นางไม่กล้าปริปากบ่นได้แต่ระบายอารมณ์ใส่คนไปทั่ว ไม่เคยยอมเสียเปรียบผู้ใด
ทว่าผิวพรรณที่อ่อนเยาว์ของหม่ากุ้ยฮวากลับจุดประกายความหวังในใจนางอีกครั้งจึงยอมกล้ำกลืนไปประจบประแจง ขอความช่วยเหลือจากอีกฝ่าย
"เชิญตามข้ามาข้างในป้ากุ้ยฮวารอสักครู่"
หลังจากที่หมิงเป่าจูได้ยินก็พอจะคาดเดาสาเหตุได้ จึงลุกขึ้นเดินไปยังห้องด้านใน
"นี่..."จางอวี้เหลียนอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วหันไปมองหม่ากุ้ยฮวาด้วยสัญชาตญาณ
หม่ากุ้ยฮวาเองก็ไม่รู้ว่าหมิงเป่าจูต้องการทำอะไรจึงได้แต่รุนหลังอีกฝ่ายเบาๆ บอกเป็นนัยให้รีบตามไป จางอวี้เหลียนจึงจำต้องเข้าไปอย่างช่วยไม่ได้
เมื่อทั้งสองเข้ามาในห้องหมิงเป่าจูก็ปิดประตู จางอวี้เหลียนยิ่งตกประหม่ามากขึ้น
"อย่าประหม่าไปเลยข้าเพียงต้องการตรวจดูอาการอย่างละเอียด รบกวนท่านถอดเสื้อออกก่อน ข้าจะได้ตรวจดู"หมิงเป่าจูพยายามพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เพื่อคลายความกังวลของอีกฝ่าย
จางอวี้เหลียนลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่เมื่อนึกถึงการรักษา นางจึงกัดฟันแกะกระดุมเสื้อออกแล้วดึงลง เผยให้เห็นแผ่นหลังช่วงบนโดยใช้แขนทั้งสองข้างรั้งเสื้อเอาไว้
หมิงเป่าจูเดินเข้าไปยืนอยู่ด้านหลังนางสังเกตอย่างละเอียด บนแผ่นหลังและต้นแขนด้านหลังของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยตุ่มแดงเล็กๆ ผุดขึ้นมาอย่างหนาแน่นให้สัมผัสที่หยาบกระด้าง
เป็นอย่างที่นางคาดไว้ไม่มีผิดผิวหนังเป็นตุ่มแบบนี้ ในยุคปัจจุบันเรียกว่าโรคขนคุด[2]
สาเหตุเกิดจากเซลล์ผิวหนังบริเวณรูขุมขนแบ่งตัวเร็วกว่าปกติทำให้เกิดการสะสมของเคราติน ส่งผลให้รูขุมขนอุดตัน
มักจะปรากฏบนผิวหนังบริเวณลำคอต้นแขนด้านหลัง ต้นขาด้านหลัง น่อง หรือแม้แต่ทั่วทั้งแผ่นหลัง เช่นเดียวกับจางอวี้เหลียน
"อันที่จริง...บนขาข้าก็มี..." จางอวี้เหลียนพูด
"ข้าพอจะทราบอาการคร่าวๆของท่านแล้ว ท่านสวมเสื้อผ้าได้ พวกเราค่อยออกไปคุยกันข้างนอก"
หมิงเป่าจูรอจนกระทั่งอีกฝ่ายสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยจึงเปิดประตูเดินออกไป
"เร็วปานนี้เชียว?" หม่ากุ้ยฮวาที่รออยู่ข้างนอกเห็นทั้งสองคนเข้าไปไม่นาน ก็ออกมาแล้วรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
"อยากรักษาก็ไม่ยากเพียงแต่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทำได้เพียงบรรเทาอาการ"
โรคขนคุดส่วนใหญ่มักถ่ายทอดทางพันธุกรรมหากพ่อแม่เป็น ลูกก็มีโอกาสเป็นสูง
โดยทั่วไปมิใช่โรคร้ายแรงไม่เจ็บไม่คัน เมื่ออายุมากขึ้นก็จะค่อยๆ หายไปเอง
แต่สำหรับสตรีวัยแรกรุ่นและวัยกลางคนหากเป็นโรคนี้แล้วนับว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าใจยิ่ง ไม่ต้องพูดถึงการแต่งงาน แม้แต่แต่งงานไปแล้วก็ยังถูกครอบครัวสามีรังเกียจกลายเป็นข้ออ้างให้สามีออกไปเที่ยวหอนางโลมได้โดยชอบธรรม
แต่โรคที่เกิดจากพันธุกรรมไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้จึงต้องบอกกล่าวให้ชัดเจนก่อน อย่าได้ตั้งความหวังไว้สูงเกินไป
อย่างไรก็ตาม หมิงเป่าจูยังคงมั่นใจว่าสามารถทำให้อาการเบาบางลงจนแทบมองไม่ออกเพียงแต่กระบวนการต้องใช้เวลาและความต่อเนื่อง
"ได้!หมอหมิง จัดยามาเถอะ"
เชิงอรรถ[1] เป่าลมข้างหมอน(吹枕边风) หมายถึงสามีภรรยาพูดกระซิบกระซาบกันลมปากแม้จะเบา แต่บางครั้งอาจส่งผลกระทบรุนแรง ทำให้เรื่องใหญ่ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวได้
[2] โรคขนคุด(毛周角化症) หรือ keratosis pilaris เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากการสะสมของเคราตินในรูขุมขน ทำให้เกิดตุ่มเล็กๆ สีขาวหรือแดงคล้ายหนังไก่ ในบางรายอาจมีการอักเสบเป็นตุ่มแดง คัน อาจพบร่วมกับโรคภูมิแพ้ เบาหวานโรคไทรอยด์ สามารถถ่ายทอดจากพันธุกรรมได้