
‘ท่านเองก็หมางเมินนาง อย่ารั้งนางเอาไว้เลย ได้โปรดมอบใบหย่าให้นาง... กลับไปใช้ชีวิตของนางเถิด’
‘จะเป็ไปได้ยังไง นางเป็คนของข้า หากนางจะตาย ก็ต้องเป็ผีตระกูลซู’
‘ข้าขอร้องท่านในฐานะน้องชายสักครั้ง... ได้หรือไม่? หากวันหน้าท่าน้าความช่วยเหลือในราชสำนัก ข้าจะเข้าข้างท่านโดยไม่ลังเล ข้ากำลังจะได้รับพระราชทานตำแหน่งในฝ่ายบริหารราชการ ข้ารับปากท่านว่าจะสนับสนุนท่านเื่การทหาร ผู้ที่ให้ร้ายท่านในท้องพระโรงเมื่อวันก่อน ข้ามีวิธีจัดการ...’
‘มีอำนาจมั่นคงในราชสำนักก่อน ค่อยมาเจรจากับข้า’
เขาปฏิเสธน้องชายอย่างเด็ดขาด เื่หย่ากับฮูหยิน จะไม่มีวันเกิดขึ้น วันนั้นเขาพึ่งกลับมาจากชายแดน รีบเข้าไปพบนาง ขดตัวนอนไม่รู้เื่รู้ราว
หาได้รู้ไม่ว่าทำไมถึงเป็คุณหนูเสิ่น... เขาเคยแต่งนางเข้าจวนเมื่อใด?
ใบหน้างามหมดจดคล้ายสตรีที่พบคืนก่อน ทว่านางผ่ายผอมจนมองเห็นโครงหน้ากระดูก ร่างกายดูอ่อนแอแตกต่างจากคุณหนูเสิ่นคนปัจจุบันราวว่าเป็กระดูกเดินได้ เขาจับข้อมือนาง ไร้ผิวพรรณผุดผ่อง กระดูกไหปลาร้าก็เห็นได้ชัด นางหายใจแ่เบา สาวใช้นางร้องไห้อยู่ข้างเตียง ทั้งสองเพิ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาดูคุณหนู ตอนรองแม่ทัพกลับจวนมา
‘ไปไหนกันหมด ไปตามหมอมาเร็วเข้า มาดูฮูหยินข้า นางเป็อะไร!?’
ชายที่หน้าตาเหมือนเขาไม่ผิดเพี้ยนะโอย่างบ้าคลั่ง เสียงดังมาก แต่นางก็ไม่ได้ยิน
ท่านหมอหลวงมาดูอาการให้ฮูหยินถึงจวนเสนาบดี แจ้งว่านางเป็โรคขาดสารอาหารอย่างหนัก มีอาการช้ำในจากการถูกทุบตี ท้องเสียเพราะกินอาหารและดื่มน้ำที่ไม่สะอาด หากไม่รีบรักษา จะมีอันตรายถึงชีวิต
ระหว่างท่านหมอตรวจอาการ ตาคมมองไปบนโต๊ะ มีข้าวเหลือของสุนัขในจานสกปรก ปริมาณอาหารในจาน อย่าว่าแต่ให้สุนัขกินเลย แมวหรือหนูก็ยังกินไม่อิ่ม น้ำดื่มเป็สีดำ ไม่ใช่น้ำชาแน่ ๆ
หัวใจของเขาบีบรัดตัวรุนแรง เมื่อท่านหมอแจ้งอาการเพิ่มอีกสองอาการ
ร่างกายนางเย็นเฉียบจากภายในเพราะอยู่ในอากาศหนาวเป็เวลานาน หัวเข่าใช้การไม่ได้ นางกำลังจะพิการ!
ลู่ซวนร้องไห้อย่างหนัก บอกว่าฮูหยินซูสั่งให้คุณหนูคุกเข่าหน้าจวนถึงจะได้กินข้าว บ่าวรับใช้เอาข้าวสุนัขกับน้ำโคลนมาบังคับให้คุณหนูกิน ห้องคุณหนูห้ามไม่ให้มีฟืนหรือผ้าห่มแม้แต่ผืนเดียว ที่คุณชายอวิ๋นแอบนำมาให้ถูกเผาทิ้งไปเมื่อวันก่อน
จื่อหาวเอามือจับหน้าอก มารดาใ เห็นบุตรชายอยู่ดี ๆ ก็อาเจียนเป็เื
“เ้าเป็อะไร! กลับจวนไปพักก่อน เื่ขึ้นเขาไหว้พระนี่ยกเลิก อาจื่อ ๆ ลูกแม่” มารดาเขย่าตัวบุตรชายที่มีอาการเหมือนคนป่วยหนัก นางะโบอกพลรถม้าให้เปลี่ยนเส้นทาง กลับมาประคองบุตรชาย “เ้าถูกพิษหรือ? เหตุใดไม่สบายไม่บอกแม่ จะหาหมอที่ดีที่สุดในเมืองมารักษาเ้า”
“ข้าไม่เป็ไร”
“ยังจะบอกว่าไม่เป็ไรอีก!”
มารดาดุบุตรชายอย่างไม่ตั้งใจ เร่งพลรถม้าให้รีบกลับจวนโดยเร็ว แต่รถม้านั้นขับเร็วในเมืองไม่ได้ สองคนกอดกัน บุตรชายถามขึ้นมา
“เมื่อครู่นี้ท่านแม่บอกว่า... คุณหนูเสิ่น... จะมาหรือ?”
“เ้าถามทำไม?”
“ก็... ข้าอยากลองชิมขนมนางดู... ให้นางนำอาหารและขนมมาส่ง...” เขามีเื่จะคุยกับนาง มารดากลับคิดเป็อีกอย่าง
“ค่อยวางยาพิษในอาหารของนาง ใส่ร้ายนาง จับนางเข้าคุกหลวงไปซะ จะได้ไม่มากวนใจเ้าอีก เ้าฉลาดเหมือนแม่ ทำไมคิดเื่นี้ไม่ได้นะ!”
“คุก...” ปากพึมพำ จื่อหาวเอามือกดขมับอีกรอบ เสียงรถม้าที่เคลื่อนไหวไปข้างหน้าทำให้ยิ่งปวดหัว เขาหลับตา พิงศีรษะบนบ่าของมารดา
มารดากล่อมเขานอนเหมือนเคยทำตอนเขาเป็เด็กตัวเล็ก ๆ นางเล่าเื่สนุกในงานชิมชาของราชสำนัก เขาไม่ได้ยินเสียงนาง คล้ายครึ่งหลับครึ่งตื่น ทว่าภาพในหัวกลับชัดเจนเหมือนเกิดขึ้นตรงหน้า
คราวนี้เป็คุกทหาร เขาโยนร่างผอมติดกระดูกเข้าไปเหมือนนางมิใช่มนุษย์
บนฟางหญ้าสกปรก เขาตะคอกนาง เสิ่นหรูซี! นางแพศยา! สั่งทหารล่ามโซ่นางเอาไว้ โยนอาหารหมูให้นางกิน พอนางไม่กิน เขาก็ยัดใส่ปากนางจนนางอาเจียนออกมา
ตอนนี้ริมฝีปากของนางแห้งแตก ร่างกายทรุดโทรม สามวันนางจะได้รับน้ำสักหนึ่งถ้วยชา นางไม่ได้รับอาหาร ถูกเฆี่ยนด้วยแส้หนา ประทับเหล็กร้อนบนร่างกาย
การประทับเหล็กร้อนกับคุณหนูนั้นเป็เื่ที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เมื่อนางยังไม่ได้รับการตัดสินจากทางการ เขาทำลายหลักฐานด้วยการเฉือนเนื้อนางสด ๆ แผ่นหลังขาวบางตอนนี้เนื้อไม่เท่ากัน บนพื้นก็เต็มไปด้วยเื
ทหารหนุ่มห้าคนมองนางเหมือนมองเหยื่อ ถ่มน้ำลายใส่นาง คาดว่าเมื่อไรท่านรองแม่ทัพสั่งให้หยุดทรมานนาง คงจะถึงเวลาอิ่มเอม...
คนรักศักดิ์ศรีอย่างคุณหนูตระกูลเสิ่นสุดท้ายก็ทนไม่ไหว เข้ามาเกาะขาขอความเมตตา
‘ท่านพี่... ช่วยข้าด้วย ได้โปรด... ข้ากลัวแล้ว... ทหารพวกนั้นจะย่ำยีข้า... แลกกับอาหาร... ต่อให้หิวตาย ข้าก็จะไม่ทำ...’
‘เ้ากล้าเป็ชู้กับน้องชายข้า เหยียบหน้าข้าในจวนข้า ควรรับโทษอย่างสาสม หากเ้าทนไม่ไหวจริง ๆ ไปเป็โสเภณีทหารเลยน่าจะดี’
‘ท่านพี่... ฮือ... ข้าถูกวางยาพิษ... ได้โปรดเชื่อข้าสักครั้ง... ข้ายังบริสุทธิ์... ให้แม่นมมาพิสูจน์ก็ได้...’
‘แม่นมจากวังหลวง... เ้าคู่ควรหรือ? มิสู้ข้ามอบหน้าที่ให้ทหารผู้ทำความดีต่อบ้านเมืองช่วยพิสูจน์ ก็ถือว่าข้าเมตตาเ้า แถมเป็วาสนาของเ้า จะได้ทำคุณประโยชน์ต่อบ้านเมือง ไหนเ้าลองว่ามา... เ้ารับไหวกี่คน?’
ความเกลียดชังแล่นเข้ามาในอก ราวถูกทิ่มแทงด้วยเข็มสักพันเล่ม เขาไม่แน่ใจว่าทำไปเพื่ออะไร
รักมาก ก็ยิ่งเกลียดชัง เป็ไปได้หรือ? หากเขาไม่คิดอะไรกับนาง ไม่ควรทำร้ายนาง เขามิใช่คนร้ายกาจขนาดนั้น แค่นี้ก็ลงโทษนางมากพอแล้ว
คุณชายจื่อหน้ามืดตามัว โทสะเข้าครอบงำสัมปชัญญะ เพียงนึกถึงภาพน้องชายและฮูหยินกอดกันร่างเปลือยเปล่าในห้องนอน แม้สองคนจะไร้สติเหมือนถูกจัดฉากวางยาสลบ เขาหันไปเรียกทหารฝีมือดีที่สุด ทำประโยชน์ต่อบ้านเมืองมาก ถึงเ้าชู้เสเพลสักหน่อย เพื่อตกรางวัล เอามือไพล่หลังมองนางดิ้นพล่านบนฟางหญ้า ด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์
ทหารอีกห้าคนตามเข้ามาในคุก ช่วยกันฉีกเสื้อผ้านาง ต่างคนหัวเราะเหมือนสัตว์ป่า สองคนจับแขน อีกสองคนจับขานาง กรีดร้องอย่างน่าเวทนา
“ซูจื่อหาว ข้าจะฆ่าเ้า!”
ทั้งน้ำเสียงและแววตาเข่นฆ่าปลุกคุณชายใหญ่ให้ตื่นจากภวังค์ จื่อหาวมองไปรอบ ๆ พบเพียงมารดานั่งร้องไห้ เร่งพลรถม้าให้รีบกลับจวน
“เร็วกว่านี้ได้หรือไม่!? ลูกชายข้าป่วยหนัก หากเขาเป็อะไรไป เ้าหัวขาดแน่!”
ชายวัยกลางคน ไม่อยากจะอายุสั้น จำใจต้องตีก้นม้าให้วิ่งเร็วขึ้นอีก ผ่านแยกข้างหน้านี้ก็ใกล้ถึงจวนแล้ว
จื่อหาวเอามือแตะอกซ้ายที่เกิดอาการเ็ปรุนแรง ทรมานเหมือนถูกกรีดด้วยมีด... ซึ่งเขาเคยเฉือนเนื้อฮูหยินของตนในคุก
เมื่อครู่นี้เขาได้ยินเสียงะโก้องดัง ชัดเจนเหมือนอยู่ตรงหน้า แต่น้องเล็กนั่งทำงานอยู่ในราชสำนัก จะมาอยู่ในรถม้าได้อย่างไร
กระทั่งดวงตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นยังปรากฏขึ้นมาในหัว
‘ฝันไปเถอะ จะทำร้ายอาหรู ต้องข้ามศพข้าไปก่อน…’
คุณชายใหญ่ได้รับการประคบประหงมแต่เล็กจนโต ถึงเป็ผู้เข้มแข็งในสนามรบอย่างไร เขายังคงมีความหวาดกลัวเช่นมนุษย์ปุถุชน เขากลัวจนทนไม่ไหว หน้าซีดปากสั่น หันไปบอกมารดา
“ท่านแม่... ข้าได้ยินเสียง ข้าฝันประหลาดนัก... ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับข้า”
“ไม่เป็ไร ๆ ลูกแม่ ถึงจวนแล้ว แม่จะรีบตามหมอมา ต้องรักษาเ้าได้แน่”
“ขอรับท่านแม่”
มารดากอดร่างสั่นเทาในอ้อมแขน ก้มมองดวงตาที่เข้มแข็งเต็มไปด้วยน้ำตา ในอกนางแสนทุกข์ตรม นางรีบประคองบุตรลงจากม้าพาเข้าจวน