‘อืม จะว่าไปแล้ว ชื่อพวกของขวัญมือใหม่ก็ไม่เลว ชื่อแซ่พวกเขาล้วนไม่อาจยั่วยุได้ ยิ่งแซ่ เย่ ยิ่งไม่สามารถตอแยได้เลย บุตรแห่งโชคชะตา ทุกคนก็ชื่อแซ่ไม่เลว ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสิ้น!’
คิดได้ดังนั้นหลี่เย่จึงคินหาชื่อตัวเอกที่ไร้พ่ายั้แ่เกิด เก่งที่สุดเท่าที่เคยอ่านมาในชีวิตก่อนของเขา
“อืม นามของข้านั้นไม่ธรรมดา แต่ข้าจะบอกพวกท่านไว้ เหนือฟ้าเหนือ์ นามข้า ลู่ ฉางชิง!”
‘บัดซบ! ศิษย์ข้า ข้าคงไม่อาจพาพวกเ้าหลบหนีได้อีกแล้ว ร่วมเสแสร้งกับข้าจนฟ้าดินลงโทษจนตายเถอะ ถ้าเขารู้ความจริง ข้าจะอ้อนวอนขอให้ไว้ชีวิตพวกเ้า’
นักพรตส่งจิตให้กับศิษย์เขาทุกคน และอธิบายให้พวกเขาเสแสร้งให้หนัก เพื่อรอดชีวิตไปวันต่อวัน
“ได้พบปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่แล้ว”
ทุกคนคาราวะไปหาลู่ ฉางชิง พร้อมกันไม่กล้าตุกติกแม้แต่น้อย
“เอาล่ะ พวกท่านไปเลือกสถานที่พักผ่อนได้ ข้าจะอยู่ด้านในสุดของนิกาย มีลานกว้างเป็สวนพร้อมตำหนักเล็กๆอยู่ที่นั่น ข้าไม่รู้ข้อมูลของโลกใบนี้เลย เอาล่ะ ข้าจะเรียกพวกเ้าหลังจากข้าเตรียมการพร้อม”
“ตามที่ท่าน้า”
“โอ้ นิกายข้านามว่า “เหนือเต๋า””
สูดดดดด
ฟ่อออออ
‘กล้าหาญอะไรขนาดนี้’
‘จบแล้ว ข้าต้องไปสู้กับเซียนในระดับฝึกฉีหรือไม่’
‘สร้างรากฐานสามารถตรัสรู้เต๋าได้ไหมพี่ชาย’
“พวกเราทราบนามอันยิ่งใหญ่แล้ว”
เมื่อลู่ ฉางชิงจากไป ทุกคนหันไปมองนักพรตเสวี่ย ด้วยสายตาขอร้องอ้อนวอน มีความเ็าโกรธเคืองมาด้วย! แต่เพราะพวกเขาถูกนักพรตเลี้ยงมาั้แ่ยังอายุน้อย พวกเขาเลยเคารพนักพรตดั่งบิดา ไม่ได้ไปไกลมากนัก
“เ้านักพรตเฒ่า หักเหรียญต่อสิ รออะไรล่ะ คำนายต่อ โชคดีหรือไม่ ทางซ้ายหรือไม่!”
ศิษย์หญิงใหญ่กช่างด้วยความไม่พอใจ
“หญิงใหญ่ ทุกคน ข้าขอโทษพวกเ้า อย่างน้อยเราก็มีที่ซุกหัวนอนแม้จะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้เราจะมีชีวิตต่อหรือไม่บางทีนี่อาจจะเป็พรของเราก็ได้ ข้าเห็นนิมิตที่ยิ่งใหญ่”
“หึ ถ้าข้าตาย ข้าจะหลอกหลอนเ้า”
“ศิษย์น้องอย่าไปไกลให้มากนัก เรามาคุยกันเถอะว่าเราจะดำเนินการต่ออย่างไร ถ้าเขาจับความผิดปกติได้ เราจะตายกันหมด”
เย่ ชิงเฉินกล่าวอย่างจริงจัง
ได้ยินดังนั้นทุกคนก็เงียบ นักพรตเสวี่ยก็พยายามคิดอย่างหนักเช่นกัน พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขาอยู่ที่ไหนทางออกนิกายก็เป็ป่าทึบ
“เอาล่ะ ข้าคิดว่าเราควรคิดไปตามสถานะการณ์ ผู้าุโถามอะไรก็บอกเขาไปตามตรง แต่วิถีเต๋า ฐานการบ่มเพาะเราจะต่ำไม่ได้เด็ดขาด! โอ้อวด! เสแสร้งให้หนัก! ให้ผู้าุโคิดว่าเรามีประโยชน์!”
ศิษย์หญิงใหญ่ขมวดคิ้วแน่น เธอคิดแตกต่างออกไป
“ข้าคิดว่า ถ้าเราร่วมมือกันสู้ล่ะ ข้าไม่เห็นฐานการบ่มเพาะของเขาเลย พวกท่านคิดว่าจะดีหรือไม่”
“ไร้เดียงสานัก เ้าไม่เห็นหรือศิษย์น้อง เขากล้าท้าทาย์ ตอนที่เราอยู่ในตำหนักข้ารู้สึกถึงสายฟ้าที่ยิ่งใหญ่ถ้าเขาไม่ใช่ผู้เยี่ยมยุทธ เขาจะรอดมาได้อย่างไร ข้าคิดว่าไม่มีใครกล้ารับสายฟ้าในครั้งนั้นเป็แน่”
เย่ฉางชิงตอบ พร้อมมองไปที่นักพรตให้เขาตัดสินใจให้ดี เนื่องจากฐานการบ่มเพาะของพวกเขาอ่อนแอราวมดปลวก เลยไม่กล้าทำอะไรกับลู่ ฉางชิง
“เห้อ ยอมรับชะตากรรมเถอะ ร่วมมือกับเขา”
“โอ้อย่าลืมเสแสร้ง”
“ขอรับอาจารย์”
แล้วทุกคนก็จากไปหาห้องพักของตัวเอง พร้อมคิดวิธีส่งเสียงบี๊บต่อหน้าลู่ ฉางชิงอย่างหนัก
ขณะเดียวกัน ตำหนักในสุดภายใต้นิกายเหนือเต๋า
‘เห้อ ข้าดันเข้ามาในโหมดยากซะได้ ถ้าข้าอ่อนแอพวกเขาจะฆ่าข้าไหม ข้าไม่รู้วิธีฝึกฝนด้วยซ้ำ อันตรายอันตราย
ข้าต้องหลอกถามพวกเขาเกี่ยวกับวิธีฝึกฝนของโลกใบนี้ และวางแผนให้พวกเขาหาทรพยากรและอาหารมาให้’
บัดซบเทพเซียนต้องดื่มกินไหม? พวกเขาจะสงสัยไหม? ที่นี่ไม่ใช่นิยาย ข้าจะตายจริงๆ โชคดีที่ลานนี้พอมีบ่อน้ำกับผลไม้ที่ไม่รู้มีพิษหรือไม่อยู่ด้วย ค่อยลองหลอกให้พวกเขากินก่อนแล้วกัน
คิดได้แล้วเขาก็กลับเข้าตำหนักเล็กๆและหลับไปพร้อมกับความเครียด
ใช่แล้วทุกคนในนิกายนี้ต่างเครียดเช่นกัน
เช้าวันต่อมา
ลู่ ฉางชิงไปเรียกนักพรตเสวี่ยมาสอบถามข้อมูล เขานั่งรอด้วยความเคร่งเครียด ความคิดในหัวของเขาวิ่งอย่างรวดเร็ว
ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเขาไม่ได้อยู่ในโลกใบนี้ ราวถอดจิตไปโลกอื่น
นักพรตเห็นฉากนี้แล้วก็คิดไปไกล
‘โอ้ ผู้ยิ่งใหญ่ หน้าตาหล่อเหลาไร้เปรียบ อารมณ์โดดเดี่ยวราวไร้พ่าย สวมชุดสีดำตัดกับผิวขาวใส นี่สินะเหนือ์ ลู่ฉางชิง ข้าควรทำอย่างไร เรียกดีหรือไม่ ถ้าผู้าุโโกรธล่ะ’
นักพรตเหงื่อตกที่แผ่นหลังราวกับยืนกลางทะเลทราย และเสียงอันไพเราะ สงบราวสายน้ำก็ดังขึ้น
“ท่านกุนซือภายใต้ที่นั่งนี้มาแล้วหรือ ข้าขอถามท่านมีวิธีไหนให้นามอันเกรียงไกรของนิกายข้าโด่งดัง โลกไม่ลืมหรือไม่”
“กลับไปหาท่านเ้านิกาย ข้ามิบังอาจเป็กุนซือให้ท่านผู้ยิ่งใหญ่ได้ แต่วิธีที่เราจะสร้างนิกายต้องไปลงทะเบียนกับเ้าเมือง เพื่อขึ้นทะเบียนสำนัก
สำนักระดับต่ำมากมาย ระดับ 3 เรียกนิกาย 2,1 เรียกสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
แต่ละระดับมีเงื่อนไขที่เข้มงวดมาก หลังที่ข้าเข้ามาโลกใบนี้แล้วข้าได้ศึกษาการสร้างสำนักมาไม่มากก็น้อย”
นักพรตเสวี่ยทำท่าครุ่นคิด ลูบเคราของเขาพรางโบกพัดขนนกพอเป็พิธีราวปราชญ์่ยุคขุนพล
แต่เสียงหนึ่งโพร่งเข้ามาทำให้เขาแทบวิ่งหนี แค่ไม่กล้าก้าวออกไป
“ไร้สาระ!!”
ลู่ ฉางชิงไม่อยากเล่นตามเกมเพราะเขารู้โครงเื่แนวสร้างนิกาย บางเื่ใช้เวลาเกือบครึ่งหมื่นตอนด้วยซ้ำเขาไม่อยากหมกมุ่นอยู่ในโลกนี้นาน เขาเชื่อว่ามีโลกเบื้องบน มีเอกภพ มีเอเลี่ยนอีกมากมายตามที่เขาเคยอ่านมา
“ท่านมีข้อสงสัยใดหรือไม่ ถ้าท่านเร่งรีบข้าปราชญ์ผู้นี้ก็จะบอกวิธีที่ท่านจะพอใจท่านเ้านิกาย”
นักพรตแสร้งส่งเสียงบี๊บต่อไป ภายในใจเขากลัวแทบตาย
‘ข้าพูดอะไรผิดหรือไม่’
‘ข้อมูลข้าถูกต้อง ข้ารู้เงื่อนไขที่สำนักจะถูกยึดทรัพยากรด้วยซ้ำ’
‘อย่าฆ่าข้าเลย ให้ข้าผายลมต่อเถอะ’
“ข้าอยากทราบวิธีที่จะเป็ที่1 โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆภายใต้อำนาจเบ็ดเสร็จ ท่านเข้าใจหรือไม่”
“ถ้าเช่นนั้นข้าพอมีวิธี”
“โปรดบอกข้าเถิดกุนซือภายใต้ที่นั่งนี้”
ลู่ ฉางเชิงสงสัยมาก เขาไม่กลัวเพราะนิกายเขามีค่ายกล ตัวเขามีของขวัญมือใหม่ปกป้อง ถ้าเขาบอกให้เย่ชิงชักกระบี่ ข้ากลัวว่าผู้ฝึกยุทธด้านนอกจะใจนตาย
“นิกายลับ!”
“ขึ้นชื่อว่านิกายลับทางการจะตรวจสอบได้อย่างไร พวกเราแข็งแกร่งมาก พวกเขากล้ามาตรวจสอบหรือ ใครกล้าต่อต้าน ลบหลู่ชื่อนิกาย ทุบตีพวกเขา หรือตัดหัวมันเสีย พวกเขาจะให้เราเป็นิกายลับเหนือเต๋าอันศักดิ์สิทธิ์โดยปริยาย ท่านคิดว่าอย่างไร?”
“ไม่เลวเลย ท่านช่วยข้าได้มากจริงๆ”
ลู่ฉางชิงยิ้มอย่างสบายใจ และคิดจะถามเื่อื่นๆ
ในใจนักพรตเสวี่ยก็อายแทบตาย ข้าพึ่งพ่นอะไรออกไป โลกนี้มีนิกายลับไหม? ข้าไม่เคยฆ่าคนด้วยซ้ำ ถ้าทางการมาข้าคงถูกทุบตีจนตาย สวะสร้างรากฐานส่งเสียงบี๊บต่อหน้าทางการ
ตอนนี้เข้าข้างฝ่ายไหน ทางไหนก็ตาย
‘ใจเย็นๆ มีต้นขาทองคำให้เกาะ สู้ไม่ไหวก็อ้างไม่อยากลงมือกลัวโลกจะแตก แบบนี้ได้ไหม? เป็ไปได้! ข้าคือปราชญ์แห่ง์ภายใต้นิกายเหนือเต๋าอันศักดิ์สิทธิ์!’
“เอาล่ะ ท่านรู้ไหมว่าที่นี่คือที่ใด พวกท่านออกไปสำรวจเส้นทางกันหน่อย เจอสัตว์ร้ายหรือมอนเตอร์ ผลไม้ก็นำกลับมา ข้าจะปรุงอาหารด้วยตัวเอง”
“ตามที่ท่าน้า”
นักพรตเสวี่ยรีบจากไปด้วยใบหน้าซีดเซียว ออกไปสำรวจ บัดซบ! ข้าสร้างรากฐานขั้นที่4 ไปสำรวจป่าทึบกับศิษย์ฝึกฉีดีไหม ฆ่าสัตว์ร้าย? ฆ่าไก่ยังลำบากเลยพี่ชาย ขอร้องล่ะ
ผ่านไปประมาณ1เค่อ หลังจากเตรียมตัวเสร็จแล้ว
“ศิษย์ข้ารวมตัว ข้าจะอำลาพวกเ้า”
นักพรตพูดด้วยสายตาแดงก่ำ
ไม่กี่นาทีต่อมาสาวกมารวมตัวกันทั้งหมด พร้อมส่งนักพรตเฒ่าออกไปหลังจากฟังคำอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น
“อาจารย์อย่ากังวลข้าจะดูแลศิษย์น้องอย่างดี”
“อาจารย์อย่าหักเหรียญอีกต่อไป”
“อาจารย์…”
ศิษย์ต่างรอส่งนักพรตออกไปอย่างไม่เต็มใจ
“เดี๋ยวข้าจะกลับมาอย่างกังวล”
เขาโยนเหรียญขึ้นอีกครั้งอธิษฐานหาทางที่ปลอดภัย
‘์ข้าควรไปทางไหนซ้ายหรือขวาหากข้าพลาดสหายของท่านลู่ ฉางชิงจะไม่มีกุนซือในโลกนี้อีกต่อไป’
และเขาก็จากไหนพร้อมกับเสียงมิติที่พังทลายลงอีกครั้งต่อหน้าเหล่าสาวก
“บูม!!”
เงียบ
เงียบแทบตาย
“ข้าหวังว่าอาจารย์จะกลับมาได้ ไปกันเถอะ เดี๋ยวผู้าุโจะสงสัย เขาส่งอาจารย์ไปหาสัตว์ร้าย ไม่ได้ไปตาย จะมาส่งอะไรกัน”
เย่ ชิงเฉินกล่าวปลอบใจศิษย์น้อง
หลังจากได้ยินเสียงะเิลู่ ฉางชิงก็สบายใจมาก เขารู้ว่านักพรตได้ลงมือตัดมิติไปหาอาหารแล้ว หลังจากยินดีฉางชิงก็ถอนหายใจและครุ่นคิดต่อไป
‘ข้าไม่รู้ว่าข้าจะแข็งแกร่งหรือไม่ เป็อัจฉริยะ? มีรากิญญาหรือไม่ ข้าไม่กล้าออกจากค่ายกลป้องกันด้วยซ้ำต้องหลอกพวกเขาไปเปิดทางให้ได้ เมื่อแน่ใจแล้วข้าจะพาใครสักคนออกไปประกาศศักดานามนิกายข้า ถ้าข้าเป็ขยะจริงๆก็ลืมไปเถอะ แกล้งหลอกพวกเขาจนข้าตาย’
คิดได้ดังนั้นเขาก็เรียกชิงเฉินมาหาพร้อมกับใช้ให้ไปตัดไม้มาให้เขาแกะสลักเล่นยามว่าง