“ท่านอาหนิงเอ๋อ ท่านอย่าหายไปอย่างนี้อีกได้ไหมเ้าคะ พอท่านไม่มาหาพวกเราทุกวันเหมือนอย่างเคย ข้ารู้สึกไม่ดีเลยเ้าค่ะ” มู่หรงฮุ่ยชิวพูดไปพร้อมกับช่วยหยุนหนิงเอ๋อจัดโต๊ะอาหารไปด้วย
“ทำไมหรือฮุ่ยชิว อย่าบอกนะว่าเ้าคิดถึงข้าจนนอนไม่หลับ” หยุนหนิงเอ๋อยิ้มถาม
“ข้านอนหลับสบายมากเลยเ้าค่ะ เพราะที่นอนนุ่มๆ ของท่านทำให้ข้านอนหลับได้อย่างดีเลย” มู่หรงฮุ่ยชิวตอบอย่างไม่นึกอะไร
หยุนหนิงเอ๋อยิ้มให้กับความไร้เดียงสา “ในเมื่อนอนหลับอย่างดีแล้วทำไมเ้าถึงอยากให้ข้ามาหาเ้าทุกวันเล่า”
“ก็พอท่านไม่มาพวกเราก็ไม่ได้กินของอร่อยกันเลยเ้าค่ะ ท่านอาจิงจิงทำอาหารเป็แค่ไม่กี่อย่างเอง แล้วแต่ละอย่างก็ไม่อร่อยเหมือนที่ท่านทำมาเลย” มู่หรงฮุ่ยชิวชี้ไปที่ถ้วยซุปที่มีขนมปังอบชีสวางอยู่้า “ในชามนี้คืออะไรหรือเ้าคะ”
“ซุปหอมหัวใหญ่จ้ะ ส่วนที่วางอยู่้าคือขนมปังอบชีส ่นี้ฝนตกบ่อย กินซุปนี้เข้าไปจะช่วยป้องกันหวัดได้ เ้าไปตามคนอื่นมากินข้าวเถอะ อาหารจะเย็นหมดแล้วเดี๋ยวจะกินไม่อร่อย”
มู่หรงฮุ่ยชิววิ่งไปตามคนอื่นมาที่โต๊ะทานข้าวทันที ไม่นานทุกคนก็มากันครบและนั่งประจำที่ของตัวเอง
“คุณหนูฮุ่ยซิวถูกใจอาหารมื้อนี้มากสินะเ้าคะ คงไม่อยากกินอาหารฝีมือข้าอีกแล้วกระมัง” ลี่จิงจิงแกล้งพูดอย่างน้อยใจ
แต่มู่หรงฮุ่ยชิวที่เป็เด็กอยู่จะไปเข้าใจได้ยังไง “มีอาหารอร่อยๆ ของท่านอาหนิงเอ๋อแล้วข้าจะไปสนใจอาหารของท่านทำไมกันเ้าคะ”
“อย่าว่าแต่คุณหนูกับคุณชายไม่สนใจเลย แม้แต่ข้าก็ไม่สนใจ ฝีมือของเ้าจะเทียบกับหนิงเอ๋อได้ยังไง” ลี่เจี้ยนจงสนับสนุนคุณหนูของตน ก่อนจะหันไปถามหยุนหนิงเอ๋อ “หนิงเอ๋อ...เ้าทำอะไรมาบ้างหรือ ทำไมหน้าตาอาหารถึงได้ดูประหลาดอย่างนี้ แล้วทำไมบะหมี่สีเหลืองของข้าถึงไม่มีมะเขือเทศเหมือนของคุณหนูเลยเล่า อีกอย่างน้ำราดบะหมี่ของข้าทำไมเป็สีดำ”
“วันนี้ข้าไม่มีเวลาเตรียมอาหารมากนักจึงทำอาหารง่ายๆ มาให้พวกท่านทานเ้าค่ะ ในถ้วยเล็กคือซุปหอมหัวใหญ่กินคู่กับขนมปังอบชีส ส่วนบะหมี่สีเหลืองที่ท่านถามเรียกว่าสปาเกตตี ของเด็กๆ ข้าทำเป็ซอสมะเขือเทศผัดใส่ไส้กรอก ส่วนของผู้ใหญ่จะทำเป็ซอสเนื้อ สีของมันก็เลยจะไม่เหมือนกันเ้าค่ะ และอาหารจานที่อยู่ตรงกลางคืออกไก่พันเบคอน” หยุนหนิงเอ๋ออธิบาย
“ท่านอาหนิงเอ๋อบอกว่าซุปหอมหัวใหญ่จะช่วยป้องกันหวัดได้เ้าค่ะ” มู่หรงฮุ่ยชิวพูดเสริม
“ฮุ่ยชิวเก่งมาก ข้าพูดครั้งเดียวก็จำได้หมดแล้ว ฉลาดอย่างนี้อยากได้รางวัลอะไรเป็พิเศษไหม” หยุนหนิงเอ๋อชม
“ข้าไม่อยากได้อะไรเ้าค่ะ ขอแค่ท่านอาหนิงเอ๋อทำอาหารอร่อยๆ มาให้ข้ากินทุกวันก็พอแล้ว” มู่หรงฮุ่ยชิวรีบบอก
“ได้ ข้าจะทำอาหารกับขนมอร่อยๆ ให้เ้ากินทุกวัน”
“ท่านอาหนิงเอ๋อลำเอียง” มู่หรงเข่อชิงพูดขึ้นอย่างไม่พอใจ
“หืม...ข้าลำเอียงยังไง” หยุนหนิงเอ๋อถาม
“ก็ท่านรับปากจะทำอาหารกับขนมอร่อยๆ มาให้ฮุ่ยชิวกินคนเดียว แล้วพวกเราสามคนเล่าเ้าคะ ท่านลืมพวกเราไปแล้วหรือ” มู่หรงเข่อชิงทำท่าเหมือนจะร้องไห้
“ข้าขอโทษที่ลืมพูดถึงพวกเ้าไป แต่ข้าไม่ได้ลืมพวกเ้านะ ปกติเวลาข้าทำอาหารกับขนมมาก็มีแต่ของที่พวกเ้าชอบทั้งนั้นไม่ใช่หรือ” หยุนหนิงเอ๋ออธิบายให้มู่หรงเข่อชิงฟัง “เ้ากับฝูเยว่ชอบกินอาหารที่มีรสหวานและรสเปรี้ยว สปาเกตตีจานนี้ก็ทำมาแบบที่พวกเ้าสองคนชอบ ฮุ่ยชิวชอบกินอาหารประเภทเนื้อ ข้าก็ทำไก่พันเบคอนมาให้ ส่วนเฉิงเยี่ยนไม่ค่อยชอบกินผัก ข้าก็เลยทำอาหารจานผักที่เขาทานได้ง่ายมาให้ อย่างเช่นซุปหอมหัวใหญ่นี่ยังไง ดูสิ...ข้าทำอาหารพวกนี้มาให้พวกเ้าโดยเฉพาะ เ้ายังมาหาว่าข้าลืมพวกเ้าอีก ข้าตั้งใจจะดูแลพวกเ้าอย่างดีแล้วข้าจะลืมเื่นี้ได้ยังไงกัน”
เด็กหญิงทั้งสามคนได้ยินคำอธิบายก็ส่งยิ้มกว้าง แม้แต่มู่หรงเฉิงเยี่ยนยังตักซุปหอมหัวใหญ่ทานอย่างเอร็ดอร่อย เพราะซุปชามนี้ท่านอาหนิงเอ๋อตั้งใจทำเพื่อเขาโดยเฉพาะ
บรรยากาศในบ้านกลับมาสดใสอีกครั้ง ผิดกับ่ก่อนหน้านี้ที่หยุนหนิงเอ๋อไม่ได้มาที่บ้านตนเองเป็อย่างมาก มู่หรงเฉินมีความรู้สึกดีกับหยุนหนิงเอ๋อขึ้นอีกหลายระดับโดยที่เขาไม่ทันรู้ตัว
“ว่ายังไงไอ้เด็กน้อย เ้าไปตีสนิทกับลูกบ้านนั้นมาแล้วหรือยัง” ตาเฒ่าหม่าถามหานเสี่ยวตั้น
“ท่านเอาเงินสิบอีแปะมาให้ข้าก่อนสิ” หานเสี่ยวตั้นยื่นมือออกไปเพื่อรอรับค่าจ้าง
“เงินแค่สิบอีแปะยังคิดว่าข้าจะโกงอีกหรือ เอาไป!” ตาเฒ่าหม่าโยนเงินลงพื้น “ตกลงว่าเ้าทำงานได้สำเร็จหรือเปล่า”
“ข้ายังตีสนิทกับเด็กบ้านนั้นไม่ได้ แต่รับรองว่าอีกไม่กี่วันข้าต้องทำสำเร็จแน่ ท่านอย่าลืมเตรียมเงินหนึ่งร้อยอีแปะไว้ก็แล้วกัน” หานเสี่ยวตั้นพูดจบก็วิ่งกลับบ้านของตัวเองไปเพราะกลัวว่าตาเฒ่าหม่าจะแย่งเงินคืน
“ไอ้เด็กเลวเอ๊ย! ทำงานไม่สำเร็จยังกล้ามาทวงเงินข้าอีก แต่เอาเถอะ...เื่นี้ข้ารอได้ เพราะไม่ว่าใครที่คิดจะมาแย่งแม่หนูหนิงเอ๋อไปจากข้า พวกมันย่อมต้องสูญเสียของรักของพวกมันไปเหมือนกัน” ตาเฒ่าหม่าพูดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
หยุนไป๋ที่บังเอิญผ่านมาได้ยินก็คิดว่าตนเองมีทางเลือกขึ้นมาอีกทางหนึ่งแล้ว จากเดิมเขาตั้งใจจะวางยาน้องสาวแล้วจับนางไปแต่งกับตาเฒ่าหม่าเพื่อหวังเงินไม่กี่ตำลึง แต่เงินจำนวนนั้นมันไม่พอที่เขาจะทำให้แม่นางหงเอ๋อมาอยู่กับเขาได้
เพราะฉะนั้นอีกทางเลือกหนึ่งก็คือเขาต้องเรียกเงินจากน้องสาวให้ได้มากกว่านั้น เพราะเขามั่นใจว่าที่น้องสาวไปที่ร้านขายผ้าแห่งนั้นย่อมต้องเอาของบางอย่างไปขายอย่างแน่นอน
แต่อีกใจหนึ่งของหยุ๋นไป๋เวลานี้กลับมีความรู้สึกบางอย่าง เมื่อเขาเห็นหงเอ๋อต้องอดทนหาเงินโดยการทำอาชีพที่ผู้คนล้วนรังเกียจ แล้วถ้าเขาส่งน้องสาวไปแต่งงานกับตาเฒ่ามากตัณหาแซ่หม่าคนนั้นเล่า แม้น้องสาวจะได้ชื่อว่าถูกตบแต่งเป็ภรรยา แต่ชีวิตภายภาคหน้าของนางจะต่างอะไรกับหญิงนางโลมที่ต้องบำบัดความ้าให้ชายชราคนนั้นกัน
นอกจากหยุนไป๋แล้ว ตอนนี้หานซื่อซึ่งเป็มารดาของหานเสี่ยวตั้นก็ได้ยินคำพูดของตาเฒ่าหม่าที่พูดกับลูกชายของตนอยู่เหมือนกัน นางอยากจะกลับบ้านไปสั่งสอนบุตรชายเหลือเกินว่าเพียงแค่เงินไม่กี่อีแปะทำไมเขาถึงกล้าไปร่วมมือทำเื่ไม่ดีกับตาเฒ่ามากตัณหาคนนั้น
แม้จะไม่รู้ว่าทำไมตาเฒ่าหม่าถึงให้ลูกชายของนางไปตีสนิทกับลูกๆ ของคุณชายมู่หรง แต่ทุกเื่ที่เกี่ยวกับตาเฒ่าหม่าต้องไม่ใช่เื่ดีแน่นอน นางต้องกลับไปถามลูกชายให้รู้เื่เสียแล้ว
“เสี่ยวตั้น! หานเสี่ยวตั้น เ้าออกมาหาข้าเดี๋ยวนี้” หานซื่อะโเรียกลูกชาย
“ท่านแม่มีอะไรหรือขอรับ ทำไมะโเรียกเสียงดังอย่างนั้น หรือว่าท่านถูกใครเอาเปรียบมาอีกแล้ว ท่านรีบบอกข้ามา ข้าจะไปจัดการเ้าพวกคนชั่วพวกนั้นเอง” หานเสี่ยวตั้นวิ่งไปหยิบพลั่วมาถือไว้ในมือ
หานซื่อยืนกอดอกมองลูกชาย “วันนี้เ้ากับตาเฒ่าหม่าคุยเื่อะไรกัน”
“ไม่...ไม่มีอะไรขอรับ ท่านปู่หม่าแค่ชวนข้าคุยเท่านั้น” หานเสี่ยวตั้นโกหกมารดา
“เสี่ยวตั้น...เดี๋ยวนี้เ้าโกหกแม่เป็แล้วหรือ”
“ข้าไม่ได้โกหกขอรับ ข้าไม่ได้โกหกท่านจริงๆ”
“แม่ให้โอกาสเ้าอีกครั้ง วันนี้เ้ากับตาเฒ่าหม่าคุยเื่อะไรกัน”
“ข้าบอกไปแล้วทำไมท่านไม่เชื่อ ข้ากับท่านปู่หม่าไม่ได้คุยเื่อะไรกันเลยจริงๆ ถ้าท่านยังไม่เชื่อข้าก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว” หานเสี่ยวตั้นะโใส่มารดาเพื่อหวังจะให้นางหยุดและไม่ถามสิ่งใดต่อ การโกหกมารดาเป็สิ่งที่เขาไม่เคยคิดจะทำ แต่ครั้งนี้เพื่อเงินหนึ่งร้อยอีแปะแล้วเขายอมที่จะโกหกนาง
“ข้าได้ยินมากับหูว่าเ้าพูดถึงเื่เงินค่าจ้างหนึ่งร้อยอีแปะ แล้วตอนนี้ในมือของเ้าก็มีเงินของตาแก่นั่นอยู่ด้วย เ้ายังคิดจะโกหกข้าต่ออีกไหม”
“ท่านแม่! ท่านรู้เื่นี้ได้ยังไง” หานเสี่ยวตั้นรู้ว่าคงโกหกมารดาต่อไม่ได้แล้ว เขารีบคุกเข่าลง “ท่านแม่อย่าห้ามข้าเื่นี้เลยขอรับ ถ้าข้าได้เงินหนึ่งร้อยอีแปะมา บ้านเราจะได้มีเงินซื้อข้าวมากิน ข้าแค่อยากหาเงินมาซื้อข้าวเก็บไว้ พอถึงหน้าหนาวเราก็จะไม่ต้องมาทนหิวกันอีกแล้วขอรับ อีกอย่างท่านปู่หม่าแค่ให้ข้าไปตีสนิทกับลูกชายบ้านนั้นเท่านั้นเอง มันไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรเลย”
“เ้ารู้ได้ยังไงว่ามันไม่ใช่เื่ใหญ่ ตาเฒ่าหม่าเป็คนยังไงเ้าไม่รู้หรือ เื่ไหนที่เกี่ยวกับตาแก่นั่นย่อมไม่ใช่เื่ดี ข้าที่เป็เพียงหญิงหม้ายลูกติดยังเคยถูกเขา...” หานซื่อไม่พูดต่อ
“เคยอะไรขอรับท่านแม่” หานเสี่ยวตั้นถามมารดาเมื่อเห็นนางเงียบไป
หานซื่อไม่อยากพูดเื่ราวในอดีตที่น่าขยะแขยงให้ลูกชายฟัง ลำพังแค่นางตั้งท้องเขามาโดยไม่รู้ว่าบิดาเป็ใครก็ทำให้ลูกชายมีปมด้อยมากพออยู่แล้ว หากลูกชายยังมารู้อีกว่าตาเฒ่าหม่าเคยทำเื่เลวร้ายกับนาง นางกลัวว่าลูกชายคงจะอับอายจนไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วก็ได้ “ไม่มีอะไร ข้าแค่อยากขอร้องเ้าว่าให้เ้าอยู่ห่างๆ จากตาแก่นั่น ไม่ว่าเขาจะให้เงินเ้ามากเท่าไหร่เ้าก็ไม่จำเป็ต้องรับงานจากเขา หากเ้าไม่เชื่อ...แม้ว่าเ้าจะเอาเงินมากองไว้ตรงหน้า ข้าก็จะไม่แตะเงินนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว หรือแม้ว่าเ้าจะซื้อข้าวซื้ออาหารมาให้ข้ากิน ข้าก็ยอมอดตายเสียยังดีกว่าที่จะกินอาหารที่ได้มาจากเงินของคนสกปรกนั่น”
“ท่านแม่! ทำไมท่านไม่เข้าใจข้า ที่ข้าทำไปก็เพราะข้าเป็ห่วงสุขภาพของท่านนะขอรับ”
“หากเ้าทำอย่างที่ข้าขอไม่ได้เ้าก็อย่ามาเรียกข้าว่าแม่” หานซื่อพูดจบก็เดินเข้าบ้านไป
หานเสี่ยวตั้นมองร่างผอมแห้งของมารดาอย่างเสียใจ ‘ถ้าท่านไม่ยอมกินอาหารที่ข้าซื้อมาข้าก็จะยอมเอาชีวิตของข้ามาต่อรองให้ท่านกินให้ได้ ข้าไม่เชื่อว่าท่านจะใจแข็งกับข้าได้หรอกท่านแม่’