บทที่ ๗
แปดปีต่อมา
“เหตุใดวันนี้เ้าถึงกลับมาเร็วเสียล่ะ” เสียงชายแก่ดังซ่านไปทั่วห้องหินที่ซึ่งเขา และหวังจวินใช้ฝึกวิชาร่วมกันมาหลายปี ส่วนตัวเขานั่งโคจรพลังปราณบนแท่นหินแท่นหนึ่ง ทั่วห้องมีไออุ่นจากปราณของเขาบ่งบอกได้ทันทีว่านี้คือกำลังภายในของผู้เป็ยอดฝีมือ
“ท่านก็น่าจะรู้จักข้าดีนี่นาท่านอาจารย์ ศิษย์หากยังไม่อาจขบปัญหากระบวนท่าสุดท้ายได้แล้วเสียละก็ มิอาจปล่อยใจเที่ยวร่อนเร่ด้วยความสงบได้หรอก” หวังจวินตอบ เสียงของเขานิ่งเงียบทุ่มเบา เพียงหากแต่ร่างกายของเขาไม่ได้อยู่ในห้องนี้ หากอยู่ก็เหมือนเงาไม่อาจมองเห็นได้โดยรอบ และเมื่อฟังจากน้ำเสียงแล้วก็ไม่อาจคาดเดาทิศทางได้เลย
“ลูกจวินแม้ว่าวันนี้จะเป็วันสุดท้ายของเ้าในสุสานแต่ข้าไม่อาจเปิดเผยความลับของวิชาให้เ้าฟังได้หรอก หากแม้นเ้ามีวาสนาจริงข้าเชื่อว่าเ้าจักต้องพบมันด้วยตนเองแน่ และข้ารู้ดีลูกจวินคนอย่างเ้าไม่ยอมคุกเข่าขอร้องข้า” จบประโยคหวังเจี้ยนหวังจวินก็ก้าวพรวดออกมาเบื้องหน้าของชายแก่ทันที ชายหนุ่มก้มคารวะอย่างนอบน้อมก่อนกล่าว
“ท่านอาจารย์แม้ว่าศิษย์ไร้สามารถ ไม่อาจขบคิดกระบวนท่าสุดท้ายนี้สำเร็จในวันนี้ได้ แต่ข้าต้องไปเสียแล้ว หากแม้นมีวาสนาต่อกันอีกศิษย์จะกลับมาเยี่ยมเยือนพร้อมทั้งนำหัวของหลี่ซือมาเซ่นแก่ฉินอ๋องให้จงได้” น้ำเสียงหวังจวินจริงจังขึ้น หวังเจี้ยนเองก้มหน้ามองมายังศิษย์แววตาของเขาหาเหมือนเมื่อก่อน ตอนนี้เต็มไปด้วยความเมตราอ่อนโยนมากนัก
“เอาล่ะลุกขึ้นเถอะลูกจวิน ข้าก็ไม่มีอะไรจะพร่ำบอกสอนเ้าอีกแล้ว เพียงแต่หวังว่าหากเ้ากลับไปถึงหมู่ตึกตระกูลซ่งจะทำงานให้เสร็จสมดังที่หมายไว้ได้”
“ขอรับท่านอาจารย์” กล่าวจบหวังจวินก็ลุกขึ้นสบตาของหวังเจี้ยนนิดหนึ่ง
“ลูกจวิน...” หวังเจี้ยนเอ่ยแ่เบา
“ขอรับท่านอาจารย์”
“เ้าจงจำไว้ว่าต่อจากนี้ห้ามเอ่ยถึงข้าอีก และหากไม่จำเป็ขอเ้าอย่าได้กลับมาในสุสานอีกเป็อันขาด เ้าเข้าใจหรือไม่”
“ขอรับท่านอาจารย์” เขาน้อมรับ
“ดี ว่าแต่เ้ามั่นใจแน่นะว่าไม่ได้มีเื่ขุมทรัพย์ไปหลุดรอดในแปดปีที่ผ่านมานี้” หวังเจี้ยนถามขึ้นอีกครั้ง
“ศิษย์มั่นใจ ตลอดแปดปีที่ผ่านมาข้าไม่เคยได้ยินข่าวคราวของขุมทรัพย์ออกมาเลยแม้แต่น้อย จึงมั่นใจได้ว่าไม่มีใครรู้เื่นี้ ส่วนหลายปีก่อนที่ส่งข่าวข้าก็ได้บอกเพียงแต่อุทิศตนในวัดหลิงวู่ซานที่เชิงเขาเพื่อไถ่บาปแก่ท่านแม่เท่านั้นอย่างที่ข้าเคยบอกท่านอาจารย์ไปแล้ว”
“ดี เอาล่ะเ้ารีบออกเดินทางเถอะ” หวังเจียนพูดต่อพร้อมทั้งผายมือเป็เชิง หวังจวินเองก็หันหลังเดินจาก ชายหนุ่มหันมามองอาจารย์ของเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะไปด้วยสายตาที่อาวรณ์
เมื่อพ้นปากปล่องหวังจวินก็ทำการปกปิดตามที่ได้ตกลงกันกับหวังเจี้ยน เพราะแต่นี้หวังเจี้ยนเองก็จะเข้าสู่สภาวะจำศีลต่อไปไม่จำเป็ต้องใช้อาหารอีก หวังจวินเมื่อปิดเสร็จก็มองไปยังปล่องอย่างเลื่อนลอย แววตาของเขาเลื่อนลอยอาลัยนึกย้อนไปใน่ที่อยู่กับชายแก่ ตลอดชีวิตที่ผ่านมาชายหนุ่มไม่เคยเห็นหน้าบิด าและั้แ่มารดาตายไปั้แ่ยังเล็ก าุโที่ใกล้ชิดและเลี้ยงดูก็เป็หวังเจี้ยน เขาเองตอนนี้ทั้งที่เริ่มจะเติมเต็มส่วนขี่ขาดมาแล้วกลับต้องแยกจากอีก นึกแล้วรู้สึกหดหู่ใจ
“เอาล่ะเราคง้าม้าสักตัว ไม่รู้ว่าตอนนี้ที่หมู่ตึกเป็ไงบ้าง” เขาเอ่ยเบา ๆ ก่อนจะสาวเท้าเดินไป
หวังจวินรุดเท้ามายังโรงม้า เขาซื้อม้าตัวที่ดีที่สุดจากนั้นก็ควบต่อไปโรงเตี้ยมทันที แปดปีที่ผ่านมาหวังจวินเองหลบเลี่ยงพวกอันธพาลปี้ซิ้นมาโดยตลอด และตอนนี้เหมือนว่าพวกมันจะจดจำเขาไม่ได้แล้ว อย่างไรก็ตามหนี้แค้นยังสั่งสมอยู่ แต่ที่ยังไม่ลงมือทั้งนี้เพราะไม่อยากให้มีเื่อะไรบานปลายใหญ่โตอะไรมากนัก ถึงกระนั้นเขาก็ยังแอบช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกรังแกอยู่อย่างลับๆ
“เฒ่าแก่ ข้าขอสุราเลิศรสสามไหกับแกล้มและอาหารอย่างดีมาให้พออิ่มสองคน” หวังจวินกล่าวเมื่อเท้าััพื้นโรงเตี้ยม ก่อนจะมุ่งไปยังโต๊ะที่เสี่ยวเอ้อปัดฝุ่นเชิญนั่งใกล้ๆ
“เ้าหนุ่ม” เสียงหนึ่งร้องเรียกหวังจวินเขาหันขวับไปก็ปรากฏเห็นว่าเป็ขอทานผู้หนึ่ง
“มีอะไรหรือพี่ท่าน ท่านมีอะไรให้ข้าช่วยหรือ เชิญนั่งก่อน เขากล่าวตอบใบหน้ายิ้มแย้ม อีกทั้งยังไม่มีทีท่ารังเกียจทำเอาคนรอบค้างต่างงุนงงยิ่งนัก ขอทานได้ยินดังนั้นมันก็โผเข้ามานั่งในทันทีพร้อมทั้งกล่าวขอบคุณเสียยกใหญ่
“ไม่ทราบว่า ท่านมีอะไรให้ข้าช่วยหรือ”
“หาเป็เช่นนั้นไม่นายท่าน ข้าเพียงแต่จะมาขอทานเ้าเสียเท่านั้นไม่นึกว่าเ้ากลับชวนข้าร่วมโต๊ะนั่งคุยแบบนี้ นับว่าข้าได้พบคนมีคุณธรรมยิ่งนัก” ขอทานกล่าวพลางยกมือคารวะหวังจวินเองก็ยกมือตอบ
“แปลก ปกติพรรคกระยาจกจะไม่เข้ามาขอทานในโรงเตี๊ยมไม่ใช่หรือ เพราะกฎของพรรคห้ามทำความรำคาญแก่ผู้คน” หวังจวินกล่าวเพราะแต่ก่อนตอนที่ยังร่อนเร่ชายหนุ่มต่างคุ้นเคยกับชาวกระยาจกดี
“นายท่านความรู้กว้างขวางยิ่งนัก ใช่เป็เช่นนั้น หากแต่ข้าเป็ศิษย์ส่งข่าวของพรรค เร่งรีบนำข่าวชุมนุมใหญ่ไปแจ้งที่พรรคสาขาที่เจิ่งโจว หลายวันมานี้ไม่ได้มีอันใดตกถึงท้อง อีกทั้งยามนี้หน่วยตรวจของทางการตระเวนอยู่ จึงดั้นด้นผิดกฎมาขอทานในโรงเตี๊ยมนี้แหละ” มันกล่าวมือลูบท้องเบาๆ
“ฮ่าๆ ๆ แท้จริงเป็เช่นนี้เองเอาล่ะไม่ต้องเกรงใจ อาหารมาแล้ว เชิญๆ”
หลังจากรับประทานอยู่ครู่ใหญ่หวังจวินก็พอทราบมาว่า มันชื่อเปียวจิงเทียน และพรรคยาจกมีประชุมใหญ่ที่ลั่วหยางในอีกสองเดือนข้างหน้า พื่อหารือเื่ส่งคนประลองชิงตำแหน่งเ้ายุทธภพ ณ เขาเหลียงซานอีกครึ่งปี และงานนี้สำคัญมาก เพราะว่าหลังจากลู่เฉี่ยวหลงประมุขคนก่อนออกร่อนเร่ยุทธภพและหายตัวไป เขาไม่ได้แต่งตั้งหัวหน้าพรรคไว้ก่อนพรรคกระยาจกจึงมีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน ดังนั้นห้าผู้าุโจึงจะจัดประลองภายในเสียก่อนเพื่อหาบุคคลที่มีฝีมือโดดเด่นเข้าชิงเ้ายุทธภพที่จะจัดขึ้นในภายภาคหน้า และหากมีผลงานดังกล่าวห้าผู้าุโคิดว่าแต่งตั้งประมุขคนใหม่ขึ้นมาเพื่อยึดเหนี่ยวลูกศิษย์ที่กำลังแบ่งฝ่ายกันอยู่
“เป็เช่นนี้เอง มิน่าล่ะ แต่เื่ภายในเหตุใดจึงบอกแก่ข้าละพี่ท่าน”
“ข้าเองก็ประหลาดใจ แต่ข้าเชื่อว่าบอกเื่นี้แก่ท่านไม่มีเภทภัยอะไรแน่ มันเป็ความถูกใจพิกล ว่าแต่นายท่านเถอะเหตุใดถึงมาช่วยข้าและยังให้เกรียติข้าถึงเพียงนี้อีก ทั้งที่เราเป็คนแปลกหน้าแท้ ๆ” เปียวจิงเทียนเอ่ยแม้อาหารจะเต็มปากมันอยู่
“ฮ่าๆ พี่เปี่ยวอย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลย แต่ก่อนข้าซมซานร่อนเร่ทั่วถิ่นแคว้นเมื่อครั้งยังเด็ก ได้คนพรรคกระยาจกช่วยชีวิตไว้หลายครั้งหลายหนแต่ก็โดนคนของพรรคท่านรังแกหลายครั้งเช่นกัน ตอนนี้พอมีเงินทองติดมืออยู่บ้าง เห็นพี่ท่านคนพรรคยาจกมีทุกข์ไหนเลยจะนิ่งเฉยได้” หวังจวินกล่าวใจจริงพลางยกไหเหล้าเทแก่เปียวจิงเทียน
“อ่า ประเสริฐแท้ไม่นึกว่าท่านแต่ก่อนจะเป็คนเพนจรยากไร้ คนส่วนมากแม้จะได้ดีก็ยากที่จะกล่าวถึงภูมิหลังอันต่ำต้อยเพราะความอาย ท่านนับเป็ผู้ไม่ลืมกำพรืดโดยแท้ นับถือๆ”
“ท่านพี่เปียวกล่าวชมมากไป ลูกผู้ชายแม้ตายไม่ลืมชื่อแม้ชีพวายไม่ลืมชาติ ดังนั้นแล้วข้าไหนเลยจะลืมความแร้งแค้นที่เป็บทเรียนร่ำค่าได้เล่า”
“ฮ่าๆ ๆ ท่านกล่าวได้เยี่ยมข้าขอคำนับ ดื่ม!!” เปียวจิงเทียนกล่าวพร้อมซดเหล้าหมดจอก จากนั้นพวกเขาก็ถามไถ่เื่ราวยุทธภพที่เจอมา หวังจวินเองก็เปิดเผยเพียงเื่ครั้งยังเร่ร่อนกับได้รับความช่วยเหลือจากซ่งเฉวียนเท่านั้นนอกนั้นเขาไม่ได้พูดถึงแต่อย่างใด
ก่อนจากเปียวจิงเทียนก็ได้มอบป้ายยืนยันฐานะอันหนึ่งให้แก่เขาพร้อมทั้งกล่าว
“ท่านหวังจวิน แม้ป้ายฐานะยาจกของข้าจะต่ำต้อยแต่หวังว่าภายภาคหน้าหากท่านมีภัยหวังว่าจะตอบแทนท่านได้” มันกล่าวน้ำเสียงแ่เบา หวังจวินเองก็ฟังออกได้ว่าเปียวจิงเทียนผู้นี้เอ่ยออกมาด้วยใจจริงไม่มีการเสแสร้งแต่อย่างใด
“อย่าว่าเช่นนั้นเลยพี่ท่าน คนดีมีคุณธรรมเช่นท่านพูดจาเปิดเผย ภายภาคหน้าจักต้องมีตำแหน่งที่ดีในพรรคแน่” หวังจวินกล่าวตอบมือตบไหล่ยาจกสหายผู้นี้แววตาจดจ้อง ไม่รู้เพราะฤทธิ์เหล้าหรืออะไรชายหนุ่มรู้สึกว่าเปียวจิงเทียนผู้นี้ถูกชะตานัก จากนั้นเมื่อร่ำราเสร็จสิ้นหวังจวินเองก็ควบม้ามุ่งสู่เจิ่งโจวทันที