ซูชิ่นดื่มน้ำจนเริ่มมีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้าง นางหยิบมีดสั้นที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาเช็ดคราบเืกับดินจนสะอาด แล้วเหน็บกลับไว้ที่เอวอีกครั้ง มีดสั้นเล่มนี้เป็ของที่สามีเ้าของร่างเดิมทิ้งไว้ให้เพื่อใช้ป้องกันตัว
นางให้โจวโจวไปเก็บกิ่งไม้ขนาดเท่าแขนมาหนึ่งกิ่งเพื่อใช้เป็ไม้เท้า และกว่าจะยันกายลุกขึ้นยืนจากพื้นได้ก็ต้องสิ้นเปลืองแรงไปมาก
ที่นี่อยู่ห่างจากถนนสายหลักไม่ไกลนัก ซูชิ่นจึงไม่ได้คิดจะพาลูกทั้งสองคนออกไป
แม้พวกนางจะไม่มีเงินติดตัวสักอีแปะเดียว แต่พวกเขาต่างก็มีรูปโฉมงดงามหมดจด ในสายตาของผู้อื่น พวกเขาเปรียบเสมือนเนื้อชิ้นมันสามชิ้นที่เดินได้ ดังนั้นนางจึงต้องพาลูกทั้งสองหาที่หลบซ่อนในป่าเพื่อค้างคืนก่อน
สามแม่ลูกเดินลึกเข้าไปในป่าครู่หนึ่ง โชคดีที่พบศาลเ้าเทพูเาที่เก่าทรุดโทรมแห่งหนึ่ง
ศาลเ้านี้มีขนาดไม่ใหญ่ มีพื้นที่เพียงหมู่กว่า ๆ เท่านั้น รูปปั้นเทพูเาที่ประดิษฐานอยู่ภายในก็ชำรุดเสียหายจนดูน่าเกลียดและดุร้าย
"ท่านแม่ ข้ากลัวเ้าค่ะ" เยว่เยว่เป็เด็กขี้กลัว นางจึงรีบหลบไปข้างหลังซูชิ่น
"ก็แค่รูปปั้นดินที่ทำออกมาน่าเกลียดหน่อยเท่านั้น มีอะไรน่ากลัวกัน?" ซูชิ่นพยายามปลอบนาง
ดวงตาของเยว่เยว่เริ่มแดงก่ำ น้ำตาจวนเจียนจะไหลออกมา
"น้องสาวอย่ากลัวเลย ในศาลเ้ามีแต่เทพเซียนอาศัยอยู่ เทพเซียนล้วนเป็คนดี แม้รูปลักษณ์จะน่ากลัวไปบ้าง แต่พวกเขาไม่ทำร้ายพวกเราหรอก" โจวโจวเดินเข้ามาลูบศีรษะเล็ก ๆ ที่ยุ่งเหยิงของนาง
"จริงหรือเ้าคะ?" เยว่เยว่เอ่ยพร้อมกับรวบรวมความกล้าเงยหน้ามองรูปปั้นนั้น ในใจยังมีความกลัวอยู่บ้าง
"แน่นอน เ้าตามพี่ชายมาคำนับเทพเซียนสิ แล้วท่านจะคุ้มครองพวกเรา" โจวโจวพยักหน้าอย่างหนักแน่น
เยว่เยว่รู้สึกว่าสิ่งที่พี่ชายพูดมีเหตุผล จึงรวบรวมความกล้าอีกครั้งแล้วเดินออกมาจากข้างหลังซูชิ่น จูงมือโจวโจวแล้วคำนับรูปปั้นเทพูเาสามครั้ง
"ขอพระโพธิสัตว์โปรดคุ้มครองพวกเราด้วย"
ซูชิ่นมองดูรูปปั้นที่ชำรุดเสียหายนั้นแล้วเม้มปาก หากรูปปั้นดินเหล่านี้มีพลังคุ้มครองผู้คนได้จริง คงไม่ตกอยู่ในสภาพที่แม้แต่รูปปั้นดินก็ยังรักษาไว้ไม่ได้เช่นนี้
ทว่า เมื่อมองดูเ้าตัวเล็กทั้งสองที่ทำท่าทางจริงจัง แววตาของนางก็อ่อนโยนลงโดยไม่รู้ตัว
เด็กสองคนนี้ไม่น่ารำคาญเลยสักนิด
ที่มุมของศาลเ้าเทพูเามีฟืนอยู่เล็กน้อย ซูชิ่นกลัวว่าตอนกลางคืนจะมีสัตว์ร้ายบุกเข้ามาจึงอยากจะจุดไฟ แต่วิธีการจุดไฟกลับทำให้นางลำบากใจ
"ท่านแม่ ท่าน้าสิ่งนี้ใช่หรือไม่ขอรับ?" โจวโจวเห็นนางขมวดคิ้วมองกองฟืน จึงหยิบหินจุดไฟคู่หนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
ซูชิ่นเลิกคิ้วขึ้น ในใจคิดว่า 'เ้าตัวเล็กคนนี้ช่างรู้ความเสียจริง'
แต่หินจุดไฟนี้กลับทำให้นางลำบากใจอีกครั้ง เพราะในชาติก่อนนางไม่เคยเห็นสิ่งนี้เลยด้วยซ้ำ
นางมีความทรงจำของเ้าของร่างเดิม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่านางจะสามารถทำทุกอย่างได้เหมือนเ้าของร่างเดิม
นางรับมาและพยายามเลียนแบบท่าทางของเ้าของร่างเดิม โดยใช้หินจุดไฟเคาะกันอย่างแรงอยู่นาน แต่กลับไม่มีประกายไฟเกิดขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว
โจวโจวที่นั่งยอง ๆ ดูอยู่ข้าง ๆ ทนดูต่อไปไม่ไหว จึงถอนหายใจและส่ายหน้าอย่างจนใจ เขาหยิบหินจุดไฟคืนไป เคาะเพียงสองครั้งประกายไฟก็ตกลงบนฟืนที่แห้งสนิท จนเริ่มมีควันพวยพุ่งขึ้นมาทันที
เ้าตัวเล็กรีบหมอบลงกับพื้นแล้วใช้ปากเป่าลมเข้ากองฟืนอย่างระมัดระวัง
ไม่นานนัก เปลวไฟก็ลุกโชนขึ้นมา
"พี่ชายเก่งที่สุดเลย" เยว่เยว่รีบตบมือชมเชยอย่างกระตือรือร้น
โจวโจวหันกลับมามองซูชิ่น ในแววตามีความคาดหวังเล็กน้อย
ซูชิ่นอ่านใจเ้าตัวเล็กออก จึงพยักหน้าอย่างจริงจังแล้วกล่าวว่า "เก่งมาก"
เมื่อได้รับคำชม โจวโจวก็พยักหน้าเบา ๆ เหมือนไม่ใส่ใจ แต่มุมปากที่ยกขึ้นกลับทรยศความรู้สึกภายในใจของเขา
มุมปากของซูชิ่นกระตุก เด็กคนนี้ดูเหมือนจะเป็พวกปากแข็งแต่ใจร้อนรุ่มสินะ?
ตอนกลางคืน ซูชิ่นพาลูกทั้งสองเบียดกันนอนอยู่ที่มุมห้อง
เด็กทั้งคู่หลับสนิทไปแล้ว แต่ซูชิ่นกลับไม่มีความง่วงเลยแม้แต่น้อย นางลืมตาโพล่งพลางทบทวนเื่ที่ตนเองทะลุมิติมา
เ้าของร่างนี้มีชื่อต่างจากนางเพียงตัวอักษรเดียว นางชื่อซูชิ่น ส่วนเ้าของร่างเดิมชื่อซูชิ่นเหนียง เป็บุตรสาวของซิ่วไฉ ในครอบครัวมีพี่น้องห้าคน นางเป็ลูกคนที่สาม มีพี่ชายหนึ่งคน พี่สาวหนึ่งคน และมีน้องฝาแฝดชายหญิงอีกคู่หนึ่ง
ท่านปู่ของนางได้หมั้นหมายนางไว้กับตระกูลเฉิง ดังนั้นเมื่อซูชิ่นเหนียงอายุได้สิบห้าปี จึงได้แต่งงานกับเฉิงเยี่ยนอัน บุตรชายคนโตของตระกูลเฉิง เพียงแต่สถานะบุตรชายคนโตของเฉิงเยี่ยนอันค่อนข้างน่ากระอักกระอ่วน เนื่องจากมารดาแท้ ๆ ของเขาเสียชีวิตขณะให้กำเนิดเขา ส่วนเฉิงโจวซื่อในตอนนี้ คือภรรยาที่เฒ่าเฉิงแต่งเข้ามาภายหลัง
ความสัมพันธ์ของคู่สามีภรรยาเ้าของร่างเดิมนั้นเรียบง่าย ไม่ได้รักกันลึกซึ้งแต่ก็พอทนได้ หลังจากแต่งงานปีที่สอง ก็ได้ให้กำเนิดลูกทั้งสองคนที่อยู่ข้างกายนี้
ยุคสมัยนี้เป็สิ่งที่ซูชิ่นไม่เคยได้ยินในชาติก่อน ชื่อแคว้นคือแคว้นต้าเยี่ย ราชวงศ์ฮั่ว ฮ่องเต้พระองค์ปัจจุบันเป็ฮ่องเต้ลำดับที่เจ็ด ครองราชย์มาแล้วห้าปี ทว่ากลับหูเบา ไร้ความสามารถ และฟุ่มเฟือยอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่รีดไถภาษีจนราษฎรทั่วทั้งแคว้นต้าเยี่ยต้องทนทุกข์ทรมาน แต่าที่ชายแดนก็ยังเกิดขึ้นต่อเนื่องหลายปี ทำให้ทั้งแผ่นดินตกอยู่ในความปั่นป่วน และเกิดความวุ่นวายไปทั่ว
เ้าของร่างเดิมติดตามครอบครัวสามีอพยพหนีภัย ระหว่างทางได้พบกับกลุ่มโจรดักปล้น เพื่อปกป้องครอบครัว สามีจึงนำกลุ่มชายฉกรรจ์ไปต่อสู้กับพวกโจรอย่างเอาเป็เอาตาย ผลคือทุกคนกลับมาหมด ยกเว้นสามีของนางที่ตกหน้าผาไม่เหลือแม้แต่ศพ
เ้าของร่างเดิมที่ทนรับความสูญเสียไม่ได้จึงล้มป่วยหนัก ใครจะรู้ว่าครอบครัวสามีกลับฉวยโอกาสที่สามีเพิ่งตายและทางบ้านเดิมไม่มีข่าวคราวคิดจะขายนางทิ้ง แต่เพราะกลัวคนนินทาจึงสร้างข้ออ้างว่า้าหาบ้านสามีใหม่ให้นาง
แม้เ้าของร่างเดิมจะมีความสัมพันธ์กับสามีเพียงระดับปานกลาง แต่นางได้เรียนหนังสือและอ่านออกเขียนได้จากบิดาั้แ่เด็ก จึงให้ความสำคัญกับความบริสุทธิ์ของสตรีเป็อย่างมาก ย่อมไม่ยอมถูกปฏิบัติเช่นนี้ ทว่า การลุกขึ้นต่อต้านโดยไร้คนช่วยเหลือ ส่งผลให้นางถูกภรรยาของเฉิงเยี่ยนผิงผลักจนศีรษะกระแทกหินตาย
สรุปแล้วคือ นางเป็คนที่อาภัพยิ่งนัก
ส่วนตัวนางเอง สถานการณ์ก็ไม่ได้ดีไปกว่าเ้าของร่างเดิมเท่าใดนัก
ในชาติก่อน นางเกิดในตระกูลที่มีวรยุทธ์โบราณ เป็อัจฉริยะด้านการฝึกยุทธ์ เป็ความหวังและเกียรติยศของตระกูล แต่ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงเมื่อตอนอายุสิบขวบ
ปีที่อายุสิบขวบ มารดาแท้ ๆ ของนางเสียชีวิตในอุบัติเหตุทางรถยนต์ เหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้ทำให้นางและบิดาตกอยู่ในความโศกเศร้าอย่างหนัก
ใน่เวลาที่มืดมนที่สุด น้าหญิงของนางได้เข้ามาอยู่เคียงข้าง คอยดูแลและมอบความรักที่เหมือนกับมารดาไม่มีผิดเพี้ยน ดังนั้นนางจึงฝากความคิดถึงที่มีต่อมารดาทั้งหมดไว้ที่น้าหญิง จนในเวลาต่อมา น้าหญิงก็ได้กลายเป็แม่เลี้ยงของนาง
นางได้รับความรักที่ละเอียดอ่อนยิ่งกว่าตอนที่มารดายังมีชีวิตอยู่ บิดาให้การยอมรับในการเสียสละของน้าหญิง สมาชิกทุกคนในตระกูลยกเว้นท่านย่า ต่างชื่นชมน้าหญิงไม่ขาดปาก ในทางกลับกัน พวกเขากลับเริ่มมีความไม่พอใจในตัวนางทีละน้อย
เพราะต่อมา นางเติบโตขึ้นเป็เด็กสาวที่มีปัญหาเต็มตัว ไม่ใช่ความหวังหรือเกียรติยศของตระกูลอีกต่อไป แต่กลายเป็ตัวสร้างความปวดหัวและน่าอับอายที่สุดในบ้าน
นางไม่ถนัดในการสื่อสารกับผู้คน คำพูดและการกระทำตรงไปตรงมาเกินไป เมื่อเวลาผ่านไป ทุกคนจึงคิดว่านางโอหัง ไร้มารยาท และไม่เห็นหัวใคร แม้แต่บิดายังตำหนินางอย่างเปิดเผยว่าไร้น้ำใจ นางจึงกลายเป็ศัตรูของคนทั้งตระกูล
นางรู้ดีว่าใครคือผู้ที่มีส่วนทำให้นางกลายเป็แบบนี้ น้าหญิงที่นางเคยนับถือเป็มารดาคนที่สอง น้าหญิงผู้มีสายเืเดียวกันนั่นแหละ ที่ค่อย ๆ หล่อหลอมให้นางกลายเป็คนเช่นนี้ด้วยมือของตนเอง