ตอนที่8 : สายใยแห่งมารดา
ยามสายของวันที่หกหลังจากข่าวลือแพร่ไปทั่ว
ประตูวังหลวงเปิดออกอย่างเงียบงันรถม้าสีงาช้างเคลื่อนผ่านทางหลวงสายใหญ่
ธงประจำราชวงศ์สะบัดเบา ๆ ในสายลมฤดูใบไม้ผลิ
ภายในรถม้านั้นคือสตรีผู้สูงศักดิ์ที่สุดในแผ่นดิน—
เมี่ยวอินฮองเฮา
พระมารดาแท้ ๆ ขององค์ชายใหญ่ หานอวี้จิน
นางถือพัดผ้าไหมสีขาวปักดอกบ๊วยและมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยดวงตาเปี่ยมอารมณ์
แสงอาทิตย์สะท้อนดวงหน้าอันสงบแต่แฝงร่องรอยความเหน็ดเหนื่อยในใจ
“สิบปี... สิบปีที่ข้าไม่เคยได้เห็นลูกข้าหัวเราะ”
“ข้าคิดว่าเขาจากไปพร้อมความโง่เขลานั้น... แต่พระ์ยังเมตตา”
เสียงล้อรถม้ากระทบหินดัง กึกกักกึกกัก
แต่ในใจนาง—มีเพียงเสียงหัวใจของมารดาที่เต้นแรงด้วยความหวัง
เมื่อรถม้าหยุดหน้าจวนหย่งหราน
เหล่าคนรับใช้รีบก้มกราบราวกับแสง์ลงมาเยือน
“ถวายบังคมฝ่าา!”
“ฮองเฮาเสด็จ!”
กลิ่นหอมจากกลีบบ๊วยปลิววนในลม
บ่าวไพร่ทุกคนในจวนต่างรีบจัดระเบียบอย่างเรียบร้อยราวกับรับแขกผู้สูงสุด
ไม่นานร่างสูงสง่าขององค์ชายใหญ่ก็ก้าวออกมาจากในเรือน
ในชุดคลุมสีเทาเรียบ ขอบปักลายเมฆบาง ๆ
ใบหน้าสงบนิ่ง แต่แววตาอบอุ่น
เมื่อเห็นร่างของผู้เป็มารดา
เขาคุกเข่าทันที
“ลูกชายที่มิได้ทำหน้าที่ลูกมาเนิ่นนาน...
ขอถวายบังคมเสด็จแม่”
เสียงนั้นต่ำ ลึกและหนักแน่นจนแม้แต่สายลมยังหยุดพัด
ฮองเฮายืนอึ้ง
ร่างบางของนางสั่นไหว ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้
มือเรียวสั่นระริกยื่นออกไปแตะไหล่ลูกชาย
“ลูกของข้า...เ้ากลับมาหาข้าแล้วจริง ๆ...”
ทันทีที่ัักันน้ำตาของฮองเฮาก็ไหลอาบแก้ม
หานอวี้จินเงยหน้าขึ้น ยกมือประคองมือของมารดาไว้แน่น
ทั้งคู่ยืนกลางลานที่มีกลีบบ๊วยโปรยปรายราวหิมะ
เสียงสะอื้นของฮองเฮาเบาแต่สั่นะเืใจ
“เ้าทำไมถึงไม่บอกข้าฝันร้ายที่เ้าต้องเจอ...
เ้าถูกเยาะเย้ย ถูกทอดทิ้ง... ข้าเป็มารดาแต่ข้ากลับปกป้องเ้าไม่ได้”
หานอวี้จินส่ายหน้าเบา ๆ
“เสด็จแม่ ข้าไม่เคยโทษพระองค์เลย
สิ่งที่เกิดขึ้น... คือสิ่งที่ข้าต้องผ่านเพื่อจะเป็ตัวข้าในวันนี้”
“วันนี้ของเ้า?”
“วันนี้ที่ข้ารู้ว่าการถูกลืมบางครั้ง... ก็เป็โอกาสให้เราเริ่มต้นใหม่โดยไม่มีใครคาดหวัง”
คำพูดนั้นเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยแสงสติ
น้ำตาของฮองเฮาไหลอีกรอบ ทว่าครั้งนี้... มีรอยยิ้ม
ทั้งสองนั่งในศาลากลางสวน
ฮองเฮามองรอบ ๆ จวนอย่างประหลาดใจ
“นี่หรือคือจวนที่ข้าเคยมาเยี่ยมเมื่อสามปีก่อน?ตอนนั้นมีแต่กลิ่นเน่าเหม็นของน้ำบ่อ
บัดนี้กลับเหมือนแดนเซียน...”
หานอวี้จินยิ้มอ่อน
“ข้าเพียงปลุกสิ่งที่ยังไม่ตายให้หายใจอีกครั้งเท่านั้นเสด็จแม่”
“ลูกพูดเหมือนปราชญ์...”
“หามิได้ ข้าเพียงฟังเสียงของลมดิน และคนรอบตัว
บางครั้งปัญญาไม่ได้มาจากฟ้า แต่มาจากความเข้าใจเล็ก ๆที่คนมองข้าม”
ฮองเฮาหัวเราะเบา ๆ
“เ้าพูดเหมือนพ่อของเ้าในวัยหนุ่มไม่มีผิด...
เขาเคยพูดเช่นนี้ตอนปลูกดอกบ๊วยต้นแรกในสวนหลวง”
“พระบิดา...เคยพูดอย่างนั้น?”
“ใช่ — แต่ตอนนี้เขากลายเป็ผู้แบกราชบัลลังก์ที่ต้องสงสัยทุกคำ ทุกใจ
ข้าหวังว่าสักวันเ้าจะเป็แสงที่ทำให้พระองค์เห็นโลกอีกครั้ง”
ก่อนจะจากกัน
ฮองเฮามองลูกชายด้วยสายตาอ่อนโยน
“ลูกเอ๋ย ข้าได้ยินเ้าบอกว่าเทพเซียนมอบพรให้เ้า...ท่านสอนสิ่งใดไว้บ้างหรือ?”
หานอวี้จินยิ้มบาง ๆ
“ท่านสอนว่า — ‘ผู้เป็าา ต้องเข้าใจความทุกข์ของดินก่อนความรุ่งของฟ้า’”
ฮองเฮานิ่งไป น้ำตาคลอ
“เ้าพูดเช่นนี้... ข้านึกถึงตอนเ้าวัยห้าขวบเ้าชอบจับดินมาเล่นจนมือเปื้อน แล้วพูดว่า ‘ดินมีกลิ่นอบอุ่นดี เสด็จแม่’
ตอนนี้เ้ากลับพูดถึงความทุกข์ของดิน... เ้าต่างจากเดิมจริง ๆ”
“ข้าไม่ต่างจากเดิมนักเพคะ— ข้ายังคงเป็คนที่อยากเห็นผู้คนยิ้ม
เพียงแต่ตอนนี้ ข้าอยากให้พวกเขายิ้มด้วยเหตุผลไม่ใช่เพราะหลงเชื่อ”
เมื่อแสงเย็นคล้อย
ฮองเฮาต้องเสด็จกลับวังตามธรรมเนียม
แต่ก่อนขึ้นรถม้า พระนางหันกลับมามองจวนอีกครั้ง
หานอวี้จินยืนส่งอยู่หน้าประตู
ท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดงที่ทาบลงบนพื้นหิน
“เ้าคือเืเนื้อของข้าและข้าจะไม่ปล่อยให้ฟ้ากลืนแสงเ้าหายไปอีกแล้ว”
“ขอบพระคุณเสด็จแม่ ข้าจะไม่ทำให้แผ่นดินนี้ต้องมืดมนอีกเช่นกัน”
ทั้งสองยิ้มให้กัน
ระหว่างนั้นกลีบดอกบ๊วยปลิวตามลมเหมือนพรจาก์ที่โปรยลงมาเหนือแม่ลูก
คืนนั้นหานอวี้จินกลับมานั่งเขียนบันทึกในห้อง
แสงตะเกียงอ่อนสะท้อนบนใบหน้าที่สงบเย็น
“วันนี้ —ข้าได้พบผู้ให้ชีวิตแก่ข้าอีกครั้ง
น้ำตาของมารดาอบอุ่นกว่าดวงตะวันใด ๆ
ข้าจะจำไว้เสมอว่า ความเข้มแข็งของผู้ปกครอง ไม่ใช่ในเสียงคำสั่งแต่ในความอ่อนโยนที่ไม่ลืมฟังเสียงผู้อื่น”
ระบบ M.A.S.ขึ้นข้อความเบา ๆ
「อิทธิพลทางราชสำนัก:เพิ่มขึ้น 18%
ฮองเฮาประกาศต่อวังในวันถัดไปว่า ‘องค์ชายใหญ่เป็พรของแผ่นดิน’」
หานอวี้จินวางพู่กัน ยิ้มบาง ๆ
“ขอบคุณเสด็จแม่...ท่านเพิ่งจุดไฟให้ข้าก้าวสู่เกมของฟ้าและดินอย่างแท้จริง”