“คุณปิแอร์ผสมน้ำหอมพวกนี้เองเหรอครับ”
“เปล่าหรอกผมไม่ใช่สุคนธกร เป็แค่พ่อค้ารับน้ำหอมมาขายต่ออีกที”
ทีนี้ก็รู้แล้วว่าทำไมพ่อถึงเป็ฝ่ายหาน้ำหอมมาให้แม่
เพราะร้านนี้ไม่ได้ผสมน้ำหอมเองคุณแม่เลยไม่จำเป็ต้องมาซื้อกับตัว
ร้านนี้แค่รับมาขายต่อแสดงว่าต้องบวกราคาเพิ่ม เอากำไรมากโข และพ่อเราก็คงรู้แหล่งซื้อที่ราคาเท่าทุนแน่นอนจึงสามารถหามาให้แม่ใช้ได้ตลอด
หลังจากที่ลองทดสอบกลิ่นของน้ำหอมชนิดอื่นๆที่เหลือในร้านหมดก็คิดว่าสมควรแก่เวลากลับซักที
“วิเศษไปเลยนะครับน้ำหอมพวกนี้ โดยเฉพาะ เออร์เนส หมายเลข 5 ผมชอบมากเลย คิดว่าคุณแม่ผมก็ต้องชอบเหมือนกันแน่ๆ”ผมบอกเ้าของร้านไปแบบนั้น
“ขอบใจมากจ้ะ”[ดมน้ำหอมซะหมดทุกตัวในร้านเลยแถมทายกลิ่นได้ถูกซะส่วนใหญ่อีก เด็กอะไรกัน]
วันนี้ก็ถือซะว่ามาเล่นเกมทายกลิ่นละกัน เป้าหมายที่ทำความรู้จักกับน้ำหอมทุกตัวก็บรรลุแล้วคงไม่มาร้านนี้อีกแล้วล่ะมั้ง เว้นซะแต่จะมีอะไรน่าสนใจมาใหม่
พอคิดแบบนั้นผมก็บอกลาคุณปิแอร์แล้วก็ออกมาจากร้าน
เวลายังเหลือผมเลยชวนแองจี้ไปเล่นฆ่าเวลาที่สนามเด็กเล่น ก็เอาแต่ดมน้ำหอมอยู่ฝ่ายเดียวเธอคงจะเบื่อ พาไปเล่นนู่น เล่นนี่หน่อยละกัน
พอเดินเข้ามาที่สนามก็เห็นเด็กชาย 3 คนที่ผมรู้จักหน้าตาดี
เหล่าเด็กชายที่โรงเรียนเด็กกิฟท์นั่นเอง
เบนโนเด็กอ้วน ร่างใหญ่
แชซเด็กตัวโย่ง
เจซ เด็กร่างผอม
แสดงว่าบ้านของทั้งสามคนอยู่ในเมืองฝั่งใต้สินะ แถมคงอยู่ค่อนข้างใกล้กันด้วย
ดูจากท่าทางของเบนโนที่ยืนกางขาถือกิ่งไม้ยาวในมือ แชซที่กำกิ่งไม้เล็กๆในมือ ทำท่าย่อตัวลงทั้งสองหันหน้าไปทางเจซที่กางมืออยู่ ร้องเสียง กรร! กรร! เหมือนสัตว์ประหลาด คาดว่าทั้งสามคงกำลังเล่นเป็อัศวินปราบมอนสเตอร์อยู่
แองจี้ที่เห็นทั้งสามคนจึงร้องทักแล้วเดินเข้าไปหา
เหล่าเด็กชายหยุดการละเล่นทันทีกลับมาสู่ท่าทางของคนธรรมดาตามเดิม
“หวัดดีจ้ะทั้งสามคน เล่นอะไรกันอยู่เหรอ” แองจี้ส่งยิ้ม ยักคิ้ว เอียงคอ ถามออกไปท่าทางที่เธอเพิ่งทำเมื่อครู่เป็สัญญาณเป็มิตรทางกายแบบที่เอฟบีไอชอบใช้กัน เป็ท่าทางที่ทำให้ผูกมิตรได้กับทุกคนเธอทำได้โดยธรรมชาติ ไม่ต้องให้ใครมาสอนเลย สมกับที่เป็ขวัญใจมหาชน
ผลลัพธ์ของมันทำให้เหล่าเด็กชายหน้าแดงเขินอาย แม้จะตะกุกตะกักบ้าง แต่ก็ยอมตอบแต่โดยดีว่า
“กะกำลัง เล่นเป็อัศวินผู้กล้า ปราบปีศาจอยู่น่ะ” เบนโนหัวโจกเป็ผู้ตอบให้
—เบนโนสเปิร์ล
เด็กชายร่างอ้วนตัวใหญ่ ทาเลนท์ ‘กำลังแขน’ ทำให้เ้าตัวมีพละกำลังแขนมหาศาล เท่าที่เคยเห็นคือยกก้อนหินขนาดพอๆกับตัวเองได้เลย
เป็หัวโจกที่มีนิสัยชอบวางท่าว่าตนแข็งแกร่งมาดแมน (ชอบยืนกางขา เอามือเท้าเอว) คาดว่าคงเลียนแบบมาจากพ่อเหมือนที่เด็กวัยนี้ทั่วไปชอบทำกันคือการเลียนแบบพ่อแม่ การวางท่าแบบนั้นเป็การเรียกร้องความสนใจจากผู้คนรอบข้างแบบหนึ่ง คงมีต้นกำเนิดมาจากที่บ้านที่้าเรียกร้องความสนใจจากแม่ให้หันมามองตนเอง โดยพยายามเลียนแบบพ่อ คาดว่าแม่คงยุ่งกับงานประมาณเปิดร้านอะไรซักอย่างเดาจากฐานะน่าจะร้านขายของชำ
ทาเลนท์ของเ้าตัว‘กำลังแขน’คงมาจากความเคารพนับถือพ่อที่เป็อัศวิน อิงจากภาพวาด ‘ครอบครัว’ที่วาดพ่อของตัวเองถือดาบใส่ชุดเกราะ
“น่าสนุกจังเลย”แองจี้พูด
“นั่นสิขอพวกเราเล่นด้วยคน”
“ยินดี-”เจซที่กำลังจะพูด
“หา!? จะบ้าเหรอ อัศวินเค้าไม่รับผู้หญิงกันหรอก”แชซก็เอ่ยปากขัดจังหวะตอบกลับมา
“จะจริงด้วย ผู้หญิงเล่นไม่ได้หรอก” เบนโนเสริม
“เอ๋!? อะไรกัน แต่โยฮันก็เล่นได้นะสิ”
“หมอนี่น่ะเหรอเหอะเหอะ ไม่ได้หรอก” เบนโนทำหน้ายิ้มเยาะดูถูก
[อ่าเป็แบบนี้หรอกเหรอ] ผมคิดในใจเพราะอ่านใจเบนโนออกแล้ว
“ตะกี้พวกเราเห็นนะ ว่านายเข้าไปในร้านน้ำหอม ร้านของผู้หญิงน่ะ” เบนโนพูด
“สนใจแต่ของลูกผู้หญิงอยู่แต่กับผู้หญิง นายอยากเป็ผู้หญิงสินะ” แชซเสริม
“เลดี้โยฮัน”เจซตอกย้ำ
“กิ๊วกิ๊ว สาวน้อยโยฮัน” เบนโนซ้ำอีกที
“““ฮ่าฮ่า ฮ่า ”””
“มันไม่ใช่อย่างนั้นนะ”ถึงแองจี้จะพยายามแก้ต่างให้แค่ไหน เหล่าเด็กชายก็ไม่ฟัง ยังคงแลบลิ้น ปลิ้นตา พยายามล้อเลียนผมต่อไป...ซึ่งท่าทางชวนยั่วโมโหแบบนั้นมันไม่ได้ผลสำหรับไซโคพาธอย่างผม แถมตัวผมเองก็เป็ผู้ใหญ่แค่คำพูดของเด็กมันไม่สะดุ้งะเืต่อสีหน้าของผม...
แต่ไม่ใช่กับแองจี้น่ะสิ
เธอหันมามองหน้าผมทำหน้ารู้สึกผิด ตาหลุบลง ห่อไหล่ จากนั้นก็กลายเป็สีหน้าเศร้า มุมปากตก ตาหยีน้ำตาเริ่มไหล และสุดท้ายก็ร้องไห้ คุกเข่าลงกับพื้น ปล่อยโฮออกมา
[อ่า—เป็เด็กที่นิสัยดีจริงๆ ทั้งที่เราเป็ฝ่ายขอให้พามาเองแท้ๆแต่ก็ยังโทษว่าเป็ความผิดของตัวเองอีก ช่างเป็ห่วงเป็ใยคนอื่นจริงๆ...ปล่อยไว้คงไม่ได้สินะ...ช่วยไม่ได้ลองแหย่เล่นซักหน่อยแล้วกัน]
“อ่าอ่า...เหล่าอัศวินชายผู้กล้าหาญทั้งสาม ทำให้เ้าหญิงแสนบอบบางร้องไห้ซะแล้ว”ผมกล่าวออกมา
“““เอ๊ะ!!””” ทั้งสามคนสะดุ้ง
“เฮ้!! หยุดร้องนะ!” แชซพูดใส่แองจี้
“อัศวินชายกำลังตะคอกใส่เ้าหญิง...น่ากลัวจริง”ผมก้มลงไปจับไหล่ทั้งสองข้างของแองจี้ เหมือนพยายามจะปลอบขวัญเธอ
“นะนี่...ขะ ขอโทษนะ” เจซพูด
“ชะใช่ พวกเราผิดไปแล้ว” เบนโนเสริมอีกคน
แองจี้เริ่มหยุดร้องเล็กน้อย
ผมยิ้มแล้วควักผ้าเช็ดหน้าตนเองออกมา ชูขึ้นในจุดที่ทั้งสามคนเห็น
“ตรงนี้มีผ้าเช็ดหน้าที่เอาไว้ซับน้ำตาของเ้าหญิงได้อยู่แต่อัศวินคนใดกันล่ะ จะเป็ผู้ได้รับเกียรตินี้ โอกาสที่หาไม่ได้แบบนี้อีกแล้วนั้นควรจะตกเป็ของอัศวินที่กล้าหาญ แข็งแกร่ง และทรงพลังที่สุด ถูกต้องไหมครับ”ผมหันไปมองทั้งสาม
“แล้ว...ใครกันล่ะ? ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาพวกคุณ...แสดงให้เ้าหญิงเห็นเป็ขวัญตากันสิ!!”
ว่าจบทั้งสามก็มองหน้ากัน
แล้วก็เริ่มห้ำหั่นกันงัดทั้งกำลังกาย ทั้งทาเลนท์ ทุกอย่างที่มีออกมาวัดพลังใส่กัน...ไม่ต้องห่วงไปนี่ก็แค่การทะเลาะกันของเด็ก 5 ขวบ ไม่ถึงกับเืตกยางออกหรอกไม่ได้รุนแรงป่าเถื่อนขนาดนั้น หลักฐานคือ แองจี้ตอนนี้หยุดร้องไห้แล้วหันไปชมศึกชิงนางของทั้งสามคน ด้วยใบหน้ายิ้มร่าเริง ตลกขบขัน
เป็เวลาซักพักการประลองจึงยุติลง
ผู้ชนะก็เดาได้ไม่ยาก
หัวโจกร่างใหญ่เบนโน นั่นเอง...ด้วยสภาพฟกช้ำ ดำเขียวเล็กน้อยเค้าเดินเข้ามาอย่างที่คิดว่าตนเององอาจที่สุด
ผมจึงตอบรับความคิดของเค้าด้วยการโค้งหัว แล้วยื่นผ้าเช็ดหน้าให้
“รางวัลแห่งเกียรติยศแด่ผู้กล้าครับ”
เบนโนรับไปแล้วคำนับแองจี้ก่อนยื่นให้เธอ
“ขอบใจมากจ้ะ”แองจี้รับมาเช็ดหน้า ซับน้ำตา ก่อนจะส่งยิ้มสดใสกระชากใจ ตอกกลับไป
[[[น่ารักจัง~]]] นี่คือเสียงความคิดของสามอัศวิน...
เพิ่งนึกได้เจซเล่นเป็ปีศาจไม่ใช่เหรอ
...ช่างเถอะ
ในระหว่างที่เบนโนยิ้มตาเคลิ้มปากส่งเสียง แหะ แหะ หน้าบานอยู่นั้น ผมก็ถามออกไป
“...เบนโนนายชอบแองจี้เหรอ”
“หะหา!? พูดอะไรน่ะ!!” โวยวายใหญ่
“งั้นก็เกลียดแองจี้เหรอ”
“ห้ะ!! ไม่ใช่ซักหน่อย”
“งั้นก็ชอบนะสิ”
“กะก็...”
“แล้วนายล่ะเจซชอบแองจี้รึเปล่า” หันไปถามเจซ
“หะหา!? ชะ ชั้น...ชะ”
“งั้นเหรอชะ...ชอบ สินะ” ผมเลียนแบบท่าทางพูดของเจซ
“แล้วนายล่ะเบนโน” หันไปถามเบนโนอีกรอบ
“ชะ...ชั้นเองก็-”
“ดีจังเลยนะแองจี้ เบนโนกับเจซเค้าชอบเธอกันล่ะ” ไม่ยอมให้เบนโนพูดจบ
“เอ๋!?...จริงเหรอ” แองจี้หันไปมองเบนโน
“ลองถามพวกเค้าดูอีกทีสิว่าชอบ...จริงเหรอ?”
“ชอบ...จริงเหรอ?” แองจี้ถามเบนโนอีกรอบ
“อุอึก...!”
“ว่าไง? ชอบ...ใช่มั้ย?” ผมถามซ้ำ
“หนอย!? นี่นาย!” เบนโนโมโหเกรี้ยวกราด ทำท่าจะพุ่งเข้ามาต่อยหน้าผม ผมจึงก้าวถอยหลังเว้นระยะห่าง ยกมือขึ้นเหมือนยอมแพ้
“ขอโทษผมแค่ล้อเล่น ใจเย็นนะครับ” ผมบอกไปแบบนั้น
“อะ...อือ”เบนโนสงบใจขึ้นในทันที เ้าตัวลดมือลง
[หือ!?...น่าแปลกจริง สงบลงง่ายจัง]
ใบหน้าที่เมื่อกี้โกรธอยู่ก็เริ่มผ่อนคลายลงแล้ว ปกติจะต้องยังพุ่งเข้ามาต่อนี่นา รู้ว่าโดนแหย่เล่นมันไม่น่าจะใจเย็นได้
“เบนโนหายโกรธรึยังครับ”
“ก็...มั้ง”[หายละ]
อือหายโกรธซะละ...ไวเกินจนน่าแปลก...
หรือเป็เพราะความสามารถพิเศษอะไรของเราหรือเปล่า...ทำให้ผู้คนสงบใจได้เหรอ
เมื่อกี้เราทำอะไรแค่พูดเท่านั้นเอง หรือคำพูดของเราสั่งอารมณ์คนได้ อย่างสั่งให้ใจเย็นเหมือนเมื่อกี้หรือเปล่า
“ไอ่อ้วนสะดือจุ่น เบนโน” ผมลองทดสอบ
“ว่าไงนะ!?” เบนโนมีน้ำโห
“ล้อเล่นครับ”เรายิ้มบอก
“อะ...อือ”เบนโนสงบลง
ไม่ใช่แฮะเราไม่ได้บอกให้ใจเย็น แต่เ้าตัวก็สงบลง...งั้นก็เป็ ‘เสียง’ เหรอเสียงพูดของเรางั้นเหรอ ที่ทำให้เบนโนสงบลง
“แองจี้น้ำเสียงของผม เธอได้ยินเป็ยังไงเหรอ อธิบายให้ฟังหน่อย”
“เอ๋? ก็...เสียงนุ่มนวล สงบเย็น ชวนให้ผ่อนคลายราวกับเสียงน้ำในแม่น้ำไหล อีกทั้งยัง ไพเราะ น่าฟัง ฟังแล้วอบอุ่นหัวใจชวนให้คล้อยตาม...ใช่ เหมือนตอนเล่านิทานไง ถ้าโยฮันมาอ่านให้ฟังก่อนนอนละก็ฉันมั่นใจว่าจะต้องหลับฝันดีแน่เลย”
“เหรอครับ”
เพราะแบบนั้นเด็กๆถึงชอบมารายล้อมฟังเราเล่านิทานสินะหลงคิดว่าเพราะเราอ่านหนังสือออกคนเดียวซะอีก...
งั้นเหรอเสียงชวนให้ใจสงบ...และชวนให้คล้อยตาม น่าเชื่อถือ เหรอ
คาดว่านี่คงเป็อีกหนึ่งความสามารถ‘มาสเตอร์มายด์’ เราสินะ
คงเป็พาสซีฟสกิล...เสียงชวนสงบ
เอาเป็ชื่อ...‘อดาจิโอ’ ละกัน
ค้นพบความสามารถที่ซ่อนอยู่ซะงั้นแต่ก็เป็ความสามารถที่มีประโยชน์ใช้ได้เลย พอมาลองนึกย้อนดู...กับครูใหญ่เองก็ไม่มีท่าทางสงสัย หรือแตกตื่นอะไรตอนเราแหย่เล่นนี่นะ นี่ก็คงเป็เพราะ ‘อดาจิโอ’ ด้วย…
หลังจากปรับความเข้าใจกับพวกเบนโนแล้วก็บอกลากันเพราะทุกคนลงความเห็นว่าอยากแยกย้ายกลับบ้านกันแล้ว
ก่อนจะแยกย้ายผมสังเกตเห็นสีหน้าของแชซเค้าเม้มปากแน่นเป็รูปตัวยูกลับหัว ขมวดคิ้ว หรี่ตาลง เป็สีหน้าแห่งความกังวล
...
...เนื่องจากร่างกายยังเป็เด็ก5 ขวบ จะให้เดินกลับบ้านคนเดียวก็ไม่ได้ แองจี้จึงพาไปบ้านเธอ เพื่อให้คนพาผมไปส่งที่บ้าน
ในระหว่างกำลังเดินกับแองจี้ผมนึกอะไรสนุกออกจึงบอกให้แองจี้ช่วยเตรียมบางสิ่งมาให้หน่อยในวันพรุ่งนี้ เธอรับปากตกลงถึงจะสงสัยก็เถอะ
บ้านของแองจี้หรือควรเรียกว่า คฤหาสน์ดี เป็คฤหาสน์สไตล์ยุโรปยุควิคตอเรีย ต้นตำรับแบบขุนนางขนาดไม่ต้องพูดถึง ใหญ่กว่าบ้านผม 2 ถึง 3 เท่าได้ คฤหาสน์ของเธอตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของเมืองทางใต้แทบจะติดกับเทือกเขาเลย
คนที่ออกมาต้อนรับคือคุณแม่ของแองจี้
เป็คนที่สวยแองจี้ถอดแบบมาจากแม่อย่างเห็นได้ชัด
เธอชื่อเจราลดีน
บารอเนสแห่งตระกูล อาร์คาเดีย แฮมเลต
นิสัยท่าทางเองแองจี้ก็ถอดแบบมาจากแม่ เป็ห่วงเป็ใยเราดิบดีถึงกับอาสาจะเดินไปส่งเองถึงบ้าน...ทั้งที่มีรถม้าแท้ๆ
ในระหว่างที่ผมกำลังบอกปฏิเสธข้อเสนอที่ดูน่าเกรงใจนั้นเอง
“นายน้อยคะ”
เสียงที่คุ้นเคยก็ดังมาจากด้านหลัง
ผมสีชมพูอ่อนม้วนขึ้นใส่แว่นกลม ชุดเมดวิคตอเรีย
“เฟรอร์!!”
“มารับแล้วค่ะ”เมดผู้เพียบพร้อมประจำครอบครัวเรานี่เอง
“ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้เหรอ”ผมถาม
“เดินมาที่นี่ค่ะ”
[จงใจตอบกวนเราหรือเปล่านี่]
“เปล่าหมายถึง ทำไมถึงรู้ว่าต้องมารับผมในตอนนี้ได้น่ะ”
“...ดิฉันแค่คิดว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่นายน้อยคงอยากกลับบ้าน จึงเดินทางมารอก็แค่นั้นค่ะส่วนถ้าท่านเห็นว่าจังหวะมันพอดี ก็คงเป็เพราะความบังเอิญ” เธอตอบว่าแบบนั้นด้วยใบหน้าสงบ
“งั้นเหรอ”
พอดีเกินจนคิดว่าคอยดักรออยู่มาตลอดเลยล่ะ
หลังจากบอกขอบคุณและบอกลาแองจี้กับคุณแม่ของเธอแล้ว ผมก็เดินกลับกับเฟรอร์
พระอาทิตย์แทบจะลับขอบฟ้าไปหมดแล้ว...เวลาก็สมควรกลับแล้วจริงๆแหละนะ
…แต่สงสัยอีกเื่
“...ทำไมถึงรู้ว่าผมอยู่ที่บ้านแองจี้ได้ล่ะ”
“...ดิฉันเดินตามหาไปทั่วเลยค่ะ”
“งั้นเหรอขอโทษนะ”
“ไม่ต้องใส่ใจหรอกค่ะ”
จริงเหรอเนี่ย...ช่างเถอะ
“...อาหารเย็นวันนี้คืออะไรเหรอ”
“ซุปเปฟิสก์ค่ะ”ซุปปลานั่นเอง
“เนื้อปลาอะไรเหรอ”
“แซลมอนค่ะ”
“ดีหน่อยที่ไม่ใช่ปลาค็อด”
ท่ามกลางบ้านเรือนที่เริ่มจุดไฟสว่างลอดออกมาทางหน้าต่างเราทั้งสองเดินกลับบ้านพลางคุยกันไปพลางๆ
วันนี้ที่แสนสนุกของผมก็จบลงเท่านี้...