กรุงศรีอยุธยา ห้าสิบปีก่อน
ณ เรือนไทยหลังงามแสนโออ่าของท่านพระยาวิสุทธิ์โหรา มหาราชครูแห่งกรุงศรีอยุธยาอากาศที่ปกคลุมทั่วทั้งเรือนนั้นดูอึมครึมไม่ค่อยสดใสนักทั้งๆที่เลยเที่ยงวันไปแล้วแต่บนท้องฟ้ากลับไร้แสงตะวัน เสียงฟ้าคะนองดังแว่วมาแต่ไกล ลมพัดบางเบามาพร้อมกลิ่นไอฝน คาดว่าอีกไม่นานคงจะมีพายุฝนห่าใหญ่พัดพาลงมาเป็แน่ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ยังมีแดดจ้าสว่างสดใสอยู่แท้ๆ
ภายในโถงต้อนรับด้านหน้าเรือนใหญ่ วันนี้มีบุคคลชั้นสูงแห่งกรุงศรีอยุธยามาชุมนุมกันหลายท่าน เหตุเพราะเมื่อห้าวันก่อนแม่หญิงดวงแขบุตรสาวของท่านพระยาธรรมราช เ้าพระยากรมพระคลัง เกิดอุบัติเหตุพลัดตกท่าน้ำภายในเรือนนี้ บัดนี้นอนสลบไม่ได้สติมาห้าวันแล้ว ตอนที่เกิดเื่มีคนเห็นแม่หญิงดวงแขอยู่กับแม่หญิงราตรีด้วยซึ่งนางก็คือหลานสาวสุดรักของเ้าของเรือนและเป็คู่หมายของขุนศรีสุนทร นางนั้นขึ้นชื่อเื่ความร้ายกาจและชอบหาเื่แม่หญิงอื่นอยู่บ่อยครั้งเพราะความหึงหวงขุนศรีสุนทร จึงไม่พ้นตกเป็ที่ครหาว่าเื่ที่เกิดจะไม่ใช่อุบัติเหตุ ถึงแม้คุณหญิงพวงทองจะทำการลงโทษแม่หญิงราตรีด้วยการโบยด้วยตนเองไปั้แ่เมื่อครั้งตอนที่เกิดเื่ทันทีก็ยังไม่ใคร่เป็ที่พอใจแก่ใครหลายคน คุณหญิงดาวเรืองมารดาของแม่หญิงดวงแขจึงเสนอให้แม่หญิงราตรีดื่มน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ที่ผ่านการลงอาคมสาปแช่งจากพระโหราธิบดีผู้มีคาถาอาคมแกร่งกล้าที่สุดในพระนคร แล้วกล่าวคำสาบานต่อหน้าองค์พระปฏิมาว่า
หากนางทำร้ายแม่หญิงดวงแขจริงขอให้นางมีอันเป็ไปภายในสามวันแต่ถ้าหากนางไม่ได้ทำร้ายแม่หญิงดวงแขแล้วไซร้ ทางท่านพระยาธรรมราชและคุณหญิงดาวเรืองก็จะไม่ติดใจเอาความกับผู้ใด จะถือว่าเป็คราวเคราะห์ของแม่หญิงดวงแขเอง ซึ่งวันนี้ก็เป็วันที่ครบกำหนดแล้ว ทุกคนจึงมารวมตัวกันเพื่อดูว่าแม่หญิงราตรียังอยู่สบายดีหรือไม่
ผู้ที่มาชุมนุมภายในโถงต้อนรับขณะนี้ประกอบไปด้วย ผู้ที่นั่งตรงตั่งในตำแหน่งประธานคือเ้าของเรือนทั้งสอง พระยาวิสุทธิ์โหรา บุรุษมากวัยแต่ทว่าท่วงท่ายังคงองอาจสมกับตำแหน่งมหาราชครูแห่งกรุงศรีอยุธยา บัดนี้แม้สีหน้าจะเรียบเฉยแต่แววตาที่เจือความโอบอ้อมอารีอยู่เป็นิจกับฉายแววกังวลออกมาหลายส่วน ผู้ที่นั่งอยู่เคียงข้างกันคือคุณหญิงพวงทอง นางเป็สตรีมากวัยรูปร่างอวบอัดผิวพรรณขาวผ่องทั้งสีหน้าและแววตาของนางยังคงฉายแววความกังวลออกมาอย่างปิดไม่มิดเช่นกัน
ตั่งที่นั่งด้านซ้ายมือคือแขกกิตติมศักดิ์คู่กรณี บุรุษสูงวัยและสตรีวัยกลางคนที่มีรูปร่างผอมบางแต่กลับแฝงไปด้วยความมีสง่าราศรีสมกับเป็เ้าพระยากรมพระคลังแม้จะมีสีหน้าไม่น่าดูเท่าไร ทั้งสองคือพระยาธรรมราชและคุณหญิงดาวเรืองที่บัดนี้นั่งกำพัดในมือแน่น คนทั้งคู่นั่งหน้าตึงั้แ่ขึ้นเรือนมาทีเดียว
ตั่งที่นั่งด้านขวาของเ้าของเรือนคือพระยาพิชิตมหาเสนา เ้าพระยากรมพระกลาโหม บุรุษวัยกลางคนที่นั่งหลังตรงอย่างองอาจ ใบหน้าคมเข้มเหลียวมองทุกคนด้วยท่วงท่าผ่อนคลายในมือกำไม้ตะพดหายากตัวด้ามทำจากงาช้างลงรักปิดทองตลอดทั้งด้ามหัวประดับอัญมณีสีขาวเม็ดใหญ่และหลวงสรศักดิ์สีหนาทเดโช เ้ากรมราชองครักษ์พ่วงด้วยตำแหน่งเ้ากรมคชบาล บุรุษใบหน้าคมเข้มรูปร่างสูงโปร่งกำยำผู้เป็บุตรชาย ที่ในมือก็มีไม้ตะพดคู่ใจทำจากไม้พญางิ้วสีดำลงรักปิดทองทั้งด้าม หัวไม้ประดับด้วยอัญมณีสีแดงเม็ดใหญ่เช่นกัน ชายหนุ่มผู้นี้ถึงแม้ใบหน้าหล่อเหลาจะมีสีหน้าเรียบเฉยแต่แววตากลับแฝงด้วยความกังวลบางเบาจนไม่อาจมีผู้ใดสังเกตได้ ทั้งสองท่านเพียงมานั่งเป็สักขีพยานในวันนี้เท่านั้น ถัดมาลำดับสุดท้ายจึงเป็ขุนศรีสุนทร บุรุษรูปร่างสูงโปร่งผิวพรรณขาวสะอาดคิ้วเข้มที่อยู่บนใบหน้าหล่อเหลาเกลี้ยงเกลาขมวดเป็ปมด้วยความกังวลเฉกเช่นเดียวกับบิดามารดาของตน
“เอาละ ในเมื่อมากันครบแล้ว แม่พวงทองให้คนไปตามแม่ราตรีมาเถิด จะได้รู้ว่านางเป็เช่นไรบ้างแล้ว”
พระยาวิสุทธิ์โหราเป็ผู้กล่าวเปิด สายตามากประสบการณ์ก็มองไปที่ทุกคน ในมือกำไม้ตะพดประจำตัวที่ทำจากไม้พยุงแดงแน่นขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่ในใจมีความกังวลแววตาที่ส่งออกมาจึงไม่สงบดังเคย
“เ้าค่ะ นังแป้นเอ็งไป”
คุณหญิงพวงทองหันไปสั่งนังแป้นต้นห้องคนสนิทเสียงเรียบ บ่าวชราคนสนิทก็รีบพาร่างอ้วนตุ๊ต๊ะออกไปอย่างกระตือรือร้นเพราะอยากเห็นแม่หญิงราตรีที่ตนไม่ชอบหน้ามีอันเป็ไปด้วยตาตนเอง
…
ด้านเรือนฝั่งตะวันออก ภายในห้องนอนของแม่หญิงราตรีที่ปิดประตูเงียบเชียบมาั้แ่สามวันก่อน บรรยากาศในห้องนั้นมืดสลัว แสงเทียนที่จุดก็ริบหรี่เต็มทีคล้ายเป็ลางบอกสัญญาณชีวิตของเ้าของห้องก็ไม่ปาน บนเตียงหลังใหญ่ภายใต้ม่านมุ้งบางเบามีร่างงดงามของแม่หญิงราตรี กำลังนอนหอบหายใจรวยรินเพราะน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ที่ดื่มเข้าไปเมื่อสามวันก่อน ร่างงามมีเหงื่อไหลย้อยเปียกชุ่มไปทั้งตัวผมเผ้ายุ่งเหยิงดวงหน้าซีดเซียว ด้านข้างเตียงมีสองบ่าวที่แสนภักดีคอยปรนนิบัติรับใช้ด้วยน้ำหูน้ำตานองหน้า คนหนึ่งกำลังค่อยๆเอาผ้าชุบน้ำเช็ดตามลำแขนขาวผ่องส่วนอีกคนก็คอยประคองผ้าสีขาวสะอาดผืนน้อยเช็ดหน้าเช็ดตาให้เ้านายสาว
“ฮึก ฮือ แม่นายน้อยเ้าค่ะ ให้บ่าวออกไปตามหมอเถิดหนาเ้าค่ะ แม่นายน้อยจะมิไหวอยู่แล้ว ฮือ ฮือ”
ชด บ่าวตัวอ้วนเอ่ยขอร้องด้วยความสงสารนายสาวจับใจ
“มิได้…มึงห้ามไป จะให้ผู้ใดรู้ว่ากูเจ็บหนักมิได้…กู…ฮึก…ต้องอดทน… ฮึก…หากพ้นวันนี้ไปได้…ฮึก…ก็จะ…จะ…มิมีผู้ใด…มาใส่ร้ายกูได้อีก…แฮก…แฮก”
ราตรีเอ่ยถ้อยคำอย่างยากลำบาก เสียงที่เคยหวานกลับแหบแห้งไร้เรี่ยวแรง ถ้อยคำที่เอ่ยออกมาขาดหายเป็่ๆ ทำเอาใจของชดและช้อยยิ่งบีบรัดด้วยความสงสารเ้านายสาว
“แม่นายน้อย…ฮือ…อดทนหน่อยหนาเ้าค่ะ…ฮือ…บ่าว บ่าว ส่งจดหมายไปแจ้งแม่นายทิวาแล้ว…อีก…อีก…มินานแม่นายใหญ่จะมาช่วยแม่นายน้อยแล้วหนาเ้าค่ะ…ฮือ”
ช้อย บ่าวตัวผอมเอ่ยปลอบใจนายสาวของตนด้วยความหวัง
“พี่หญิงนะรึ...ฮึก...จะมา...เหตุใด...ฮึก...เหตุใด...เขาถึงจะมา...ฮึก...เขาทิ้งกูไป...ฮึก...มึง...มึงจำมิได้รึ…อุ๊บ…อ้วก”
ราตรียิ่งพูดยิ่งอ่อนแรงสุดท้ายอ้วกเป็เืออกมากองหนึ่งทำเอาสองบ่าวยิ่งร้อนรน ร้องไห้หนักกว่าเดิม
“ฮึก…ฮือๆ...แม่นายน้อยอย่าโกรธแม่นายใหญ่เลยเ้าค่ะ ที่ผ่านมาแม่นายใหญ่มิเคยทิ้งแม่นายน้อยเลย...ฮือ...เพราะแม่นายน้อยมิตอบจดหมาย แม่นายใหญ่เลยส่งจดหมายถามสารทุกข์สุขดิบของแม่นายน้อยมาหาบ่าวแทน เื่ราวครั้งนี้ของแม่นายน้อยแม่นายทิวารับรู้ทุกอย่าง แม่นายทิวาให้คนส่งจดหมายแจ้งมาแล้วว่ากำลังเร่งเดินทางมาหาแม่นายน้อยหนาเ้าค่ะ...ฮือ”
ช้อยบอกวามลับระหว่างตนกับนายสาวอีกคนที่เก็บมาเนิ่นนานให้ราตรีรู้เพื่อหวังให้ราตรีมีกำลังใจอยู่ต่อไป
“ฮึก…แม่นายน้อยแข็งใจรอแม่นายใหญ่หน่อยหนาเ้าค่ะ”
ชดเช็ดตัวราตรีไปพลางกลั้นสะอื้นไปพลาง
“พี่...ทิวา...จะ...จะมา...แน่...งั้นรึ”
เสียงแหบแห้งของราตรีเอ่ยถามช้อยอย่างอ่อนแรง น้ำเสียงขาดหายเป็่ๆ ดวงตาปิดปรือ สติเริ่มรางเลือน
“ฮึก…มาแน่สิเ้าค่ะ…ฮึก…อย่างไรก็ต้องมา”
“งั้นรึ…อึก…แต่กู…กูคงอยู่รอ…มิ…มิไหวแล้ว”
สิ้นคำท่อนแขนเรียวงามก็ร่วงหล่นสู่พื้นฟูกนอน ดวงตาพริ้มหลับปลายหางตายังมีน้ำตาหยดเล็กไหลริน พร้อมลมหายใจเฮือกสุดท้ายของราตรีที่หลุดลอยไป
“แม่นายน้อย แม่นายน้อยเ้าค่ะ ฮือๆๆ”
ช้อยร้องเรียกอย่างใ ชดค่อยๆเอานิ้วชี้ยื่นออกไปจ่อที่ปลายจมูกของราตรี
“ฮือ แม่นายน้อย อีช้อยทำเช่นไรดี แม่นายน้อย แม่นายน้อยสิ้นแล้ว ฮือๆๆ”
สองบ่าวร้องไห้เรียกนายสาวที่สิ้นใจต่อหน้าด้วยความอาวรณ์อย่างที่สุด
…
อีกมุมหนึ่งของห้อง มีบุคคลสองคนยืนดูเหตุการณ์อยู่อย่างเงียบๆ แต่คนธรรมดาทั่วไปไม่อาจมองเห็นพวกเขาได้ หนึ่งคือท่านพญามัจจุราช สองคือิญญาของราตรีที่ท่านพญามัจจุราช พาย้อนเวลากลับมาส่งนั่นเอง
“เป็อย่างไร พร้อมจะเข้าร่างเ้ารึยัง อะไรกัน มีความรู้สึกขึ้นมาแล้วรึ ยังรู้สึกโกรธแค้นใครอยู่รึไม่”
ดวงตาคมเข้มของท่านพญามัจจุราชถามพร้อมกับหรี่ตามองดวงิญญาสาวข้างกายที่บัดนี้ดวงตาของนางขึ้นสีแดงระเรื่อคล้ายกับว่าจะมีหยดน้ำใสรื้นขึ้นมาจางๆ
“หามิได้เ้าค่ะ ข้าเพียงแต่เวทนาตนเองก็เท่านั้น”
ราตรีตอบด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์เช่นเดิม
“เช่นนั้นก็ดี งั้นข้าจะส่งเ้าเข้าร่างแล้วน่ะ ขอให้โชคดีใช้ชีวิตให้ดีอย่างมีความสุข อย่าลืมภารกิจที่ข้าให้ซะล่ะ”
ท่านพญามัจจุราชยกยิ้มยียวนให้ราตรี พร้อมเตรียมทำท่าดีดนิ้วเพื่อส่งดวงิญญาของราตรีเข้าร่างเดิม ไม่คาดว่าจังหวะที่กำลังดีดนิ้วจะได้เห็นรอยยิ้มแสนหวานของดวงิญญาสาวที่ยิ้มให้ตนแบบเต็มใบหน้าเป็ครั้งแรก ทำเอาดวงใจแกร่งกระตุกอย่างไม่รู้สาเหตุขึ้นมานิดหน่อย
...ข้าฝากเ้าดูแลเขาแทนข้าทีนะ แม่ราตรี
…
ฮือ… ฮือ…
ตรงข้างเตียงชดและช้อยยังคงกอดคอกันร้องไห้ไม่ได้ลืมตาขึ้นมาดูร่างของนายสาวบนเตียงนอนแม้แต่น้อย
ราตรีค่อยๆลืมตาขึ้น แล้วลุกขึ้นนั่งช้าๆ ภายในหัวรู้สึกวิงเวียนเล็กน้อย ความเ็ปก่อนหน้าหายไปหมดสิ้นแล้วเหลือเพียงความอ่อนล้าเท่านั้น ดวงตาคู่งามกวาดตาไปรอบๆห้องอย่างเงียบงัน แล้วกลับมาก้มสำรวจร่างกายตนเองอย่างช้าๆ จากิญญาที่เคยล่องลอยเบาหวิวมาเกือบครึ่งศตวรรษบัดนี้เมื่อได้กลับเข้าร่างเดิมก็กลับมาหนักขึ้นด้วยเืเนื้ออีกครั้ง
...ความรู้สึกของการมีชีวิตมันดีแบบนี้สินะ
...
ปึก ปึก ปึก…
“แม่หญิง แม่หญิงราตรี ออกญาท่านให้มาตาม แม่หญิง แม่หญิงเ้าค่ะ”
ทันใดนั้นที่หน้าประตูก็มีเสียงคนมาทุบเรียกปึงปัง อย่างไร้มารยาท
“นั่น นั่นมันนังแป้นนี่หว่า ทำไงดีว่ะ นังช้อย”
“ข้าก็…”
“บอกไปว่า เดี๋ยวข้าตามไป”
ชดกับช้อยที่นั่งกอดคอกันร้องไห้ สะดุ้งทันทีที่ได้ยินเสียงนังแป้นบ่าวคนสนิทของคุณหญิงพวงทองมายืนเรียกที่หน้าประตู แต่ช้อยที่ยังไม่ทันเปล่งเสียงตอบก็มีเสียงแหบแห้งแ่เบาแทรกขึ้นมา เสียงนั้นมาจากเตียงนอนที่มีร่างนายสาวของมันนอนสิ้นลมอยู่ทำเอาชดและช้อยขนคอตั้งชันอย่างไม่ทราบสาเหตุ ดวงตาสองคู่ค่อยๆหันไปมองที่เตียงหลังใหญ่ช้าๆ พลันดวงตาเบิกโพลง ปากอ้าค้าง อย่างตกตะลึงถึงขีดสุด
“เร็วสิ บอกแม่แป้นว่า เดี๋ยวข้าแต่งตัวแล้วจะตามไป”
ภายใต้ม่านมุ้งบางเบา เงาร่างเลือนรางของราตรีที่นั่งอยู่บนเตียงท่าทางอ่อนแรง ผมยาวยุ่งเหยิงปิดบังใบหน้าครึ่งซีก กล่าวกับบ่าวทั้งสองด้วยน้ำเสียงแหบแห้งแต่แฝงความเ็าไร้อารมณ์ ชดที่ได้สติก่อนรีบทำตามคำสั่งทันที ปากก็ะโตอบคนข้างนอก แต่ตาก็จ้องมองนายของมันเขม็ง
“ประ...ประเดี๋ยวแม่นายน้อยตามไป ขอแต่งตัวสักครู่”
ด้านนังแป้นที่อยู่นอกห้องก็พยายามเอาหูแนบประตูแอบฟังความเคลื่อนไหวด้านในแต่ก็ไม่ได้ยินเสียงใดๆจึงละออกจากประตูไป ก่อนไปยังไม่วายหันมาเท้าสะเอวกำชับอย่างวางท่าใหญ่โตกับบานประตูอีกครั้ง
“รีบมาแล้วกัน อย่าให้คุณๆ ท่านต้องรอ ฮึ”
…
ภายในห้องนอนราตรีที่นั่งอยู่บนเตียงยกมือขึ้นกวักเรียกบ่าวทั้งสองให้เข้ามาใกล้ๆอย่างอ่อนแรง
“ทั้งสองคน เข้ามานี่สิ”
“มะ มะ แม่นายน้อย เมื่อครู่ เมื่อครู่มิหายใจแล้ว มิใช่รึเ้าค่ะ”
“นะ นั่นสิ มิหายใจแล้วจริงๆ เหตุใด เหตุใดถึงลุกขึ้นมานั่งได้อีก”
ชดและช้อยยังไม่ยอมเข้ามาหาเอาแต่นั่งกอดกันกลมตัวสั่นดิกๆ คล้ายว่าผมบนหัวจะเริ่มชี้ขึ้นมาบ้างแล้ว
“เข้ามาเถิด ข้ายังมิตาย มาจับดูใหม่สิ”
ราตรีเรียกอีกครั้งอย่างใจเย็น พร้อมทั้งยกสองแขนออกไปให้ชดและช้อยลองจับด้วย สองบ่าวท่าทางเก้ๆกังๆ มองหน้ากันแล้วจึงค่อยๆคลานเข่าเข้ามาหาราตรีพร้อมกันอย่างช้าๆ เมื่อเข้ามาใกล้ยังไม่ทันยกมือขึ้นจับนายสาวกลับถูกราตรีดึงทั้งคู่เข้าไปกอดเสียแน่น ทำเอาชดและช้อยอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ไม่รู้ว่าควรทำตัวเช่นไร
“คิดถึง ข้าคิดถึงเ้าสองคนยิ่งนัก”
ราตรีกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ
“มะ แม่นายน้อยเป็กระไรไปรึเ้าค่ะ”
ช้อยถามแล้วต่อด้วยคำถามจากชดอีกคน
“แม่นายน้อยป่วยจนเพ้อแล้วรึเ้าค่ะ นี่บ่าวอีชดกับอีช้อยเองเ้าค่ะ”
“อืม ข้ารู้ พวกเ้านั่นแหละที่ข้าคิดถึง ชด ช้อย ข้ากลับมาแล้ว”
ราตรีผละร่างออกจากบ่าวทั้งสองพร้อมทั้งกล่าวกับบ่าวด้วยรอยยิ้ม หางตามีน้ำตาแห่งความปิติยินดีไหลริน ทำเอาชดกับช้อยจะเป็ลมไปอีกรอบเพราะนายสาวของตนอย่าว่าแต่กอด แค่คำพูดก็ไม่เคยพูดดีกับพวกตนเลยสักครั้ง ในหัวของทั้งคู่มีคำถามมากมายที่อยากถามนายของตน
“นี่ แม่นายน้อยมิเจ็บตรงไหนแล้วรึเ้าค่ะ”
“แล้วเมื่อครู่เกิดอันใดขึ้นเ้าค่ะ บ่าวงงไปหมดแล้ว”
ชดและช้อยผลัดกันถาม
“เอาละ เดี๋ยวข้าค่อยตอบคำถามพวกเ้า แต่ว่าตอนนี้ช่วยข้าแต่งตัวใหม่เสียก่อนดีกว่า ด้านนอกคงมีคนอยากเห็นข้าเป็กระไรจะแย่แล้ว”
…
สิบนาทีผ่านไป ราตรีแลดูงดงามในชุดสไบสีม่วงอ่อนตามแบบสตรีชั้นสูงของกรุงศรีอยุธยา ผมด้านหน้าจับพุ่มทรงมหาดไทยด้านหลังปล่อยปลายผมดำขลับทิ้งตัวยาวเคลียสะโพกมนงดงามดั่งม่านน้ำตก ใบหน้าแต่งเติมสีสันบางเบาแลดูบอบบางน่าทนุถนอม ริมฝีปากและพวงแก้มแดงระเรื่อที่ถูกแตะแต้มด้วยชาดบางเบาอย่างเป็ธรรมชาติยกยิ้มน้อยๆให้เงาสะท้อนของตนเองในกระจกอย่างพึงพอใจ ด้านหลังเป็ชดกับช้อยที่พยายามตั้งสติมองนายสาวของตนแววตายังมีความระแวง ทันใดนั้นราตรีก็หันขวับมามองบ่าวของตนทำเอาบ่าวทั้งสองสะดุ้งใจนเข่าอ่อนเลยทีเดียว
“อุ๊ย มะ แม่นายน้อย”
“หึ ใกระไร ไปกันเถิดประเดี๋ยวทุกคนจะรอนาน”
“เ้าค่ะ”
แอ๊ด...
ทันทีที่ประตูห้องนอนของราตรีเปิดออก บรรยากาศที่เคยมืดมัวก็พลันกลับมาสว่างสดใส เมฆฝนที่ตั้งเค้าก็พลันสลายไป ดวงอาทิตย์ที่เร้นอยู่หลังเมฆหมอกก็พลันฉายแสงแดดทรงกลดเจิดจ้าทั่วท้องนภาอีกครั้งอย่างไม่ทราบสาเหตุ บางทีอาจจะเป็คำอวยพรจาก์หรือว่าจะเป็การร่วมยินดีที่นางได้มาเกิดใหม่อีกครั้งก็ไม่มีผู้ใดทราบ
ราตรีก้าวเดินออกไปอย่างช้าๆ ด้วยท่าทางสงบเยือกเย็น ทุกย่างก้าวแ่เบาแต่มั่นคง ไม่ลงส้นเท้าหนักอย่างที่เคย หลังไหล่ตั้งตรงไม่เหมือนคนป่วยเลยสักนิด ทั้งการแต่งกายก็ผิดแปลกจากเดิมไม่ฉูดฉาดน่ากลัวเช่นเดิมอีกแล้ว ทำเอาบ่าวไพร่ในเรือนทุกคนที่ได้พบเห็นต่างตื่นตะลึงอ้าปากค้างเป็แถว ไม่เว้นแม้แต่นังจวงบ่าวรับใช้ที่แม่แป้นให้มาตามแม่หญิงราตรีอีกครั้ง เมื่อเห็นราตรีเดินมาก็รีบคุกเข่านั่งอยู่ที่พื้น ปากอ้าค้างอย่างตกตะลึง ข้างขมับมีเหงื่อไหลซึมเพราะเกรงกลัวราตรีที่ชอบทำร้ายทุบตีบ่าวไพร่อย่างไม่มีเหตุผลอยู่เป็ทุนเดิม เมื่อราตรีเข้ามาใกล้ก็ยิ่งตัวสั่นหนักกว่าเดิม ราตรียกมือขึ้นช้าๆ จวงรีบหลับตาปี๋เพราะกลัวโดนตบ บ่าวไพร่คนอื่นๆก็กลั้นหายใจมองการกระทำของนางไม่กระพริบตาเช่นกัน แต่ผ่านไปสักพักจวงที่ไม่รับรู้ถึงความเ็ปใดๆ มีเพียงัับางเบาที่หัวไหล่ของตนเท่านั้น จึงลืมตาขึ้นมองกลับรู้สึกตื่นตะลึงจนแทบหยุดหายใจแทน เพราะราตรีทำเพียงแค่ยกมือแตะไหล่ตนเบาๆเพียงเท่านั้น ราตรีก้มหน้าลงเล็กน้อยจดจ้องไปที่จวงแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งว่า
“จวง เ้ารีบล่วงหน้าไปแล้วแจ้งคุณลุงว่า ข้ากำลังไป เร็วสิ”
“จะ เ้าค่ะ บ่าว บ่าวจะรีบไปประเดี๋ยวนี้เ้าค่ะ”
กิริยา น้ำเสียงที่ไม่แข็งกระด้างเหมือนก่อน แต่ก็ไม่ได้อ่อนโยนมากมาย เพียงแต่แลดูเ็าไปเสียหน่อยก็เท่านั้น ทำเอาคนอื่นๆ งงเป็ไก่ตาแตกที่วันนี้แม่หญิงราตรีไม่อาละวาดตบตีผู้ใดดังเคย จวงที่ได้รับการปฏิบัติที่แปลกไปถึงกับเดินเหม่อลอยเลี้ยวผิดเลี้ยวถูกเลยทีเดียว
…