บ่ายวันต่อมา ภายในห้องทำงานชั้นสองของตัวบ้าน บนโต๊ะทำงานไม้สีดำตัวใหญ่มีเครื่องมือมากมายวางเรียงรายอยู่มีทั้งแว่นขยาย กระดาษ ดินสอ ไม้บรรทัด ฯลฯ หลังจากมิเนอร์วาจัดการกับมื้ออาหารกลางวันที่ถูกเตรียมไว้ เด็กหนุ่มได้จัดเตรียมเครื่องมือเครื่องไม้สำหรับการจดบันทึก และคาดคะเนบางครั้งก็ต้องใช้แว่นขยายส่องเพื่อหาตำแหน่งต่างๆ ในบางคราก็ใช้ปากกาวาดขีดลงบนกระดาษขาวที่เตรียมไว้ ั้แ่เริ่มทำมามันต้องเดินไปกลับระหว่างประตูกับโต๊ะทำงานไม่ต่ำกว่าสี่สิบรอบ
สภาพของห้องทำงานเวลานี้ม่านทั้งหมดภายในห้องปิดมืดทึบมีเพียงตะเกียง 2 ดวงที่ถูกจุดขึ้นบริเวณประตูและบนโต๊ะทำงานเพื่อให้แสงสว่าง หลังจากทดลองหลายๆ อย่างเด็กหนุ่มพบว่าถ้าเป็เวลาตอนเช้าที่มีแสงสว่าง เก้าอี้สีดำตัวนั้นจะไม่ปรากฏความผิดปกติใดแต่กลับกัน ถ้าเกิดว่าเป็เวลาค่ำคืนไม่มีแสง หากจุดตะเกียงไว้บนโต๊ะ แสงจากตะเกียงที่ส่องกระทบกับดวงตาสีแดงเพลิงของพญาสิงโต จะกระจายแสงไปตามจุดต่างๆ ของพนักพิงเก้าอี้
รูปภาพที่แกะสลักไว้จะกลายเป็คนละรูปกับรูปที่สลักไว้บนพนักพิงเก้าอี้ ในตอนนี้มันกำลังตามหาพฤกษาที่จะมาชี้นำทางให้ไปหาขุมทรัพย์แห่งความจริง และแล้วเหตุการณ์เดิมๆ นี้ก็เกิดขึ้นซ้ำไปมาอยู่หลายวัน ใน่เวลาเ่าั้มันเข้าไปพบดีมัวร์อยู่ครั้งสองครั้ง เพื่อให้คำปรึกษาแบบละเอียดเชิงลึกในแผนงานที่เคยมานำเสนอไว้ ดีมัวร์ถามไถ่ทุกข์สุขไปตามธรรมชาติ และถามถึงพาซัคอยู่บ้างตามท่าทางคิดถึง และในบ่ายของวันนี้เอง ซูทาร์นาก็มาถามไถ่เกี่ยวกับเื่ของการสอบเข้าร่วมในโรงเรียนระดับสูง
ด้วยความที่เป็เด็กฉลาด รวมทั้งครอบครัวค่อนข้างมีฐานะ จึงสามารถจ้างอาจารย์มากมายมาสอนให้แบบเป็การส่วนตัว แม้จะอายุน้อยแต่ถ้ามีความสามารถ ก็สามารถสอบเข้าเรียนได้เลย เนื้อหาการเรียนในระดับสูงจะเข้มข้นมากกว่าระดับกลางหลายเท่าอย่างเทียบไม่ติด แต่ว่าในใจตอนนี้ของมิเนอร์วากลับไม่ได้สนใจกับเื่การเรียนต่อจึงได้แต่ตอบปัดๆ ไปอย่างเลี่ยงๆ
เพราะต่อให้ตนไม่เรียนต่อตอนนี้ก็สามารถไปเข้าสอบ เรียนได้เมื่ออายุครบสิบแปดปีเหมือนคนปกติทั่วไป อีกอย่างโรงเรียนระดับสูงไม่เคยจำกัดอายุของผู้เรียน เพราะถ้าสอบเข้ามาได้ก็แสดงให้เห็นถึงเชาวน์ปัญญาที่มีแล้ว และบังเอิญเด็กหนุ่มก็เชื่อว่าเชาวน์ปัญญาที่ว่านั้นของตนมีเยอะกว่าคนปกติแน่นอน มิเนอร์วาค่อนข้างมั่นใจในสิ่งนี้ หลังจากทุกอย่างเงียบสงบลงแล้วเด็กหนุ่มค่อยๆ ดึงม่านทั้งหมดลง
ทั่วทั้งหมดในห้องถูกความมืดเข้าปกคลุม เสียงจุดไม้ขีดดังขึ้นอย่างแ่เบา ฟู่...แสงไฟสีส้มอ่อนจากไม้ขีดสะท้อนสว่างในที่มืด ส่องให้เห็นเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาดวงตาสีเขียวมรกตผู้หนึ่ง ตะเกียงที่วางไว้บนโต๊ะจะถูกจุดขึ้นให้ความสว่างแก่ห้องที่เคยมืดมิด ตะเกียงตรงบานประตูได้ถูกจุดขึ้น เด็กหนุ่มหันหลังกลับเดินไปที่โต๊ะ คอยสอดส่องหารายละเอียดต่างๆ ที่อาจเคยผ่านไป จากการทดลองหลายๆ ครั้งมันได้ข้อสรุปว่าร่องเถาวัลย์ที่ปรากฏขึ้นบนพนักพิงเก้าอี้นั้น บริเวณปลายสุดของเถาวัลย์บางเส้นจะมีตัวหนังสือเล็กๆ ที่แทบมองไม่เห็นปรากฏขึ้นมาจากแสงสีแดงที่สะท้อนมาจากดวงตาทั้งสอง หลังจากบันทึกหลายๆ รอบด้วยความมั่นใจว่าตนสำรวจครบทุกเส้นแล้ว เด็กหนุ่มได้ผลลัพธ์ว่ามีตัวหนังสือแปลกๆ สิบสองตัวถูกซ่อนไว้
เนื่องจากว่าพอจะมีความรู้ด้านภาษาศาสตร์อยู่บ้าง จึงคิดว่าตัวหนังสือเหล่านี้น่าจะเป็ของหลายๆ เผ่าพันธุ์ในอดีต พวกนักบวชจากศาสนาต่างๆ ที่เคยเผยแพร่ว่าเมื่อครั้งวันแรกที่ทุกสรรพชีวิตคือกำเนิดพระเ้าได้ประทานตัวอักษรและภาษาให้เป็ความรู้แก่ทุกสรรพชีวิตอย่างเท่าเทียม ทุกชีวิตที่ถือกำเนิดขึ้นเป็สิ่งมีชีวิตแรกกำเนิดจะสามารถสื่อสารพูดคุยกันได้ แต่ตัวอักษรและวิธีเขียนของแต่ละเผ่าพันธุ์ก็แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งมีชีวิตที่ถือกำเนิดขึ้นหลังจากนั้นถ้าไม่เรียนหรือหาความรู้ใส่สมองไว้ก็จะกลายเป็คนพูดได้แต่อ่านและเขียนไม่ได้ นี่จึงกลายเป็ข้อตกลงของทุกอาณาจักรที่ปกครองโดยมนุษย์บนมหาทวีปแพนเจีย ว่าจะต้องส่งเสริมให้ประชากรในอาณาจักรของตน ให้ได้รับการศึกษาจากโรงเรียนระดับต้นเสียก่อนจึงจะสามารถจบการศึกษาได้และหางานทำได้
ส่วนพวกที่เรียนไม่จบระดับต้น แม้จะมีความสามารถในงานด้านต่างๆ กลับไม่ค่อยเป็ที่ต้อนรับของสังคมมากนัก เพียงเพราะไม่มีกระดาษที่เขียนรับรองว่าเรียนมาสูง ถูกกีดกันกดขี่จนหลงผิด บ้างกลายเป็อันธพาล คนเถื่อนทำแต่สิ่งผิดกฎหมาย โดนบีบคั้นจำกัดความสามารถไว้ที่กระดาษแผ่นหนึ่ง แต่แน่นอนในเมื่อมีร้ายก็มีดี โลกนี้มักมีแสงสว่างหลังจากความมืดมิดเสมอ
มันส่งผลให้ผู้คนใฝ่เรียนรู้ เพื่อที่จะยกระดับชีวิตตัวเองให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ในบางอาณาจักรผู้คนที่เรียนไม่จบการศึกษาระดับต่ำ ก็สามารถทำงานมีสวัสดิการที่ดีได้ ถ้ามีความสามารถตรงกับตำแหน่งหน้าที่อันเป็ที่้า เด็กหนุ่มจ้องตัวอักษรสิบสองตัวตรงหน้า คิ้วขมวดมุ่นครุ่นคิดอย่างใจลอย มันคลายคิ้วออกถอนหายใจสีหน้าเบื่อหน่าย
"เฮ้อ...แต่ไม่ใช่กับอาณาจักรนี้ และไม่เกี่ยวข้องกับข้า ตราบใดที่ข้าไม่หยุดเรียนรู้ ชีวิตข้าจะพัฒนาไปเรื่อยๆ ไร้สิ้นสุด!"
เด็กหนุ่มเข้าใจและรับรู้ว่าโลกความจริงใบนี้ ในอาณาจักรที่มันกำลังอาศัยอยู่ ผู้คนต้องใช้ชีวิตกันยังไง แต่ละคนก็มีทางเดินที่แตกต่างกันไป ถ้า้าเปลี่ยนแปลงสังคมก็ต้องมีอำนาจที่มากพอ และอำนาจที่ว่านั้นเด็กหนุ่มกลับไม่้า อำนาจเป็สิ่งที่หอมหวาน จะมีคนมาคอยตามล่าหาอำนาจนั้นอยู่ตลอดเวลา มีเพียงผู้ที่สามารถรักษามันไว้ได้เท่านั้น ถึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้ มันอันตรายเกินไปสำหรับเด็กหนุ่มอายุ 15 ปี ที่ชีวิตยังมีอะไรให้ทำอีกเยอะ มันส่ายหัวและเลิกคิดเื่ไร้สาระ สมาธิกลับมาจดจ่ออยู่กับตัวอักษรปริศนา มิเนอร์วาเคยเห็นตัวอักษรเหล่านี้ และสามารถแปลความหมายได้เป็บางตัว สามจากสิบสองตัว คือสัญลักษณ์บ่งบอกถึงเหล่าเทวะผู้พิทักษ์ทั้งสิบสองทิศของทวีปเหนือ
เรียงตามเข็มนาฬิกา ที่ทิศสิบนาฬิกาคือ 'มกร' ทิศสี่นาฬิกาคือ ‘กรกฏ’ และทิศเจ็ดนาฬิกาคือ’ ตุลย์’ เด็กหนุ่มเดาว่าตัวหนังสือที่เหลือเองก็น่าจะมีความหมายในทำนองนี้ เกี่ยวกับเทพผู้พิทักษ์ทั้งสิบสองแน่นอน หลังจากเทียบเปรียบกับหนังสืออักษรโบราณหลายๆ เล่ม เพื่อความแน่ใจก็ได้รู้ว่าสิ่งนี้คือ กงล้อจักรราศีทั้งสิบสองทิศตามแบบฉบับของพวกนักบวช ที่ชอบเผยแผ่ศาสนาและตำนานโบราณ ปริศนาทั้งหมดจบลงที่ตรงนี้
เด็กหนุ่มหาทางไปต่อไม่เจอ จึงทำได้เพียงแค่แสดงสีหน้าจนปัญญา และพยายามหาเบาะแสอื่นมาเชื่อมโยงเพื่อแก้ปริศนาที่ซ่อนไว้ เวลานี้ภายนอกเข้าสู่่ยามเย็น แสงพระอาทิตย์สีแดงส้มกำลังสาดส่องสะท้อนแสงไปยังทุกสรรพสิ่ง ภาพที่แสงสีส้มแดงสะท้อนไปทั่วเมืองช่างสวยงามเหนือคำบรรยายใด ตะเกียงทั้งสองดวงภายในห้องทำงานของเด็กหนุ่มกำลังกะพริบไหว น้ำมันในตะเกียงทั้งสองได้หมดลง ส่งผลให้ทั้งห้องกลับสู่ความมืดมิด
เด็กหนุ่มนั่งบนเก้าอี้เป่าปากถอนหายใจยาว ลุกเดินไปดึงม่านให้เปิดออก เพื่อดูธรรมชาติข้างนอก จังหวะเดียวกันกับที่แสงสีแดงภายนอกส่องเข้ามา แล้วกระทบดวงตาซึ่งอยู่ในที่แสงน้อยมาตลอดวัน เด็กหนุ่มสะบัดหัวหลบแสงแดดหันหน้ากลับหลังมองไปทางเก้าอี้ มันเห็นแวบแรกที่แสงส่องกระทบดวงตาพญาสิงโต มีแสงแปลกๆ ปรากฏขึ้นมาแวบเดียวแล้วหายไป ก่อนที่แสงตะวันส้มแดงจะส่องจนทั่วพนักพิงเก้าอี้ตามปกติ
รอยไม้แกะสลักก็ยังคงอยู่ดังเดิม มันอนุมานสันนิษฐานได้ว่าความลับที่แท้จริง จำเป็ต้องใช้แสงอาทิตย์ยามสนธยามาให้แสงแทนตะเกียง ไม่รอช้ากรรไกรในลิ้นชักถูกหยิบขึ้นมาตัดม่านเป็วงกลมสองวง องศาที่ให้แสงเข้าส่องกระทบบริเวณดวงตาของพญาสิงโตพอดี ฉากอันน่าประหลาดใจปรากฏขึ้นที่ปลายของเถาวัลย์หลายเส้นที่ไม่มีตัวอักษรปรากฏกลับมีแสงตัวอักษรปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน
บริเวณทิศสิบสองนาฬิกามีคำหนึ่งปรากฏขึ้นมาว่า 'ชั้นหนังสือ'
ทิศหนึ่งนาฬิกาแปลว่า 'เมษ'
ทิศสองนาฬิกาตีความว่า 'ยี่สิบสอง'
ข้อความแปลกประหลาดพวกนี้มันอะไรกัน ไม่เห็นจะปะติดปะต่อกันเลยสักนิด เด็กหนุ่มประหลาดใจปนสับสน เกี่ยวกับการกระทำปริศนาลับๆ ล่อๆ ของบิดาเป็อย่างมาก อดรำพันในใจกับตัวเองไม่ได้
'ท่านพ่อ เหตุใดท่านไม่ทำให้มันง่ายๆ หน่อยเล่า ข้าปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว'
สมองที่มีความรอบรู้บรรจุอยู่เป็จำนวนมาก กำลังถูกกระตุ้นอย่างรวดเร็ว จับโยงผูกกับข้อสันนิษฐานมากมาย แล้วประเมินความเป็ไปได้ที่อาจเกิดขึ้นแล้วเปลี่ยนผลลัพธ์ต่างๆ ออกมา
เด็กหนุ่มเดินถือกระดาษที่บันทึกข้อความทั้งสิบสองทิศ แล้วหันหน้าไปจุดเทียนสีขาวแท่งยาว ที่อยู่บนเชิงเทียน ไม่รอให้เสียเวลาเด็กหนุ่มเดินไปหยิบเอาน้ำมันวาฬมาเติมตะเกียงทั้งสองเอง เมื่อตะเกียงทั้งสองถูกจุดขึ้นอีกครั้ง ห้องที่มีแค่แสงเทียนสลัวพลันสว่างขึ้นเป็อย่างมาก เวลานี้ท้องนภาข้างนอกได้ถูกรัตติกาลมืดปกคลุมแล้ว
โครก...โครก...เสียงท้องร้องดังขัดจังหวะสติของมิเนอร์วา ความหิวเริ่มเข้ามาก่อกวนชุดความคิดมากมายที่มี เด็กหนุ่มส่ายหัวอย่างจนใจ จำยอมพ่ายแพ้ให้กับความหิวโหย
"กองทัพต้องเดินด้วยท้อง เมื่อหิวก็ต้องกิน เพื่อเอาสารอาหารไปเลี้ยงสมอง"
หลังจากตัดสินใจจะไปทานมื้อค่ำกับซูทาร์นา เด็กหนุ่มไม่ได้เก็บสิ่งของที่วางเต็มโต๊ะ เพียงแค่หยิบแว่นขยายมาทับกระดาษบันทึกไว้ แล้วหันหลังกลับเดินไปทางประตูมุ่งหน้าสู่ห้องสำหรับทานอาหาร หลังจากจัดการกิจวัตรประจำวันทั้งหมดเสร็จสิ้น มิเนอร์วาในชุดเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว เนื้อผ้าลื่นบาง ส่งผลให้ผู้สวมใส่เย็นสบาย กำลังถือกระดาษบันทึกหันหน้าเข้าหาชั้นหนังสือทางทิศสิบสองนาฬิกา
ภายในห้วงความคิดกำลังตีเส้นกลมเพื่อจำลองทิศบนชั้นหนังสือ สายตาสอดส่องมองทางทิศหนึ่งนาฬิกาหาเบาะแสที่จะนำไปสู่ 'เมษ' ที่ซ่อนอยู่ จากที่สายตากวาดผ่านหลายรอบเด็กหนุ่มพบหนังสือสามเล่มที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับแกะ ซึ่งในบางความหมายแสดงให้เห็นว่าแกะนั้นคือสัญลักษณ์ของ 'เมษ' มือข้างหนึ่งพลิกเปิดไปที่หน้ายี่สิบสองกวาดตามองเนื้อหาที่ทิศสองนาฬิกา
ทิศสามนาฬิกานั้นแปลได้ว่า 'ตัวอักษร'
ทิศสี่นาฬิกาเป็ 'กรกฏ'
ทิศห้านาฬิกา 'สิบเจ็ด' ไล่เรียงกันมา
จากนั้นจึงทำซ้ำตรรกะเดิมเพ่งมองหาคำที่อยู่ทิศสามนาฬิกา มันพบคำว่า 'จงมองหา' ไม่คิดให้เสียเวลาเด็กหนุ่มคิดไวทำไวตรวจสอบทั้งสามเล่มมองหาความเป็ไปได้อื่นๆ เก็บไว้ สายตากลับมากวาดตามองหาหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับปูในทิศสี่นาฬิกาที่มีอยู่เพียงแค่เล่มเดียวเปิดไปที่หน้าที่สิบเจ็ดอย่างรวดเร็วมองไปที่กลุ่มคำที่ทิศห้านาฬิกา
ทิศหกนาฬิกามีคำว่า 'หายไป'
ต่อด้วยทิศเจ็ดนาฬิกาที่ปรากฏว่า 'กฎหมาย'
จากนั้นจึงเป็ทิศแปดนาฬิกาที่แปลว่า 'ห้า'
เมื่อมองหาเบาะแสที่น่าจะเกี่ยวข้องกับความหมายของคำว่า 'หายไป' ที่ทิศหกนาฬิกา ในสายตาของเด็กหนุ่มตอนนี้แผนภาพเกี่ยวกับทิศทั้งสิบสองได้ปรากฏขึ้นอย่างง่ายดาย อีกทั้งยังสามารถแบ่งแยกเนื้อหาได้อย่างรวดเร็ว มันพบว่าเบาะแสเดียวที่เกี่ยวกับคำว่าหายไปคือ การเติมคำลงในช่องว่างที่ข้อความเชื่อมประโยคถูกเว้นหายไว้ เพราะหนังสือเล่มนี้คือหนังสือนิทานสำหรับสอนเด็กเล็ก เนื้อหาภาพในหน้านี้เกี่ยวข้องกับการที่เ้าปูกล้ามโตนั้นกำลัง้าทำลายก้อนอิฐที่กักขังอิสระของมันเอาไว้ และคำอธิบายที่ถูกเขียนไว้บนหนังสือเล่มนี้มีใจความว่า
'เ้าปูเกเรกำลังจะทำลาย _____ ที่พรากอิสระของมันมาอย่างยาวนาน'
คำที่หายไปคือก้อนอิฐหรือไม่ก็อิฐอย่างแน่นอน 'จงมองหาอิฐ?' เด็กหนุ่มครุ่นคิดอยู่สักพักสายตาเลื่อนไปอย่างเคยชินทางทิศเจ็ดนาฬิกามองหาหนังสือเกี่ยวกับ 'กฎหมาย' ชื่อหนังสือสองเล่มสะท้อนเข้าในแววตาเด็กหนุ่ม หน้าที่ ‘ห้า’ ของทิศแปดนาฬิกาทั้งสองเล่มถูกกางออก
ทิศเก้านาฬิกามี 'สุดท้าย' โผล่ให้เห็น
ทิศสิบนาฬิกามี 'เดินทาง' บันทึกอยู่
และสุดท้ายทิศสิบเอ็ดนาฬิกาเป็คำว่า 'จดจำ'
ทางทิศเก้านาฬิกามันมองหาเบาะแสของ 'สุดท้าย' ทั้งหมดแล้วรวบรวมคำต่างๆ มาเก็บไว้ หลังจากลองผสมคำต่างๆ เข้าด้วยกัน คำที่มีความน่าจะเป็มากที่สุดคือ 'จงตามหาก้อนอิฐที่สาม?' ใคร่ครวญสักพักก็หันหัวกลับมาหาหนังสือเกี่ยวกับการ 'เดินทาง' ที่ทิศสิบนาฬิกาแต่กลับพบว่าไม่มีแม้แต่เล่มเดียวที่เกี่ยวข้อง มวลความรู้ภายในสมองวิ่งแล่นอย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มรีบปรับเปลี่ยนข้อสันนิษฐานใหม่เพื่อยืนยันสิ่งที่คิด
'ถ้าหากปริศนาบนชั้นหนังสือสิ้นสุดลงแค่นั้น แต่การเดินทางที่ปรากฏคือการที่ตัวเราต้องเดินทางอย่างแท้จริง เดินไปทางทิศสิบนาฬิกาเพื่อตามหาอิฐก้อนที่สาม!'
ร่างกายขยับเดินไปที่กึ่งกลางของห้องทำงาน ตามกระแสความคิด จากนั้นจึงหันหน้าเดินไปทางทิศสิบนาฬิกา แสงจากตะเกียงที่ถูกยกสูงสาดกระทบกับกำแพงอิฐ ที่ทิศสิบเอ็ดนาฬิกา ก้อนอิฐก้อนที่สามนับจากก้อนบนสุดถูกก่อไม่แนบสนิทไปกับกำแพงราวกับถูกดันไว้เล็กน้อยถ้าไม่สังเกตดูดีๆ จะแทบไม่เห็นความผิดปกติ
“คำว่า...'จดจำ'...คือสิ่งใดกันแน่?”
เด็กหนุ่มเดินไปเลื่อนบันไดล้อลากสำหรับไต่ขึ้นไปหยิบหนังสือ จากนั้นจึงเดินไปจัดบันไดให้ตรงกับก้อนอิฐแปลกตาก้อนนั้น ในระหว่างที่กำลังปีนสำรวจอยู่นั้นมิเนอร์วาสังเกตว่ามีข้อความเล็กๆ เขียนเป็ตัวเลขเอาไว้ว่า 'สองเก้าหนึ่งแปด' นิ้วชี้ที่กำลังชี้ใกล้อิฐก้อนนั้นอยู่ๆ ก็คว้ากดลงไป เนื่องจากล้อของบันไดขยับเล็กน้อยทำให้ร่างกายเสียสมดุลจนต้องคว้าจับตามสัญชาตญาณ
ฟู่ววว...เสียงถอนหายใจโล่งอกดังออกมา หลังจากสิ้นเสียงถอนหายใจมิเนอร์วาได้ยินเสียงกลไกกำลังขยับเป็จังหวะ บริเวณกำแพงปรากฏช่องขนาดเล็กขึ้น มีสายลมอ่อนๆ พัดลอยออกมา เด็กหนุ่มออกแรงผลักกำแพง แสงจากตะเกียงส่องเข้าไปในความมืด จนมองเห็นบันไดหินขนาดไม่กว้างมาก ขนาดพอดีสำหรับหนึ่งคนเดินและทอดยาวไปเบื้องล่าง เมื่อเดินลงไปทุกๆ ยี่สิบขั้นบันไดจะมีคบเพลิงที่จุ่มอยู่ในน้ำมันวาฬพร้อมติดไฟ
จากการคาดคะเนของมิเนอร์วา คบเพลิงทั้งห้าอันที่ถูกจุดอยู่ในตอนนี้ให้ความสว่างแก่บันไดหินที่ทอดยาวลงไป น่าจะกะเกณฑ์ได้ว่าพื้นที่ตรงนี้คือบริเวณใต้ดินของบ้าน และช่องทางลับนี้ถูกสร้างขึ้นมาภายหลังตัวบ้านเนื่องจากวัสดุที่สร้างช่องทางลับนี้เป็คนละอย่างกับตัวกำแพงบ้านหรือไม่นี่ก็อาจเป็สไตล์การตกแต่งบ้านของพาซัค สายตาเด็กหนุ่มมองขึ้นไปยังบันไดทั้งหนึ่งร้อยขั้นที่พึ่งเดินลงมา ในใจสำรวจเก็บรายละเอียดกลัวว่าจะพลาดสิ่งสำคัญไป
เมื่อเห็นว่าทุกอย่างปกติดี มันพยายามไม่กังวลอะไรให้มากนัก เดินถือคบเพลิงฝ่าความมืดลึกเข้าไปสุดทางเดินมีประตูอยู่บานหนึ่งไม่มีลูกบิดประตูหรือบานจับ ข้างๆ บานประตูมีรูกลมขนาดเล็กสิบรู มีแท่งเหล็กขนาดใกล้เคียงกับรูนั้น ถูกห้อยไว้กับเสาหินฝั่งตรงข้ามหลายแท่ง มิเนอร์วายังคงรักษาความสุขุม 'สองเก้าหนึ่งแปด' นี่ก็คือสิ่งที่ต้อง 'จดจำ' อย่างแน่นอน แท่งเหล็กสี่แท่งถูกเสียบลงตำแหน่งทีละช่อง 'สองเก้าหนึ่งแปด' อย่างไม่รีบร้อน หลังจากรอเสียงกลไกทำงานสิ้นสุดลง บานประตูปริศนาก็ค่อยๆ เลื่อนเปิดออกเอง
มิเนอร์วาไม่ขยับ ยืนรออยู่สักพักด้วยกลัวว่าอาจจะมีสิ่งพิสดารแอบอาศัยอยู่หลังบานประตูนี้ หากมันโผล่พรวดออกมาจะได้ตั้งตัวทัน หลังจากรู้สึกว่าปลอดภัยแล้ว เด็กหนุ่มชูคบเพลิงขึ้นสูงส่องเข้าไปในห้อง มันเห็นอ่างบรรจุน้ำมันวาฬขนาดใหญ่ตั้งอยู่ด้านใน ภายในอ่างมีกระบวยสีเงินวางแช่เอาไว้ ส่วนด้านข้างอ่างเก็บน้ำมันวาฬมีหลุมขนาดเท่ากำปั้นอยู่ หลุมนี้ถูกเชื่อมด้วยร่องลึกที่เลี้ยวไปมาหลายทอด มิเนอร์วาเดาได้ทันทีว่าสิ่งนี้มีความเป็ไปได้ว่าจะเป็ระบบส่องสว่างรูปแบบหนึ่งไม่ผิดแน่
กระบวยสีเงินถูกใช้ตักน้ำมันวาฬ แล้วเติมลงหลุมขนาดเท่ากำปั้นด้านข้าง หลังจากตักมาเติมอยู่หลายสิบที คบเพลิงที่คอยให้แสงสว่างมาโดยตลอด ได้ถูกใช้จี้ลงไปยังหลุมขนาดเท่ากำปั้นนั้น ราวกับเปลวเพลิงมีชีวิต ทันทีที่ััโดนน้ำมันวาฬ เปลวเพลิงพลันถูกจุดติดลุกลาม ราวกับกำลังเต้นระบำไปตามร่องด้านข้างทั้งสองที่ถูกเชื่อมไว้ กำแพงไฟลุกพรึบ ส่งเปลวไฟวิ่งไล่ร่องลึกไปอย่างไม่หยุดหย่อน จนกระทั่งทั่วทั้งห้องนี้ถูกเติมเต็มด้วยแสงสว่าง
เผยให้เห็นสิ่งของต่างๆ ที่ได้ถูกซ่อนไว้ มีทั้งชั้นหนังสือเก่า โต๊ะและเก้าอี้ขนาดเล็ก ซากต้นไม้หน้าตาแปลกประหลาด และกองสิ่งของที่วางทับถมกองกันไว้ ราวกับห้องนี้ไม่มีใครใช้งานมานานหลายปี ใยแมงมุมและฝุ่นหนาปกคลุมอยู่แทบจะทุกที มิเนอร์ว่าเดินไปหยุดอยู่หน้าชั้นหนังสือ กวาดตาสำรวจหนังสือไร้ชื่อปกสีซีดที่มีอยู่เพียงไม่กี่เล่ม หางตาสะดุดเข้ากับกระดาษแผ่นบางสามแผ่นที่ถูกเชิงเทียนเก่าทับไว้ เด็กหนุ่มหยิบกระดาษทั้งสองขึ้นมาเป่าและปัดไล่ฝุ่นที่จับตัวหนาบนแผ่นกระดาษ เนื้อหาที่เขียนไว้เป็ลายมือตัวอักษรของพาซัคผู้เป็บิดาไม่ผิดแน่
'นี่คือขุมทรัพย์แห่งความจริงที่เ้ากำลังตามหา ถ้าเ้าได้อ่านข้อความนี้แสดงว่าตัวข้าพาซัคได้จากโลกอันวุ่นวายแห่งนี้ไปแล้ว เลิกคิดที่จะตามหาตัวข้าไปได้เลย ตัวข้าข้ามผ่านอันตรายและปัญหาหลากหลายสิ่ง ชีวิตในวัยเยาว์ช่างลำบาก เมื่อมีครอบครัวคอยผลักดันจึงทำให้ก้าวข้ามขีดจำกัด นำพาความสะดวกสบายหลายอย่างมาสู่ชีวิต’
‘แต่โชคชะตามักเล่นตลกกับข้าอยู่ตลอด ตัวข้าตระหนักได้ว่าในโลกใบนี้ปลาใหญ่มักกินปลาเล็กเสมอ ต่อให้วันนี้เ้าสามารถหนีรอดไปได้ ในวันข้างหน้าถ้าเ้ายังคงเป็ปลาเล็กเฉกเช่นวันวาน ก็คงไม่แคล้วตกอยู่ในวังวนแห่งความหวาดระแวง ที่จะเป็อาหารให้แก่ผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา ตัวข้าดิ้นรนอย่างลับๆ ปกปิดเื่ราวต่างๆ จากคนรอบข้าง คอยหาวิถีทางต่างๆ เพื่อเปลี่ยนจากปลาตัวเล็กที่เป็ได้แค่อาหารรอวันถูกกลืนกิน ไปสู่การเป็ปลาใหญ่ที่สามารถปกป้องครอบครัวได้’
‘เื่ราวในตำนานโบราณมากมายมักปรากฏขึ้น จากหลากหลายสถานที่ ข้าออกตามหาเบาะแสต่างๆ เกี่ยวกับเื่แปลกพิสดารมากมาย โดยเชื่อว่าความขยันอดทนนั้นไม่เคยทรยศผู้ใด วันหนึ่งที่หมู่เกาะแห่งหนึ่งทางทิศบูรพา ตัวข้าที่บอกกับครอบครัวว่าจะไปติดต่อธุรกิจที่ต่างอาณาจักร หลังออกเดินทางตามหาร่องรอยของซากอารยธรรมเก่าแก่แห่งหนึ่ง จากแผนที่โบราณที่ซื้อมาจากตลาดมืด’
‘มีตำนานกล่าวเอาไว้ว่า ทุกสรรพชีวิตมีกำแพงแห่งชีวิตมากมายขวางกั้นเอาไว้แต่กำเนิด ในอดีตเผ่าพันธุ์มนุษย์เคยมีผู้ที่สามารถทำลายพันธนาการแห่งชีวิตนี้ลง ข้ามผ่านความสามัญ เสริมเนื้อเปลี่ยนเอ็นสร้างกระดูก พัฒนาเข้าสู่จุดสูงสุดแห่งชีวิต หรือที่ผู้คนทั่วไปเรียกกันว่า ทวยเทพ!’
‘และที่มาของตำนานนี้คือ อารยธรรมเก่าแก่แห่งนี้ที่ล่มสลายเหลือเพียงแค่เศษซากปรักหักพัง ในการขุดค้นสำรวจเป็เวลาหนึ่งสัปดาห์เต็ม ตัวข้าบังเอิญเหยียบโดนกับดัก ที่คาดว่าจะเป็กับดักที่ใช้ป้องกันผู้บุกรุก ข้าตกลงไปในหลุมที่เบื้องล่างเต็มไปด้วยอสรพิษอันตรายมากมาย พวกมันเลื้อยพันกันจนแน่นขนัด พวกมันรุมฉกกัดข้าอย่างไร้ความปรานี รอยเขี้ยวมากมายปรากฏขึ้นทั่วร่างกายของข้า ผสมปนกับเสียงร้องโหยหวนทรมาน ข้าััได้ถึงสายลมแห่งความตายอันเย็นเฉียบ ร่างกายค่อยๆ ไร้พละกำลัง นอนแน่นิ่งหยุดเคลื่อนไหว ราวกับปลาที่ขาดน้ำนอนแน่นิ่งใกล้ตาย’
‘ทุกสรรพสิ่งในสายตาคือภาพอสรพิษมากมายที่เลื้อยไปมา บางตัวจ้องมองมาที่ข้าอย่างหิวกระหาย ไม่รู้เป็เพราะพิษที่แล่นเข้าสู่ร่างกายหรือพระเ้าในตำนานมอบโอกาสให้ข้า เสียงเด็กที่คุ้นเคยร้องดังก้องอยู่ข้างหู ปลุกให้ตื่นจากภวังค์แห่งความตาย สตินึกคิดชัดกระจ่างขึ้นมาอย่างฉับพลัน ร่างกายมีพละกำลังมากกว่าในอดีตหลายเท่า’
‘ข้ารู้ตัวดีว่าสิ่งนี้คือการดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของชีวิตที่เคยได้ยินได้ฟังอยู่บ่อยๆ ภาพของลูกชายข้าในยามแรกเกิดปรากฏขึ้นราวภาพลวงตา มิเนอร์วาลูกข้าในวัยทารกแรกเกิดร้องเสียงดังช่วยปลุกให้ข้าได้สติอีกครั้ง สำนวนหนึ่งแล่นผ่านโสตประสาท ราวกับว่าสัญชาตญาณในการเอาชีวิตรอดได้บอกใบ้วิถีทางให้ใช้พิษต้านพิษ! เรี่ยวแรงและสติใน่เวลาสุดท้ายของชีวิตข้า กำลังสั่งการให้ร่างกายขยับเข้าหาฝูงอสรพิษอีกครั้ง’
‘สองมือดำคล้ำด้วยจ้ำเืมากมาย คว้าจับอสรพิษเ่าั้อย่างไม่เกรงกลัว ข้าไม่สนใจว่าจะโดนกัดเพิ่มอีกหรือไม่ อย่างไรข้าก็กำลังจะตาย นี่คือการดิ้นรนครั้งสุดท้าย ในห้วงความคิดของข้ามีเพียงกลืนกินอสรพิษเหล่านี้เข้าไปลองเสี่ยงเดิมพันครั้งสุดท้ายใช้พิษต้านพิษ ตัวข้าบ้าคลั่งกัดกินอสรพิษน่ารังเกียจพวกนั้นอย่างเอาเป็เอาตาย อ้วกออกมาแล้วก็กินเพิ่มเข้าไปใหม่ นี่คือสิ่งที่ข้าทำในขณะนั้น นานเท่าไหร่ไม่ทราบได้ร่างกายของข้าค่อยๆ แน่นิ่งหมดแรงและสติที่ชัดเจนขึ้นมาเพียงชั่วครู่นั้นก็ได้ดับลง'
เสียงสระอื้นร้องไห้แ่เบาดังขึ้นมา มิเนอร์วาััได้ว่าสองแก้มของตัวเองกำลังอาบไล้ไปด้วยน้ำตาแห่งความโศกเป็ทางยาว
'ท่านพ่อเกิดอะไรขึ้นกับท่านกันแน่? อะไรคือสาเหตุให้ท่านต้องดิ้นรนไปในสถานที่อันตรายแบบนั้นด้วย!' เนื้อหาในกระดาษแผ่นที่สองถูกเด็กหนุ่มพลิกขึ้นมาอ่านด้วยความเศร้าโศก ั์ตายังคงเปียกชื้นไปด้วยน้ำตา
'เมื่อรู้ตัวอีกทีข้าลืมตาขึ้นมาพร้อมกับความหิวโหยอ่อนล้า สิ่งแรกที่พบเห็นยังคงเป็หลุมสี่เหลี่ยมที่เต็มไม่ด้วยอสรพิษมากมาย ร่างกายยังคงเต็มไปด้วยรอยเขี้ยวจำนวนมาก แต่จ้ำเืคล้ำเสียจางหายไปแล้ว ข้ามั่นใจว่าพิษจากสัตว์เลื้อยคลานพวกนี้ไม่สามารถทำอันตรายต่อร่างกายข้าได้แล้ว แม้จะมีบ้างที่พวกมันยังคงฉกกัดข้า แต่ก็แค่โดนกัดไม่มีอันตรายมากไปกว่านี้แล้ว ข้าใช้ชีวิตอยู่ในหลุมมืดไม่รู้วันเวลา แหล่งอาหารเดียวที่สามารถหาได้คืองูร้ายจำนวนมากตรงหน้า’
‘โชคชะตามักเหลือทางรอดให้แก่ผู้ที่ไม่ยอมแพ้เสมอ ในสถานการณ์อันสิ้นหวังนั้นข้าก็ได้พบเข้ากับกลไกที่อาจจะช่วยให้ข้าออกไปจากที่แห่งนี้ พื้นซึ่งเคยแข็งแรงพลันแยกออกกะทันหัน ทั้งข้าและสหายอสรพิษทั้งหลายต่างร่วงตกลงไปยังพื้นทางเดินเล็กๆ ด้านล่าง ราวกับพวกมันพบเจออิสระครั้งแรกในชีวิตงูพิษ แต่ละตัวต่างเลื้อยไปทั่วพื้นทางเดินไม่นานนักก็หายตัวไปจนหมด’
‘ข้าเดินตามทางเดินนั้นมาเรื่อยๆ ก็พบเข้ากับห้องโถงขนาดไม่ใหญ่โตมาก ตรงจุดกึ่งกลางของห้องมีแท่นสำหรับประกอบพิธีกรรมบางอย่าง ข้าได้เก็บกู้และรวบรวมหนังสือ รวมทั้งสิ่งของทั้งหมดที่พบเจอบนแท่นพิธีกรรมนั้น จึงได้รู้ว่าสถานที่แห่งนี้เคยเป็วิหารหลักของเมือง ที่มีชื่อในอดีตว่าวิหารแห่งเพลิออน ้าเพดานมีภาพจิตรกรรมโบราณสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ บนเพดานของห้องโถงนั้นแสดงให้เห็นถึงรูปวาดของบุรุษหน้าตาอ่อนโยนใจดีผู้หนึ่ง กำลังยืนถือไม้เท้าปักลงดินข้างลำตัว บุรุษผู้นี้กำลังทอดสายตามองลงมา รอบตัวถูกรายล้อมด้วยพฤกษานานาชนิด มีอสรพิษสีดำหนึ่งตัวกำลังขดเลื้อยรัดพันกับตัวไม้เท้า ส่วนหัวกำลังหมอบศิโรราบ’
‘ภายหลังจากการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับตำนานโบราณทั้งหลาย ข้าสันนิษฐานว่ามันคือภาพเหมือนของบุคคล ที่ได้ชื่อว่าเป็เทพแห่งการแพทย์และสมุนไพรในสมัยโบราณ ตามตำนานพื้นเมืองว่ากันว่าท่านสามารถรักษาและชุบชีวิตให้ทุกสรรพชีวิต ต่อให้มอดดับไปแล้วก็ทำให้กลับมามีลมหายใจอีกครั้งได้ โดยต้องมีสิ่งของที่เท่าเทียมกันมาแลกเปลี่ยนกับอายุขัยที่้า ตำนานยังคงบันทึกไว้อีกด้วยว่า เทพแห่งการแพทย์ได้ร่วงหล่นสู่หุบเหวแห่งความตายด้วยพลังจากสายฟ้าพิโรธ’
‘และสมบัติชิ้นสุดท้าย ที่ทำให้ข้ารอดชีวิตออกมาจากซากปรักหักพังนั้นได้ คือศิลาปริศนาสีเขียวอ่อนแซมขาวราวกับหยกขนาดเท่าฝ่ามือ พื้นผิวแบนราบด้านหน้ามักจะมีตัวอักษรแปลกๆ ปรากฏขึ้นมา ด้านในแท่นพิธีกรรมใต้หนังสือพวกนั้นคือสถานที่ซ่อนของศิลาแผ่นนี้ ตัวข้าพาซัคมีชีวิตรอดกลับมาได้ พร้อมกับความหวังในการปกป้องครอบครัว ชีวิตของข้าและครอบครัวเริ่มพัฒนาอย่างก้าวะโ’
‘แต่โลกความจริงมักโหดร้ายเสมอ ข้าพบความสิ้นหวังอยู่สามประการ ประการแรก แท้จริงแล้วต่อให้ข้าจะสามารถทำลายกำแพงบางส่วนของพันธนาการแห่งชีวิตลงได้ แต่ครอบครัวของข้าไม่เคยหนีพ้นเงื้อมมือของบุคคลที่แอบซ่อนบงการในความมืดได้เลย’
‘ประการที่สอง ข้ามีความรู้สึกผิดต่อภรรยาและบุตรเป็อย่างมาก ที่ไม่สามารถอยู่ดูแลพวกเขาได้อีกต่อไป พิษจากอสรพิษนับไม่ถ้วนที่เคยรุมฉกกัดข้า ยังคงสะสมและไหลเวียนอยู่ในร่างกาย ค่อยๆ กัดกร่อนพลังชีวิตไปทีละน้อย ตัวข้าเปรียบได้ดั่งแก้วน้ำที่มีรูรั่ว เมื่อไหร่ที่น้ำหมดแก้ว ถ้าข้าไม่สามารถหาน้ำมาเติมได้ เวลานั้นคงเป็เวลาที่ข้าต้องจากไป อย่างน้อยพิษเ่าั้ก็ไม่สร้างความเ็ปให้ข้า ทำให้ข้าสามารถจากไปอย่างสงบได้’
‘ประการสุดท้าย ข้ายังคงไม่สามารถไขความลับจากสมบัติทั้งหมด ไม่สามารถทำลายพันธนาการแห่งชีวิตเพิ่มได้อีก ขีดจำกัดและพร์ของข้าคงมาได้แค่นี้ เมื่อขุมทรัพย์แห่งความจริงได้เปิดออก หวังว่าท่านจะตอบแทน ถึงท่านผู้ที่กำลังอ่านข้อความนี้ ตัวข้าพาซัคใช้ชีวิตอย่างไม่อายฟ้า ประพฤติตัวอย่างภาคภูมิมาโดยตลอด ข้าขอยกสมบัติทั้งหมดที่ข้าใช้เวลาทั้งชีวิต หามาเก็บในห้องนี้มอบให้แก่ท่าน’
‘ข้าหวังเป็อย่างยิ่งว่าท่านจะยินดี และสามารถทำความปรารถนาครั้งสุดท้ายของชีวิตให้ข้าได้ ได้โปรดตามหาซูทาร์นาและมิเนอร์วา ผู้เป็เ้าของหรือเคยเป็เ้าของบ้านหลังนี้ ได้โปรดช่วยเหลือพวกเขาไม่ให้ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ข้าค่อนข้างมั่นใจว่าในตอนนี้ภรรยาและบุตรของข้า ต้องกำลังเผชิญกับอำนาจมืดที่คอยกดดันอย่างลับๆ อยู่แน่นอน’
'หนังสือแห่งแอสคลีเพียสและศิลาปริศนามีความลับซ่อนอยู่ ข้าหวังว่าสักวันหนึ่งท่านจะไขความลับดังกล่าวได้ แน่นอนถ้าท่านมีจิตใจเอื้อเฟื้อ สมบัติที่พบเจอจะแบ่งให้ภรรยาและบุตรของข้าหรือไม่แบ่งก็ตามแต่ใจท่าน้า ระวังบุคคลที่ชื่อดีมัวร์ไว้ให้ดีๆ ข้าไม่มั่นใจ แต่ลางสังหรณ์บอกข้าว่าดีมัวร์กำลังปกปิดความลับบางอย่างไว้ สุดท้ายนี้ข้าขออวยพรให้ท่านสามารถทำลายกำแพงพันธนาการแห่งชีวิตทั้งหมดลงได้ และก้าวข้ามประตู์สู่การเป็'เทพ'ที่แท้จริง แน่นอนเมื่อท่านเป็เทพแล้วคำขอที่ให้ปกป้องภรรยาและบุตรของข้าคงเป็เื่เล็กน้อยสำหรับท่าน'
'ขอบคุณ…พาซัคชายผู้รักครอบครัวยิ่งกว่าสิ่งใด'