บทที่ 8 ช่วยชาวบ้าน
คล้อยหลังรถม้าของครอบครัวตระกูลกู้ชายหนุ่มวัย18ปี ในชุดผ้าไหมสีเข้ม ยืนมองอยู่ชั้นบนของร้าน ใบหน้าหล่อเหลาของเขาประดับด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนเมื่อมองตามหลังหญิงสาวที่คาดว่าจะเป็ลูกสาวของครอบครัวที่เพิ่งขับรถม้าจากไป
“นายท่านไม่ทราบเรียกพบข้าน้อยด้วยเหตุใด”
มู่เซินเถ้าแก่ร้านค้าขนาดใหญ่แห่งนี้ หันใบหน้าที่ปรับให้ราบเรียบแล้วกลับมามองหลงจู๊ของร้านซึ่งเขาเป็คนเรียกให้มาพบ เมื่อเห็นอีกฝ่ายแสดงสีหน้ากังวล ก็เผยรอยยิ้มบาง
“ไม่มีอะไรหรอกหลงจู๊ข้ามองเห็นครอบครัวนั้นซื้อของจำนวนมากก็เลยอยากรู้ว่าเ้าถามว่าพวกเขาเป็ใครมาจากไหนหรือไม่ เผื่อภายหน้าอาจจะเป็ลูกค้าคนสำคัญของร้านเรา”
หลงจู๊เผยรอยยิ้มเมื่อได้ยินคำถามที่เฉลียวฉลาดจากเ้านาย
“ข้าน้อยสอบถามแล้วพวกเขาคือครอบครัวตระกูลกู้ มาจากหมู่บ้านในหุบเขา”
มู่เซินพยักหน้าอย่างพอใจก่อนจะบอกให้หลงจู๊กลับไปทำงาน ลับหลังลูกน้องชายหนุ่มก็หลุบตาลงต่ำภายในใจเขาคิดถึงสาวน้อยที่เดินตามมารดาในข้อมือของนางสวมหยกจักรพรรดิสีเขียวเข้มส่งแสงวาววับลอดมาจากแขนเสื้อจนเขามองตามอย่างพิจารณา
ท่าทางของนางที่เลือกดูสิ่งของอย่างพิจารณาภายใต้เสื้อผ้าเก่าที่ย้อนแย้งกับกำไลหยกราคาแพง ไม่ได้ทำให้ท่าทีอันเฉิดฉายของนางด้อยลงตามเนื้อผ้า
จากความสงสัยกลายเป็ความสนใจและกลายเป็ไม่อาจละสายตาจากท่าทีเช่นนั้นได้
มู่เซินเป็ลูกชายคนเล็กของตระกูลขุนนางฝ่ายบุ๋นเขามีพี่ชายคนโตสืบทอดตำแหน่งขุนนาง ส่วนตัวเขาเบื่อหน่ายกับการแก่งแย่งชิงของเหล่าองค์ชายในราชสำนักจนไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวเื่ในเมืองหลวงอีกบิดามารดาของเขาถึงแม้จะไม่ค่อยพอใจนัก แต่ก็ตามใจ ลูกชายคนเล็กด้วยความรัก
มารดาของเขามีสินเดิมเป็ร้านค้าหลายแห่งที่ต่างเมืองมู่เซินจึงขอเข้าไปสืบทอดกิจการของครอบครัว ซึ่งมารดาก็ไม่ได้ขัดข้องพร้อมกับแบ่งสันปันส่วนร้านค้าในต่างเมืองให้ลูกชายคนเล็กเข้าไปดูแลส่วนลูกชายคนโตแบ่งร้านค้าในเมืองหลวงให้
เมื่อมู่เซินเข้ามาสานต่อกิจการของมารดาเขาก็ทำให้ร้านค้าเจริญรุ่งเรืองจนต้องขยายร้านค้าจากเดิมที่มีขนาดเล็กเป็ขนาดใหญ่อย่างทุกวันนี้
ชายหนุ่มยังมีร้านขายแพรพรรณและเครื่องประดับที่มีเอกลักษ์โดดเด่นเฉพาะตัวโดยเฉพาะเครื่องประดับที่ทำจากหยก จนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเมือง
“ครอบครัวตระกูลกู้อย่างนั้นหรือหวังว่าเราคงมีโอกาสได้เจอกันอีก”
ตลอดการเดินทาง ั้แ่เริ่มเข้าสู่เขตเมืองกู้หลินมองสำรวจร้านค้าที่เปิดเรียงราย พร้อมกับสำรวจตลาดเพื่อมองหาหนทางสร้างอนาคตที่มั่นคงในโลกโบราณแห่งนี้แทนการพึ่งพาพลังของกำไลหยกอย่างเดียวซึ่งไม่ใช่หนทางที่ยั่งยืน
อีกทั้งหญิงสาวไม่ได้วางแผนเพื่อครอบครัวเพียงฝ่ายเดียวนางยังมองไปถึงความเป็อยู่ที่ยากแค้นพึ่งพาเพียงธรรมชาติฝ่ายเดียวของผู้คนในหมู่บ้านอีกด้วย
ตอนที่ยังเป็แพทย์ทหารหญิงในโลกปัจจุบัน กู้หลินไม่ได้เป็แพทย์รักษาคนป่วยเพียงอย่างเดียวแต่ยังต้องช่วยเื่ปากท้องของชาวบ้านใน่ระยะเวลา ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านนั้นด้วย ทำให้หญิงสาวมีแิที่จะช่วยเหลือชาวบ้านในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ให้สามารถ ลืมตาอ้าปากและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกด้วย
เสียงล้อรถม้าดังกรีดผ่านความเงียบสงบของหมู่บ้านเล็กๆ ฝุ่นละอองฟุ้งกระจายไปตามถนนดิน ชาวบ้านต่างหยุดมือจากงานที่ทำมองไปยังรถม้าคันใหญ่ที่วิ่งเข้ามาอย่างสง่างามรถม้าของตระกูลกู้แบบธรรมดาที่เคยมี วันนี้กลับดูยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยสัมภาระมากมายจนแทบจะล้นออกมา จำนวนผ้าหลายพับ อาหารหลายอย่าง เครื่องปั้นดินเผา และของใช้ต่าง ๆที่ดูแล้วมีราคาแพงถูกบรรจุอย่างระมัดระวัง
“นี่มันอะไรกันเนี่ย”
เสียงซุบซิบกระซิบกระซาบดังขึ้นชาวบ้านต่างพากันวิ่งเข้ามาดู ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจและความอยากรู้อยากเห็น
“รถม้าของตระกูลกู้ ดูสิ ของเต็มเลย!”
หญิงชราคนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงตกตะลึง
“ข้าได้ยินมาว่ากู้เฉิน หลานชายคนโตของตระกูลขึ้นเขาแล้วเก็บเห็ดหลินจือแดงมาได้หมอกู้คงจะพาลูกหลานไปขายเห็ดในเมือง และคงจะขายได้ราคาแพงมาก ถึงได้ซื้อรถม้าคันใหญ่และซื้อข้าวของเต็มรถ”
ชายชราคนหนึ่งพูดขึ้น เสียงของเขาเต็มไปด้วยความอิจฉาปนชื่นชม
ข่าวลือแพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว เหมือนไฟลามทุ่ง เื่ราวของ กู้เฉิน หนุ่มน้อยผู้โชคดี ที่เก็บเห็ดหลินจือแดงได้กลายเป็ที่พูดถึงของทุกคนบางคนบอกว่าเห็ดหลินจือแดงนั้นมีขนาดใหญ่ บางคนบอกว่า มันมีสีแดงสดใสราวกับดวงอาทิตย์
ความร่ำรวยของตระกูลกู้ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้ชาวบ้านต่างพากันอิจฉา แต่ก็อดชื่นชมไม่ได้เพราะครอบครัวตระกูลกู้มีนิสัยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และเป็ที่รักของทุกคนในหมู่บ้านชาวบ้านที่ได้ยินข่าวก็ได้แต่คาดหวังว่าครอบครัวของตนจะได้พบกับความโชคดีบนูเาแบบนั้นบ้าง
รถม้าคันใหญ่จอดลงที่หน้าบ้านหลังเล็กของครอบครัวตระกูลกู้พวกเขาช่วยกันขนของที่ซื้อมาจากเมืองลงจากรถม้า
หลังจากเดินทางไกลมาทั้งวันความเหนื่อยล้าปรากฏชัดบนใบหน้า แต่รอยยิ้มแห่งความสุขกลับพาดผ่านดวงตาของทุกคน
บ้านหลังเล็กๆ เต็มไปด้วยข้าวของที่ทุกคนเลือกซื้อมา ั้แ่ของสด ของแห้ง ผ้าหลายพับ จนถึงเครื่องเรือนและของใช้ถูกวางไว้เกือบทุกมุมของบ้านจนแทบจะไม่มีที่ว่างเหลือ
“ท่านตา ข้าว่าบ้านของพวกเราหลังเล็กเกินไปท่านดูสิว่าหลังจากวางข้าวของก็ไม่มีที่ว่างให้พวกเราได้นั่งกันแล้วข้าคิดว่าตอนนี้บ้านเราสมควรจะสร้างบ้านใหม่ที่หลังใหญ่กว่าเดิม และสามารถกันลมกันหนาวได้ตอนนี้เงินทองก็พอมี อีกอย่างปีนี้หนาวยาวนานข้าวและผักเพาะปลูกไม่ได้ผลเหมือนเดิมชาวบ้านในหมู่บ้านคงเหลืออาหารในบ้านน้อยเต็มทีถ้าหากเราจ้างคนในหมู่บ้านสร้างบ้านหลังใหม่ คงจะช่วยให้พวกเขามีเงินซื้ออาหารประทังชีวิตจนกว่าจะถึงรอบการเพาะปลูกใหม่ท่านว่าดีหรือไม่”
คำพูดของกู้หลินที่ดูเหมือนเติบโตขึ้นหลังจากหายจากอาการเจ็บป่วยแถมสำนวนภาษาที่เปลี่ยนไปทำให้ทุกคนรู้สึกแปลกใจแต่เมื่อคิดย้อนไปว่านางเคยพบและสนทนากับเทพเซียนในฝันภาษาที่นางพูดอาจมาจากความฝันนั้นก็เป็ได้ ความประหลาดใจที่มีจึงหายไป
ผู้เฒ่ากู้มองหลานสาวที่ไม่มีท่าทางเหนียมอายเหมือนเด็กสาวอีกต่อไปก็พยักหน้าเห็นด้วย
“ตาก็คิดเหมือนกันบ้านเรายังมีที่ดินข้างบ้านอยู่ หลายหมู่ วันพรุ่งนี้ตาจะไปปรึกษาผู้ใหญ่บ้าน ในหมู่บ้านเรามีช่างที่เข้าไปทำงานในเมืองอยู่ไม่น้อยคงจะหาคนทำไม่ยาก”
วันต่อมาผู้เฒ่ากู้ก็มาปรากฏตัวอยู่ที่บ้านของผู้ใหญ่บ้านในมือของเขาถือตะกร้าใส่ไข่เดินเข้ามา
“หมอกู้”
เสียงทักทายจากจื่อหยวนผู้นำหมู่บ้านที่เดินออกมาหน้าบ้าน
“ข้าเข้าเมืองเมื่อวานเลยได้ของเล็กน้อยมาฝากผู้ใหญ่บ้าน”
ผู้เฒ่ากู้บอกพร้อมกับยื่นตะกร้าไข่ให้ผู้ใหญ่บ้าน
“เกรงใจไปแล้วหมอกู้ว่าแต่ข้าได้ยินชาวบ้านลือกันว่าลูกหลานบ้านของท่านโชคดีพบเห็ดหลินจือแดงบนูเาใช่หรือไม่”
ผู้ใหญ่บ้านรับไข่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มก่อนจะเอ่ยถามถึงข่าวลือที่ได้ยินชาวบ้านเล่าให้ฟัง
“เป็ความจริงและเมื่อวานข้าได้นำเห็ดหลินจือไปขายได้เงินพอที่จะสร้างบ้านใหม่แทนหลังเก่าที่ทรุดโทรมก็เลยถือโอกาสมาหาผู้ใหญ่เพื่อปรึกษาเื่การจ้างคนในหมู่บ้านของเราไปสร้างบ้านให้”
จื่อหยวนเบิกตากว้างเมื่อได้รับคำยืนยันจากปากของเ้าตัวแถมวันนี้เขายังนำข่าวจ้างงานคนในหมู่บ้านมาบอกอีก
“จะสร้างบ้านใหม่อย่างนั้นหรือถือว่าเป็ข่าวดีทั้งหมู่บ้านเลยเพราะในหมู่บ้านเรามีคนเข้าไปรับจ้างทำงานในเมืองและต่างเมืองเพื่อส่งเงินมาให้ครอบครัวใช้จ่ายไม่น้อยถ้าหากมีงานในหมู่บ้าน ข้าจะประกาศให้ทุกคนไปรวมตัวที่บ้านของท่านในตอนนี้ดีหรือไม่”
ผู้เฒ่ากู้ได้ยินดังนั้นก็ค้อมหัวตอบรับ
“ดียิ่งดียิ่ง ถ้างั้นข้าจะกลับไปรอที่บ้าน”