ย้อนไปวันที่เหมยฮวาหลบหนีชิโนะขึ้นบนกำแพงเมือง
เมื่อได้ยินจากปากของฟางเหลาหู่ว่านางต้องตาย นางก็ได้รู้ซึ้งแล้วว่า ชายที่เฝ้าใฝ่ฝันนั้น แท้จริงหมางเมินเ็ากว่าที่นางคิดมากนัก
มันไม่มีน้ำใจแม้สักน้อยเลยหรือ
หรือความเย่อหยิ่งนั่นคือเสน่ห์ของมัน
นี่คือปรากฏการณ์อันแปลกประหลาดของความรัก บางคราวท่านหลงรักมัน มันกลับมิมีเยื่อใยให้แก่ท่าน บางคนที่ท่านมิอยากพบเจอ มันกลับตามพัวพันท่านไม่ห่าง แต่ความรักนั้นไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัว บางครั้งท่านอาจรักผู้คนในครั้งแรกที่พบกัน บางคราวต้องผ่านเหตุการณ์ดีร้ายนานัปการจึงสามารถรักกันได้ คงไม่มีผู้ใดที่อาจหาญตั้งตนกำหนดว่าความรักแบบใดที่ยิ่งใหญ่กว่ากัน สำหรับมนุษยชาติแล้ว ความรักล้วนน่าทะนุถนอมไว้ทั้งสิ้น
และเป็ด่านที่ยากจะตัดที่สุดแล้วสหาย
สำหรับหญิงงามสุดหล้าฟ้าดินเช่นเหมยฮวา นางเพียงได้รับแต่ความรัก จึงไม่เคยชินกับการรักผู้อื่น โดยเฉพาะการรักโดยไม่ได้รับผลตอบแทนอันใด
นี่ก็มิอาจโทษว่านางได้ สำหรับเด็กหญิงงดงามที่เติบโตมาในพรรคปราบัซึ่งมีผู้คนซ่องสุมนับหมื่น ล้วนแต่เป็บุคคลที่มีสภาวะและวิสัยแปลกประหลาดจากคนทั่วไป
ชี่หยวนเฟิงที่นางแยกไม่ออกว่าเป็ท่านลุงหรือท่านป้า ไม่แยแสสนใจนาง
เปี่ยนผูซี่เอ๋ค้างคาวโลหิตที่ชอบดูดเืจากต้นขานาง
ไกว๋เช่อเฉียวที่ขอเพียงได้รับคำสั่ง ก็พร้อมยิงธนูสังหารนาง
ไป่เซ่อเชินที่แม้จะไม่อยากฆ่านาง แต่สามารถจับกุมนางหรือยิงดัชนีพิสดารใส่นาง
ต้าคลุ้มคลั่ง เป็คนที่นางไม่สามารถเข้าใจมันได้ตลอดกาล
ท่านยายผู้าุโของพรรคที่แม้เลี้ยงดูนางมาั้แ่เด็ก สอนวิทยายุทธให้นาง ดูแลนางมาจนอายุยี่สิบปี แต่นางััได้ว่าท่านยายมิได้รักนางเหมือนหลานแท้ ๆ
ท่านประมุขพรรคผู้ยิ่งใหญ่ ที่นางมิเคยได้เห็นหน้า เนื่องจากมันสวมหน้ากากตลอดเวลาที่ปรากฏตัวกลางฝูงชน
ส่วนคนอื่น ๆ ในพรรค ล้วนแต่ตัวเลวร้าย หากไม่หวังนาง ก็มองว่านางเป็ศัตรูที่ต้องก้าวข้ามผ่าน บางคนมีพฤติกรรมน่าสะอิดสะเอียนจนนางรับไม่ไหว
ยังมีรองเ้าสำนักที่นางแทบไม่เคยพบเจออีกสองคน
นางเติบโตขึ้นท่ามกลางคนเหล่านี้ โดยปราศจากความรักของบิดามารดาเป็เกราะคุ้มภัย
จวบจนกระทั่งอายุสิบหก นางเริ่มรู้สึกว่าฟางเหลาหู่รองเ้าสำนักอันดับหนึ่งของพรรคเป็บุคคลผู้ “หล่อเหลา”
นอกจากรูปร่างหน้าตา บุคลิกของมันราวกับเทพเ้าซึ่งสามารถสยบฟ้าะเืดิน
เวลาที่มันพูด นอกจากท่านประมุขกับยายเฒ่า ทุกคนในพรรคต้องหยุดฟัง
ปัญหาหลายอย่างของพรรคที่ยากจะแก้ไข ขอเพียงมันลงมือย่อมสำเร็จทุกประการ
หากนางรู้ว่าฟางเหลาหู่เข้าเมืองลั่วหลางเพียงวันเดียว เสี้ยวอู่ิก็กลายเป็คนพิการไป นางจะหวาดกลัวมันมากกว่านี้
นี่คือชายในฝันของหญิงแทบทุกคน แม้แต่ชี่หยวนเฟิงก็อาจนับรวมด้วย
นางมีมันในใจตลอดเวลา
มันมิเคยปฏิเสธนางแม้สักครั้ง
เมื่อนางพบเจอว่าในพรรคมีการจับเด็กมาทารุณ ทั้งเข่นฆ่าสังหารบิดามารดาของเด็กน้อย นางมิอาจยอมรับได้
แต่พอเล่าให้มันฟัง มันกลับเพียงพยักหน้า
นางขอร้องไห้มันลงโทษคนพวกนั้น แต่มันบอกว่าจำเป็ต้องเก็บคนไว้ใช้งานของพรรค
นางเสียใจและผิดหวัง สุดท้ายจึงพาเด็กหลบหนีออกจากพรรคมา
แน่นอนว่านางนำความลับเื่ที่ตั้งพรรคและกำลังคนติดตัวมาด้วย
ในฐานะตำแหน่งรองจากรองเ้าสำนัก นางย่อมทราบเื่ราวไม่น้อย
นางรู้ดีว่าพรรคมิปล่อยให้นางมีชีวิต
แต่ไม่คิดว่าแม้แต่ฟางเหลาหู่ก็ไม่ยอมละเว้น
ความรักหลายปี ไม่มีคุณค่าเท่าเป้าหมายของพรรคเช่นนั้นหรือ
นางยอมแพ้แล้ว
หากจะถูกฆ่าฟันก็ไม่คิดต่อสู้
แต่นางจะปล่อยให้เสี้ยวอู่ิตายไม่ได้
มันช่วยชีวิตนางหลายครั้ง ทั้งเสี่ยงชีวิตโดยไม่จำเป็ จนถูกฝ่ามือสีชาด
แต่นางมิอาจสนใจมัน
หวังว่าเจียเจียคงดูแลมันได้
ขอแค่ให้นางได้ไปเตือนมัน
แต่ผู้ที่ทำหน้าที่สังหารนางคราวนี้คือชิโนะ
นางรู้ว่ามันมาจากโพ้นทะเล
มันไม่สนใจเื่วรยุทธหรือความก้าวหน้า เพียงแต่รับใช้ฟางเหลาหู่
ซึ่งส่วนใหญ่คือการฆ่า
มันไม่แสดงกระบวนท่าพิสดาร หรือกำลังภายในที่กร้าวแกร่ง
มันเพียงแต่สังหาร ด้วยเพลงดาบที่รวดเร็ว
นางรู้ตัวว่าสู้กับคนเช่นนี้มิได้
ทันใดที่ร่างลอยจากกำแพงเมืองสูงใหญ่
ประสาทััทั้งหมดก็ชาด้าน
นางไม่เ็ปเท่าใด
แต่รับรู้ว่าโดนคมดาบของมันแล้ว
เมื่อตกถึงพุ่มไม้ นางรีบกลิ้งตัวไปกับหิมะแล้วกระเซอะกระเซิงไปในป่า
นางไม่รู้จะไปทางใด วิ่งลากสังขารไปจนถึงแม่น้ำ
พายุหิมะโหมหนัก หิมะส่วนหนึ่งละลายลงแม่น้ำจนไหลเชี่ยวกราก ทั้งเย็นจัดจนสิ่งมีชีวิตดำรงอยู่มิได้
หากตกลงไปในแม่น้ำเช่นนี้ นางจะจบชีวิตลงในพริบตา
ชิโนะไม่ตามมา
น้ำตาของนางไหลอาบแก้ม
แล้วทิ้งตัวลงไปในกระแสน้ำ
สายน้ำเย็นและเชี่ยวกว่าที่นางคิดมากนัก
พริบตาก็พัดพาร่างไร้สติของนางไปหลายลี้
พายุหิมะกลบทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในอดีต
ท่ามกลางสภาพอากาศเช่นนี้ย่อมไม่มีผู้คนเดินทาง
แต่กลับมีคนกลุ่มหนึ่งเดินเท้าฝ่าพายุมุ่งสู่ที่พัก
“เร็วเข้า หาไม่พายุหนักขึ้น พวกเราจะลำบากแล้ว”
ผู้พูดเป็นักพรตหญิงวัยประมาณสามสิบปี นางต้องใช้ผ้าคลุมศีรษะไว้ เพื่อปกป้องจากหิมะอันรุนแรง
“ท่านเ้าอารามจะตำหนิพวกเรากลับช้าหรือไม่”
นักพรตหญิงน้อยนางหนึ่งกังวล
“นางมีแต่จะเป็ห่วงพวกเรา”
นักพรตหญิงอีกนางพูดเสียงสั่นเพราะความหนาว
“ดูนั่น” นักพรตหญิงน้อยชี้ไปที่ริมแม่น้ำ แม้พวกนางอยู่ใกล้ตลิ่ง แต่ด้วยพายุรุนแรงจึงมองเห็นราง ๆ คล้ายร่างของมนุษย์ลอยติดกิ่งไม้ใหญ่
บริเวณนั้นน้ำไหลไม่แรงมากแล้ว
“ซากศพ” นักพรตหญิงน้อยจับแขนของนักพรตหญิงที่าุโสูงสุดไว้แน่น
“เหลวไหล” หากเป็ศพจริงพวกเราควรจัดการมิให้น่าเวทนา
แม้นักพรตหญิงอีกสองรูปจะพากันส่ายหน้า แต่นักพรตหญิงที่าุโสุด กลับะโไปยืนบนกิ่งไม้ที่ร่างนั้นติดอยู่ วิชาตัวเบานับว่ายอดเยี่ยม
นางก้มลงจับร่างนั้นไว้แล้วรีบะโ
“เร็วเข้า คนยังไม่ตาย แต่หายใจรวยรินมากแล้ว”
เฟิงตงเปียนขี่ม้าชมพื้นที่รอบ ๆ ลั่วหยาง
กระทั่งมาถึงถ้าผาหลงเหมิน (ถ้าผาประตูั) ทางทิศใต้ของตัวเมือง
ถ้ำแห่งนี้สร้างั้แ่รางวงศ์เว่ยติดต่อกันมาหลายแผ่นดินประมาณสี่ร้อยปีจนถึงรางวงศ์ถัง แม้พระนางบูเช็กเทียนขึ้นครองแผ่นดินก็ยังทรงให้มีการสร้างต่อไป
ด้วยเหตุนี้จึงปรากฏหมู่ถ้ามากกว่าสองพันถ้ำ ยาวเรียงรายกว่าสองลี้ แกะสลักไว้ด้วย พระพุทธรูป พระโพธสัตว์ พระสาวก ศิลาจารึก เจดีย์ เซียน เทพธิดา รวมถึงสิงโต นับรวมแล้วมีประมาณหนึ่งแสนชิ้น
นี่เป็สถานที่ที่ยิ่งใหญ่ จนข่มให้ผู้มาเยือนดูกระจ้อยร่อย
ทั้งแสดงถึงความศรัทธาต่อพุทธศาสนาและความเพียรพยายามของมนุษย์
เฟิงตงเปียนลงจากม้า ยืมชมความยิ่งใหญ่อยู่เงียบ ๆ ผู้เดียว
พอทราบเื่ที่เสี้ยวอู่ิาเ็สาหัส มันก็มิพูดอันใดถึงเื่นี้อีก
เมื่อมันถูกขังอยู่ในเรือนจำนั้น ตอนแรกผู้ที่กล้านำข้าวปลาอาหารไปเยี่ยมมันคือเสี้ยวอู่ิ
ความจริงมันมิได้รู้จักสนิทสนมกัน เพียงแต่สอบได้คะแนนติดกัน จึงต้องพานพบ
ญาติพี่น้องของเฟิงตงเปียนเป็เพียงข้าราชการผู้น้อย ไม่กล้าขัดขืนเ้ากรมตุลาการในตอนนั้น
แต่เสี้ยวอู่ิสังกัดเว่ยกงกง จึงได้รับความเกรงใจเป็พิเศษ
แน่นอนว่าการมาเยี่ยมมัน ย่อมทำให้เ้ากรมตุลาการตอนนั้นไม่พอใจ
เป็การสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็
ต่อมาเสี้ยวอู่ิไม่ไปเยี่ยมมันอีก ยังเข้าใจว่ามันโดนสั่งห้ามหรือเติบโตก้าวหน้าการงานรัดตัว
แท้ที่จริงมันถูกปองร้ายจนต้องออกจากวังไปที่ลั่วหยาง ไม่คาดคิดว่าสุดท้ายจะถูกทำร้ายจนกลายเป็คนพิการ
ขบวนนักพรตหญิงกลุ่มหนึ่งนั่งรถม้าผ่านมา
มันดึงม้าหลีกหันไปคำนับ
“เหล่าซือไท่จะเดินทางไปที่ใด”
“พวกเราจะพาคนป่วยไปรักษา”
เฟิงตงเปียนมองไปบนรถม้า เห็นร่างหนึ่งพันผ้าบริเวณลำตัว ส่วนใบหน้ามีผ้าบาง ๆ ปกคลุมไว้
“่นี้อากาศแปรปรวน อาจมีพายุหิมะ ขอซือไท่โปรดระวัง”
“เจริญพรประสก”
จากนั้นเหล่านักพรตหญิงเดินทางต่อไป
เฟิงตงเปียนขี่ม้าชมรอบเมืองลั่วหยางอยู่หลายวันจึงเข้าพักในตัวเมือง
มันพยายามหาโรงเตี๊ยมที่ราคาไม่แพง ด้วยเงินเดือนขุนนางขั้นแปดยังไม่มากนัก
ก่อนถูกขังมันเคยเป็ขุนนางระดับหก ชีวิตความเป็อยู่สุขสบาย แต่หากจะให้กลับไปตำแหน่งเดิม เ้ากรมเป่าไฉบอกว่ายังมิควร
“เ้าเพิ่งออกจากเรือนจำให้รอสักระยะ”
มันถูกใจโรงเตี๊ยมหนึ่ง ชื่อเถี่ยนหยา (สุดขอบฟ้า) แต่ห้องที่มันชอบกลับถูกจับจองไว้ไม่มีกำหนด
เสี้ยวเอ้อมิได้บอกว่าผู้ใดเป็คนจอง
สุดท้ายมันเลยต้องไปพักโรงเตี๊ยมที่อยู่ใกล้ตลาด
แม้ค่าห้องจะย่อมเยาแต่ผู้คนค่อนข้างพลุกพล่าน
บางทีอาจเหมาะกับการเฝ้าดูผู้คน
อารามเจี่ยนยี่ (แปลว่าตัดวันคืน)ตั้งอยู่ในหุบเขาลึก แวดล้อมด้วยภูสูงและป่าไม้
เ้าอารามเ้าหวังจี่ อายุราวสี่สิบปี ใบหน้างามผุดผ่อง ไม่ทราบว่าเป็เพราะนางตัดกิเลศอาศัยห่างจากโลกอันสับสนวุ่นวายหรือไม่ กลับมีใบหน้าราวอายุยี่สิบปลายเท่านั้น
หากเป็ดังนี้ทุกคน คาดว่าสตรีคงหันมาถือศีลกันทั่วแผ่นดิน
เบื้องหน้านางคือร่างของเหมยฮวาที่นอนหมดสติ
กว่าจะเดินทางมาถึงอาราม ใช้เวลาฝ่าพายุหิมะหลายวัน นางหมดสติมาตลอดทาง
หลังฟังเื่ราวจากเหล่านักพรตหญิง นางก็จับชีพจรของเหมยฮวาแล้วตรวจาแที่หลัง
เป็แผลจากดาบที่คมกริบ
แผลกลับปิดแนบสนิท
แต่ยังคงทิ้งรอยเป็ทางยาวสะพายแล่งกลางหลังนาง
“ผู้ที่ฟันดาบนี้ มิได้ใช้กำลังภายใน แต่ฟันด้วยความเร็วสุดคาดเดา ภายหลังนางถูกฟันไม่นาน ตกลงไปในแม่น้ำเย็นจัด ทำให้แผลปิดสนิททันที นางจึงมีชีวิตรอดจากการเสียโลหิตจนหมดร่าง”
“เ้าอารามสามารถคาดเดาเหตุการณ์ได้ราวกับตาเห็น”
ปู้เบ่ยพ่าน นักพรตหญิงาุโอายุราวสามสิบปี กล่าวชม
“เหตุการณ์อาจมิเป็เช่นนั้นก็ได้” เ้าอารามเอ่ย
“การวิเคราะห์ของเ้าอารามย่อมไม่ผิดพลาด” นักพรตหญิงปู้เบ่ยพ่านยังไม่ยอมเลิกชมนาง
เ้าอารามส่งสายตาค้อนมาให้
“พอแล้วปู้เบ่ยพ่าน”
เสียงจริงจังนั่นทำให้นักพรตหญิงปู้เบ่ยพ่ายยอมหยุดต่อความ
“ความจริงนางมีกำลังภายในสูงเยี่ยม แต่ลมปราณกับอ่อนแรงสับสน เหมือนถูกกระทบกระเทือนทางใจอย่างรุนแรง”
ร่างของเหมยฮวาสั่นเทิ้ม เปลือกตากระพิบ แต่คนยังมิได้สติขึ้นมา
เ้าอารามมองใบหน้างดงามนั่นอย่างเวทนา
“เมื่อพบกันถือว่ามีวาสนา พวกเราดูแลนางเถอะ”