เฟิงหลงเหลียวมองโครงกระดูกอีกครั้งใจสั่นด้วยความสงสัยมากกว่าความกลัว ราวกับว่าเบื้องหน้านี้มิใช่เพียงร่างไร้ิญญาแต่คือปริศนาที่รอการไข
เด็กน้อยตะกายออกมาจากบ่อน้ำลงมานั่งเผชิญหน้ากับโครงกระดูก มือลูบป้ายหยก พลิกไปพลิกมาอย่างครุ่นคิดลูบจนรู้สึกว่าหยกค่อยๆ อุ่นขึ้นและเปล่งประกายแสงอ่อนจางรำไร
เขาเบิกตากว้าง ยกฝ่ามือที่กุมหยกออกรอดูการเปลี่ยนแปลงด้วยหัวใจเต้นแรง แต่แสงที่เปล่งออกมากลับค่อยๆ หรี่ลงไออุ่นจากหยกค่อยๆ เย็นชืด
เด็กชายเอียงคอ คิ้วเข้มขมวดแน่น “หรือต้องใช้พลังเซียนจึงจะเปิดได้”
เขามีท่าทีห่อเหี่ยวลงทันใด“ข้าไม่ใช่เทพเซียน จะไปมีพลังใช้สิ่งนี้ได้อย่างไร”
เฟิงหลงคลำไปที่ตำแหน่งท้องน้อยอาการเ็ปกำเริบขึ้นมาอีกระรอก ลมที่พลุ่งพล่านอยู่ในท้องราวกับแมลงวันไร้หัวบินสะเปะสะปะ พุ่งชนตรงโน่นทีตรงนี้ที สร้างความเ็ปทรมานไม่น้อย
พอไม่โคจรลมร้ายนี้ก็ตื่นขึ้นมาก่อความไม่สงบอีกแล้ว
จะว่าไปก็แปลกวิธีการในนิทานกลับใช้ได้จริง...
คิดมาถึงตรงนี้ เด็กชายก็ชะงักนิ่งดวงตาส่องประกายวาบ
เขาหยิบแผ่นป้ายหยกขึ้นมาชิ้นหนึ่ง ประกบฝ่ามือลงไปใหม่ตั้งจิตไปที่ลมซึ่งพลุ่งพล่านอยู่ในท้อง พวกมันรวมตัวกันอยู่อย่างหนาแน่นพอกำหนดให้มันเคลื่อนตัว มันก็ไหลมาพร้อมกันกลุ่มใหญ่
เพียงผลักเบาๆ พลังงานก็ไหลไปเอง จากใต้สะดือขึ้นมาตามแนวกระดูกสันหลังจนถึงกระหม่อมพอเขาผ่อนลมหายใจออก พลังงานนั้นก็ไหลลง จากหน้าผาก จมูก ปาก คอ หน้าอกบางส่วนวิ่งไปที่แขนทั้งสองข้าง ปลายนิ้วของเขางอเข้าคล้าย้าจับเส้นสายพลังนี้ไว้แล้วถ่ายเทลงไปบนป้ายหยก
ฉับพลันนั้นป้ายหยกในมือก็สว่างจ้า ปรากฏภาพเซียนเฒ่าก้าวออกมาด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้ม
“เด็กน้อย...เ้าคือผู้ค้นพบถ้ำของข้าถือเป็วาสนาโดยแท้ ข้าได้ทิ้งภูมิปัญญาหลายร้อยปีไว้ในป้ายหยกสองชิ้น”
“ท่านคือเซียนหรือ?” เฟิงหลงถามแทรกแต่ผู้เฒ่ากับไม่ฟังเขาเลย เอาแค่พูดอยู่ฝ่ายเดียว
“เ้าโชคดีแล้วที่เ้าได้พบข้าผู้เฒ่า หากเ้ามีรากิญญามากกว่าสองชนิดเ้าจะถูกมองว่าไร้ค่าทันที เวลาสำหรับโลกบำเพ็ญนั้นมีค่าหากเ้าไม่อาจเลื่อนสู่ขั้นที่สูงขึ้นได้ เ้าก็จะตายจากไปไม่ต่างจากปุถุชนทั่วไป
แต่ข้าได้พิสูจน์แล้วว่า ‘ขยะ’ก็สามารถเจียระไนจนส่องประกายได้ ข้าใช้เวลาหลายร้อยปีค้นหาหนทาง กระทั่งรู้วิธีฝึกฝนสำหรับผู้มีหลายรากิญญา...ทว่าไฟชีวิตข้าก็ริบหรี่ลงไม่ต่างจากเปลวเทียนกลางพายุ อีกเพียงก้าวเดียวข้าก็จะข้ามสู่ด่านหยวนอิงแต่สิ่งที่ข้าขาดไปคือเวลาที่ต้องใช้กับหนึ่งก้าวนั้นกลับไม่พียงพอ
เ้าไม่ต้องกังวลไปเคล็ดการบำเพ็ญที่ทำให้ใช้ปราณได้เต็มประสิทธิภาพ ข้าได้บันทึกไว้ในป้ายหยกไม่ว่ารากิญญาเ้าจะสูงส่งดุจเทพ์ หรือกระจัดกระจายดุจธุลีดิน เ้าก็ใช้วิธีของข้ามาอ้างอิงได้เช่นกัน
จดจำไว้เส้นทางบำเพ็ญคือการว่ายทวนกระแส มีเพียงผู้กล้าและไม่ย่อท้อจึงจะก้าวเดินต่อไปได้แต่เมื่อมีพลังแล้ว จงอย่าลืมความเมตตา...โลกจะยั่งยืนได้เพราะเรายังเห็นค่าชีวิตที่อ่อนแอกว่า”
เสียงของเซียนเฒ่าดับวูบร่างเงาสลายไปในอากาศ ซือเฟิงหลงทรุดลง หอบหายใจราวกับพลังทั้งหมดถูกสูบออกหัวใจเต้นแรงด้วยทั้งความตื่นตะลึงและสับสน
“ข้า?...ข้าคือผู้ฝึกตนหรือ?ข้ามีรากิญญาแล้วอย่างนั้นหรือ? รากิญญาคืออะไร?”
ดวงหน้าเล็กๆหันไปมองร่างโครงกระดูกอย่างไม่อยากเชื่อ
สำหรับเขาแล้วการฝึกบำเพ็ญเป็เื่ที่ไม่อาจคิดฝันบิดาไม่อนุญาต มารดาเจ็บไข้้าคนดูแล เขาจะมีเวลาฝึกฝนได้อย่างไร?
เขาเคยทิ้งการคัดเลือกเพื่อเข้าเรียนในสำนักศึกษาเซียนฉีแต่กลับได้พบกับขุมทรัพย์ในป่าลึกแห่งนี้แทนหรือ?
ดวงตาหงส์มีประกายสั่นไหวราวกับระรอกคลื่นบนผิวน้ำใจเกิดความลังเลไม่อาจตัดใจ
“ข้าจะฝึก! ต่อให้ท่านพ่อไม่เห็นด้วยข้าก็จะแอบฝึก!”
มือน้อยๆ กำป้ายหยกไว้แน่น ดวงตามุ่งมั่นแรงกล้า
เขาเลือกป้ายที่สลักอักษร ‘อี้’[1]ขึ้นมา แล้วเริ่มโคจรพลังอีกครั้ง ป้ายหยกสว่างขึ้นข้อมูลและภาพหลั่งไหลเข้ามาในสมอง ราวกับะเิเล็กๆ แตกตูมในหัว
เพียงครึ่งเค่อเด็กชายก็ถอนตัวออกมาเหงื่อโทรมทั่วร่าง วิงเวียนจนแทบทรงตัวไม่อยู่
เขาแทบจะจำไม่ได้ว่าเห็นอะไรผ่านตาบ้างจดจำได้เพียงวิธีการพื้นฐานเท่านั้น แม้ที่จำได้จะเป็เพียงข้อมูลส่วนเสี้ยวเดียวแต่มันกลับเป็โลกอีกใบที่เฟิงหลงไม่เคยได้เห็นหรือััมาก่อน
โลกแห่งการบำเพ็ญเพียร...
แม้ยังเหน็ดเหนื่อยจากการรับข้อมูลเกินกว่าผู้ฝึกขั้นต้นจะรับไหวแต่เขาไม่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่า วางป้ายหยกลงแล้วเริ่มทำสมาธิ
เด็กน้อยรู้แล้วว่าทำไมท้องส่วนล่างจึงอึดอัดตลอดเวลาบริเวณนี้เรียกว่าตันเถียน เป็แหล่งกักเก็บพลังปราณในร่างกายของผู้ฝึกตน
สิ่งแปลกประหลาดคือตันเถียนของเขาสะสมพลังด้วยตัวมันเอง ราวกับร่างกายนี้สามารถดูดซับปราณเข้าร่างได้ตลอดเวลาแต่ปัญหาตอนนี้คือ หากเขาโคจรพลังและระบายปราณส่วนเกินออกไม่ทันร่างก็อาจจะะเิได้
คราแรกเขาใจร้อนไปหน่อยเคลื่อนลมปราณอย่างรวดเร็วหวังระบายพลังที่อัดแน่นในท้องทันใดนั้นความรู้สึกปวดแสบแล่นไปทั่วเส้นปราณร่างสั่นสะท้านราวกับจะฉีกขาดเป็เสี่ยงๆ
เหงื่อเย็นไหลอาบทั่วกายเด็กชายแทบสิ้นสติ
“มิได้…หากเส้นปราณขาดสะบั้นข้าต้องตายแน่ แต่หากไม่ระบายออก ตันเถียนก็จะแตกแทน”
เขากัดฟันพึมพำเบาๆ หลับตาตั้งสมาธิใหม่“ใจเย็นๆ เฟิงหลง”
ครานี้เขาเลือกสงบจิต สังเกตพลังในตันเถียนอย่างถี่ถ้วนทุกครั้งที่พลังเกิดพลุ่งพล่าน ความเ็ปที่เกิดขึ้นหลากหลายปะปน
บางคราวก็รู้สึกราวกับถูกสายน้ำท้วมทับบางจังหวะก็ร้อนรุ่มเหมือนถูกไฟสุมหลายครั้งร่างกายหนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยดินโคลนพอปล่อยให้มันสะสมนานเข้าก็เ็ปราวถูกทิ่มแทงด้วยของมีคมเส้นลมปราณขยายแทบะเิออก
ยามนี้เขาต้องชำระเส้นลมปราณอย่างอ่อนโยนแต่ไม่รู้ว่ารากิญญาของตนเป็ธาตุอะไร
ขณะสำรวจพลังที่ตีพลุ่งอยู่ในตันเถียนจัดเรียงพวกมันให้หมุนวนไปในทิศทางเดียวกันอย่างอยากลำบากเฟิงหลงก็ค้นพบว่ามีพลังสายหนึ่งที่ให้ความรู้สึกเย็นสบาย นุ่มนวลแม้ยังมีความรู้สึกแปลกแยกปะปน แต่เขารู้สึกว่าตนกำลังยืนอยู่กลางคลองสายเล็กที่มีน้ำไหล่เอื่อยต่อเนื่อง แม้จะมีกรวดหินดินทราย เศษไม้ และลมร้อนไหลมาปะปนแต่ที่แห่งนี้ก็ยังเป็คลอง
“ธาตุน้ำ?”
การค้นพบนี้ก่อให้เกิดความยินดีขึ้นในอกเขาข้ามขั้นตอนที่อาจารย์สอนในแผ่นหยก เลือกหยิบธาตุน้ำขึ้นมาโคจรไปทั่วร่าง
สายน้ำหมุนวนอย่างอ่อนโยนชะล้างเส้นปราณทีละเส้น พลังส่วนเกินที่ไม่ใช่น้ำถูกขับออกมากับลมหายใจ…
ความหนักอึ้งในท้องจางลงเหลือเพียงความโปร่งเบาราวสายน้ำหลั่งริน
ความรู้สึกนี้ช่างแสนวิเศษทั้งตื่นเต้นและน่าหลงใหล
เขาลุ่มหลงอยู่กับมัน เมื่อเส้นลมปราณถูกชำระก็เริ่มคึกคักมีชีวิตชีวาราวกับลำไผ่เหี่ยวเฉาขาดน้ำได้ฝนชะโชมอย่างต่อเนื่องจนชุ่มชื้นมีชีวิตอีกครั้ง
เฟิงหลงหาได้ล่วงรู้ไม่เหตุที่ตนสามารถลัดขั้นตอน ใช้พลังธาตุกรุยเส้นปราณได้ก็เพราะรากิญญาของเขาถูกปลุกขึ้นด้วยวิธีอันพิสดารสุดโต่ง
เพลิงไหม้ครานั้นยามอยู่ท่ามกลางความเป็ความตายความมุ่งมั่นจะช่วยชีวิตมารดาทำให้เขาเผลอเรียกสายฝนจากฟากฟ้าน้ำจากภูผาหลากไหลลงมาดับเพลิง รากิญญาธาตุน้ำจึงตื่นขึ้นพร้อมทั้งเปิดประตูชี่เหมินใต้สะดือ ดูดกลืนพลังปราณเข้าสู่ร่างโดยตรง
ร่างกายเช่นนี้หากว่ากันตามเหตุผลย่อมเป็พรอันล้ำค่า แต่ก็ซ่อนโทษร้ายไม่แพ้กันถ้าปราณฟ้าดินสะสมเกินกว่าจะควบคุม เส้นปราณฉีกขาด ตันเถียนแตกสลายก็คือความตายโดยไม่ต้องสงสัย
ที่ผ่านมาเขาอยู่ในดินแดนกันดารพลังปราณบางเบา ไม่เคยปรากฏปัญหา ทว่าเพียงก้าวเข้าสู่ถ้ำเซียนแห่งนี้พลังปราณกลับหนาแน่นราวหมอกทึบ ตันเถียนพลันดูดกลืนไม่หยุดความอึดอัดแน่นอกก็ถาโถมเข้ามาแทนที่
บัดนี้เด็กน้อยตระหนักแล้วหากมิอาจควบคุม ‘ลมปราณอันบ้าคลั่ง’ ให้สงบ เขาย่อมมีอันตรายถึงชีวิต
[1] อี้ แปลว่า หนึ่ง